กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 23/2566 กสม. แนะ ศธ. กำชับโรงเรียนในสังกัดป้องกันและแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศอย่างเคร่งครัด หลังเกิดกรณีเด็กประถมฯ ถูกล่วงละเมิด

22/06/2566 235
กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 23/2566 กสม. แนะ ศธ. กำชับโรงเรียนในสังกัดป้องกันและแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศอย่างเคร่งครัด หลังเกิดกรณีเด็กประถมฯ ถูกล่วงละเมิด - ชงข้อเสนอแนะเชิงระบบแก้ปัญหาข้อพิพาทที่ดินระหว่างรัฐกับประชาชนตามหลักสิทธิชุมชน
 
 
วันที่ 22 มิถุนายน 2566 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และนางสาวศยามล  ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ครั้งที่ 23/2566 โดยมีวาระสำคัญดังนี้
 
            1. กสม. แนะกระทรวงศึกษาธิการกำชับสถานศึกษาในสังกัดป้องกันและแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศอย่างเคร่งครัด จากเหตุเด็กประถมฯ ถูกล่วงละเมิด
 
 
 
            นายวสันต์  ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่ง ระบุว่า ตามที่ปรากฏข่าวเด็กนักเรียนชาย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศเด็กนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภายในอาคารเรียนของโรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อเดือนมิถุนายน 2565 สะท้อนกรณีตัวอย่างของการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กในสถานศึกษาซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง อันเกิดจากการที่กระทรวงศึกษาธิการ (ผู้ถูกร้อง) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องละเลยการทำหน้าที่ในการคุ้มครองเด็กจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศในสถานศึกษาตามมติที่ประชุมคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2563 เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2563 ซึ่งมอบหมายให้ กระทรวงศึกษาธิการ ขยายภารกิจงานของศูนย์คุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ (ศคพ.) ให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เช่น การจัดให้มีระบบงานคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียน การจัดกิจกรรม การฝึกอบรมนักเรียนและผู้ปกครอง ให้รู้จักวิเคราะห์สถานการณ์อันตราย รู้จักหลบหลีก และหาช่องทางการขอความช่วยเหลือ การจัดให้มีการแนะแนวให้คำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาครอบครัว การเรียน การจัดการปัญหาสังคม และการมีปฏิสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม รวมทั้งส่งเสริมให้โรงเรียนทุกแห่งมีแนวปฏิบัติเรื่องพื้นที่ปลอดภัยและนโยบายคุ้มครองเด็กในโรงเรียน เป็นต้น จึงขอให้ตรวจสอบ 

            กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบกับพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 บัญญัติให้ความช่วยเหลือเด็ก และเยาวชนให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และป้องกันมิให้ถูกใช้ความรุนแรง รวมทั้งบัญญัติให้การปฏิบัติต่อเด็กไม่ว่ากรณีใด ให้คํานึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสําคัญ และให้สถานศึกษาจัดให้มีระบบงานและกิจกรรมแนะแนวให้คําปรึกษาและฝึกอบรมแก่นักเรียนรวมทั้งผู้ปกครองเพื่อส่งเสริมความประพฤติที่เหมาะสม อีกทั้งให้มีกลไกคุ้มครองความปลอดภัยของเด็กทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ขณะที่อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม กำหนดให้รัฐดำเนินมาตรการที่เหมาะสม ทั้งปวงด้านนิติบัญญัติ บริหาร สังคม และการศึกษาในอันที่จะคุ้มครองเด็กจากความรุนแรงต่าง ๆ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ การทำร้าย การทอดทิ้ง การแสวงหาประโยชน์ รวมถึงการกระทำอันมิชอบทางเพศขณะอยู่ในความดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองตามกฎหมาย หรือบุคคลอื่นใดซึ่งเด็กอยู่ในความดูแลด้วย 

            กรณีตามคำร้องมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า กระทรวงศึกษาธิการละเลยการทำหน้าที่ในการคุ้มครองเด็กจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศในสถานศึกษา ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2563 หรือไม่ เห็นว่า กรณีการล่วงละเมิดทางเพศระหว่างเด็กนักเรียนชายและเด็กนักเรียนหญิงที่โรงเรียนแห่งหนึ่งตามที่ปรากฏเป็นข่าว กระทรวงศึกษาธิการโดยสำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษาเพชรบูรณ์เขต 3 (สพป. เพชรบูรณ์ เขต 3) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงข้อเท็จจริงสอดคล้องกันเกี่ยวกับรายละเอียดของเหตุการณ์ มีการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่ผู้เสียหายและครอบครัว และดำเนินการกำหนดแนวทางคุ้มครองสวัสดิภาพตลอดจนการบำบัดฟื้นฟูเพื่อแก้ไขสาเหตุของการกระทำความผิดให้นักเรียนผู้ก่อเหตุตามระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติว่าด้วยวิธีการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กที่ต้องหาว่ากระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดแต่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ต้อง รับโทษทางอาญา พ.ศ. 2555 เพื่อป้องกันการกระทําผิดซ้ำแล้ว 

            อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงมติที่ประชุมคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติฯ ซึ่งให้ความสำคัญกับการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการถูกล่วงละเมิดทางเพศในสถานศึกษา เห็นว่า กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้มีมาตรการหรือแนวทางกำกับดูแลให้หน่วยงานในสังกัดถือปฏิบัติตามมติที่ประชุมคณะกรรมการเด็กแห่งชาติฯ อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการนำนโยบายคุ้มครองเด็ก แนวปฏิบัติพื้นที่ปลอดภัย (Safety Zone) และกฎแห่งความปลอดภัย (Safety Rule) สำหรับเด็กไปแปลงเป็นแผนปฏิบัติการเพื่อป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศในสถานศึกษา รวมทั้งการจัดอบรมให้ความรู้แก่ครู ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาให้สามารถปฏิบัติงานได้ตามมาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 จนทำให้เกิดเหตุการณ์ ล่วงละเมิดทางเพศขึ้น จึงเห็นว่า กรณีนี้มีการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน  

            ด้วยเหตุผลดังกล่าว กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่
19 มิถุนายน 2566 จึงมีข้อเสนอแนะในการป้องกันและแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สรุปได้ดังนี้ 

            (1) ให้กระทรวงศึกษาธิการ กำชับให้ผู้บริหารสถานศึกษา รายงานข้อเท็จจริงต่อหน่วยงานต้นสังกัดทันที เมื่อเกิดเหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กในสถานศึกษา หรือภายใน 24 ชั่วโมง หลังทราบเหตุ พร้อมทั้งให้ดำเนินการคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศตามแนวทางที่กำหนดไว้ ในคู่มือการคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนอย่างเคร่งครัด หากพบว่าไม่รายงานข้อเท็จจริง รายงานล่าช้า และ ไม่จัดให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดภัย ให้ถือว่าละเลยต่อหน้าที่อันเป็นความผิดทางวินัย

            นอกจากนี้ ให้สนับสนุนงบประมาณให้สถานศึกษาในสังกัดปรับปรุงสภาพแวดล้อม และอาคารสถานที่ให้มีความปลอดภัย เช่น ปรับปรุงห้องสุขาให้มีแสงสว่างเพียงพอ ไม่อยู่ในจุดอับสายตา ติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) บริเวณจุดเสี่ยง รวมทั้งการบริหารจัดการเชิงระบบเพื่อกำหนดมาตรการป้องกันเหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยภายในโรงเรียนทุกรูปแบบ และร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนดให้มีแผนปฏิบัติการเพื่อป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศในสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จัดอบรม ให้ความรู้ และสร้างความตระหนักแก่นักเรียน ครู ผู้บริหารสถานศึกษา รวมทั้งผู้ปกครองเกี่ยวกับเพศศึกษาและการป้องกันตัวจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศอย่างเหมาะสม ตลอดจนให้ความสำคัญกับผู้ปกครองและชุมชนในการมีส่วนร่วมส่งเสริมความประพฤติให้คำปรึกษา และสอดส่องดูแลพฤติกรรมของเด็กอย่างต่อเนื่อง 

            (2) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ควรเร่งปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. .... โดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในสถานศึกษา เช่น การกำหนดให้ครอบครัว สถานศึกษาในพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำชุมชน มีส่วนร่วมกำหนดแผนการคุ้มครองเด็ก การประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เป็นต้น 

2. กสม. ชงข้อเสนอแนะเชิงระบบ แก้ไขปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดินระหว่างรัฐกับประชาชน เน้นย้ำหลักสิทธิชุมชนและชะลอการดำเนินคดีอาญาจนกว่าจะมีการพิสูจน์สิทธิ
 

 
            นางสาวศยามล  ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับข้อหารือจากผู้ทรงคุณวุฒิของ กสม. ถึงปัญหาการตีความและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน “สิทธิในที่ดิน” กับ “การมีเอกสารแสดงสิทธิในที่ดิน” ทำให้บุคคล ชุมชนท้องถิ่น และ กลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งครอบครองที่ดินมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ได้รับผลกระทบจากการสงวน หวงห้ามพื้นที่ตามกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

                กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า สิทธิในที่ดินมีความสำคัญเชื่อมโยงกับ “สิทธิชุมชน” ในการใช้และได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมา กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับปัญหาการทับซ้อนระหว่างที่ดินของรัฐตามกฎหมายกับที่ดินที่ประชาชนครอบครองทำประโยชน์มาตลอด โดยระหว่างปี 2558 – 2565 มีรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวรวมกว่า 340 เรื่อง ซึ่ง กสม. ได้เคยมีข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินเชิงระบบต่อคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วหลายรายงาน แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถคุ้มครองสิทธิมนุษยชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ความขัดแย้งเรื่องที่ดินก็มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

            ด้วยเหตุนี้ กสม. จึงมีมติเมื่อเดือน พฤษภาคม 2565 ให้จัดทำข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเพื่อรวบรวมแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินเชิงระบบให้สอดคล้องกับหลักสิทธิในที่ดินและสิทธิชุมชน โดยได้วิเคราะห์ปัญหาจากรายงานผลการตรวจสอบ ศึกษาบทบัญญัติของกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน รวมทั้งหารือและรับฟังความคิดเห็นจากผู้บังคับใช้กฎหมาย ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องแล้ว มีความเห็นสรุปได้ดังนี้

            ประเด็นที่หนึ่ง เรื่องสิทธิในที่ดิน ความขัดแย้งเรื่องที่ดินทับซ้อนระหว่างหน่วยงานของรัฐและประชาชนมีสาเหตุมาจากปัญหาไม่ลงรอยของแนวคิดเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินของผู้ที่ไม่มีเอกสารแสดงสิทธิ และการไม่ยอมรับสิทธิชุมชนหรือสิทธิเชิงกลุ่ม ซึ่งเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่ไม่ถูกนำมาบัญญัติไว้ในกฎหมายที่ใช้ในทางปฏิบัติ จึงนำไปสู่ปัญหาการบังคับใช้ คือ การไม่ให้ประชาชน ชุมชนท้องถิ่น และกลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติทั้งในเขตที่ดินของรัฐที่ทับซ้อนกับการถือครองและทำประโยชน์ของบุคคล และในเขตที่ดินซึ่งชุมชนใช้ประโยชน์ร่วมกันมาก่อนการประกาศเขตที่ดินของรัฐ รวมถึงปัญหาการพิสูจน์สิทธิในที่ดิน เป็นผลให้ประชาชนและกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นเจ้าของที่ดินดั้งเดิมของตนเองจำนวนมากถูกจับกุมในข้อหาบุกรุกที่ดินของรัฐและ ถูกไล่รื้อ โดยไม่เปิดช่องให้โต้แย้งและพิสูจน์สิทธิในที่ดินก่อน

            กสม. เห็นว่า วิธีการไล่รื้อโดยไม่มีการเตรียมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนรองรับ ควรถูกใช้เป็น วิธีสุดท้าย และเป็นขั้นตอนที่ต้องดำเนินการหลังจากที่ได้พิสูจน์สิทธิในกระบวนการยุติธรรมเสร็จสิ้น ทั้งหมดแล้วเท่านั้น เพราะการไล่รื้อถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิ ในการมีที่อยู่อาศัยอย่างเพียงพอ ตามมติที่ 1993/77 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เมื่อพิจารณาถึง “การมีสิทธิในที่ดิน” กับ “การมีเอกสารแสดงสิทธิในที่ดิน” เห็นว่า สิทธิในที่ดินกับเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดินไม่ใช่สิ่งเดียวกัน โดยผู้ทรงสิทธิในที่ดินตามหลักสิทธิมนุษยชนและหลักกฎหมายไม่จำเป็นต้องมีเอกสารสิทธิ อีกทั้งประมวลกฎหมายที่ดินก็มิใช่กฎหมายที่ให้สิทธิแต่เป็นกฎหมายที่ให้เอกสารแสดงสิทธิแก่ประชาชนที่มีสิทธิในที่ดินอยู่แล้วภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้สามารถโอนสิทธิในที่ดินนั้นในทางพาณิชย์ไปให้บุคคลอื่นได้ ขณะที่การสงวนหวงห้ามที่ดินของรัฐตามกฎหมายก็ไม่ถือเป็นการลบล้างสิทธิในที่ดินที่ประชาชนมีอยู่แล้วตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าผู้ไม่มีเอกสารแสดงสิทธิเป็นผู้ไม่มีสิทธิในที่ดินเป็นผล สืบเนื่องมาจากการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ออกหนังสือสำคัญแสดงสิทธิในที่ดินที่ ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งประชาชนบางรายไม่รู้ข้อมูลและข้อกฎหมาย ปัญหาหลักเรื่องสิทธิในที่ดินจึงเป็นการพัฒนากลไกที่มีประสิทธิภาพในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการครอบครอง ทำประโยชน์ในที่ดินและกลไกในการรับรองสิทธินั้นหลังพิสูจน์สิทธิจนได้ข้อยุติแล้ว

