




<rss version="2.0">
    <channel>
        <language>th</language>
        <title>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</title>
        <link>https://www.nhrc.or.th/rss/category/89</link>
        <description>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</description>
        <counter>50</counter>
                    <item>
                <title>กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 17/2569 กสม. แนะ ตร. กวดขันเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามมาตรการคุ้มครองสิทธิผู้ถูกจับ หลังปรากฏกรณีแรงงานต่างด้าวถูกจับโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อญาติ ไม่ได้รับคืนทรัพย์สิน  และข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล - ย้ำผลกระทบโครงการแลนบริดจ์ ไม่คุ้มค่า ยินดี นายกฯ - ครม. รับข้อเสนอตั้งคณะกรรมการศึกษาผลกระทบ - ขอบคุณคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมมีมติทบทวนให้ผู้พิการเข้าสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16985</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และ นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 17/2569 โดยมีวาระสำคัญ 3 เรื่อง ดังนี้ 1. กสม. แนะ ตร. กวดขันเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามมาตรการคุ้มครองสิทธิผู้ถูกจับหลังปรากฏกรณีแรงงานต่างด้าวถูกจับโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อญาติ ไม่ได้รับคืนทรัพย์สินที่ถูกยึด และข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งซึ่งเป็นแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ทำงานเป็นพนักงานบริการลูกค้าของบริษัทแห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2567 เกิดกรณีพิพาทระหว่างผู้ร้องกับผู้รับบริการชาวอิตาลีเกี่ยวกับการขอเงินค่าบริการต่อวีซ่าและใบอนุญาตทำงานคืน ผู้ร้องจึงแจ้งให้ทนายความของบริษัทติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเกาะพะงัน (สภ. เกาะพะงัน) (ผู้ถูกร้องที่ 1) มาระงับเหตุ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงสถานที่เกิดเหตุกลับดำเนินการตรวจสอบหนังสือเดินทางและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ร้อง แล้วนำตัวไปสอบปากคำที่ สภ. เกาะพะงัน และตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี พะงัน (ผู้ถูกร้องที่ 2) โดยไม่แจ้งข้อกล่าวหาไม่แจ้งสิทธิของผู้ถูกจับและผู้ต้องหา ไม่อนุญาตให้ติดต่อญาติ และไม่คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ร้อง ต่อมาจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่าผู้ร้องกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้อื่น ทำงานผิดประเภทจากที่ได้รับอนุญาต และปลอมใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวรายอื่น นอกจากนี้ หลังจากผู้ร้องได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ผู้ร้องพบว่ามีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้นำภาพถ่ายของผู้ร้องขณะอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี พะงัน และภาพหนังสือเดินทางที่ปรากฏอยู่ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ร้องไปเผยแพร่ในเฟซบุ๊กกลุ่มสาธารณะ พร้อมระบุข้อความว่าผู้ร้องกักขังหน่วงเหนี่ยวและฉ้อโกงลูกค้าชาวต่างชาติ เป็นเหตุให้ผู้ร้องเสื่อมเสียชื่อเสียงและอับอาย จึงขอให้ตรวจสอบ กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า กรณีตามคำร้องมีประเด็นที่ต้องพิจารณา 3 ประเด็น ดังนี้  ประเด็นที่หนึ่ง การจับกุมผู้ร้องโดยไม่แจ้งข้อกล่าวหา ไม่แจ้งสิทธิของผู้ถูกจับและผู้ต้องหา และไม่ให้ติดต่อญาติ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) รับรองสิทธิในเสรีภาพและความมั่นคงของบุคคล รวมถึงกำหนดให้ผู้ถูกจับต้องได้รับแจ้งเหตุแห่งการจับกุมและข้อกล่าวหาโดยพลัน ทั้งนี้ แม้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญจะมุ่งคุ้มครองประชาชนชาวไทยเป็นหลัก แต่บุคคลต่างด้าวย่อมมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญด้วย จากการตรวจสอบปรากฏว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 และที่ 2 เข้าจับกุมผู้ร้องภายหลังได้รับแจ้งเหตุ และได้แจ้งข้อกล่าวหา แจ้งสิทธิของผู้ถูกจับ รวมทั้งดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย กรณีดังกล่าวจึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม ในส่วนการติดต่อกับญาติรับฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 และที่ 2 ได้ยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ร้องไว้เป็นพยานหลักฐาน แต่ไม่ได้จัดช่องทางอื่นให้ผู้ร้องติดต่อญาติ ทำให้ญาติทราบเรื่องการจับกุมจากสื่อมวลชนภายหลังผ่านไป 4 วัน จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกให้ผู้ถูกจับติดต่อญาติในโอกาสแรก อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน  ประเด็นที่สอง การยึดทรัพย์สินของผู้ร้องไว้ตรวจสอบแล้วไม่ส่งคืน เห็นว่าแม้กฎหมายจะให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐยึดทรัพย์สินเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการสอบสวนได้ แต่เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว และศาลไม่มีคำสั่งริบทรัพย์ หน่วยงานของรัฐย่อมมีหน้าที่ต้องคืนทรัพย์สินแก่เจ้าของหรือผู้มีสิทธิเรียกร้อง จากการตรวจสอบพบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่รวม 3 เครื่อง ได้แก่ ของบริษัท 2 เครื่อง และของผู้ร้องจำนวน 1 เครื่อง เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการสอบสวนคดีอาญา ต่อมาศาลจังหวัดเกาะสมุยมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว แต่ผู้ร้องและบริษัท ยังไม่ได้รับโทรศัพท์คืน ทั้งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ถูกร้องที่ 1 มีหน้าที่ต้องคืนทรัพย์สินแก่ผู้มีสิทธิ รวมทั้งแจ้งให้ผู้มีสิทธิมารับทรัพย์สินคืน การไม่ดำเนินการดังกล่าวจึงกระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินของผู้ร้อง อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน  และประเด็นที่สาม การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ร้องเป็นเหตุให้มีผู้นำไปเผยแพร่ผ่านสื่อสาธารณะทำให้ได้รับความเสียหาย เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องเก็บรักษาและเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลด้วยความระมัดระวัง จากการตรวจสอบพบว่า ภาพถ่ายของผู้ร้องขณะถูกควบคุมตัวและภาพหนังสือเดินทาง ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในความครอบครองของผู้ถูกร้องที่ 1 และที่ 2 ได้รั่วไหลไปยังผู้ใช้เฟซบุ๊กรายดังกล่าวและถูกเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์โดยไม่มีการปกปิดข้อมูลสำคัญและไม่ได้รับความยินยอม ส่งผลให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียง กสม. เห็นว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 และที่ 2 มิได้ดำเนินมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเพียงพอ อันเป็นการฝ่าฝืนหน้าที่ตามกฎหมายและเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่วนกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กที่นำข้อมูลส่วนบุคคลไปเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ แม้กระทบต่อสิทธิของผู้ร้องเช่นเดียวกัน แต่เนื่องจากคู่กรณีได้มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางแพ่ง โดยยินยอมชดใช้ค่าเสียหายและลบโพสต์ที่เกี่ยวข้องแล้ว จึงเป็นอันยุติเรื่อง  ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี และตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี ช่วยดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเกาะพะงัน และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี พะงัน ซึ่งไม่ให้ผู้ร้องติดต่อญาติ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ร้องโดยมิชอบตามกฎหมายว่าด้วยวินัยข้าราชการตำรวจ โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเกาะพะงัน ในฐานะผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลาง แจ้งให้ผู้ร้องและบริษัทฯ มารับของกลางคืนด้วย ทั้งนี้ให้ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) สั่งการและกำกับการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบว่าด้วยการสอบสวนวินัยข้าราชการตำรวจอย่างเคร่งครัด  นอกจากนี้ ให้ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีและตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี กำชับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในสังกัดจะต้องคำนึงถึงสิทธิได้รับการเยี่ยมหรือติดต่อญาติของผู้ถูกจับตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด  ทั้งนี้ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีหนังสือแจ้งเวียนแนวปฏิบัติหรือมาตรการในการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา โดยเฉพาะการเน้นย้ำถึงหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจที่ต้องจัดให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาสามารถติดต่อกับญาติหรือบุคคลที่ไว้วางใจได้ในโอกาสแรกเมื่อมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน รวมทั้งแนวปฏิบัติหรือมาตรการในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกวดขันให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด2. กสม. ย้ำผลกระทบโครงการแลนบริดจ์ ชุมพร-ระนอง ไม่คุ้มค่า แนะต้องจัดเวทีรับฟังความเห็นให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม ขอบคุณ นายกฯ - ครม. รับข้อเสนอแนะตั้งคณะกรรมการศึกษาผลกระทบ นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ตรวจสอบและมีรายงานผลการตรวจสอบกรณีร้องเรียนว่า โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือ โครงการแลนด์บริดจ์ จังหวัดชุมพร-ระนอง ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชน และขาดการมีส่วนร่วม โดยมีหนังสือลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 แจ้งข้อเสนอแนะกรณีโครงการแลนด์บริดจ์ดังกล่าวไปยังนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 รับทราบข้อเสนอแนะ พร้อมมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมเป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว นั้น กสม. ขอเน้นย้ำข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบว่า สศช. ได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามันของไทย ได้ข้อสรุปว่า การพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์จะสามารถสนับสนุนสินค้าของระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ได้เพียงร้อยละ 18 ซึ่งการพัฒนาท่าเรือท่องเที่ยวหรือสนามบินก็เพียงพอแล้ว นอกจากนี้ โครงการยังไม่สามารถประหยัดเวลาการขนส่งสินค้าจากฝั่งมหาสมุทรอินเดียโดยไม่ผ่านช่องแคบมะละกาได้อย่างมีนัยสำคัญ และยังมีค่าขนส่งสูงกว่า จึงไม่อาจแข่งขันกับท่าเรือสิงคโปร์ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือเดิมได้ อีกทั้งยังไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เนื่องจากรายได้จากการให้บริการขนส่งตู้สินค้าไม่คุ้มค่ากับค่าใช้จ่าย  เมื่อพิจารณาแง่ผลกระทบจากโครงการพบว่า โครงการแลนด์บริดจ์ซึ่งประกอบด้วย ท่าเรือ ทางรถไฟรางคู่ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง และนิคมอุตสาหกรรมหรืออุตสาหกรรมหลังท่า