สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคอีสาน ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย จัดเวที กสม. อีสาน สัญจรเปิดเวทีรับฟังสถานการณ์และระดมแนวทางแก้ไขปัญหาจากทุกภาคส่วนกรณีการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำโขง

13/08/2569 27

            เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ร่วมกับสำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วมสาธารณะ Thai PBS และสมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง7จังหวัดภาคอีสาน (คสข.) จัดกิจกรรมการประชุมเชิงปฏิบัติการ กสม.อีสานสัญจร เพื่อขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและการแก้ไขปัญหา กรณีการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำโขง เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล สะท้อนสถานการณ์และผลกระทบ ตลอดจนร่วมกันหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำโขง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการพัฒนาระบบเฝ้าระวังและการจัดการปัญหาที่เชื่อมโยงกับการคุ้มครองสิทธิของประชาชน โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน ภาควิชาการ เครือข่ายชุมชน และเยาวชน ในพื้นที่จังหวัดหนองคายและใหล้เคียง รวมประมาณ 70 คน ณ โรงแรมพาร์คแอนด์พลู รีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย

            กิจกรรมดังกล่าวเริ่มต้นด้วยการกล่าวต้อนรับโดย นายไพฑูรย์ มหาชื่นใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ก่อนเข้าสู่เวทีนำเข้าข้อมูลด้านสถานการณ์ ข้อมูลวิชาการ และแนวทางการปฏิบัติ และภาพรวมและช่องว่างของการแก้ปัญหาในปัจจุบัน โดยเริ่มจากการเสวนาหัวข้อ “สถานการณ์การปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำโขงและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และวิถีชีวิตของประชาชน” โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ ผู้อำนวยการหน่วยภารกิจฐานข้อมูลและระบบดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นายภพธรรม สุนันธรรม ผู้อำนวยการ สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายไชยวุฒิ ชัยชมภู นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ ผู้แทนสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองคาย นายสดึง คำมุงคุณ ประมงจังหวัดหนองคาย นางอ้อมบุญ ทิพย์สุนา ประธานสมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.) และ นางสาวธิติยาพร สุขะ ประธานสมาคมเยาวชนฮักแม่น้ำโขง โดยทั้งหมดได้ร่วมสะท้อนข้อมูลและประสบการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์สารพิษในแม่น้ำโขง ผลกระทบต่อระบบนิเวศ สุขภาพ ความปลอดภัยของทรัพยากรสัตว์น้ำ การประกอบอาชีพ และวิถีชีวิตของประชาชนที่พึ่งพาทรัพยากรจากแม่น้ำโขง การแลกเปลี่ยนดังกล่าวยังชวนให้เห็นว่า ปัญหาการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำโขงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม แต่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของประชาชน ทั้งเรื่องสุขภาพ การใช้น้ำ การบริโภคสัตว์น้ำ การประกอบอาชีพ และความมั่นคงของวิถีชีวิตชุมชน ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสิทธิมนุษยชนในหลายมิติ ทั้งสิทธิในสุขภาพ สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่สะอาด และสิทธิในการรับรู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับความปลอดภัยต่อวิถีชีวิต

            ต่อมาเป็นการเสวนาหัวข้อ “การบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐเพื่อยกระดับการเฝ้าระวัง ติดตาม การตรวจวัดคุณภาพน้ำ และจัดการปัญหาสารพิษในแม่น้ำโขง” โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคซึ่งดูแลในระดับนโยบายและการปฏิบัติในพื้นที่ ร่วมเสวนาได้แก่ นางสาววรางคณา ลาภกิจ ผู้อำนวยการกลุ่มจัดการสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมแม่น้ำโขง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) นางกุลญดา ทอนมณี ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 9 (อุดรธานี) นายสุชาติ ทอนมณี ปลัดจังหวัดหนองคาย นายบุษปกร ขันติธีระกวี ผู้อำนวยการกลุ่มวิชาการและบริหารจัดการน้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ภาค 3 นายอิทธิพล โพมิผล หัวหน้างาน 8 งานผลิตการประปาส่วนภูมิภาคสาขาหนองคาย และ ดร.พูนศักดิ์ จันทร์จำปี รองประธานคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล มุมมอง และข้อเสนอที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งเน้นประเด็นสำคัญคือการบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ให้สามารถเชื่อมโยงถึงกัน ตั้งแต่ข้อมูลการตรวจวัดคุณภาพน้ำ การแจ้งเตือนเมื่อพบการปนเปื้อน ข้อเสนอด้านการปรับปรุงงบประมาณและทรัพยากรเพื่อมุ่งเน้นในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในภาพรวมอย่างรวดเร็ว รวมถึงการควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิดต้นทางอีกด้วย

