กสม. ปรีดา ลงพื้นที่และประชุมตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองปกาไสย อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่

16/12/2565 158
เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2565 เวลา 09.30 น. นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ นางสาวมณีรัตน์ มิตรปราสาท ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยพนักงานเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ลงพื้นที่บ้านคลองแห้ง หมู่ที่ 7 ตำบลเขาพนม อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีผู้ร้องเรียนว่าการดำเนินโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองปกาไสยของกรมชลประทาน อาจกระทบต่อที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของประชาชน เนื่องจากพื้นที่ดำเนินโครงการอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งชาวบ้านได้รับเอกสารการครอบครองที่ดินเป็น ส.ป.ก. 4-01 มาตั้งแต่ปี 2541 และได้ทำสวนผสมปลูกต้นปาล์มน้ำมัน ยางพารา และผลไม้ โดยมีรายได้หลักมาจากการทำเกษตรกรรม อีกทั้งที่ผ่านมาไม่ได้รับทราบรายละเอียดโครงการและไม่ทราบขอบเขตโครงการที่ชัดเจน ต่อมาเมื่อเดือนสิงหาคม 2565 เจ้าหน้าที่ของกรมชลประทานได้ลงพื้นที่มาเปิดโครงการจึงได้ทราบว่าราษฎรจะได้รับผลกระทบด้านที่ดินกว่า 50 หลังคาเรือน การดำเนินโครงการดังกล่าวจึงกระทบต่อความมั่นคงในที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน และวิถีชีวิต
จากนั้นวันที่ 16 ธันวาคม 2565 เวลา 09.30 น. กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพร้อมด้วยคณะ ได้ประชุมร่วมกับ นายอนุวรรตน์ โหมดพริ้ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 15 สำนักงานจังหวัดกระบี่ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดกระบี่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ภาค 4 รวมทั้งหน่วยงานในระดับท้องที่ ร่วมให้ข้อมูลสรุปได้ว่า โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองปกาไสยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำในภาคการเกษตรและการอุปโภคบริโภคในพื้นที่ตำบลเขาพนม มีขนาดความจุอ่าง 7.5 ล้านลูกบาศก์เมตร รับน้ำจากคลองแห้งที่มีต้นน้ำจากเขาพนมเบญจา โครงการดังกล่าวเป็นการร้องขอจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2522 และปี 2533 กรมชลประทานได้จัดทำรายงานวางโครงการเมื่อปี 2541 และเนื่องจากในปัจจุบันได้มีการร้องขอให้ขับเคลื่อนโครงการ จึงมีการทบทวนรายงานวางโครงการแล้วเสร็จเมื่อปี 2564 และมีการออกแบบรายละเอียดด้านวิศวกรรมเรียบร้อยแล้ว แต่จากการลงพื้นที่พบว่าประชาชนยังมีข้อกังวลผลกระทบด้านที่ดิน จึงต้องดำเนินการสร้างความเข้าใจต่อไป อย่างไรก็ตาม ผู้แทนสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดกระบี่แจ้งว่า กรณีที่จะดำเนินโครงการในเขตปฏิรูปที่ดิน ราษฎรที่ได้รับสิทธิ ส.ป.ก. ดังกล่าว จะต้องสละสิทธิหรือยินยอม และต้องขออนุญาตใช้ที่ดินจาก ส.ป.ก. ก่อน ซึ่งปัจจุบันกรมชลประทานยังไม่ได้ขออนุญาตใช้ที่ดินแต่อย่างใด ทั้งนี้ พนักงานเจ้าที่จะได้รวบรวมข้อเท็จจริงจากทุกภาคส่วนเพื่อประกอบการจัดทำรายงานผลการตรวจสอบและข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
เลื่อนขึ้นด้านบน