            ประเด็นที่สอง เรื่องสิทธิชุมชน ซึ่งถูกรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เห็นว่า สิทธิดังกล่าวคือสิทธิในที่อยู่อาศัยและหรือสิทธิทำกิน ไม่ใช่สิทธิที่ผู้ทรงสิทธิจะต้องได้กรรมสิทธิ์หรือ เป็นเจ้าของที่ดิน ทั้งยังเป็นสิทธิเชิงกระบวนการที่ให้บุคคลและชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ตลอดจนรับรู้ข้อมูลข่าวสารในกิจการของรัฐที่มีผลกระทบต่อชุมชนได้ ซึ่งการมีส่วนร่วมนี้มิใช่เฉพาะการรับฟังความคิดเห็นเท่านั้น แต่ควรยกระดับไปถึงการจัดการพื้นที่โดยชุมชนในฐานะหุ้นส่วนร่วมกับรัฐด้วย อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังมีหลายชุมชน ที่มีพื้นที่ทับซ้อนกับบริเวณที่รัฐสงวนหวงห้ามและไม่อาจใช้สิทธิชุมชนได้อย่างแท้จริงตามลักษณะ ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

            ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2566 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เพื่อดำเนินการ สรุปได้ดังนี้

             (1) ยกระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนให้สอดคล้องกับสิทธิชุมชน โดยให้ ครม. กำหนดเป็นนโยบายหรือแนวปฏิบัติต่อทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า การกำหนดเขตที่ดินของรัฐเป็นพื้นที่สงวนหวงห้าม พื้นที่ป่าไม้ รวมถึงการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง สำหรับที่ดินสาธารณประโยชน์และที่ราชพัสดุ ควรดำเนินการโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกกระบวนการตั้งแต่การสำรวจความเหมาะสมของพื้นที่ การสำรวจเขต การรังวัด และกันเขตพื้นที่ชุมชนซึ่งรวมทั้งพื้นที่สำหรับใช้ประโยชน์ร่วมกัน กรณีพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์เมื่อกันเขตพื้นที่ชุมชนเรียบร้อยแล้วควรกำหนดให้เป็นเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมด้วย

             (2) กระจายอำนาจการจัดที่ดินให้ชุมชน ซึ่ง ครม. และ คทช. ควรกำหนดนโยบายและแผนการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศตามหลักสิทธิชุมชน โดยให้ คทช. ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 10 (4) กำหนดรูปแบบการจัดที่ดินอย่างอื่น ซึ่งบุคคลและชุมชนสามารถใช้สิทธิในการจัดการที่ดินแปลงรวมที่รับจัดสรรได้เพิ่มเติม โดยให้ชุมชนที่มีความพร้อมเสนอพื้นที่ที่ประสงค์จะให้จัดที่ดินทำกินในรูปแบบสิทธิชุมชนแบบมีส่วนร่วมได้ และกระจายอำนาจจัดการพื้นที่สู่ท้องถิ่นและชุมชน และให้คณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด (คทช. จังหวัด) มีบทบาท ในการพิจารณาพื้นที่ที่สมควรนำมาจัดให้กับชุมชน ที่สำคัญให้จัดลำดับความสำคัญในการจัดที่ดิน โดยแก้ไขปัญหาและจัดที่ดินให้ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ และชุมชนซึ่งเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินตามความเป็นจริงก่อนการประกาศเขตที่ดินของรัฐแต่ละประเภท และชุมชนที่ทำประโยชน์ภายหลังการประกาศเขตที่ดินของรัฐตามนโยบายของ คทช. ในการแก้ไขปัญหา สิทธิในที่ดิน โดยให้มีการสำรวจและกันเขตพื้นที่ชุมชนตามความเป็นจริงในขณะนั้นออกจากการกำหนดเขตที่ดินของรัฐและกำหนดเขตเป็นวงรอบชุมชน ซึ่งหมายรวมถึงการกันพื้นที่ส่วนกลางและพื้นที่สำหรับ ใช้ประโยชน์ร่วมกันของชุมชน เช่น ป่าชุมชน พื้นที่ทำกิจกรรม พื้นที่ทางจิตวิญญาณ และพื้นที่ประกอบพิธีทางประเพณีหรือวัฒนธรรมด้วย (ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกินเป็นรายแปลง) สำหรับการพิจารณาว่าพื้นที่ใดเป็นพื้นที่ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่เป็นอย่างไร ให้ศูนย์มานุษยวิทยาสิริธรเป็นผู้พิจารณาหลักเกณฑ์เรื่องความเป็นชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ และประกาศเขตคุ้มครองวัฒนธรรมโดยอ้างอิงถึงแนวคิดเรื่องชุมชนดั้งเดิมและดินแดนของบรรพบุรุษเป็นฐาน นอกจากนี้ ให้ขจัดอุปสรรคในการจัดที่ดิน ได้แก่ ทบทวนการกำหนดพื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำและการจัดการป่าไม้แบบเดิมที่อิงตามความสูงและความลาดชันของพื้นที่และใช้หลักการจัดการพื้นที่แบบภูมินิเวศและ มิติทางวัฒนธรรมแทน ทั้งนี้ให้ทบทวนและเพิกถอนที่สงวนหวงห้ามไว้ก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับและไม่ได้ใช้ประโยชน์หรือสิ้นสภาพตามวัตถุประสงค์ด้วย

