สำนักงาน กสม. จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการกำหนดอัตราราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อภาคครัวเรือนสำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง ตะวันตก ตะวันออก

20/03/2569 38

          เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่ห้องแกรนด์บอลรูม 2 โรงแรมรามาการ์เด้นส์ นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นการจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดอัตราราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อภาคครัวเรือนสำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง ตะวันตก ตะวันออก โดยได้กล่าวถึงไฟฟ้าว่าเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน แต่ปัจจุบันยังพบปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งความไม่โปร่งใสของโครงสร้างราคา ภาระต้นทุนแฝง และผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง รวมถึงความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงไฟฟ้าในบางพื้นที่ เวทีครั้งนี้จึงมุ่งรวบรวมข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อผลักดันระบบพลังงานที่โปร่งใส เป็นธรรม และเคารพสิทธิมนุษยชนของประชาชนทุกคน

          จากนั้น นายชาญเชาวน์  ไชยานุกิจ ประธานอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดอัตราราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อภาคครัวเรือน ได้กล่าวถึงกรอบการดำเนินโครงการซึ่งยึดหลักธรรมาภิบาลของรัฐในการจัดการพลังงาน รวมถึงสิทธิในการรับรู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐ ซึ่งประชาชนควรจะได้รับทราบที่มาของค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่าย และรัฐต้องดูแลไม่ให้มีการเรียกเก็บค่าบริการจนเป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควร

          ก่อนเริ่มการรับฟังความคิดเห็นในช่วงที่ 1 (ภาคเช้า) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปิติ  เอี่ยมจำรูญลาภ อนุกรรมการ ได้เปิดบทสนทนา “กฎหมายพลังงานวันนี้ พาเราสู่ระบบไฟฟ้าแบบไหน และระบบไฟฟ้าในอนาคต ต้องการกฎหมายพลังงานแบบใด” โดยชี้ให้เห็นว่ากฎหมายพลังงานในปัจจุบันมีความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานแบบประชาธิปไตย แต่ขึ้นอยู่ที่การกำหนดนโยบายของรัฐบาลแต่ละชุด

          จากนั้น ได้แบ่งกลุ่มอภิปรายเพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้สะท้อนปัญหาและนำเสนอข้อเสนอแนะ ในหัวข้อ “เสียงจากกลุ่มครัวเรือนเปราะบางและผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายพลังงาน : บทเรียน ข้อเสนอ และก้าวต่อไปของค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรม”ซึ่งจากการอภิปรายและระดมความคิดเห็น ได้ข้อสรุปที่สำคัญดังนี้

          1) ปัญหาใหญ่ที่ทำให้ค่าไฟแพงเกิดจากการวางแผนที่ผิดพลาด รัฐสร้างโรงไฟฟ้ามากเกินความต้องการจริง ทำให้ประชาชนต้องร่วมกันจ่ายค่าความพร้อมจ่ายให้กับโรงไฟฟ้าที่สร้างเสร็จแต่ไม่ได้เดินเครื่อง และเสนอให้ยกเลิกแผนฉบับปัจจุบันและร่างใหม่โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม

          2) เสนอให้ชะลอการรับซื้อไฟฟ้าใหม่และบริหารโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ให้เต็มศักยภาพ และเปลี่ยนงบประมาณในการซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าเก่าเป็นเงินอุดหนุนให้ประชาชนติดโซลาร์เซลล์แทน

          3) กระจายอำนาจการผลิตไฟให้ประชาชน เนื่องจากที่ผ่านมาการจัดการพลังงานไฟฟ้าเป็นแบบรวมศูนย์และทำงานแยกส่วน ส่งผลให้เกิดปัญหาตั้งแต่สายไฟระโยงระยางไปจนถึงการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่กระทบชุมชนและสิ่งแวดล้อม

          4) เสนอให้ปลดล็อกกฎหมายให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าเอง ใช้เอง และสามารถขายไฟฟ้าผ่านระบบหักลบหน่วยไฟฟ้า (Net Metering)

          5) สนับสนุนระบบไฟฟ้าชุมชน (Microgrid) ให้พึ่งพาตัวเองได้ และต้องประเมินผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม อย่างจริงใจก่อนเริ่มโครงการใด ๆ ของรัฐ

          6) เสนอให้รัฐเปิดเผยข้อมูลที่มาของอัตราราคาค่าไฟฟ้าอย่างตรงไปตรงมาผ่านแพลตฟอร์มกลางที่ทุกคนเข้าถึงได้

          ในช่วงที่ 2 (ภาคบ่าย) ก่อนเริ่มการรับฟังความคิดเห็น นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา อนุกรรมการ ได้เปิดการสนทนาเกี่ยวกับ “แสงอาทิตย์ สายอากาศ ทรัพยากรภายใต้การกำกับของรัฐ และอำนาจของประชาชน” โดยนำเสนอมุมมองเปรียบเทียบไฟฟ้ากับบริการสาธารณะด้านอื่นๆ ของภาครัฐ เพื่อชี้ให้เห็นว่าหากมีการแข่งขันในตลาดเกิดขึ้น จะทำให้การกำหนดราคาค่าไฟฟ้าถูกลงและมีคุณภาพในการให้บริการมากขึ้น จากนั้น ดร.อารีพร  อัศวินพงศ์พันธ์ อนุกรรมการ ได้นำเสนอในหัวข้อ “โซลาร์ ระบบไฟฟ้าใหม่ และการสร้างอนาคตที่เป็นธรรมทางพลังงาน” เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้เข้าร่วมเวทีได้เห็นภาพทางเลือกในการพัฒนาระบบพลังงานในอนาคต

