กสม. ศยามล เข้าร่วมประชุม กมธ.กฎหมายฯ นำเสนอ 5 ประเด็นสำคัญด้านสิทธิมนุษยชน มุ่งแก้ไขปัญหาการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม พร้อมผลักดันกฎหมาย Anti-SLAPP คุ้มครองประชาชน

22/05/2569 44

          เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ N 402 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา นางสาวศยามล  ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อร่วมให้ข้อมูลและเสนอแนะแนวทางในการกำหนดกรอบการดำเนินงานติดตามความคืบหน้าการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน ร่วมกับผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สภาความมั่นคงแห่งชาติ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ)

          ในการนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้นำเสนอประเด็นความท้าทายและสถิติข้อร้องเรียนด้านกระบวนการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนที่สำคัญของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อให้คณะกรรมาธิการฯ นำไปใช้เป็นกรอบในการผลักดันนโยบายและแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย โดยมีข้อเสนอแนะ 5 ประเด็นหลัก ดังนี้

          1. การลบประวัติอาชญากรรมเพื่อคืนคนดีสู่สังคม กสม. เสนอให้มีการทบทวนกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง สืบเนื่องจากปัญหาผู้พ้นโทษหรือผู้ต้องหาที่ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิด ถูกบันทึกประวัติไว้ในบัญชีเฝ้าระวัง (Watchlist) ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่งผลให้บุคคลดังกล่าวถูกตัดโอกาสในการเข้าถึงการจ้างงานและการประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ผู้พ้นโทษกลับไปกระทำความผิดซ้ำ

          2. การพัฒนากองทุนยุติธรรมและการส่งเสริมทนายความอาสา (Pro Bono) กสม. เสนอแนะให้มีการปรับปรุงพระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม โดยมุ่งลดการใช้ดุลพินิจของคณะอนุกรรมการฯ เพื่อป้องกันการเสียสิทธิของประชาชน นอกจากนี้ ยังเสนอแนวทางส่งเสริมให้สำนักงานกฎหมาย (Law Firm) ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น คดีสิ่งแวดล้อมหรือคดีธุรกิจ เข้ามามีส่วนร่วมให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ในรูปแบบการทำงานเพื่อสังคม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการต่อสู้คดี นอกเหนือจากการพึ่งพาทนายความอาสา

          3. สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในมิติด้านความมั่นคง กสม. มีแผนเตรียมจัดอบรมให้ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนแก่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั้งกลุ่มชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ เพื่อลดความหวาดระแวงและส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข พร้อมกันนี้ กสม. ได้แสดงความห่วงใยต่อการบังคับใช้กฎหมายพิเศษด้านความมั่นคง 3 ฉบับ รวมถึงปัญหาการจัดเก็บสารพันธุกรรม (DNA) ของประชาชนในพื้นที่โดยไม่ได้รับความยินยอม ซึ่งเข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน

          4. การบริหารจัดการกลุ่มผู้หนีภัยการสู้รบ ผู้ลี้ภัย และบุคคลไร้สัญชาติ (Stateless) กสม. ได้สะท้อนถึงปัญหาสภาพความแออัดในห้องกักของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) และระเบียบปฏิบัติที่ส่งผลให้ผู้ลี้ภัยไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัว รวมถึงความล่าช้าในระบบการคัดกรองผู้หนีภัย นอกจากนี้ ได้เสนอแนะให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการสำรวจและกำหนดสถานะบุคคลให้แก่กลุ่มคนไร้รากเหง้า เช่น กลุ่มชาวโรฮิงญา เพื่อให้บุคคลเหล่านี้สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตได้ตามหลักมนุษยธรรม

          5. การผลักดันกฎหมายป้องกันการดำเนินคดีเพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน (Anti-SLAPP Law) กสม. เรียกร้องให้คณะกรรมาธิการฯ ร่วมผลักดันร่างกฎหมายป้องกันการฟ้องคดีปิดปาก (Anti-SLAPP) เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและประชาชน โดยเสนอให้ปรับปรุงนิยามคำว่า "ประโยชน์สาธารณะ" ด้วยการตัดคำว่า "วงกว้าง" ออก เพื่อให้ครอบคลุมการใช้สิทธิของประชาชนทุกกลุ่ม และเสนอให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการมีอำนาจใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้องได้ตั้งแต่ต้นทาง หากตรวจสอบพบว่ามูลเหตุแห่งคดีเป็นการฟ้องร้องเพื่อขัดขวางการแสดงความคิดเห็นที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ

          ในตอนท้ายของการประชุม ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้กล่าวขอบคุณ กสม. สำหรับข้อมูลและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางการทำงานของคณะกรรมาธิการฯ พร้อมเน้นย้ำว่าทั้งสองหน่วยงานมีเป้าหมายในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่สอดคล้องกัน โดยคณะกรรมาธิการฯ ได้เสนอให้มีการบูรณาการการทำงานร่วมกับ กสม. อย่างใกล้ชิด ซึ่งรวมถึงแผนการลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพห้องกักตัวของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สวนพลู) ร่วมกันในระยะเวลาอันใกล้นี้

เลื่อนขึ้นด้านบน