ยังจะก่อให้เกิดผลกระทบสำคัญต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกิจกรรมของท่าเรือจะทำให้เกิดตะกอนกระทบปะการังและหญ้าทะเลที่เป็นแหล่งอาหารของสัตว์น้ำวัยอ่อน และอาจกระทบต่อคุณค่าโดดเด่นของแหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามันซึ่งอยู่ระหว่างการนำเสนอเป็นแหล่งมรดกโลก นอกจากนี้การสร้างรถไฟทางคู่และทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองซึ่งจะผ่านพื้นที่อนุรักษ์และพื้นที่สำคัญทางนิเวศวิทยา เช่น พื้นที่คุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1A และชั้นที่ 2 พื้นที่ป่าชายเลน อุทยานแห่งชาติ และพื้นที่ชุ่มน้ำ อาจทำให้เกิดการบุกรุกพื้นที่ป่า พื้นที่เกษตร สูญเสียแหล่งกักเก็บคาร์บอน ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำผิวดิน คุณภาพน้ำผิวดิน ระดับน้ำใต้ดิน และการปนเปื้อนน้ำบาดาล  โครงการแลนบริดจ์ยังส่งผลกระทบต่อการประมง กล่าวคือ จังหวัดชุมพร มีชุมชนประมงใกล้โครงการจำนวนมาก มีเรือประมง 3,500 ลำ เป็นประมงพื้นบ้านราว 270 ลำ มีปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้ทั้งจังหวัด 110,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 3,900 ล้านบาท และเป็นแหล่งวงจรชีวิตปลาทู ส่วนจังหวัดระนอง มีชุมชนประมงใกล้โครงการหลายแห่ง มีเรือประมงพื้นบ้านกว่า 2,000 ลำ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลมอแกนที่ออกเรือโดยใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิม ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากการสูญเสียแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำทำให้สูญเสียอาชีพและวิถีชีวิตชุมชนชายฝั่ง นอกจากนี้ โครงการยังส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรจากการเปลี่ยนแปลงพื้นที่แหล่งน้ำที่ใช้ทำการเกษตรรวมถึงการเวนคืนที่ดิน และกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวเชิงนิเวศซึ่งเป็นรายได้ของประชาชนในพื้นที่ด้วย เมื่อพิจารณากระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อประกอบการดำเนินโครงการแลนบริดจ์ เห็นว่า เป็นการจัดรับฟังความเห็นแบบรายโครงการ ประชาชนไม่สามารถเข้าร่วมเวทีได้ครบถ้วน อีกทั้งเนื้อหาที่นำเสนอยังไม่ชัดเจนเพียงพอ ประกอบกับไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นว่าการดำเนินโครงการในลักษณะใดที่สอดคล้องกับความต้องการ จากข้อเท็จจริงดังกล่าว โครงการแลนบริดจ์จึงไม่สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ที่กำหนดให้รัฐต้องอนุรักษ์ คุ้มครอง บริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน และต้องพึงระมัดระวังให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด และได้สัดส่วนกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งไม่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ และปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิในการพัฒนา (DRTD) ขณะที่การรับฟังความคิดเห็นเป็นรายโครงการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการรับฟังความคิดเห็นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และมีความหมายตามที่รัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) รับรองไว้ จึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน  ด้วยเหตุนี้ กสม. จึงมีหนังสือเรียนนายกรัฐมนตรีนำเสนอ ครม. พิจารณาสั่งการให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดระนองและชุมพรต่อทิศทางการพัฒนาในระดับโครงสร้างหรือในภาพรวมในฐานะที่เป็นสิทธิในการกำหนดอนาคตและเจตจำนงของตนเอง รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของตนอย่างเสรี เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการแลนบริดจ์ และให้ประชาชนทุกกลุ่มทุกอาชีพร่วมกำหนดแผนพัฒนาของจังหวัดชุมพรและระนอง ที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ที่ปรากฏในรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการฯ ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเมื่อปี 2564 – 2565 และให้นำผลการรับฟังความคิดเห็นและรายงานการศึกษาดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการแลนบริดจ์ โดยต้องสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ “รัฐบาลจำเป็นต้องศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในมิติต่าง ๆ ของโครงการแลนบริดจ์ในภาพรวมทั้งระบบ โดยคำนวณความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเปรียบเทียบกับความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งวิถีชีวิตของชุมชนให้ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบทุกกลุ่ม อย่างไรก็ดี กสม. ขอขอบคุณ ครม. ที่มีมติตอบรับข้อเสนอแนะของ กสม. และสั่งการให้หน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณา และขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่มีคำสั่งสำนักนายรัฐมนตรี ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ โดยมีรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ทั้งนี้ เพื่อขับเคลื่อนโครงการให้เป็นไปด้วยความรอบคอบ คำนึงถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างรอบด้านและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ” กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าว3. กสม. ขอบคุณคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมมีมติทบทวนให้ผู้พิการเข้าสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ตรวจสอบกรณีที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) มีมติไม่ให้นายศุภวิชญ์ จันทร์เสถียร ทนายความผู้พิการทางการเคลื่อนไหวเป็นผู้มีสิทธิสอบเป็นข้าราชการตุลาการตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา ซึ่ง กสม. มีมติเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 เห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับหลักการห้ามเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความพิการในทุกด้านที่เกี่ยวกับการจ้างงานและการคัดเลือกบุคคล และมีข้อเสนอแนะให้ ก.ต. พิจารณาทบทวนมติเพื่อให้คนพิการที่มีลักษณะเช่นเดียวกับนายศุภวิชญ์ สามารถเข้ารับการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาได้ พร้อมมีข้อเสนอให้กำหนดมาตรการหรือแนวทางการช่วยเหลือที่สมเหตุสมผลในระบบการสอบคัดเลือกให้แก่คนพิการ นั้น ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุม ก.ต. มีมติทบทวนให้ผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา ประจำปี พ.ศ. 2569 เป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนในการสมัครสอบคัดเลือกฯ จำนวน 2 ราย โดยปรากฏชื่อนายศุภวิชญ์ในประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าสอบคัดเลือกฯ ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ด้วย  กสม. ขอขอบคุณ ก.ต. ที่ตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิคนพิการและมีมติทบทวนรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าสอบคัดเลือกฯ ดังกล่าวตามข้อเสนอแนะของ กสม. ซึ่งช่วยให้เกิดความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาสทางการประกอบอาชีพของคนพิการ เพื่อคนพิการสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเองอย่างมีคุณภาพและมีศักดิ์ศรีตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ (CRPD) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องปฏิบัติ ได้รับรองไว้สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ15 พฤษภาคม2569
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>15 พ.ค. 2569, 16:17</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ร่วมประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 12 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ชี้แจงรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2568 และรายงานผลการปฏิบัติงาน กสม. ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16981</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พรประไพ กาญจนรินทร์ และกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้แก่ ศยามล ไกรยูรวงศ์วสันต์ ภัยหลีกลี้ สุภัทรา นาคะผิว พร้อมด้วยเลขาธิการ กสม. ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. เข้าร่วมการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 12 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เพื่อชี้แจงรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2568 และรายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา  โอกาสนี้ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเลขาธิการ กสม. ได้ชี้แจงพร้อมตอบข้อซักถามจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยในส่วนรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2568 ประกอบด้วย 4 ด้านหลัก ได้แก่ สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม สิทธิมนุษยชนของกลุ่มบุคคล และสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในพื้นที่ชายแดน โดยมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจำนวน 114 ข้อ แก่ 50 หน่วยงาน ซึ่ง กสม. ได้ติดตามการดำเนินการตามข้อเสนอแนะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และจะนำข้อมูลความคืบหน้าไปประกอบการจัดทำรายงานผลการประเมินสถานการณ์ฯ ในปีต่อไป สำหรับรายงานผลการปฏิบัติงาน กสม. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กสม. ได้นำเสนอผลการดำเนินงานตามหน้าที่และอำนาจของ กสม. ดังนี้ 1. ด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 2. ด้านการเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศ 3. ด้านการดำเนินงานเชิงรุก 4. ด้านการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และ 5. ด้านการศึกษาวิจัย พร้อมทั้งมีข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อการเพิ่มบทบาทในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และยกเลิกหน้าที่และอำนาจในการชี้แจงและรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องโดยไม่ชักช้า เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยเป็นไปตามหลักการปารีส ทั้งนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ชื่นชมรายงานของ กสม. ทั้ง 2 ฉบับ ที่มีความครบถ้วน สมบูรณ์ สะท้อนสถานการณ์จริง และครอบคลุมประเด็นสิทธิมนุษยชนที่หลากหลาย พร้อมทั้งอภิปรายแสดงความคิดเห็น ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะในหลายประเด็น อาทิ สิทธิในกระบวนการยุติธรรม การกระทำทรมานและบังคับให้บุคคลสูญหาย นักปกป้องสิทธิมนุษยชน เสรีภาพในการแสดงออก สิทธิแรงงาน สิทธิในสุขภาพและการเข้าถึงบริการสาธารณะ สิทธิชุมชนและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิเด็ก สิทธิคนพิการ สิทธิสตรีและความเสมอภาคทางเพศ ผู้มีปัญหาสถานะและสิทธิ/คนไร้รัฐไร้สัญชาติ และสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงให้ข้อสังเกตและคำแนะนำในการปฏิบัติหน้าที่ของ กสม. เพื่อยกระดับการปฏิบัติงานด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย อาทิ การติดตามทวงถามหน่วยงานราชการที่ยังไม่ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของ กสม. และการอบรมให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อให้เข้าใจกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน ซึ่ง กสม. รับคำแนะนำและข้อเสนอแนะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อนำไปพัฒนาการทำงานและขับเคลื่อนการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนร่วมกับภาคีเครือข่ายให้รอบด้านและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>14 พ.