กสม. ประชุมรับฟังความคิดเห็นร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่าย ประเด็น “แนวทางแก้ไขปัญหาถูกเลือกปฏิบัติก่อนเข้าทำงานเพราะมีเชื้อเอชไอวี”

26/12/2565 184

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2565 เวลา 13.30 น. นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็น “แนวทางแก้ไขปัญหากณีการตรวจหาเชื้อเอชไอวีในผู้สมัครงาน” ณ ห้องประชุม 605 ชั้น6 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยมีนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายพิทักษ์พล บุณยมาลิก เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายจุมพล ขุนอ่อน ผู้อำนวยการสำนักสิทธิมนุษยชน1 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้แทนหน่วยงาน ประกอบด้วย กรมควบคุมโรค กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ,กรมการจัดหางาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ,แพทยสภา ,สมาคมโรงพยาบาลเอกชน ,สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย ,UNAIDS ประจำประเทศไทย ,เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ,มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ,มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ และมูลนิธิเครือข่ายเยาวชนลิตเติ้ลเบิร์ด เข้าร่วมประชุม
จากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับเรื่องร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมาก เกี่ยวกับสถานประกอบการเอกชน เช่น โรงแรม บริษัท หรือแม้กระทั่งหน่วยงานราชการบางแห่ง มีการปฏิเสธรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีเข้าทำงาน หรือกำหนดให้ตรวจหาเชื้อเอชไอวีก่อนรับเข้าทำงาน และพบว่ามีสถานประกอบการหลายแห่งทำสัญญาข้อตกลงกับโรงพยาบาลให้มีการตรวจหาเชื้อเอชไอวีผู้สมัครงานของบริษัทก่อนเข้าบรรจุงาน ซึ่งถือว่ากรณีดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และได้มีข้อเสนอแนะเพื่อป้องกัน แก้ไข เยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำดังกล่าวไปบ้างแล้ว แต่อุปสรรคสำคัญคือยังไม่มีกฎหมายห้ามการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล ทำให้ยังคงมีกรณีร้องเรียนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง กสม.จึงเห็นความจำเป็นที่ต้องมีการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ จึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมมาหารือ ร่วมกันแสดงความคิดเห็นและหาแนวทางแก้ไขปัญหา ซึ่งที่ประชุมมีข้อเสนอแนะสำคัญคือ
1.ให้กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาออกนโยบายให้สถานพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนที่อยู่ในการกำกับดูแลให้ความร่วมมือในการไม่รับตรวจเอชอีก่อนในผู้สมัครงาน
2.ให้กระทรวงแรงงานเร่งดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หรือยกระดับประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การป้องกันและการบริหารจัดการด้านเอดส์ในสถานประกอบการ ลงวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ให้มีสภาพบังคับ
3.ทุกหน่วยงานร่วมกันรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจใหม่เรื่องเอดส์ไอวี/เอดส์ “ผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี สามารถเรียนได้ ทำงานได้ อยู่ร่วมกันได้” สร้างความเข้าใจเรื่องการรักษา การป้องกัน ที่มีความก้าวหน้าและเป็นข้อมูลใหม่ที่ประชาชนทั่วไปอาจจะไม่ทราบข้อมูล เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่เข้าสู่กระบวนการรักษา กินยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่องจะไม่สามารถถ่ายทอดเชื้อให้ผู้อื่น (U=U ย่อมาจาก Undetectable = Untransmittable คือ ไม่พบเชื้อ เท่ากับ ไม่ถ่ายทอดเชื้อ หมายถึง ถ้าเราติดเชื้อเอซไอวี แล้วกินยาต้านไวรัสต่อเนื่อง ตัวยาจะกดเชื้อไวรัสให้มีจำนวนน้อยลงถึงระดับที่ตรวจเลือดไม่เจอ และไม่สามารถถ่ายทอดเชื้อไปสู่คนอื่นได้) รวมทั้งการรณรงค์ให้ประชาชนเข้ารับบริการตรวจเลือดหาเอชไอวีโยสมัครใจ
4.หน่วยงานรัฐทุกแห่งต้องเป็นแบบอย่างในการไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี เพื่อให้ภาคเอกชนเห็นความสำคัญ
ทั้งนี้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะเร่งจัดทำรายงาน ข้อแสนอแนะ ให้กับหน่วยภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องฯ เพื่อจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นต่อไป
5.ให้กระทรวงยุติธรรมเร่งดำเนินการเสนอร่างกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา

เลื่อนขึ้นด้านบน