สำนักงาน กสม. ร่วมกับ เครือข่าย CSCD จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพสำหรับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ขับเคลื่อนงานในพื้นที่ภาคใต้

03/07/2569 29

          เมื่อวันที่ 1 - 2 กรกฎาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายสภาประชาสังคมชายแดนใต้ (CSCD) จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพสำหรับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ขับเคลื่อนงานในพื้นที่ภาคใต้ ณ โรงแรมบุรีศรีภู ถนนศรีภูวนารถ  อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมีนางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางสาวลม้าย มานะการ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ (CSCD) กล่าวเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการฯ และร่วมเป็นวิทยากร พร้อมด้วยนายสุชาติ  เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายไพโรจน์  พลเพชร ที่ปรึกษาประจำ กสม. เจ้าหน้าที่สำนักส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชน และสำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคใต้เข้าร่วม กิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในหลักการสิทธิมนุษยชน บทบาทของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน รวมถึงกฎหมายและความรู้อื่นที่เกี่ยวข้อง และเพื่อพัฒนาทักษะการนำองค์ความรู้ไปใช้ โดยมุ่งหวังให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำหลักการและกลไกต่างๆ ที่ได้รับจากการแลกเปลี่ยนไปพัฒนาทักษะการปกป้องคุ้มครองตนเอง และบูรณาการงานในชุมชนหรือองค์กรของตนได้ รวมถึงเพื่อสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ภาคใต้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมเพื่อเฝ้าระวังการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเป็นภาคีในการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านสิทธิมนุษยชนในระดับพื้นที่ร่วมกันต่อไป โดยการอบรมนี้เกิดจากการร่วมหารือของหลายส่วน เช่น เครือข่ายรักษ์ถิ่น สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และเครือข่ายภาคประชาสังคมต่างๆ.รวม 13 กลุ่มเครือข่าย ครอบคลุมประเด็นสิทธิเด็ก เยาวชน สตรี ทรัพยากร และเครือข่ายชาวพุทธ ที่ให้ความสนใจเข้าร่วมรวมทั้งสิ้นจำนวน 39 คน

          วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเปิดการอบรมโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของกลไกการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐในภาคใต้โดยเฉพาะพื้นที่ 5 จังหวัดายแดนมีสถานการณ์เฉพาะ เช่น เรื่องการซ้อมทรมาน การตรวจ DNA และการตั้งด่านตรวจ ซึ่งต้องการการประเมินความเสี่ยงที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น หน้าที่อำนาจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ตามมาตรา 38 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 ซึ่งให้อำนาจ กสม. ในการเข้าตรวจสอบหากพบเหตุละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยตรง โดยไม่ต้องรอการร้องเรียนในกรณีเร่งด่วน และการสร้างกลไกส่งต่อการคุ้มครองที่ กสม. พยายามผลักดันความร่วมมือกับกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้ยุติธรรมจังหวัดทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในพื้นที่แทนหน่วยงานส่วนกลางที่มีข้อจำกัดด้านบุคลากรในการรับเรื่องและคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการสร้างเครื่องมือสำหรับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดย กสม. อยู่ระหว่างจัดทำคู่มือแนวปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ และคู่มือสำหรับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานมีเครื่องมือในการดูแลตัวเองและสื่อสารกับภาครัฐ

          นางสาวลม้าย มานะการ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ CSCD ได้กล่าวเสริมถึงความคาดหวังและการประสานงานในระดับพื้นที่ และการบูรณาการเครือข่าย 13 กลุ่มเครือข่ายที่เข้ารับการอบรมในวันนี้ รวมถึงการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนรุ่นใหม่โดยมุ่งเน้นการให้โอกาสคนทำงานหน้างานที่เผชิญกับภัยคุกคามอยู่ตลอดเวลา โดยมุ่งหวังว่านักปกป้องสิทธิมนุษยชนหน้างานที่เผชิญภัยคุกคามโดยตรงจะได้รับความรู้และเข้าสู่กลไกการคุ้มครองเป็นกรณีพิเศษจากการเป็นเครือข่ายที่ผ่านการอบรม

          กิจกรรมในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ช่วงเช้าเป็นกิจกรรมเชิงกระบวนการในหัวข้อ “ความรู้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและบทบาทของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้มีความรู้ ความเข้าใจในแนวคิดพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน ความหมายและบทบาทของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยมีนายไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาประจำ กสม. และนายวรพล ครุตเนตร นักวิชาการสิทธิมนุษยชนชำนาญการ เป็นวิทยากรกระบวนการ ต่อด้วยเวทีเสวนา หัวข้อ“ประสบการณ์ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน” โดยมีนายกิตติภพ สุทธิสว่าง เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น  นางสาวนูรฮายาตี สาเมาะ ที่ปรึกษาองค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชน ปาตานี (HAP) และนายอับดุลเลาะ เงาะ เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ (JASAD) เป็นวิทยากรร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ภาคใต้ ดำเนินรายการโดยนางสาวลม้าย มานะการ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ จากนั้นในช่วงบ่ายเป็นการเสวนา หัวข้อ “กลไกการปกป้องและคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรม” โดยมีนายจิรกิตต์ คงสม อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดยะลา  นายอรุณ  สุขน่วม ยุติธรรมจังหวัดสงขลา  นายอับดุลกอฮาร์ อาแวปูเตะ ทนายความ ศูนย์ทนายความมุสลิม และนางสาวอณิชภัทร สิทธิดำรงค์ หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมและเฝ้าระวังสถานการณ์สิทธิมนุษยชน สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคใต้ เป็นวิทยากรร่วมแลกเปลี่ยนบทบาทขององค์กรในการปกป้องและคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และให้คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กลไกการร้องเรียน การดำเนินคดี และการให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ ดำเนินรายการโดยนางสาวศยามล  ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ต่อด้วยกิจกรรมเชิงกระบวนการในหัวข้อ “ความปลอดภัยและการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมการอบรมสามารถการวิเคราะห์สถานการณ์และการประเมินความเสี่ยงและภัยคุกคาม สามารถลดผลกระทบและการวางแผนการคุ้มครอง โดยมีนายบัณฑิต  หอมเกษ นักวิชาการสิทธิมนุษยชนชำนาญการ และนายวรพล ครุตเนตร นักวิชาการสิทธิมนุษยชนชำนาญการ สำนักงาน กสม. เป็นวิทยากรกระบวนการ

          กิจกรรมในวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ช่วงเช้าเป็นเวทีเสวนาและกิจกรรมฝึกปฏิบัติใน หัวข้อ “การตระหนักรู้และป้องกันการคุกคามความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยทางดิจิทัล” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการคุกคามความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยทางดิจิทัล  และหลักการพื้นฐานและแนวทางเกี่ยวกับการได้รับการเยียวยาทางจิตใจของผู้ได้รับผลกระทบจากการละเมิด โดยมีนางสาวนิชาภา ชาญวิสิฐกุล และนางสาวนัคมีน  แวมิ่ง เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนท้องถิ่น สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นวิทยากร จากนั้นในช่วงบ่ายเป็นการอภิปรายและกิจกรรมฝึกปฏิบัติ หัวข้อ “การสัมภาษณ์การบันทึกข้อมูลสถานการณ์ และการยื่นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการรับเรื่องร้องเรียนและกระบวนการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนของ กสม. การประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน พร้อมฝึกปฏิบัติวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและการเขียนหนังสือร้องเรียน โดยมีนายกฤตภาส รัตนาเลิศ หัวหน้ากลุ่มงานคุ้มครองสิทธิมนุษยชนสำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคใต้ และนายบัณฑิต  หอมเกษ นักวิชาการสิทธิมนุษยชนชำนาญการ สำนักงาน กสม. เป็นวิทยากร

          กสม. เห็นความสำคัญในการส่งเสริมและคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์การคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพนักปกป้องสิทธิมนุษยชน สร้างกลไกความคุ้มครองที่เป็นรูปธรรม ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ในระดับพื้นที่ เพื่อพัฒนากลไกการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในประเด็นทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม การฟ้องคดีในลักษณะการปิดปาก (SLAPP) การปฏิบัติการ IO  และการบังคับใช้กฎหมายพิเศษด้านความมั่นคงที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน รวมทั้งการพัฒนาระบบการรับเรื่องร้องเรียนและฐานข้อมูลร่วมกัน เพื่อให้การคุ้มครองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และสามารถพัฒนากลไกเชิงนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

เลื่อนขึ้นด้านบน