ค. 2569, 19:11</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>สำนักงาน กสม. จัดโครงการ “Hack for Rights พลังเยาวชน สร้างสรรค์นวัตกรรมสิทธิมนุษยชน” เพื่อสร้างพื้นที่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และระดมความคิดเชิงนวัตกรรมด้านการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16978</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วย นางสาววรพร นรเศรษฐวิวัฒน์ ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ด้านสิทธิมนุษยชน นางสาวกนกวรรณ ขวัญดี ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชน นางสาวศศิพิมพ์ อร่ามพิบูลกิจ ผู้อำนวยการสำนักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เข้าร่วมกิจกรรม “Pre-Hack Day เตรียมความพร้อมพื้นฐานสิทธิมนุษยชน” ให้กับผู้เข้าร่วมโครงการ Hack for Rights พลังเยาวชน สร้างสรรค์นวัตกรรมสิทธิมนุษยชน จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ผ่านระบบการประชุมออนไลน์ Zoom Meeting กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่โครงการ “Hack for Rights พลังเยาวชน สร้างสรรค์ นวัตกรรมสิทธิมนุษยชน” ซึ่งมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการจากทั่วประเทศมากกว่า 500 ทีม รวมกว่า 1,800 คน และได้รับการคัดเลือกเข้าสู่รอบ Pre-Hack Day จำนวน 70 ทีม รวม 270 คน โดยเป็นกิจกรรมประกวดออกแบบนวัตกรรมทางสังคมในหัวข้อ “เมืองที่ไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้สูงอายุ” เพื่อมุ่งเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน หลักการไม่เลือกปฏิบัติ สถานการณ์และสิทธิของผู้สูงอายุในสังคมเมือง ตลอดจนแนวคิดด้านการออกแบบนวัตกรรม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมมีองค์ความรู้ที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาผลงานนวัตกรรมอย่างเหมาะสม โอกาสนี้ กสม.สุภัทรา ได้บรรยายในหัวข้อ “Human Rights 101” เป็นการปูพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับหลักการ ความหมาย และคุณค่าของสิทธิมนุษยชน รวมถึงปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights) ตลอดจนแนวคิดเกี่ยวกับการตีตราและการเลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ ได้ยกกรณีศึกษาการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งอายุ เพื่อสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจากนางสาววริศรา กลีบบัว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) Young Happy Plus แพลตฟอร์มชุมชนสำหรับผู้สูงวัย และนายจักริน บูรณะนิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา Chief Technology Officer (CTO) EDVISORY Tech ร่วมเป็นวิทยากรแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมนี้ ผู้เข้าร่วมจะต้องจัดทำข้อเสนอ (ร่าง) โครงการนวัตกรรม (Proposal) เพื่อประกอบการพิจารณาคัดเลือกโดยสำนักงาน กสม. ในการเฟ้นหาทีมที่มีศักยภาพเข้าสู่รอบ Hack Day สำหรับการพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมในลำดับต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>14 พ.ค. 2569, 19:02</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เรื่อง ขอให้เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และระมัดระวังการสื่อสารประเด็นอ่อนไหวจากกรณีเหตุการณ์ซอยรามคำแหง 53</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16973</link>

                
                <description><![CDATA[
                    ตามที่ปรากฏเหตุการณ์ประชาชนชาวมุสลิมนับพันคนรวมตัวประท้วง “มาดามราม 53” ติ๊กต๊อกเกอร์ผู้มีความหลากหลายทางเพศ ในพื้นที่ซอยรามคำแหง 53 จากการแต่งหน้าและแต่งกายเหมือนสตรีมุสลิม แสดงพฤติกรรมที่มีลักษณะดูหมิ่นศาสนา ล้อเลียนอัลกุรอ่านผ่านสื่อสังคมออนไลน์ จนนำสู่การไลฟ์สดปลุกเร้าอารมณ์และกดดันให้ติ๊กต๊อกเกอร์รายดังกล่าวโกนศีรษะเพื่อแสดงความขอโทษ  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ยืนยันว่า บุคคลทุกคนย่อมมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาและการแสดงความคิดเห็น แต่การแสดงออกดังกล่าวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่สาธารณะต้องเคารพในความเชื่อ และความศรัทธาของผู้คนในทุกศาสนา การดูหมิ่นเหยียดหยามศาสนาใดก็ตามจึงเป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่นที่ได้รับการรับรองทั้งตามหลักกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน ขณะเดียวกัน ก็ไม่มีบุคคลใดสมควรถูกลงโทษนอกเหนือขอบเขตของกฎหมายหรือถูกกดดันบีบบังคับให้กระทำการใด ๆ อันเป็นการละเมิดสิทธิในชีวิตและเนื้อตัวร่างกาย รวมทั้งละเมิดในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยที่สังคมไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีความแตกต่างหลากหลายทางความคิด ความเชื่อ ศาสนา และอัตลักษณ์ทางเพศ กสม. ขอเน้นย้ำให้บุคคลสาธารณะและผู้คนในสังคมออนไลน์ใช้ความระมัดระวังในการสื่อสารประเด็นอ่อนไหวที่ง่ายต่อการขยายและนำไปสู่การสร้างความเกลียดชัง แตกแยก และการใช้ความรุนแรงต่อกัน อันไม่เป็นผลดีต่อการอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพในสิทธิของผู้อื่นและหลักสันติภาพอันเป็นแก่นสำคัญของทุกศาสนาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 14 พฤษภาคม 2569
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>14 พ.ค. 2569, 18:44</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ศยามล ร่วมกิจกรรม “วิ่งสู้ฝุ่น Clean Air Run” ร่วมกับสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ รณรงค์ส่งเสียง “สิทธิในการหายใจอากาศสะอาด”</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16969</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ที่ลานตะวันยิ้ม สวนลุมพินี นางสาวศยามล ไกยูรวงค์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมกิจกรรมรณรงค์ “วิ่งสู้ฝุ่น Clean Air Run” จัดโดยสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมรณรงค์ส่งเสียงเกี่ยวกับสิทธิในการหายใจอากาศที่สะอาดและการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน  บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยพลังของประชาชนทั่วไปที่สนใจ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และนักวิชาการที่มาเข้าร่วมกิจกรรมเดิน – วิ่ง - การเต้นแอโรบิค และการทำกิจกรรมกลางแจ้ง ซึ่งเป็นการเน้นย้ำจุดยืนว่าสิทธิในอากาศสะอาดเป็นเรื่องใกล้ตัวที่มีผลต่อชีวิตประจำวันของเราทุกคน นอกจากนี้ ยังมีการล้อมวงเสวนาพูดคุยสถานการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์และการผลักดันกฎหมาย พ.ร.บ. อากาศสะอาด หรือ ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ....) ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสำคัญหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดสิทธิในอากาศสะอาดของประชาชน ควบคู่กับมิติสุขภาพยึดหลักการผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle) พร้อมมาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ก่อมลพิษ การมีบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับผู้ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ รวมถึงการบูรณาการข้อมูลทุกภาคส่วนระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน  ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เห็นความสำคัญของการผนึกกำลังและหาทางออกในการคุ้มครองสิทธิของประชาชนและแก้ไขปัญหาอากาศที่ไม่สะอาด โดยมีการขับเคลื่อนทั้งในรูปแบบงานวิชาการและสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เพราะเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่ดีเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชนซึ่งสหประชาชาติได้รับรองแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของ กสม. ที่ต้องขับเคลื่อนและผลักดันเรื่องนี้ร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>12 พ.ค. 2569, 14:43</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระบรมราชินี</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16967</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.00 น. ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พรประไพ กาญจนรินทร์ พร้อมด้วยกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์ ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี วันที่ 3 มิถุนายน 2569
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>12 พ.ค. 2569, 12:48</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ร่วมเสวนา และให้คำปรึกษาเอกสารวิชาการโครงงานกลุ่มเชิงปฏิบัติในหลักสูตร ปสม.5</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16964</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พรประไพ กาญจนรินทร์ พร้อมด้วยกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปิติกาญจน์ สิทธิเดช ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ เศรษฐมาลินี วสันต์ ภัยหลีกลี้ ศยามล ไกยูรวงศ์ และสุภัทรา นาคะผิว ร่วมกิจกรรมในหลักสูตรประกาศนียบัตรสิทธิมนุษยชนสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปสม.) รุ่นที่ 5 ณ สถาบันพระปกเกล้า (อาคารและห้องอบรม) ชั้น 5 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ ในช่วงเวลา 09.00 - 12.00 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และที่ปรึกษาประจำ กสม. รัตติกุล จันทร์สุริยา มณีรัตน์ มิตรปราสาท พิทยา จินาวัฒน์ พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนักเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน พีรดา ภูมิสวัสดิ์ อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล และ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ดร.มานะ นิมิตมงคล ร่วมให้คำปรึกษากับนักศึกษา ปสม.5 เพื่อสรุปผลและเตรียมการนำเสนอการจัดทำโครงงานกลุ่มเชิงปฏิบัติ 6 ประเด็น ได้แก่ สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิในกระบวนการยุติธรรม การขจัดการเลือกปฏิบัติ ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (BHR) สิทธิมนุษยชนที่เชื่อมโยงกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และปัญหาการทุจริตกับสิทธิมนุษยชน จากนั้นเวลา 13.00 - 16.00 น. ที่ห้องสัตมรามาธิราช สถาบันพระปกเกล้า ประธาน กสม. และกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมเสวนา หัวข้อ “บทบาท กสม. ในการขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชนในสังคม” โดย กสม. ได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และบทบาทของ กสม. ทั้งด้านการส่งเสริม คุ้มครอง และตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน เน้นโครงการเรือธงที่สำคัญ (flagship projects) เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและลดความเหลื่อมล้ำ พร้อมขับเคลื่อนงานเชิงพื้นที่ของ กสม. ผ่านกลไกต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนมีความต่อเนื่องและครอบคลุม การตรวจสอบเรื่องร้องเรียนและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนให้กับประชาชน รวมถึงการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่าย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนงานสิทธิมนุษยชนทั้งเชิงนโยบายและเชิงพื้นที่ อาทิ การตรวจเยี่ยมสถานที่ควบคุมตัวบุคคล และการป้องกันการทรมาน การดำเนินโครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน งานสมัชชาสิทธิมนุษยชน โดยมีที่ปรึกษาประจำ กสม. รัตติกุล จันทร์สุริยา เลขาธิการ กสม. หรรษา หอมหวล และที่ปรึกษาสำนักงาน กสม. ด้านสิทธิมนุษยชน วรพร นรเศรษฐวิวัฒน์ เข้าร่วมรับฟังการเสวนาฯ ด้วย นอกจากนี้ ในช่วงท้ายของการเสวนา นักศึกษา ปสม.5 ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสานต่อและประยุกต์ใช้องค์ความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาอบรมให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การสร้างคุณค่าแก่หน่วยงาน องค์กร ชุมชน และสังคมโดยรวมอย่างยั่งยืนต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>12 พ.