กสม. ศยามล ร่วมเสวนาทางวิชาการ กรณีการศึกษาวิจัย ตามมาตรา 69 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2568

25/02/2569 33

            เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00 น. นางสาวศยามล  ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เสวนาทางวิชาการ กรณีการศึกษาวิจัย ตามมาตรา 69 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2568  โดยมีภาควิชาการและภาคประชาชนร่วมเสวนา ประกอบด้วย สมาคมรักษ์ทะเลไทย สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย มูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม นักวิชาการด้านทะเล นักวิชาการและนักวิจัยด้านประมง นักตกปลา และนักรณรงค์อิสระ ณ ห้องประชุม 702 อาคารจามจุรี 10 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

            พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 มาตรา 69 ห้ามมิให้ผู้ใดใช้เครื่องมืออวนล้อมจับที่มีช่องตาอวนเล็กกว่าสองจุดห้าเซนติเมตรทำการประมงในเวลากลางคืน เมื่อแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2568 แก้ไขเป็นดังนี้ มาตรา 69 ห้ามมิให้ผู้ใดใช้เครื่องมืออวนล้อมจับทุกชนิดที่มีช่องตาอวนเล็กกว่าสองจุดห้าเซนติเมตรทำการประมงในเวลากลางคืน ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่กรณีการศึกษาวิจัยซึ่งกระทำโดยทางราชการและได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดี หรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย และมีข้อยกเว้นว่าต้องเป็นการทำการประมงนอกเขตสิบสองไมล์ทะเลนับจากแนวทะเลชายฝั่ง ต้องมีผลการศึกษาวิจัยที่สนับสนุนว่าการทำการประมงดังกล่าวไม่กระทบต่อสมดุลของระบบนิเวศ การศึกษาวิจัยดังกล่าวให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด การประมงตามข้อยกเว้นนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และพื้นที่ ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ทั้งนี้ ประกาศของรัฐมนตรีดังกล่าว อย่างน้อยต้องกำหนดในเรื่องการใช้แสงไฟล่อไว้ด้วย ต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย และให้มีการทบทวนประกาศดังกล่าวอย่างน้อยทุกรอบระยะเวลาสองปี

            นักวิชาการและนักวิจัยด้านประมง ให้ความเห็นว่ากรมประมงเคยออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2526 กำหนดมาตรการห้ามการใช้อวนช่องตาขนาดเล็กประกอบแสงไฟในการล้อมจับสัตว์น้ำ และจากข้อมูลการวิจัยของกรมประมงเมื่อปี 2551 ชี้ชัดว่าอวนล้อมปั่นไฟจะจับสัตว์น้ำอื่นติดมาจำนวนมากถึง 23% และส่วนใหญ่เป็นลูกปลาที่ยังไม่โตเต็มวัย เป็นการทำลายพันธุ์ปลา ในปัจจุบันนี้ประเทศไทยพบวิกฤตจับสัตว์น้ำเร็วกว่าที่ธรรมชาติจะแพร่พันธุ์ทดแทนได้ทัน (Overfishing) จนกระทั่งไม่มีปลาใหญ่ให้จับแล้ว จึงหันมาจับปลากะตักซึ่งเป็นปลาขนาดเล็กที่เป็นอาหารของปลาขนาดใหญ่ และปลากะตักจำนวนมหาศาลยังถูกจับโดย “อวนลาก” ในรูปของปลาเป็ด (อาหารสัตว์) จึงกำลังทำลายห่วงโซ่อาหารในทะเล นอกจากนี้ ข้อมูลวิชาการพบว่าลูกปลาจะลอยตามกระแสน้ำแพร่กระจายออกไปได้ไกลกว่า 35 กิโลเมตรจากชายฝั่ง ฉะนั้นการทำการประมงนอกเขตสิบสองไมล์ทะเลจึงไม่ได้ช่วยปกป้องลูกปลาแต่อย่างใด

            อนึ่ง วัตถุประสงค์การวิจัยของกรมประมงไม่ได้ศึกษาถึงผลกระทบต่อสมดุลของระบบนิเวศ จึงยังไม่สามารถนำไปกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการตามที่กฎหมายกำหนดได้ ภาควิชาการขอเสนอให้ชะลอการแก้กฎหมายออกไปจนกว่าจะมีข้อมูลครบถ้วน การศึกษาวิจัยผลกระทบของ “อวนล้อมปั่นไฟ” ต่อสัตว์น้ำและสมดุลของระบบนิเวศ ต้องคำนึงถึงตัวแปรของพื้นที่ ฤดูกาล และรูปแบบแสงไฟล่อประกอบด้วย ต้องวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเทียบกับความสูญเสียของลูกปลาเศรษฐกิจ

            ภาคประชาชนโดยสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย มีความเห็นว่าการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 69 เป็นประโยชน์ต่อประมงพาณิชย์ซึ่งมีเพียง 175 ลำ ในขณะที่มีเรือประมงไทยมีมากถึง 60,000 ลำ และกล่าวว่า มาตรา 57 ห้ามมิให้ผู้ใดจับสัตว์น้ำหรือนำสัตว์น้ำที่มีขนาดเล็กกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดขึ้นเรือประมง โดยกำหนดชนิดและขนาดปลาทู-ลัง 15 ซม. และปูม้า 8.5 ซม. นั้น มีความสำคัญมากเช่นกัน ขอให้พิจารณาร่วมกับ มาตรา 69 ด้วย จึงจะเป็นทางรอดของทะเลไทย

            กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีข้อเสนอว่าการศึกษาวิจัย ฯ ตามมาตรา 69 ต้องทำการศึกษาอย่างมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาควิชาการ (นักวิชาการ/นักวิจัยด้านประมง) ภาคประชาชน (ชาวประมงพาณิชย์ ชาวประมงพื้นบ้านคนตกปลา) ภาคประชาสังคม (ด้านประมง ด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม) ร่วมเก็บข้อมูลด้วยกันกับผู้รับจ้างวิจัย เพื่อความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของข้อมูล ดำเนินการอย่างครอบคลุมทุกมิติ โดยคำนึงถึงสิทธิของแต่ละกลุ่มตามหลักสิทธิมนุษยชน อันจะนำไปสู่ผลการวิจัยที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับและตอบสนองเจตนารมณ์กฎหมาย เพื่อให้ได้หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และพื้นที่ ที่จะประกาศกำหนดใช้ สามารถปฏิบัติได้จริง รักษาสมดุลระบบนิเวศ เป็นประโยชน์ต่อประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ และเศรษฐกิจของประเทศ

เลื่อนขึ้นด้านบน