๓. สถานะของ กสม. ภายใต้ GANHRI

14/08/2023 590
                   ๓.๑ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิก ICC หรือ GANHRI

                   ในปัจจุบันตั้งแต่ปี ๑๙๙๔ (พ.ศ. ๒๕๔๗) และได้รับสถานะ ‘A’ ในการประเมินสถานะครั้งแรกเมื่อปี ๒๐๐๔ (พ.ศ. ๒๕๔๗)

                   ๓.๒ การทบทวนสถานะ (re-accreditation) ตามธรรมนูญ GANHRI (เดิมเป็น ICC) กำหนดให้สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่มีสถานะ A จะต้องเข้ารับการทบทวนสถานะทุก ๕ ปี ซึ่ง กสม. ได้ดำเนินการ ดังนี้

                   ๓.๒.๑ กสม. ได้เข้ารับการทบทวนสถานะรอบ ๕ ปีแรกในระหว่างการประชุม SCA เมื่อวันที่ ๓ – ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ โดยผลของการพิจารณา SCA ได้ให้ความเห็นว่าควรให้สถานะ ‘A’ แก่ กสม. โดยมีข้อสังเกตเพิ่มเติมในประเด็นต่อไปนี้       

                                      (๑) ที่ตั้งของสำนักงาน กสม. ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา ยากแก่การเข้าถึง (ในขณะนั้นตั้งอยู่ที่อาคารสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง.)

                                      (๒) ความจำเป็นในการจัดให้มีการหารือกันอย่างกว้างขวางในกระบวนการสรรหา กสม. โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมและกลุ่มเปราะบาง

                                      (๓) การโอนเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน กสม. จากหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ ในลักษณะการให้มาช่วยปฏิบัติราชการ ซึ่งอาจส่งผลต่อความเป็นอิสระ

                                      (๔) ข้อเสนอแนะของ กสม. ที่มีไปยังหน่วยงานของรัฐบาลไม่ได้รับการปฏิบัติหรือติดตามผล

                                      (๕) ควรมีการระบุเหตุผลและเงื่อนไขในการถอดถอนคณะกรรมการ

                   ๓.๒.๒ กสม. ได้เข้ารับการทบทวนสถานะครั้งที่ ๒ ในรอบ ๕ ปีต่อมาระหว่างวันที่ ๑๘ – ๒๒พฤศจิกายน ๒๕๕๖ โดย SCA ได้มีข้อเสนอแนะให้เลื่อนการพิจารณา (defer) ออกไปเป็นช่วงการประชุมในเดือนมีนาคม ๒๕๕๗ เนื่องจากมีหลายประเด็นที่ SCA ต้องทำความเข้าใจ พร้อมกับขอให้ กสม. ชี้แจงเพิ่มเติมในประเด็นต่อไปนี้

                                      (๑) กฎหมายจัดตั้ง กสม. ไม่มีบทบัญญัติกำหนดความคุ้มกันในการปฏิบัติหน้าที่ของ กสม. และเจ้าหน้าที่ (functional immunity)

                                      คำชี้แจง ความคุ้มกันในการปฏิบัติหน้าที่ทั้งทางแพ่งและทางอาญา มีการบัญญัติเป็นหลักกฎหมายทั่วไปภายใต้ระบบกฎหมายไทย ซึ่งระบุไว้ว่าหากเป็นการปฏิบัติหน้าที่ “โดยสุจริต” ย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

                                      (๒) การสรรหาและการแต่งตั้ง กสม. ชุดที่ ๒ ขาดการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคมที่เน้นความเป็นพหุนิยม (pluralism)

                                      คำชี้แจง กระบวนการสรรหา กสม. เป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา ๒๕๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และมีกระบวนการสรรหาเช่นเดียวกันกับองค์กรอิสระอื่น ๆ ตามรัฐธรรมนูญ โดยมาตรา ๒๔๓ ประกอบมาตรา ๒๓๑ (๑) ของรัฐธรรมนูญ ได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่ากรรมการสรรหา ๒ คนจะต้องมิใช่ผู้พิพากษาหรือตุลาการและต้องไม่เป็นกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระอื่นตามรัฐธรรมนูญในขณะเดียวกัน ทั้งนี้ หากมีการยุบสภาจากเหตุการณ์สถานการณ์ทางการเมือง กสม. จะยื่นข้อเสนอแนะในการแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติ กสม. เพื่อให้มีผู้แทนภาคประชาสังคมอยู่ในคณะกรรมการสรรหาด้วย