ค. 2569, 12:37</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ร่วมงานประจำปีมูลนิธิฟรีดริช เนามัน ประเทศไทย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เสริมสร้างองค์ความรู้ และพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16962</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช และนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. เข้าร่วมงานประจำปีมูลนิธิฟรีดริช เนามัน ประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเครือข่ายสังคมแห่งการเปิดกว้างทางความคิดเห็น พร้อมเป็นพื้นที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และหลักนิติธรรม ณ สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ โอกาสนี้ นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “เส้นทางสู่เมืองสิทธิมนุษยชน (The Road to Human Rights City)” โดย นางสาวปิติกาญจน์ได้กล่าวถึงความหมายของการขับเคลื่อนเมืองสิทธิมนุษยชนว่าเป็นการนำหลักสิทธิมนุษยชนมาเป็นแนวทางในการบริหารจัดการและพัฒนาเมือง ผ่านกฎหมาย นโยบาย และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยสำนักงาน กสม. ร่วมกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในการผลักดันให้มีการประกาศเจตนารมณ์เป็นเมืองสิทธิมนุษยชน โดยนำยุทธศาสตร์ 9 ดี 9 ด้านที่มีอยู่เดิมของ กทม. มาวิเคราะห์ความสอดคล้องกับประเด็นสิทธิมนุษยชน พบว่า กทม. มีช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนอย่าง Traffy Fondue ซึ่งเป็นการยกระดับเครื่องมือรับเรื่องร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ปัจจุบันสำนักงาน กสม. ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดลทำวิจัยและกำหนดเกณฑ์มาตรฐานของเมืองสิทธิมนุษยชนสำหรับประเทศไทย จากการลงพื้นที่ศึกษาเทศบาลนครยะลา ยังมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกหลายแห่งมีความสนใจและได้ดำเนินงานตามหลักเมืองสิทธิมนุษยชนแล้ว ซึ่งการนำหลักการสิทธิมนุษยชนเข้าไปเป็นกรอบในการบริหารจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในเมือง ทำให้เมืองมีการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นเมืองที่น่าอยู่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เห็นความสำคัญของแนวคิดและความสำคัญของเมืองสิทธิมนุษยชนว่า เป้าหมายสูงสุดของเมืองสิทธิมนุษยชน คือ การพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน และการสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่สำหรับพลเมืองทุกคน อีกทั้งแนวคิดการพัฒนาเมืองสิทธิมนุษยชนจะช่วยทำให้คำว่าสิทธิมนุษยชนกลายเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้ในสังคมไทย
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>12 พ.ค. 2569, 12:27</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>สำนักงาน กสม. จัดประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยการคุ้มครองผู้เสียหายหรือพยานที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาในชั้นสอบสวน ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16959</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นางสาวสุภัทรา นาคะผิว และผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ “การคุ้มครองผู้เสียหายหรือพยานที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาในชั้นสอบสวน เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน” ณ ห้องประชุม 709 ชั้น 7 สำนักงาน กสม. และผ่านระบบการประชุมออนไลน์ Zoom Meeting การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพปัญหา ข้อจำกัดในทางปฏิบัติ และข้อเสนอแนะในการพัฒนามาตรการคุ้มครองผู้เสียหายหรือพยานที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาในกระบวนการยุติธรรม โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม องค์กรภาคประชาสังคม สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ไทย) มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบ เข้าร่วมจำนวน 64 คน การประชุมได้รับเกียรติจากนายสุพล บริสุทธิ์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ญาดา เดชชัย เธียรประสิทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมายอาญาและอาชญาวิทยา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คุณวรภัทร แสงแก้ว หัวหน้ากลุ่มงานสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลจังหวัดสระบุรี นายสุชาติ โอวาทวรรณสกุล นายกสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย และว่าที่ร้อยตรีหญิง ชลธิชา วงศ์สาคร ครูศูนย์การศึกษา สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นวิทยากรแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ปัญหา และข้อจำกัดในทางปฏิบัติ รวมถึงร่วมพิจารณากลไกที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งในส่วนของหน่วยงานภาครัฐ องค์กรเอกชน และมูลนิธิที่เกี่ยวข้อง นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเปิดการประชุมว่า การคุ้มครองผู้เสียหายหรือพยานที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาในชั้นสอบสวน เป็นประเด็นสำคัญต่อการเข้าถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากบุคคลดังกล่าวเป็นกลุ่มเปราะบางที่มีข้อจำกัดด้านการรับรู้ การสื่อสาร และการทำความเข้าใจ ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการให้ข้อมูลหรือถ่ายทอดข้อเท็จจริงได้อย่างครบถ้วนและถูกต้อง หากไม่มีมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสม แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ หรือ Convention on the Rights of Persons with Disabilities (CRPD) จะได้รับรองหลักความเสมอภาค การไม่เลือกปฏิบัติ และสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม พร้อมกำหนดให้รัฐจัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างมีประสิทธิผลและเสมอภาคกับบุคคลอื่น แต่เมื่อพิจารณากฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศไทยในปัจจุบัน ยังพบว่ายังไม่มีมาตรการเฉพาะในการคุ้มครองบุคคลกลุ่มดังกล่าวอย่างเพียงพอ ส่งผลให้ต้องใช้กระบวนการดำเนินคดีตามปกติที่ออกแบบไว้สำหรับบุคคลทั่วไป ทั้งในชั้นสอบสวน การรวบรวมพยานหลักฐาน การสั่งฟ้อง การไต่สวน และการพิจารณาคดีในชั้นศาล ซึ่งอาจทำให้ผู้เสียหายไม่ได้รับการเยียวยา และไม่สามารถนำผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการรับผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ประชุมได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในประเด็นสำคัญ โดยเห็นว่า ผู้เสียหายหรือพยานที่เป็นคนพิการทางสติปัญญามีข้อจำกัดด้านการรับรู้และความเข้าใจแตกต่างกันในแต่ละระดับ จึงจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านและเครื่องมือประเมินที่เหมาะสม ขณะที่บุคคลออทิสติกอาจประสบปัญหาด้านการสื่อสาร การจดจำเหตุการณ์ การถ่ายทอดข้อเท็จจริง และการทำความเข้าใจคำถามเชิงนามธรรม อันอาจทำให้การให้ปากคำไม่ครบถ้วนหรือคลาดเคลื่อนได้ นอกจากนี้ แม้กฎหมายไทยจะกำหนดมาตรการพิเศษสำหรับการสอบสวนเด็กและสตรีในบางประเภทคดี เช่น การจัดให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่ไว้วางใจ การจัดสถานที่สอบสวนที่เหมาะสม และการบันทึกภาพและเสียงระหว่างการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ยังไม่มีมาตรการเฉพาะสำหรับการคุ้มครองผู้เสียหายหรือพยานที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาอย่างชัดเจนและเพียงพอ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเกินกว่า 18 ปี ที่ประชุมยังได้พิจารณามาตรการพิเศษเพื่อคุ้มครองผู้เสียหายหรือพยานที่เป็นกลุ่มเปราะบางในต่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร และประเทศนอร์เวย์ ซึ่งมีการกำหนดมาตรการอย่างเป็นระบบ เช่น การบันทึกภาพและเสียงระหว่างการสอบสวนเพื่อนำมาใช้เป็นพยานหลักฐาน การใช้เครื่องมือช่วยสื่อสาร การใช้ตัวกลางหรือล่ามช่วยสื่อสาร การจัดสถานที่สอบสวนที่เหมาะสมโดยไม่จำเป็นต้องสอบสวนที่สถานีตำรวจเท่านั้น เพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและไม่กดดัน ตลอดจนการจัดให้มีบุคลากรสนับสนุน เช่น นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ หรือบุคคลที่ไว้วางใจเข้าร่วมระหว่างการสอบสวน เพื่อลดความตึงเครียดและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้ข้อมูล สำหรับประเทศไทย ที่ประชุมเห็นว่าควรเร่งพัฒนามาตรการพิเศษเพื่อคุ้มครองผู้เสียหายหรือพยานที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและบริบทของประเทศ โดยควรแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย และกำหนดแนวปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการยุติธรรมจนถึงชั้นบังคับโทษ โดยเฉพาะในชั้นสอบสวน ควรจัดให้มีผู้เชี่ยวชาญหรือบุคคลสนับสนุน เช่น นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ผู้แทนสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด หรือผู้เชี่ยวชาญจากสภาทนายความในแต่ละจังหวัด เข้าร่วมสนับสนุนการปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวน รวมทั้งส่งเสริมการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีช่วยสื่อสาร ขณะเดียวกัน ควรจัดอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของพนักงานสอบสวน ผู้ช่วยพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ ทนายความ และเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ให้ตระหนักถึงข้อจำกัดและความต้องการเฉพาะของบุคคลกลุ่มดังกล่าว เพิ่มทักษะในการสื่อสารกับกลุ่มเปราะบาง และสามารถจำแนกประเภทความพิการเบื้องต้นได้ รวมถึงควรพัฒนากลไกประสานส่งต่อระหว่างตำรวจ หน่วยงานด้านสาธารณสุข และหน่วยงานด้านสังคมสงเคราะห์ เพื่อให้มีการตรวจวินิจฉัยและรับรองโดยบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับข้อจำกัดของผู้เปราะบางอย่างเหมาะสม ที่ประชุมยังเสนอให้รัฐสนับสนุนการใช้กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงความยุติธรรมของคนพิการทุกประเภทตามหลักความเสมอภาค เช่น การจัดสถานที่สอบสวนที่เหมาะสมและปลอดภัยทางจิตใจแก่ผู้เสียหายหรือพยาน การจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้ช่วยพนักงานสอบสวนเพื่อดูแลและช่วยเหลือคนพิการอย่างใกล้ชิดตลอดการดำเนินคดีในกระบวนการยุติธรรม โดยควรครอบคลุมการช่วยเหลือบุคคลทุกฝ่าย ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะโจทก์หรือจำเลย นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หยิบยกการดำเนินงานของศูนย์ช่วยเหลือผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวของกระทรวงสาธารณสุข หรือ One Stop Crisis Center (OSCC) ซึ่งมีทีมสหวิชาชีพทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาลให้ความช่วยเหลือผู้ถูกกระทำได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การรับแจ้งเหตุ คัดกรอง ตรวจวินิจฉัย รักษาพยาบาล ส่งเสริมและป้องกันโรค โดยเฉพาะการประเมินด้านจิตใจเพื่อช่วยเหลือในภาวะวิกฤติ การให้คำแนะนำด้านกฎหมาย การส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือด้านสังคมสงเคราะห์ การให้คำปรึกษา ฟื้นฟู เยียวยาสภาพจิตใจ ติดตามเยี่ยมบ้าน และประเมินผล อย่างไรก็ตาม ภารกิจดังกล่าวในปัจจุบันยังดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี โดยยังไม่มีสถานะทางกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน ที่ประชุมเห็นพ้องว่า “กระบวนการยุติธรรมที่ เท่ากัน ไม่ได้แปลว่า เป็นธรรม สำหรับทุกคน” ดังนั้น การคุ้มครองผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาจึงไม่ใช่เพียงเรื่องสวัสดิการหรือการช่วยเหลือเฉพาะบุคคลเท่านั้น แต่เป็นการส่งเสริมสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาค ซึ่งรัฐมีหน้าที่ต้องจัดให้บุคคลทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม บนพื้นฐานของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. จะรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ เพื่อประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมทั้งข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน ตามหน้าที่และอำนาจต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>12 พ.