กสม. ศยามล ให้สัมภาษณ์รายการ “KEY MESSAGES” กรณีการจัดทำข้อเสนอแนะการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรมต่อภาคครัวเรือน สำนักข่าว THE STANDARD

20/05/2569 33

          เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 น. นางสาวศยามล  ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์รายการ“KEY MESSAGES” ของสำนักข่าว THE STANDARD กรณีที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มี “โครงการจัดทำข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเกี่ยวกับการกำหนดอัตราราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อภาคครัวเรือน” อันเนื่องมาจาก กสม. ได้รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาพลังงานไฟฟ้าและการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้ามากกว่า 70 กรณี รวมถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ ความไม่เป็นธรรมของโครงสร้างราคาและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากโครงการพลังงานต่าง ๆ โดยศึกษาการใช้ไฟฟ้าการแบ่งเป็น 8 ประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าในประเทศไทย จึงนำมาวิเคราะห์ปัญหาที่ได้ภายใต้กรอบสิทธิในการมีมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ข้อ 11 รวมถึงหลักความยุติธรรมทางพลังงาน (Energy Justice) และหลักความยุติธรรมเชิงการแบ่งสรรผลประโยชน์ (Distributive Justice) กำหนดให้รัฐมีหน้าที่จัดให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าในราคาที่เป็นธรรมและสามารถจ่ายได้ (Affordability) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 56 ยังบัญญัติให้รัฐต้องดูแลมิให้การจัดบริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควร

          ทั้งนี้ กสม. พบว่า โครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่แบบก้าวหน้าขั้นบันได 3 ขั้น ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจะเป็นบุคคลประเภทที่ 8 คือ ที่ไม่มีทะเบียนแต่การไฟฟ้าอนุญาตให้ติดตั้งเสาไฟฟ้า คนที่เช่าอยู่อาศัยในที่ดินของรัฐ บ้านที่มีผู้เปราะบาง เช่นคนชรา ผู้ป่วยที่ต้องอาศัยการชาร์จไฟเพื่อสามารถใช้เครื่องมือทางการแพทย์ได้ หรือแม้กระทั่งผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่สามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคพื้นฐาน นอกจากนี้ กสม. ยังมีการศึกษาถึงปัจจัยที่ทำให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นพบว่า การพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงเกินจริงในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ส่งผลให้อัตรากำลังผลิตสำรองไฟฟ้าสูงเกินมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้สะท้อนเพียงประเด็นด้านประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับหลักความเป็นธรรมในการจัดสรรภาระต้นทุนสาธารณะ ทำให้เกิดภาระค่าพร้อมจ่ายที่ประชาชนต้องร่วมแบกรับภาระค่าความพร้อมจ่ายสะสมกว่า 5.5 แสนล้านบาท ผ่านโครงสร้างค่าไฟฟ้า และรวมถึงกลไกสัญญารับซื้อไฟฟ้าแบบ “ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย” (Take-or-Pay) และระบบค่าความพร้อมจ่าย (AP) ประชาชนไม่ควรถูกบังคับให้ร่วมรับภาระต้นทุนจากกำลังผลิตไฟฟ้าที่มิได้ถูกใช้งานจริง โดยไม่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูล ตรวจสอบ หรือมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายดังกล่าวอย่างเพียงพอ

          ท้ายนี้ กสม. เห็นว่า รัฐควรปรับบทบาทของแผน PDP จากแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแบบตายตัว ไปสู่แผนยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน (Strategic Plan) ชะลอหรือทบทวนโครงการโรงไฟฟ้าฟอสซิลใหม่ที่ยังไม่มีการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) เจรจาทบทวนเงื่อนไข PPA และค่า AP ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และโครงสร้างต้นทุนพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งเสริมการแข่งขันในกิจการไฟฟ้าและเปิดโอกาสให้เกิดผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหม่ โดยเฉพาะส่วนท้องถิ่นควรส่งเสริมให้ชุมชนห่างไกลสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างอำนาจ (Structural Transition) จากระบบพลังงานรวมศูนย์ ไปสู่ระบบที่ประชาชน ชุมชน และผู้ผลิตรายย่อยสามารถมีส่วนร่วมในการผลิต บริหารจัดการ และได้รับประโยชน์จากระบบพลังงานอย่างเป็นธรรม

เลื่อนขึ้นด้านบน