            ในช่วงบ่าย กิจกรรมได้เปลี่ยนจากการรับฟังข้อมูลบนเวทีสู่กระบวนการ “ฟังเสียงประเทศไทย (Mini Foresight for Locals)” ซึ่งสำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ร่วมกับสำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วมสาธารณะ Thai PBS ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมให้ผู้เข้าร่วมแบ่งกลุ่มระดมความคิดเห็นผ่านกระบวนการ S-T-E-E-P เพื่อร่วมกันมองอนาคตของแม่น้ำโขงและจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับระบบเฝ้าระวัง การตรวจวัดคุณภาพน้ำ มาตรการป้องกัน และการจัดการปัญหาสารพิษ ผ่านปัจจัยที่จะส่งผลต่ออนาคตของแม่น้ำโขงในหลายมิติ ทั้งด้านสังคม เทคโนโลยี เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม นโยบายด้านกฎหมายและการเมือง โดยโจทย์สำคัญคืออนาคตของแม่น้ำโขงที่พึงประสงค์ ซึ่งประชาชนสามารถดำรงชีวิต ประกอบอาชีพ และใช้ประโยชน์จากแม่น้ำได้อย่างปลอดภัยกับอนาคตที่ไม่พึงประสงค์ หากปัญหาสารพิษและการจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพยังคงดำเนินต่อไป และชวนผู้เข้าร่วมย้อนกลับมาสู่ปัจจุบันว่าเราต้องเริ่มทำอะไรบ้างเพื่อมุ่งให้เกิดภาพอนาคตที่ทุกฝ่ายอยากจะเห็น ผลจากการจัดกิจกรรมทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลและทำให้ทุกฝ่ายเห็นตรงกันที่จะต้องยกระดับปัญหาแม่น้ำโขงปนเปื้อนสารพิษนี้ให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อตั้งกรอบให้ทุกองคาพยพได้ใช้ทรัพยากรและพื้นที่ทำงานร่วมกัน ทั้งด้านการเก็บข้อมูล การสื่อสาร ที่เชื่อมตรงถึงภาคประชาชนให้เกิดการมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง อย่างต่อเนื่อง และยกระดับการทำงานในเชิงพื้นที่ระหว่างประเทศเพื่อให้สามารถเข้าถึงการแก้ปัญหาที่แหล่งต้นตอ

            นอกจากนี้ ภายในกิจกรรมยังมีการจัดนิทรรศการ “ชีวิต เปื้อนพิษ สายน้ำโขง” โดยสำนักงาน กสม. ภาคอีสาน ได้นำผลงานผู้ชนะจากการประกวดภาพถ่ายและสารคดีสั้นเกี่ยวกับปัญหาสารพิษในแม่น้ำโขงทั้งในประเภททั่วไปและประเภทนักเรียนนักศึกษา มาจัดแสดงเพื่อสะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างแม่น้ำโขงกับวิถีชีวิตของผู้คนริมสายน้ำ ตลอดจนผลกระทบจากปัญหาสารพิษที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรธรรมชาติ การประกอบอาชีพ การดำรงชีวิต ซึ่งถูกเชื่อมโยงเข้ากับมิติปัญหาสิทธิมนุษยชน

            สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะได้ร่วมกันกับทุกภาคส่วนในการส่งเสริมและเฝ้าระวังสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ และจะนำข้อมูลจากการจัดกิจกรรมไปประกอบการดำเนินงานตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยเฉพาะการมีข้อเสนอแนะ แนวทางหรือมาตรการในเชิงนโยบายเพื่อเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

เลื่อนขึ้นด้านบน