             (3) แก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดิน โดยปรับปรุงกระบวนการพิสูจน์สิทธิที่ดินรายแปลงที่มีความล่าช้า กำหนดให้ใช้วิธีการพิสูจน์สิทธิให้สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมและหลักสิทธิชุมชน โดยเฉพาะ การใช้ประโยชน์ตามวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ รวมทั้งกำหนดแนวทางพิจารณาการถือครองที่ดิน โดยไม่ถือว่าที่ดินของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใช้ตามฤดูกาลและต้องมีช่วงเวลาพักการใช้ประโยชน์ เช่น ไร่หมุนเวียน และบาฆัด รวมทั้งที่ดินที่ไม่สามารถทำประโยชน์ได้เนื่องจากมีอุปสรรคภายนอก เช่น เหตุสุดวิสัย การถูกไล่รื้อไปก่อนการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ปัญหาศัตรูพืช ปัญหาภัยธรรมชาติ เป็นที่ดินที่ละทิ้งไม่ทำประโยชน์ และให้ถือว่าบุคคลได้ครอบครองที่ดินนั้นต่อเนื่องกันมาโดยไม่ขาดสายจนถึงปัจจุบัน โดยนับช่วงเวลาพักเข้าไปในช่วงระยะเวลาครอบครองทำประโยชน์ด้วย นอกจากนี้ ให้เพิกถอนพื้นที่สงวนห้ามในบริเวณที่พิสูจน์ได้ว่าประชาชนมีสิทธิในที่ดินเพื่อให้สามารถออกเอกสารสิทธิได้ และให้แก้ไขปัญหาที่ดินทับซ้อนของรัฐ จากการจัดทำแผนที่แนวเขตที่ดินแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1 : 4000 หรือ One Map ด้วย ในส่วนการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ให้ชะลอการดำเนินคดีอาญาและการบังคับทางปกครอง แก่ประชาชนที่มีข้อพิพาทเรื่องที่ดินกับรัฐเพื่อพิสูจน์สิทธิให้เสร็จสิ้นเสียก่อน และชะลอการดำเนินคดี ที่ยังไม่ถึงที่สุด ในส่วนผู้ที่คดีถึงที่สุดแล้ว ให้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ที่เกี่ยวข้องกับฐานความผิดเรื่องการยึดถือครอบครองที่ดิน ก่นสร้าง แผ้ว หรือเผาป่า และเสนอให้มีการทบทวนมติ ครม. ที่ใช้แก้ปัญหาที่ดินซึ่งมีอยู่จำนวนหลายฉบับ โดยให้ยกเลิกฉบับที่ล้าสมัยหรือกระทบต่อสิทธิในที่ดินและสิทธิชุมชนของประชาชน ประมวลให้เป็นปัจจุบัน และแจ้งให้ประชาชนทราบต่อไป 

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
22 มิถุนายน 2566
22-6-66-แถลงข่าว-ครั้งที่-23-2566.pdf
 

 

22/06/2566
เลื่อนขึ้นด้านบน