ค. 2569, 12:14</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ปรีดา ลงพื้นที่ประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน กรณีโครงการขุดลอกลำน้ำในพื้นที่จังหวัดพัทลุงอาจกระทบต่อสิทธิชุมชนและสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16954</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายอัตถพงษ์ ฉันทานุมัติ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม นายสุเรนทร์ ปะดุกา ผู้อำนวยการสำนักงาน กสม.พื้นที่ภาคใต้ และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ลงพื้นที่รับฟังข้อเท็จจริงและประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน กรณีประชาชนร้องเรียนว่าโครงการขุดลอกลำน้ำในพื้นที่หมู่ที่ 3 และหมู่ที่ 6 ตำบลท่าแค อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง อาจกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยการรับฟังข้อมูลของประชาชนและผู้แทนชุมชนในพื้นที่ตำบลท่าแคและตำบลร่มเมืองได้สะท้อนวิถีชีวิตที่อยู่ร่วมกับลำน้ำและข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อระบบนิเวศ วิถีชีวิต และสิทธิในการมีส่วนร่วมของชุมชน จากกรณีการดำเนินโครงการขุดลอกลำน้ำและก่อสร้างโครงสร้างป้องกันตลิ่งในพื้นที่หมู่ที่ 3 และหมู่ที่ 6 ตำบลท่าแค รวมทั้งความกังวลว่าอาจมีการดำเนินโครงการต่อเนื่องไปยังพื้นที่คลองวัดนาโอ่และชุมชนตำบลร่มเมือง โดยเห็นว่าที่ผ่านมาประชาชนจำนวนมากไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารหรือมีส่วนร่วมอย่างเพียงพอก่อนการดำเนินโครงการ พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาการกัดเซาะตลิ่งส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการบริหารจัดการการเปิด–ปิดประตูระบายน้ำ และการดูดทรายในพื้นที่ มากกว่าเหตุจากสภาพธรรมชาติ ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เสนอให้มีการแจ้งข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างรอบด้านก่อนดำเนินโครงการใด ๆ ในอนาคต และผู้ทรงคุณวุฒิฯ ได้เสนอแนะให้ใช้แนวทางแก้ไขเชิงธรรมชาติ (Nature-based Solutions) ควบคู่กับการส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันจัดตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำร่วมกับหน่วยงานของรัฐอย่างยั่งยืน จากนั้นได้ประชุมประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งได้มีการหารือข้อเท็จจริงและแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงสาเหตุของปัญหาการกัดเซาะตลิ่ง แนวทางการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูน้ำหลากและฤดูแล้ง ตลอดจนข้อจำกัดด้านงบประมาณและแนวทางการออกแบบโครงสร้างป้องกันตลิ่ง และยืนยันว่ายังไม่มีโครงการขุดลอกลำน้ำในพื้นที่ตำบลร่มเมือง ขณะที่ประชาชนและผู้แทนชุมชนได้สะท้อนข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการเปิด–ปิดประตูน้ำต่อการกัดเซาะตลิ่ง การประกอบอาชีพ และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำ รวมทั้งเสนอให้มีระบบแจ้งข้อมูลล่วงหน้าแก่ประชาชน และให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างต่อเนื่องก่อนดำเนินโครงการที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีข้อเสนอให้พิจารณาใช้แนวทางเชิงธรรมชาติ ควบคู่กับมาตรการทางวิศวกรรม รวมทั้งส่งเสริมการจัดตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 เพื่อสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำร่วมกับหน่วยงานของรัฐ  ในการนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเห็นว่า โครงการขุดลอกลำน้ำในพื้นที่หมู่ที่ 3 และหมู่ที่ 6 หน่วยงานได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว จึงเสนอแนะให้อำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ติดตามปัญหาผลกระทบต่อประชาชนริมคลองโดยควรมีคณะทำงานร่วมกับชุมชนและภาคส่วนอื่นด้วยรวมถึงปัญหาการดูดทรายในพื้นที่ แล้วรายงานให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ทราบ สำหรับพื้นที่ตำบลร่มเมืองซึ่งพบสภาพตลิ่งริมคลองพังทลาย ซึ่งโครงการชลประทานจังหวัดพัทลุงยืนยันข้อมูลว่าไม่มีโครงการในพื้นที่ดังกล่าว จึงเสนอแนะให้จังหวัดพัทลุงประสานโยธาธิการจังหวัดเข้าแก้ปัญหาเฉพาะจุดน้ำกัดเซาะโดยใช้แนวทางแก้ไขเชิงธรรมชาติ นอกจากนี้ ขอให้จังหวัดพัทลุงถอดบทเรียนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ โดยประสานความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในการสนับสนุนองค์ความรู้ทางวิชาการ สำหรับพัฒนาแนวทางบริหารจัดการน้ำและการคุ้มครองสิทธิชุมชนให้เหมาะสมและยั่งยืน และมอบฝ่ายเลขานุการประสานความร่วมมือต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>12 พ.ค. 2569, 11:58</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุภัทรา ร่วมประชุมคณะทำงานเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายยาเสพติดกับองค์กรภาคประชาสังคม</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16953</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักกฎหมาย และสำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 2 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วมประชุมคณะทำงานเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายยาเสพติด จัดโดยมูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย ณ โรงแรมกราฟ โฮเทล เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร  การประชุมดังกล่าวเป็นการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือขององค์กรภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ มูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย มูลนิธิผสานวัฒนธรรม สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย สำนักงานกฎหมาย NSP มูลนิธิสถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมด้านเอชไอวี (IHRI) และองค์กร International Drug Policy Consortium (IDPC) เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดทำร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยมีนายสมชาย หอมลออ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายของ กสม. นางสาวจันทิมา ธนาสว่างกุล ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิทธิของกลุ่มเปราะบาง เด็ก สตรี ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และการเลือกปฏิบัติของ กสม. และเป็นอัยการอาวุโส สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายพัฒนากฎหมาย 1 สำนักงานอัยการสูงสุด และนายชฤทธิ์ มีสิทธิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของ กสม. เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วย สาระสำคัญของการประชุมมุ่งเน้นหลักการว่า ผู้ใช้ยาเสพติดไม่ควรถูกกำหนดให้เป็นผู้กระทำความผิดทางอาญา ไม่ควรถูกบันทึกประวัติอาชญากร และไม่ควรถูกดำเนินคดีทางปกครองหรือถูกปรับเป็นพินัย ทั้งยังควรยึดหลักการสำคัญที่ว่า “ผู้ติดยาเสพติดคือผู้ป่วย” ควบคู่กับการบัญญัติหลักการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด หรือ Harm Reduction ไว้ในประมวลกฎหมายยาเสพติดอย่างชัดเจน เพื่อให้กระบวนการทางการแพทย์ สาธารณสุข และชุมชน มีบทบาทสำคัญในการบำบัด รักษา และฟื้นฟูผู้ใช้ยาเสพติด แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการตามข้อมติของที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติสมัยพิเศษว่าด้วยปัญหายาเสพติดโลก ปี ค.ศ. 2016 หรือ United Nations General Assembly Special Session on the World Drug Problem 2016 (UNGASS 2016) ซึ่งมุ่งเน้นให้รัฐตระหนักถึงแนวทางใหม่ในการแก้ไขปัญหายาเสพติด เนื่องจากแนวคิดการปราบปรามเพื่อให้ยาเสพติดหมดไปจากสังคม หรือ Drug Free World ไม่อาจบรรลุผลได้จริงจากประสบการณ์และบทเรียนของหลายประเทศทั่วโลก อีกทั้งอาจก่อให้เกิดผลกระทบและปัญหาต่อเนื่องอย่างไม่สิ้นสุด ผู้ใช้ยาเสพติดจึงควรได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสม เข้าถึงการดูแลรักษาสุขภาพ และได้รับการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งนี้ การดำเนินการกับผู้ค้ายาเสพติดตามเจตนารมณ์ของกฎหมายยังคงเป็นหน้าที่และอำนาจของรัฐในการดูแลความสงบเรียบร้อยของสังคมอย่างจริงจัง ที่ผ่านมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นยาเสพติดหลายกรณี อาทิ ปัญหาเกี่ยวกับสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ปัญหาการบังคับใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดที่ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย กรณีผู้ต้องขังขอกำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ปัญหากฎกระทรวงกำหนดปริมาณยาเสพติดที่ส่งผลให้ผู้ใช้ยาเสพติดขาดทางเลือกในการเข้ารับการบำบัดรักษา (บังคับบำบัด) ปัญหาการใช้ดุลพินิจในการกำหนดฐานความผิดและโทษโดยมิได้มุ่งพิจารณาเจตนาที่แท้จริง ตลอดจนปัญหาขั้นตอนการดำเนินคดียาเสพติดในความผิดร้ายแรง กระบวนการแจ้งข้อกล่าวหา และอำนาจในการออกหมายจับตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 กสม. เห็นว่า ข้อเท็จจริง ประสบการณ์ และข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประชุมครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการรวบรวมข้อมูลเพื่อประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน ตามหน้าที่และอำนาจของ กสม. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 247 (3) ต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>12 พ.ค. 2569, 11:54</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุภัทรา เป็นวิทยากรบรรยายหัวข้อ วิเคราะห์กรณีศึกษาประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนให้แก่ผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารด้านสิทธิมนุษยชน ระดับสูง</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16937</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30 น. นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นวิทยากรบรรยายหัวข้อ วิเคราะห์กรณีศึกษาประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนให้แก่ผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารด้านสิทธิมนุษยชน ระดับสูง จัดโดย กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน กรุงเทพมหานคร  การฝึกอบรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างองค์ความรู้สิทธิมนุษยชน สร้างเครือข่ายนักบริหารด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศ ยกระดับหน่วยงานต่าง ๆ สู่องค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน และลดการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในการนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานด้านสิทธิมนุษยชน และแนะนำหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้แก่ผู้เข้ารับการอบรม
