กสม.ศยามล ประชุมร่วมกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม เพื่อหารือแนวทางจัดทำข้อเสนอแนะต่อร่างกฎหมายต่อต้านการฟ้องคดีปิดปาก (Anti-SLAPP Law)

19/03/2569 44

          เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 เวลา 13.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นางสาวศยามล  ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายไพโรจน์  พลเพชร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประชุมร่วมกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ ศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด สถาบันนิติวัชร์ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อรับฟังความคิดเห็นประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะในการจัดทำกฎหมายป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่ากฎหมายต่อต้านการฟ้องคดีปิดปาก (Anti-SLAPP Law) ซึ่งจัดทำโดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม

          กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ระบุว่า การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมจากผู้ปฏิบัติงานในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้การจัดทำกฎหมายมีความรอบคอบและนำไปบังคับใช้ได้จริง ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับฟังความเห็นจากตัวแทนภาคประชาสังคม ทนายความ และนักวิชาการไปแล้ว

          การประชุมดังกล่าว ผู้แทนศาลยุติธรรม ได้ให้ข้อสังเกตต่อรูปแบบการยกร่างกฎหมายสรุปว่า การเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายหลักถึง 4 ฉบับ อาจใช้ระยะเวลานาน จึงเสนอให้พิจารณาปรับแก้กฎระเบียบที่มีอยู่เพื่อให้ง่ายต่อการปฏิบัติ โดยปัจจุบันศาลยุติธรรมก็อยู่ระหว่างจัดทำคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเพื่อเป็นแนวทางในการตีความประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ด้วยเช่นกัน และเห็นว่าหากจะมีการจัดทำกฎหมายใหม่ อาจจะต้องพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการจัดทำเป็นกฎหมายเฉพาะ ทำนองเดียวกับกฎหมายไกล่เกลี่ยข้อพิพาท นอกจากนี้ สำหรับกลไกการกลั่นกรองคดีของชั้นศาลนั้น เห็นว่าการกำหนดให้มีการไต่สวนประเด็นการฟ้องปิดปากเพิ่มขึ้นมาก่อนกระบวนการไต่สวนมูลฟ้อง อาจทำให้คดีเกิดความล่าช้ายิ่งขึ้น จึงเสนอให้นำกลไกการใช้เจ้าพนักงานคดีของศาลมาช่วยตรวจสอบและคัดกรองคำฟ้องตั้งแต่ต้นทาง คล้ายกับกระบวนการในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พร้อมทั้งเสนอแนะเพิ่มเติมให้แก้ไของค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทให้รัดกุมขึ้น เพื่อไม่ให้ถูกนำมาใช้ฟ้องคดีปิดปากได้ง่ายนัก

          ด้านผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด เห็นด้วยกับแนวทางในการพิจารณาจัดทำเป็นกฎหมายเฉพาะ และเสนอเพิ่มเติมในส่วนของการกำหนดคำนิยามในกฎหมายว่าควรมุ่งเน้นไปที่พฤติการณ์ "การกระทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ" เป็นหลัก เพื่อให้กฎหมายสามารถให้ความคุ้มครองประชาชนทุกคนที่ออกมาปกป้องประโยชน์สาธารณะได้อย่างแท้จริง สำหรับกระบวนการในชั้นพนักงานอัยการ แม้ปัจจุบันมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรอัยการ จะให้อำนาจสั่งไม่ฟ้องคดีในกรณีที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ แต่ในทางปฏิบัติยังมีข้อจำกัดเรื่องขั้นตอนที่ต้องเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณาชี้ขาดเพียงผู้เดียว ดังนั้น หากกฎหมายฉบับนี้กำหนดหลักเกณฑ์และให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้งว่าคดีลักษณะใดเข้าข่ายการฟ้องคดีปิดปาก ก็จะช่วยเป็นฐานทางกฎหมายให้พนักงานอัยการสามารถใช้ดุลพินิจพิจารณายุติคดีเพื่อคุ้มครองประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

          ส่วนผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สะท้อนมุมมองในฐานะต้นธารของกระบวนการยุติธรรมว่า ในทางปฏิบัติ พนักงานสอบสวนมีหน้าที่รับแจ้งความและรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วนตามข้อกล่าวหา หากไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้อำนาจพิจารณาเรื่องการฟ้องปิดปากไว้อย่างชัดแจ้ง พนักงานสอบสวนย่อมไม่กล้าใช้ดุลพินิจเพื่อสั่งยุติเรื่องตั้งแต่ชั้นตำรวจ เนื่องจากมีความกังวลต่อความรับผิดทางวินัยและอาญาฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น หากต้องการให้เกิดการกลั่นกรองคดีฟ้องปิดปากตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน กฎหมายต้องกำหนดหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจน เพื่อเป็นเกราะคุ้มครองและเป็นฐานอำนาจให้พนักงานสอบสวนสามารถรวบรวมข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ และกล้าที่จะทำความเห็นเสนอต่อพนักงานอัยการเพื่อสั่งไม่ฟ้องได้

          ตอนท้ายของการประชุม นางสาวศยามล กล่าวย้ำว่า หัวใจสำคัญของการผลักดันกฎหมาย Anti-SLAPP คือการหยุดยั้งไม่ให้กระบวนการยุติธรรมถูกบิดเบือนไปเป็นเครื่องมือคุกคาม หรือสร้างภาระทางคดีเพื่อปิดปากประชาชนที่ทำหน้าที่ปกป้องประโยชน์ส่วนรวม ทั้งนี้ กสม. จะนำเสียงสะท้อนจากภาคประชาสังคม มาผนวกกับข้อเสนอแนะที่ได้จากการรับฟังในครั้งนี้ เพื่อสังเคราะห์เป็นข้อเสนอแนะที่รัดกุม และทำได้จริง

เลื่อนขึ้นด้านบน