กสม. ร่วมประชุมเพื่อทบทวนการเสนอร่าง พ.ร.บ. ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล พ.ศ. .... ฉบับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม

13/09/2567 1812

          เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2567 เวลา 13.30 น. นางสาวสุภัทรา  นาคะผิว และนางสาวศยามล  ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายภาณุวัฒน์  ทองสุข ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่สำนักกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประชุมเพื่อทบทวนการเสนอร่างพระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล พ.ศ. .... ร่วมกับนางสาวเอมอร  เสียงใหญ่ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ทำหน้าที่ประธานการประชุม และมีศาสตราจารย์ณรงค์  ใจหาญ ที่ปรึกษาโครงการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบและยกร่างกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล (ฉบับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม) ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ผู้แทนสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้อำนวยการกองกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม และผู้แทนภาคประชาสังคม ณ ห้องประชุม 4-01 ชั้น 4 อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

          สืบเนื่องจาก กระทรวงยุติธรรมได้เสนอร่างพระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล พ.ศ. .... ต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา และสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมีหนังสือแจ้งว่าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นในการออกกฎหมายฉบับดังกล่าว เนื่องจากมีข้อสังเกตเกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการ และการกำหนดกลไกการคุ้มครองและช่วยเหลือผู้เสียหายจากการเลือกปฏิบัติตามร่าง พ.ร.บ. ซึ่งมีความซ้ำซ้อนกับหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐอื่น

          ทั้งนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เป็นสถาบันด้านสิทธิมนุษยชนไม่ใช่หน่วยปฏิบัติการ เป็นหน่วยงานที่สนับสนุนและส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐและเอกชนปฏิบัติหน้าที่ตามหลักสิทธิมนุษยชน ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน จัดทำข้อเสนอแนะกฎหมาย นโยบาย ต่อคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงถือว่าไม่มีความซ้ำซ้อนเรื่องบทบาทหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ อนุกรรมการ ตาม ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว

          แม้ว่าปัจจุบันจะมีกฎหมายห้ามเลือกปฏิบัติเฉพาะกลุ่ม เช่น พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ร.บ. ความเท่าเทียมระหว่างเพศ เป็นต้น แต่ยังคุ้มครองประชาชนไม่ทั่วถึง และยังมีช่องว่าง นอกจากนี้สิทธิการไม่ถูกเลือกปฏิบัติเป็นสิทธิมนุษยชน เป็นสิทธิของทุกคน การมีพ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล พ.ศ. .... ซึ่งเป็นกฎหมายกลางจะครอบคลุมในทุกมิติ กล่าวคือ ห้ามเลือกปฏิบัติด้วยเหตุที่ระบุไว้ในมาตรา 27 และถือว่าเป็นหลักประกันให้ทุกคนปลอดพ้นจากการถูกเลือกปฏิบัติและยกระดับการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

          ทั้งนี้ ในการประชุมดังกล่าวทุกภาคส่วนเห็นชอบในหลักการว่าควรมีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลตามที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เสนอ โดยผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกายังยืนยันความเห็นเดิมตามที่เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็น และเสนอแนะให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ในฐานะเจ้าของร่างกฎหมาย และสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ส่งคำชี้แจงไปยัง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เพื่อพิจารณาต่อไป

เลื่อนขึ้นด้านบน