          หลังจากรับฟังการนำเสนอข้อมูลจากอนุกรรมการ ได้แบ่งกลุ่มอภิปรายในหัวข้อ “เสียงจากกลุ่มชุมชนเมืองและโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือน : บทเรียน ข้อเสนอ และก้าวต่อไปของค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรม” ซึ่งจากการอภิปรายและระดมความคิดเห็น ได้ข้อสรุปที่สำคัญดังนี้

          1) สถานการณ์และปัญหาหลัก 3 ด้าน ได้แก่

          1.1) อุปสรรคจากรัฐและโครงสร้างราคา เนื่องจากระเบียบขั้นตอนในการขออนุญาตมีความยุ่งยากเกินจำเป็น และต้องใช้ใบรับรองจากวิศวกรถึง 2 สาขา (ไฟฟ้า/โยธา) การติดตั้งโซลาร์เซลล์จึงกลายเป็นภาระต้นทุนและเวลาของประชาชน นอกจากนี้ยังเห็นว่า นโยบายของรัฐยังไม่จูงใจเท่าที่ควรและราคารับซื้อยังต่ำกว่าราคาขายมาก ทำให้คืนทุนช้า รวมทั้งมองว่าภาครัฐยังคงกังวลเรื่องรายได้และการควบคุมพลังงาน จึงยังไม่ปล่อยให้เกิดการพึ่งพาตนเองอย่างเต็มที่

          1.2) ความเหลื่อมล้ำและสิ่งแวดล้อม โซลาร์เซลล์ยังถูกมองว่าเป็นโอกาสของคนที่มีฐานะหรือสถานประกอบการ แต่ประชาชนฐานรากยังเข้าไม่ถึง นอกจากนี้ยังมีปัญหาวิกฤตเรื่องขยะที่จะตามมาในอนาคต แต่ประเทศไทยยังไม่มีโรงงานรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์แบบครบวงจร และขาดกฎหมายการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ชัดเจน และยังต้องพึ่งพาการนำเข้าอุปกรณ์เกือบทั้งหมดจากต่างประเทศ ทำให้ขาดอำนาจต่อรองและยากต่อการซ่อมบำรุงในระยะยาว

          1.3) ปัญหาในทางปฏิบัติ นโยบายรัฐไม่ต่อเนื่อง ร่างกฎหมายโซลาร์เซลล์ถูกปัดตก ทำให้มีประชาชนบางส่วนติดตั้งโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อไปขออนุญาตภายหลังจึงเกิดความยุ่งยากมากขึ้น และเกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าเมื่อต้องทำการซ่อมบำรุง

 

          2) ข้อเสนอเพื่อการเปลี่ยนผ่านเพื่อให้โซลาร์เซลล์เป็น "พลังงานของทุกคน" แบ่งเป็น 2 มิติ ดังนี้

          2.1) การปฏิรูปจากบนลงล่าง (Top-Down Policy)

- เสนอให้ปลดล็อกเสรีไฟฟ้า อนุญาตให้มีการซื้อขายไฟ และใช้ระบบ Net Billing ที่เป็นธรรมเพื่อให้คืนทุนไวขึ้น

- โซลาร์คือสินทรัพย์ ให้มีการรับรองว่าไฟฟ้าที่ผลิตได้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ สามารถนำไปค้ำประกันหรือทำ "โซลาร์เครดิต" ได้

- มาตรการทางการเงิน รัฐควรช่วยจ่ายหรือให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านการผ่อนชำระรวมไปกับบิลค่าไฟ

- Smart Grid & Battery เร่งลงทุนระบบกักเก็บพลังงานและโครงข่ายอัจฉริยะเพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีเสถียรภาพรองรับพลังงานสะอาด

          2.2) การขับเคลื่อนจากฐานราก (Bottom-Up Action)

- สร้างช่างชุมชน สร้างงานสีเขียวโดยการฝึกอบรมและรับรองให้ช่างชุมชนสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ในท้องถิ่นเพื่อดูแลระบบได้ทั่วถึงและราคาถูก

- One-stop Service จัดให้มีศูนย์ข้อมูลกลางที่ตรวจสอบได้และเข้าใจง่ายเพื่อลดความสับสนของประชาชน

- นวัตกรรมสีเขียว สนับสนุนงานวิจัยรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ในประเทศไทย และส่งเสริมมาตรการป้องกันการฟอกเขียว

          ทั้งนี้ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน สำนักงาน กสม. จะรวบรวมและนำไปประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะดังกล่าวตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

เลื่อนขึ้นด้านบน