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>11 พ.ค. 2569, 09:01</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 16/2569 กสม. มีหนังสือถึงนายกฯ ขอให้เร่งแก้ปัญหาโรงเรียนสังกัด สพฐ. ไม่ออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างจ่ายเงิน ทำให้หลุดจากระบบการศึกษา ย้ำสิทธิทางการศึกษาต้องอยู่เหนือภาระหนี้สิน - เสนอ ก.ตร. แก้ไขหลักเกณฑ์ลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ มิให้ใช้สภาพความพิการเป็นเหตุเหมารวมตัดสิทธิเข้ารับราชการ - เชิญชวนสมัครหรือเสนอชื่อบุคคลและองค์กรที่มีผลงานดีเด่นด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16930</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และ นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 16/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้ 1. กสม. มีหนังสือด่วนที่สุดถึงนายกฯ ขอให้เร่งแก้ปัญหาโรงเรียนสังกัด สพฐ.ไม่ออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างจ่ายเงินทำให้หลุดจากระบบการศึกษา ย้ำสิทธิทางการศึกษาต้องอยู่เหนือภาระหนี้สิน นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้หารือกับสภาองค์กรของผู้บริโภค และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กรณีสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ทำให้เด็กไม่สามารถเข้าศึกษาต่อในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ได้นั้น กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 54 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 บัญญัติให้รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี อย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 28/2559 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2559 ได้ขยายเวลาการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็น 15 ปี ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช. 3) หรือเทียบเท่า โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ขณะที่ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2554 กำหนดว่า สถานศึกษาไม่สามารถเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่าย 22 รายการ เช่น ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือ ค่าเครื่องแบบ เนื่องจากรัฐบาลได้อุดหนุนแล้ว แต่สามารถขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายได้ตามความสมัครใจของผู้ปกครองและนักเรียน สำหรับการจัดการเรียนการสอนนอกหลักสูตรพื้นฐาน เช่น ห้องเรียนพิเศษ โครงการพัฒนาทักษะ และค่าสวัสดิการนักเรียน จากประกาศกระทรวงศึกษาธิการข้างต้น ส่งผลให้ในทางปฏิบัติ สถานศึกษาสังกัด สพฐ. หลายแห่งเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษาเพิ่มเติม และปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษา เช่น ใบแสดงผลการเรียน (ปพ.1) แก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา การขาดเอกสารดังกล่าวทำให้เด็กขาดหลักฐานที่จำเป็นในการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น โดยที่ขณะนี้ใกล้ถึงกำหนดวันเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 แล้ว หากปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขอาจทำให้มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษาเป็นจำนวนมาก กสม. เห็นว่า สิทธิทางการศึกษาของเด็กต้องอยู่เหนือภาระหนี้สิน การปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ส่งผลให้เด็กไม่สามารถนำเอกสารดังกล่าวไปประกอบการเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และอาจหลุดออกจากระบบการศึกษา เป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ กระทบต่อสิทธิในการศึกษาที่รัฐธรรมนูญและสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นภาคีให้การรับรองไว้ รวมทั้งยังไม่สอดคล้องกับนโยบาย Thailand Zero Dropout ที่รัฐบาลประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2567 ที่มีเป้าหมายแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษาให้เป็นศูนย์ ในขณะที่ข้อมูลจากผลการสำรวจเชิงลึกของ กสศ. พบว่า จากกลุ่มตัวอย่าง 8,470 คน ในปีการศึกษา 2568 มีเด็กที่ไม่สามารถเข้าระบบการศึกษาเนื่องจากไม่มีเงินค่าเทอม คิดเป็นร้อยละ 22.2 ดังนั้น จึงเห็นควรเร่งรัดกำหนดมาตรการเพื่อคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กกลุ่มดังกล่าวที่จะเข้าศึกษาต่อในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ซึ่งจะเริ่มต้นในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยด่วน ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. โดยนางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงมีหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 แจ้งข้อเสนอแนะกรณีสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ไปยังนายกรัฐนตรีเพื่อให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายกระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้สถานศึกษาออกหนังสือสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา และกำหนดมาตรการรับรองสถานะชั่วคราว โดยให้สถานศึกษาต้นทางออกใบรับรองผลการเรียนอย่างไม่เป็นทางการ สำหรับนำไปยื่นต่อสถานศึกษาปลายทาง เพื่อให้เด็กสามารถรายงานตัวและเข้าเรียนได้ตามกำหนดในเดือนพฤษภาคม 2569 พร้อมกันนี้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ส่งสำเนาหนังสือด่วนที่สุดถึงนายกรัฐมนตรีไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพื่อทราบอีกทางหนึ่งด้วยแล้ว2.กสม. เสนอ ก.ตร. แก้ไขหลักเกณฑ์ลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจมิให้ใช้สภาพความพิการเป็นเหตุเหมารวมตัดสิทธิเข้ารับราชการ แนะพิจารณาความสามารถเป็นรายกรณี นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีคนพิการทางการเคลื่อนไหวจากการสูญเสียขาข้างซ้ายตั้งแต่ระดับเข่าลงไปภายหลังจากการรับราชการตำรวจ ซึ่งต่อมาได้สมัครเข้ารับการสอบคัดเลือกเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรในตำแหน่งพนักงานสอบสวน และผ่านการทดสอบตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด แต่คณะกรรมการดำเนินการคัดเลือกมีมติว่าการเป็นคนพิการเข้าลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดไว้ในประกาศรับสมัครและกฎที่เกี่ยวข้องจึงไม่ให้ผู้สมัครรายดังกล่าวผ่านการคัดเลือก จึงนำไปสู่ประเด็นพิจารณาว่า การกำหนดให้ความพิการเป็นลักษณะต้องห้ามตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2566 และบัญชีโรคแนบท้าย อาจมีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิของบุคคลโดยเหตุแห่งความพิการ กระทบต่อหลักความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ  กสม. ได้ศึกษาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน งานวิจัยและแนวทางคำวินิจฉัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิแล้วเห็นว่า กรณีดังกล่าวพิจารณาแยกได้เป็น 3 ประเด็น ดังนี้ ประเด็นที่ 1 การกำหนดความพิการเป็นลักษณะต้องห้ามในการเข้าเป็นข้าราชการตำรวจ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติห้ามการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความพิการ และพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 กำหนดห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐออกมาตรการที่เป็นการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม รวมทั้งกำหนดหน้าที่ให้รัฐต้องส่งเสริมการจ้างงานคนพิการอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (CRPD) ที่ได้รับรองสิทธิในการทำงานของคนพิการ และห้ามการเลือกปฏิบัติทั้งทางตรงและทางอ้อม อย่างไรก็ดี กฎ ก.ตร.ฯ ข้อ 2 (14) ที่ระบุให้ “การมีร่างกายผิดปกติ พิกลรูป หรือพิการ” เป็นลักษณะต้องห้ามในการเข้ารับราชการตำรวจ กลับใช้เกณฑ์ทางกายภาพในลักษณะเหมารวม โดยมิได้พิจารณาความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลเป็นรายกรณี การกำหนดลักษณะเช่นนี้เปิดช่องให้เกิดการตัดสิทธิผู้สมัครเนื่องจากความเป็นคนพิการโดยไม่คำนึงถึงศักยภาพที่แท้จริง การกำหนดให้ความพิการเป็นลักษณะต้องห้ามตามกฎ ก.ตร. ดังกล่าวจึงเป็นมาตรการที่ขัดต่อหลักการไม่เลือกปฏิบัติ ประเด็นที่ 2 ข้อยกเว้นในการเลือกปฏิบัติ เห็นว่า อาจอยู่ภายใต้ข้อยกเว้นการเลือกปฏิบัติได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 วรรคห้า หากมาตรการดังกล่าวมีความจำเป็น เหมาะสม และมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับลักษณะเฉพาะของงานตามหลักความได้สัดส่วน โดยเฉพาะในตำแหน่งที่ต้องใช้สมรรถภาพทางกายหรือมีข้อกำหนดด้านความปลอดภัยเป็นสาระสำคัญ อย่างไรก็ตาม การใช้ข้อยกเว้นดังกล่าวต้องพิจารณาถึงความสามารถในการปฏิบัติงานของบุคคลเป็นรายกรณีบนฐานการประเมินเชิงหน้าที่ในแต่ละตำแหน่ง มิใช่อาศัยลักษณะทางกายภาพโดยเหมารวม และมีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับว่าความพิการเป็นอุปสรรคโดยตรงต่อการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนั้น  เมื่อพิจารณากฎ ก.ตร.ฯ ซึ่งกำหนดลักษณะต้องห้ามโดยครอบคลุมทุกสายงาน และตัดสิทธิผู้สมัครจากสภาพความพิการโดยไม่คำนึงถึงผลการทดสอบหรือความสามารถที่แท้จริง อีกทั้งไม่ปรากฏหลักฐานพิสูจน์ชัดว่าความพิการรายบุคคลไม่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนั้นอย่างไร จึงไม่อาจถือเป็นมาตรการที่ได้สัดส่วนหรือเข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นตามมาตรา 27 วรรคห้า และยังคงมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความพิการอย่างไม่เป็นธรรม และประเด็นที่ 3 หลักการไม่เลือกปฏิบัติเนื่องด้วยเหตุแห่งความพิการตลอดกระบวนการจ้างงานและสิทธิการได้รับการอำนวยความสะดวกที่สมเหตุสมผล เห็นว่า การใช้กายอุปกรณ์หรืออุปกรณ์ช่วยความพิการ มีลักษณะเป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อทดแทนหรือเสริมสมรรถภาพของร่างกายที่บกพร่อง เพื่อให้คนพิการสามารถดำรงชีวิตและปฏิบัติงานได้ใกล้เคียงกับบุคคลทั่วไป มิใช่สิ่งที่ก่อให้เกิดความได้เปรียบ แต่เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความเสมอภาคในการเข้าถึงสิทธิและโอกาส ดังนั้น ในกระบวนการคัดเลือกเข้ารับราชการ หากคนพิการมีความจำเป็นต้องใช้กายอุปกรณ์หรืออุปกรณ์ช่วยความพิการ จึงควรอนุญาตให้ใช้ได้อย่างเหมาะสม โดยไม่ถือเป็นเหตุในการตัดสิทธิ  นอกจากนี้ กสม. เห็นว่าในกฎ ก.ตร.