                                      (๓) การจัดทำรายงานสถานการณ์ชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี ๒๕๕๓ ที่ล่าช้า
                                      คำชี้แจง กสม. ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเก็บรวบรวมพยานหลักฐานด้วยความยากลำบาก เนื่องจากสถานการณ์ความแตกแยกในสังคมที่มีการแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน ประกอบกับการชุมนุมที่มีความยืดเยื้อ มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นหลายครั้ง โดย กสม. ต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานเอกสาร พยานแวดล้อม รวมทั้งรับฟังพยานบุคคลเป็นจำนวนมากเพื่อให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงจากกรณีสถานการณ์ชุมนุมทางการเมืองเป็นไปอย่างครบถ้วนและรอบด้าน เพื่อนำมาประมวลผลและพิจารณาจัดทำรายงานการตรวจสอบและข้อเสนอแนะต่อหน่วนงานภาครัฐ รวมถึงกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดย กสม. ได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ผ่านทางสื่อต่าง ๆ การรวบรวมข่าวสาร และการเฝ้าระวังสถานการณ์ในพื้นที่การชุมนุม และรายงานสถานการณ์พร้อมข้อเสนอแนะรายวันต่อ กสม. เพื่อพิจารณาการดำเนินการที่เหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชุมนุมในปี ๒๕๕๖ คาดว่าจะแล้วเสร็จและเผยแพร่ต่อสาธารณชนในช่วงต้นปี ๒๕๕๗

                                      (๔) การขอยืมตัวเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานภาครัฐมาปฏิบัติงาน
                                      คำชี้แจง มาตรา ๑๘ (๑) แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้สำนักงาน กสม. มีหน้าที่รับผิดชอบงานธุรการของ กสม. ซึ่งรวมถึงการคัดเลือกบุคลากรเข้าปฏิบัติงาน มีการออกกฎระเบียบของ กสม. โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดขอบเขตหน้าที่และอำนาจของเจ้าหน้าที่ การบรรจุแต่งตั้งและเลื่อนขั้นเงินเดือน การประเมินผลการปฏิบัติราชการของเจ้าหน้าที่ทุกระดับ โดย กสม. ขอยืนยันว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ของ กสม. คนใดที่มาจากการยืมตัวจากหน่วยงานภาครัฐมาปฏิบัติงาน

                                      (๕) การจัดตั้งสำนักงานในภูมิภาคเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย
                                      คำชี้แจง กสม. ได้มีความพยายามในการพิจารณาจัดตั้งสำนักงานในภูมิภาค แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการจัดสรรบุคลากรและการจัดการสถานที่ กสม. จึงได้ดำเนินการพัฒนาการเข้าถึง กสม. ผ่านช่องทางอื่น ๆ เช่น การลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกับหน่วยงานในภูมิภาค การแต่งตั้งผู้แทนในพื้นที่  และการสร้างเครือข่ายอาสาสมัครจากประชาชนในพื้นที่
                                      (๖) ร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฉบับใหม่ที่ยังไม่ผ่านรัฐสภา
                                      คำชี้แจง ด้วยเหตุของการชุมนุมทางการเมืองทำให้มีการยุบสภา และมีกฎหมายที่ค้างพิจารณาอยู่ในรัฐสภาเดิม ซึ่งรวมถึงร่างพระราชบัญญัติ กสม. จะต้องรอการพิจารณาโดยรัฐสภาใหม่  ซึ่ง กสม. จะใช้โอกาสนี้ในการพิจารณาทบทวนร่างพระราชบัญญัติ กสม. ในประเด็นการสรรหาและแต่งตั้ง ตามข้อสังเกตของ SCA ต่อไป

                                      ๓.๒.๓ การพิจารณาทบทวนสถานะโดย ICC-SCA ระหว่างวันที่ ๑๗ – ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๗ปรากฏว่า SCA ยังมีท่าทีคงเดิมต่อการทบทวนสถานะของ กสม. และได้ตัดสินใจให้เลื่อน (defer) การพิจารณาออกไปเป็นรอบการประชุมในเดือนตุลาคม ๒๕๕๗ พร้อมกับมีข้อสังเกตในประเด็นต่อไปนี้

                                      (๑) ความคุ้มกันการปฏิบัติหน้าที่ของ กสม. ตามบทบัญญัติของกฎหมายจัดตั้งยังมีจำกัดเฉพาะบางสถานการณ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระในการปฏิบัติงานของ กสม. ด้วย
                                      คำชี้แจง กสม. สามารถปฏิบัติหน้าที่และได้รับการคุ้มครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕๙ และมาตรา ๓๒๙ แห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และมาตรา ๔๒๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในกรณีการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายและโดยสุจริต

                                      (๒) กระบวนการสรรหาและองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาตามมาตรา ๒๔๓ และ ๒๕๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ยังไม่สามารถประกันให้เห็นถึงความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม

                                      คำชี้แจง กสม. ตระหนักถึงข้อห่วงกังวลดังกล่าว แต่กรณีของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนั้นอยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ของ กสม. ทั้งนี้ กสม. ขอเน้นย้ำที่จะนำประเด็นข้อสังเกตของ SCA เกี่ยวกับกระบวนการสรรหาและองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหามาจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาให้มีความหลากหลายทางวิชาชีพ รวมถึงหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหา คุณสมบัติของ กสม. ที่มีประสบการณ์การดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนต่อไป

                                      (๓) ความล่าช้าในการเผยแพร่รายงานชุมนุมทางการเมืองที่มีความรุนแรงทางการเมืองเมื่อปี ๒๕๕๓ รวมทั้งการชุมนุมทางการเมืองซึ่งเริ่มเมื่อช่วงปลายปี ๒๕๕๖
                                      คำชี้แจง กสม. ได้ชี้แจงถึงสาเหตุของความล่าช้าในการเผยแพร่รายงานสถานการณ์การชุมนุมเมื่อปี ๒๕๕๓ ต่อ SCA แล้ว สำหรับกรณีการชุมนุมในปี ๒๕๕๖ นั้น เป็นเหตุการณ์ที่ยังคงดำเนินอยู่และความซับซ้อนของสถานการณ์มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ยากต่อการคาดการณ์ว่าเหตุการณ์จะสิ้นสุดลงเมื่อใด ทั้งนี้ กสม. ได้ดำเนินการเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยได้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้น ๓ คณะ เพื่อเรียกให้บุคคลมาให้ถ้อยคำและข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ การตรวจสอบข้อเท็จจริงได้เริ่มดำเนินการในช่วงปลายปี ๒๕๕๖ และยังคงดำเนินการอยู่ โดย กสม. มีกำหนดการเผยแพร่รายงานผลการตรวจสอบในช่วงกลางปี ๒๕๕๗

                                      ๓.๒.๔ เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๗ ICC-SCA ได้พิจารณาทบทวนสถานะของ กสม. อีกครั้ง โดยผลของการพิจารณาในครั้งนี้ SCA ได้เสนอให้ปรับลดสถานะของ กสม. ลงเป็นสถานะ ‘B’ ตามข้อ ๑๘.๑ ของธรรมนูญ GANHRI (เดิมเป็น ICC) กำหนดให้สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ถูกประเมินลดสถานะจาก ‘A’ เป็น ‘B’ มีระยะเวลา ๑ ปีในการจัดทำข้อมูลความคืบหน้าของการดำเนินการพร้อมทั้งเอกสารประกอบเพิ่มเติมเพื่อชี้แจงต่อข้อสังเกตของ SCA โดยในช่วงเวลาดังกล่าวให้ถือว่าสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติยังคงอยู่ในสถานะ ‘A’

                               ๓.๓ การปรับลดสถานะของ กสม. อย่างเป็นทางการ

                                      ในคราวการประชุม SCA ระหว่างวันที่ ๑๖ – ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ SCA ได้พิจารณาคำชี้แจงของ กสม. แล้ว เห็นว่าคำชี้แจงของ กสม. ต่อประเด็นข้อสังเกตของ SCA ยังไม่เพียงพอและไม่เป็นรูปธรรม SCA จึงเสนอลดสถานะของ กสม. จาก ‘A’ เป็น ‘B’ ทั้งนี้ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มีหนังสือถึงประธาน ICC และสมาชิก ICC Bureau เพื่อขอคัดค้าน (challenge) ข้อเสนอแนะของ SCA ภายในเวลา ๒๘ วันหลังจากได้รับหนังสือของฝ่ายเลขานุการของ SCA อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ตามข้อ ๑๒.๑ ของธรรมนูญ GANHRI (เดิมเป็น ICC) แต่คำคัดค้านของ กสม. ไม่เป็นผลต่อการพิจารณาของ ICC Bureau ทั้งนี้ การถูกลดสถานะเป็น ‘B’ ดังกล่าว ส่งผลให้ กสม. มีฐานะเป็นสมาชิกที่ไม่มีสิทธิออกเสียง (non-voting member) ในการประชุมต่าง ๆ ตามข้อ ๒๔.๒ ของธรรมนูญ GANHRI

Scroll to top