ฯ ฉบับเดียวกันมีความไม่สอดคล้องกันในเรื่องประเด็นการพิจารณาเกี่ยวกับสภาพทางกาย กล่าวคือ ข้อ 4 (2) วางหลักให้การพิจารณากรณีกายทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่อันอาจเป็นเหตุให้พ้นจากราชการ ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลักษณะความบกพร่องของอวัยวะประกอบกับหน้าที่ในตำแหน่งเป็นรายกรณี ขณะที่ใน ข้อ 2 (14) ประกอบบัญชีโรคแนบท้าย กลับกำหนดลักษณะต้องห้ามในการเข้ารับราชการโดยอาศัยสภาพความพิการในลักษณะทั่วไป ซึ่งมิได้กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินความสามารถหรืออุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่เป็นรายกรณี ส่งผลให้เกิดความไม่สอดคล้องกันระหว่างเกณฑ์การรับเข้าและการให้ออกจากราชการภายในกฎฉบับเดียวกัน และมีผลเป็นการกีดกันคนพิการตั้งแต่ต้นโดยไม่เปิดโอกาสให้มีการประเมินศักยภาพอย่างแท้จริง  ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ให้แก้ไขหลักเกณฑ์ตามข้อ 2 (14) แนบท้ายกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ กรณีมีร่างกายผิดปกติ พิกลรูป หรือพิการ โดยให้คำนึงถึงความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ให้สอดคล้องกับตำแหน่งที่จะแต่งตั้งเป็นสำคัญ และมิให้ใช้สภาพความพิการเป็นเหตุในการตัดสิทธิ เว้นแต่มีผลการประเมินทางการแพทย์ยืนยันอย่างชัดเจนว่าความบกพร่องดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ ให้กำหนดมาตรการป้องกันการเลือกปฏิบัติในทุกขั้นตอนของการบริหารงานบุคคล โดยใช้หลักการประเมินเป็นรายกรณีตามลักษณะหน้าที่ของแต่ละตำแหน่ง นอกจากนี้ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการตำรวจ โดยจัดให้มีการทดสอบความรู้และการประเมินสมรรถภาพที่คำนึงถึงข้อจำกัดของคนพิการ พร้อมทั้งจัดให้มีมาตรการอำนวยความสะดวกที่สมเหตุสมผล เพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงกระบวนการคัดเลือกและแข่งขันได้อย่างเสมอภาคและสอดคล้องกับความจำเป็นเฉพาะรายด้วย3. กสม. เชิญชวนสมัครหรือเสนอชื่อบุคคลและองค์กรที่มีผลงานดีเด่นด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เห็นสมควรมอบรางวัลบุคคลและองค์กรที่มีผลงานดีเด่นด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 เพื่อยกย่อง เชิดชู และประกาศเกียรติคุณบุคคลและองค์กรที่อุทิศตนปฏิบัติงานด้านสิทธิมนุษยชนให้สังคมได้รับรู้ ตลอดจนเพื่อเผยแพร่ประวัติผลงานให้เป็นแบบอย่างและเป็นแรงบันดาลใจแก่บุคคลหรือองค์กรอื่นในสังคม รวมทั้งเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชนเพิ่มขึ้น  โดยปี 2569 นี้ มีการแบ่งประเภทรางวัลออกเป็น 4 ประเภท จำนวน 8 รางวัล ได้แก่ (1) รางวัลประเภทบุคคล กลุ่มบุคคล เครือข่าย จำนวน 3 รางวัล ประกอบด้วย ด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง 1 รางวัล ด้านสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม 1 รางวัล และด้านสิทธิของกลุ่มคนเปราะบาง 1 รางวัล (2) รางวัลประเภทองค์กร จำนวน 3 รางวัล (3) รางวัลประเภทสื่อมวลชน จำนวน 1 รางวัล และ (4) รางวัลประเภทโครงการหรืองานด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน จำนวน 1 รางวัล  ผู้สนใจสามารถเสนอชื่อหรือสมัครเข้ารับการคัดเลือก ได้เพียง 1 รางวัล โดยบุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร หรือโครงการที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ และเงินรางวัล ๆ ละ 30,000 บาท สมัครได้ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2569  สอบถามและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานส่งเสริมสิทธิมนุษยชน สำนักส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชน สำนักงาน กสม. หมายเลขโทรศัพท์ 0 2141 3930 หรือ 0 2141 3925 และเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ www.nhrc.or.thสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ8 พฤษภาคม 2569
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>8 พ.ค. 2569, 11:28</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. เปิดเวทีถกทางออกวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ชู “สิทธิชุมชน-กระจายอำนาจ” ดัน กม.อากาศสะอาด หวังรื้อโครงสร้างงบประมาณ-แก้ปัญหาข้ามพรมแดน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16927</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดเวทีเสวนา “ผนึกกำลังผ่าทางออกวิกฤตฝุ่น PM 2.5: การคุ้มครองสิทธิและก้าวต่อไปของกฎหมายอากาศสะอาด” ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เพื่อเป็นเวทีกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูล มุมมอง ประสบการณ์ และข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 และไฟป่าในประเทศไทย รวมถึงพิจารณาทิศทางของกฎหมายอากาศสะอาดในอนาคต โดยมีตัวแทนจากหลากหลายกลุ่มเข้าร่วม ทั้งภาคการเมือง หน่วยงานรัฐ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์จากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พรประไพ กาญจนรินทร์ กล่าวเปิดการเสวนาโดยเน้นย้ำว่า วิกฤตฝุ่น PM 2.5 ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัญหาที่กระทบต่อสิทธิมนุษยชน สุขภาพ และสิทธิทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง การที่รัฐบาลส่งร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด กลับเข้าสู่สภาฯ ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ แต่การผลักดันยังต้องดำเนินต่อไป พร้อมย้ำว่าการแก้ปัญหาต้องมองให้ครอบคลุม ไม่ใช่เพียงการพุ่งเป้าโทษชาวบ้านเพียงอย่างเดียว เมื่อวานนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ส่งร่างกฎหมายอากาศสะอาดกลับไปที่สภาแล้ว ในเบื้องต้นงานเราก็คงน้อยลงนิดหนึ่ง เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องไปผลักดันให้รัฐบาลส่งเรื่องไปที่รัฐสภาอีก ถือเป็นก้าวแรก แต่คงไม่ใช่ก้าวเดียว เพราะเส้นทางยังอีกยาวไกลในการที่เราจะผลักดันเรื่องนี้ อย่างที่ทราบกันว่า วิกฤตฝุ่น PM 2.5 มีมาโดยตลอดและทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เท่าที่รับฟังมา ฝุ่น PM 2.5 มาจากไฟป่าเพียงส่วนหนึ่ง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากโรงงานอุตสาหกรรมและภาคส่วนอื่น ๆ ด้วย ซึ่งคงต้องมาหารือกัน และแน่นอนว่าฝุ่น PM 2.5 ไม่ได้กระทบแค่สิ่งแวดล้อม แต่กระทบถึงชีวิต สุขภาพ ตลอดจนเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม เพราะเมื่ออากาศไม่ดี ก็ไม่มีใครอยากมาท่องเที่ยวหรือจัดกิจกรรม นำไปสู่การซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้แย่ลงไปอีก และเหตุที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะเรื่องของสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชน ซึ่งสหประชาชาติได้รับรองแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของ กสม. ที่ต้องขับเคลื่อนและผลักดันเรื่องนี้ร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ โดย กสม. ทำเรื่องนี้มาต่อเนื่องหลายปี ตั้งแต่ปี 2566 2567 2568 จนถึง 2569 เมื่อตอนต้นปีเราก็ส่งหนังสือย้ำไปอีกครั้ง” เสียงสะท้อนจากพื้นที่: กระจายอำนาจ-เคารพวิถีชุมชน ในเวทีช่วงเช้า เป็นการเสวนาหัวข้อความก้าวหน้าและความท้าทายในการแก้ไขปัญหาฝุ่นและไฟป่าในประเทศไทยดำเนินรายการโดย กิตติ สิงหาปัด ผู้ประกาศข่าวช่อง 3 การเสวนาเริ่มต้นจากการให้ตัวแทนจากพื้นที่ได้สะท้อนความท้าทายในการจัดการไฟป่า โดยก่อชิ เพชรไพรพนาวัลย์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ สะท้อนปัญหาว่า การบังคับใช้มาตรการห้ามเผาเด็ดขาดเป็นการฝืนธรรมชาติของป่าบางประเภท (เช่น ป่าเต็งรัง) ทำให้เกิดการสะสมของเชื้อเพลิง เมื่อเกิดไฟป่าจึงมีความรุนแรงและควบคุมยาก นอกจากนี้ การถ่ายโอนภารกิจการจัดการไฟป่าให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ยังขาดความเบ็ดเสร็จ ทั้งในด้านอำนาจการสั่งการและงบประมาณ จึงเสนอให้มีการกระจายอำนาจและงบประมาณลงสู่ท้องถิ่นโดยตรง เพื่อให้ อปท. สามารถร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนการบริหารจัดการไฟป่าและเชื้อเพลิงที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ เดโช ไชยทัพ จากมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ) ชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการเชิงบวกในการจัดการไฟป่าที่มีหลายภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อท้าทายสำคัญบางประการ จึงมีข้อเสนอให้มีการกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบเชิงพื้นที่ให้ชัดเจนระหว่างชุมชนและหน่วยงานรัฐ การปรับความเข้าใจที่แตกต่างกันในเรื่อง การบริหารจัดการเชื้อเพลิง เพื่อลดความขัดแย้ง โดยใช้กรณีศึกษาการใช้แอปพลิเคชัน Fire-D ในจังหวัดเชียงใหม่ที่ประสบความสำเร็จในการควบคุมพื้นที่เผาไหม้ การปรับปรุงระบบงบประมาณให้สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ โดยให้ อปท. และองค์กรชุมชนเป็นหน่วยรับงบประมาณโดยตรง รวมถึงการเร่งรัดแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องสิทธิในที่ดินทำกินในเขตป่า เพื่อเปลี่ยนผ่านระบบเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาไฟไปสู่ระบบที่ยั่งยืน ด้านพฤ โอ่โดเชา แกนนำชาวปกากะญอ สะท้อนความเหลื่อมล้ำทางความรู้และอำนาจระหว่างรัฐ สังคมเมือง และกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในป่า การจัดการป่าต้องพิจารณาบริบทของ คน ที่อยู่ร่วมกับป่าด้วย วิถีชีวิตและระบบนิเวศน์บางประเภทมีความจำเป็นต้องใช้ไฟ เช่น การทำไร่หมุนเวียน ซึ่งมีระบบการทำแนวกันไฟเพื่อควบคุมไม่ให้ลุกลาม นโยบายลดการใช้ไฟแบบเหมารวมและการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ทำให้ชาวบ้านกลายเป็นผู้กระทำผิดและต้องลักลอบจุดไฟ ซึ่งส่งผลให้ไฟป่ารุนแรงขึ้นเนื่องจากขาดการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เสนอให้รัฐเปิดใจรับฟังและเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนเพื่อหาแนวทางร่วมกัน ส่วนนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผู้อำนวยการสำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ยอมรับว่าสถานการณ์ไฟป่าในปีนี้มีความรุนแรงมากเนื่องจากการสะสมของเชื้อเพลิงและสภาพอากาศที่แห้งแล้งยาวนาน กรมอุทยานฯ ได้ปรับแนวทางโดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนมากขึ้น มีการจ้างงานชาวบ้านเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังไฟป่ากว่า 1,690 เครือข่าย และทำความเข้าใจถึงความจำเป็นในการใช้ไฟตามวิถีชีวิต อย่างไรก็ตาม ยังคงประสบปัญหาพฤติกรรมการลักลอบเผาเพื่อการล่าสัตว์ หรือผู้ที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก ด้านสมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา ระบุว่าความรุนแรงของไฟป่าในปีนี้เกิดจากภาวะฝนทิ้งช่วงยาวนาน ทำให้ไฟขยายตัวจนเกินขีดความสามารถของกลไกรัฐที่จะควบคุมได้ พร้อมเสนอแนะให้รัฐต้องเพิ่มขีดความสามารถและลงทุนในหน่วยดับไฟป่ามืออาชีพให้มีอุปกรณ์และกำลังพลที่เพียงพอ ส่วนการบริหารจัดการเชื้อเพลิงต้องระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน เช่น เผาเพื่อเศรษฐกิจ หรือ เผาเพื่อลดเชื้อเพลิง และไม่อนุญาตให้เผาในป่าเต็งรังซึ่งก่อให้เกิดฝุ่นควันเกินมาตรฐาน และควรพัฒนาระบบทำแนวกันไฟที่มีประสิทธิภาพสูง มีจุดสำรองน้ำ และให้ชุมชนสร้างเส้นทางลาดตระเวนได้ ตลอดจนบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับกลุ่มที่ลักลอบเผาป่าเพื่อล่าสัตว์  ส่วนปริศนา พรหมมา จากสภาลมหายใจเชียงใหม่ เสนอให้เลิกเหมารวมสาเหตุของไฟป่า ต้องแยกแยะการจัดการไฟระหว่างพื้นที่เกษตรที่สูง ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และวิถีชีวิตชุมชน และเสนอให้แก้ปัญหาแอปพลิเคชัน Fire-D ที่มักไม่อนุมัติการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ทำให้เกิดการลักลอบเผาจนควบคุมไม่ได้ พร้อมทั้งควรผลักดันให้ อปท. เป็นเจ้าภาพทำแผนระดับพื้นที่ร่วมกับกรมป่าไม้ แต่ปัจจุบันยังประสบปัญหาขาดแคลนงบประมาณในการดำเนินการ และควรยกระดับศักยภาพอาสาสมัครระดับหมู่บ้านกว่าพันทีมให้มีความเข้มแข็งและปลอดภัย ตลอดจนให้ความสำคัญกับแหล่งกำเนิดมลพิษลำดับที่สองของแต่ละจังหวัด เช่น ยานพาหนะ และภาคอุตสาหกรรม ด้าน ดร.เจน ชาญณรงค์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ เห็นด้วยว่าต้องจัดทำแผนที่จำแนกประเภทของไฟ โดยพุ่งเป้าไปที่การแก้ปัญหา ไฟเพื่อการล่าสัตว์ ซึ่งสร้างความเสียหายรุนแรงที่สุด พร้อมเสนอแนวทางการแก้ไขที่ต้นเหตุด้วยการสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำ ดิน และสิทธิในที่ดินทำกินให้แก่ชุมชน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก นอกจากนี้ยังเสนอให้ใช้กลไกการจ่ายค่าตอบแทนระบบนิเวศ (Payment for Ecosystem Services - PES) เพื่อสร้างแรงจูงใจในการรักษาป่า สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ ได้เริ่มดำเนินการบูรณาการร่วมกับจังหวัดต้นลมเพื่อปรับช่วงเวลาการเผาภาคการเกษตร ไม่ให้ฝุ่นพัดเข้าสู่เมือง ซึ่งประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี ทางด้าน ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม. ประกาศพร้อมเป็นเจ้าภาพบูรณาการแก้ปัญหาในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยเน้นย้ำถึงการแก้ปัญหาเชิงระบบโดยอาศัยข้อมูลและเทคโนโลยีแบบ Real-time (ดาวเทียม โดรน เซนเซอร์) เพื่อระบุแหล่งกำเนิดฝุ่นอย่างแม่นยำ ปัญหาฝุ่นมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และปัญหาอื่น ๆ เช่น ยาเสพติด ทุนสีเทา พร้อมทั้งระบุว่ารัฐบาลมีแนวคิดผลักดันนโยบายเศรษฐกิจเกื้อกูลนิเวศ (Nature Positive Economy) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) นำเศษวัสดุการเกษตรมาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อลดการเผา โดยจะนำร่องในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน และเน้นย้ำถึงการแยกประเด็นการแก้ปัญหาออกจากความขัดแย้งทางการเมือง เพื่อให้เกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผ่าทางตันด้วยโครงสร้างและ กม.อากาศสะอาด ช่วงบ่ายเป็นการเจาะลึกทางออกวิกฤตฝุ่นและทิศทางของร่างกฎหมายอากาศสะอาดในอนาคต ดำเนินรายการโดย ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  ไพสิฐ พาณิชย์กุล ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ (ศวอ.) ชี้ว่าการแก้ปัญหาด้วยการดับไฟเป็นเพียงการแก้ที่ปลายเหตุ โครงสร้างปัญหาฝุ่น PM 2.5 ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ ระบบราชการ ฐานข้อมูล เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ปัญหาที่พบในระดับพื้นที่คือ ขาดเจตจำนงทางการเมือง (Political Will) กลไกรัฐทำงานแบบเดิม ขาดความต่อเนื่องของผู้บริหาร และระบบงบประมาณไม่เอื้อต่อการป้องกัน เสนอให้ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดเป็นเครื่องมือในการสร้างระบบนิเวศทางการเมืองที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหา นำบทเรียนจากแต่ละพื้นที่มาปรับใช้ (Lesson Learned) กำหนดเป้าหมายจัดการพื้นที่ซ้ำซาก (Point Source) และปรับปรุงระบบงบประมาณให้เหมาะสมกับแหล่งกำเนิดมลพิษแต่ละประเภท  ด้าน ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม และอดีตประธานคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนร่างกฎหมายว่าด้วยอากาศสะอาด สำนักงาน ป.ย.ป. ชี้ให้เห็นความล้มเหลวของการประกาศวาระแห่งชาติ 7 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเน้นแก้ปัญหาเพียง 3 เดือนในช่วงวิกฤต และงบประมาณไม่สอดคล้องกับแผน เสนอสูตร 8-3-1 คือ ทำงานเชิงรุก 8 เดือน ตั้งรับอย่างมีประสิทธิภาพ 3 เดือน และขับเคลื่อน 1 Big Project ให้มีงบประมาณเบ็ดเสร็จครบวงจร นำเสนอแนวคิด เศรษฐกิจเกื้อกูลนิเวศ (Nature Positive Economy) เช่น การปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวโพดเป็นป่าเศรษฐกิจหรือเกษตรมูลค่าสูง โดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เช่น มาตรการทางภาษี และ BOI เป็นแรงจูงใจ เพื่อแก้ปัญหาความยากจน ควบคู่กับการลดมลพิษ สำหรับประเด็นร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด เชาว์ลิต แจ้งอักษร ผู้อำนวยการส่วนพัฒนากฎหมาย กรมควบคุมมลพิษ อธิบายสาระสำคัญของร่างกฎหมายอากาศสะอาด (273 มาตรา) ซึ่งมุ่งรับรองสิทธิการเข้าถึงอากาศสะอาดของประชาชน โดยมีกลไกสำคัญ ได้แก่ ระบบคณะกรรมการหลายระดับเพื่อบูรณาการนโยบายและการปฏิบัติ การกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศและควบคุมมลพิษจาก 7 แหล่งกำเนิด (อุตสาหกรรม คมนาคม เกษตร ป่าไม้ ภาคเมือง มลพิษข้ามแดน และอื่นๆ) การประกาศ เขตเฝ้าระวัง และ เขตประสบมลพิษทางอากาศ ให้อำนาจผู้บริหารท้องถิ่นสั่งระงับกิจกรรมก่อปัญหาได้ มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ เช่น ภาษีอากาศสะอาด ระบบฝากไว้ได้คืน และกองทุนอากาศสะอาด การกำหนดความรับผิดทางแพ่ง (ผู้ก่อผลกระทบต้องรับผิดชอบ รวมถึงสถาบันการเงินที่สนับสนุน) และบทลงโทษทางอาญาที่รุนแรง ขณะที่ รศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม นายกสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ เตือนให้ระวังความเสี่ยงในกระบวนการนิติบัญญัติที่อาจทำให้ร่างกฎหมายบิดเบือนไปจากเจตนารมณ์เดิม เน้นย้ำว่า พ.ร.บ. อากาศสะอาด ต้องไม่เป็นเพียงเครื่องมือทางการเมือง หรือกฎหมายฟอกเขียว แต่ต้องเป็นเครื่องมือในการบูรณาการนโยบายและการเรียนรู้ทางสังคม กฎหมายนี้ใช้หลัก สิทธิเป็นฐาน (Rights-based) ซึ่งก่อให้เกิดหน้าที่ของรัฐที่ต้องปกป้องคุ้มครอง และความรับผิดชอบของผู้ก่อปัญหา พร้อมอ้างอิงถึงการยอมรับในระดับสากลต่อโครงสร้างของร่างกฎหมายฉบับภาคประชาชน ด้านวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ที่ปรึกษาสภาลมหายใจ กรุงเทพมหานคร ระบุว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มีนวัตกรรมที่น่าสนใจคือการบัญญัติแนวคิด เขตภูมิศาสตร์อากาศ (Airshed) และการให้ศาลรับฟังหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาบังคับใช้ในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงการเขียนกฎหมายตีกรอบบังคับให้ทุกหน่วยงานต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่ออุดช่องโหว่การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ ยังเสนอให้ขับเคลื่อนการทำงานด้วยหลัก 3T (Talent, Technology, Tolerance) และแนะแนวทางแก้ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดนโดยไม่พึ่งพารัฐต่อรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ให้ดึงภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วม ด้านธนะสิทธิ์ เมธพันธ์เมือง กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษามาตรการและแนวทางการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาไฟป่า และติดตามปัญหาวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5). สภาผู้แทนราษฎร ยืนยันความตั้งใจของคณะกรรมาธิการในการรวบรวมข้อมูลอย่างรอบด้านภายในกรอบเวลาที่จำกัด รับทราบถึงปัญหาความซ้ำซ้อนของอำนาจหน้าที่ ปัญหาการขาดแคลนงบประมาณ และปัญหาขาดกำลังคน เช่น เจ้าหน้าที่เหยี่ยวไฟมีเพียง 250 คนทั่วประเทศ กรรมาธิการฯ จะนำข้อเสนอเชิงโครงสร้าง การส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน และการจัดสรรงบประมาณเชิงป้องกัน ไปผลักดันในรัฐสภา เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการที่เป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ตัวแทนจากกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ ยังได้เสริมถึงกลไกการเจรจาระหว่างประเทศ โดยระบุว่ากำลังผลักดันยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy) และศูนย์ประสานงานเพื่อตรวจจับจุดความร้อนในภูมิภาค เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม ด้านวิพัฒนชัย วิมหิน สภาองค์กรชุมชน จังหวัดขอนแก่น เสนอให้กระจายอำนาจการจัดการปัญหาฝุ่นควันสู่ระดับจังหวัดเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมอย่างเป็นรูปธรรม แทนการรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง พร้อมทั้งเน้นย้ำความสำคัญของการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับร่างกฎหมายอากาศสะอาดให้แก่ประชาชนในพื้นที่ เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ในช่วงท้าย ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สรุปการเสวนา พร้อมย้ำว่า กสม. จะรวบรวมข้อเสนอแนะเชิงมาตรการบริหาร ทั้งการบูรณาการงบประมาณเชิงป้องกัน (Finance Based Solution) การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการเกษตร และการจัดการเชื้อเพลิงที่สอดคล้องกับวิถีชุมชน เพื่อส่งมอบต่อรองนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลต่อไป โดย กสม. จะยังคงยืนหยัดเป็นกระบอกเสียงให้แก่กลุ่มคนเปราะบางและชุมชนในพื้นที่ เพื่อให้การแก้ปัญหาวิกฤตฝุ่นละอองเกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>7 พ.ค. 2569, 16:27</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม.ปรีดา ลงพื้นที่และประชุมตรวจสอบข้อเท็จจริง รับฟังปัญหา รวบรวมสถานการณ์ สภาพความเป็นอยู่ชุมชนชาวเลมอแกนเกาะพยามและกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นเกาะสินไห กรณีไม่มีสถานะทางทะเบียน ไม่มีความมั่นคงในการถือครองที่ดินและเข้าไม่ถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16916</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. ที่ชุมชนชาวเลมอแกนเกาะพยาม ตำบลเกาะพยาม อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมนางสาวมณีรัตน์ มิตรปราสาท ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ลงพื้นที่เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงจากชุมชนชาวมอแกนเกาะพยาม โดยชาวเลบางส่วนยังไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน และพบปัญหาความมั่นคงในการถือครองที่ดิน เนื่องจากพื้นที่ชุมชนชาวเลตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์ป่าชายเลน รวมทั้งประสบกับปัญหาการเข้าถึงไฟฟ้าและน้ำประปา ในวันที่ 30 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมโกมาซุม ศาลากลางจังหวัดระนอง กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะ ประชุมร่วมกับผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ จังหวัดระนอง กรมการปกครอง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อำเภอเมืองระนอง สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดระนอง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระนอง โรงพยาบาลจังหวัดระนอง ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนที่ 6 (เมืองระนอง) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สำนักงานภาคใต้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 11 (สุราษฎร์ธานี) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดระนอง องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะพยาม นิคมสร้างตนเองปากจั่น จังหวัดระนอง มูลนิธิชุมชนไท และตัวแทนชาวเลมอแกนเกาะพยาม เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงและหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับสถานะทางทะเบียน ความมั่นคงในการถือครองที่ดิน และเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของชาวเลมอแกนเกาะพยามและกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นเกาะสินไห ต่อมาเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาการไม่มีสถานะทางทะเบียนของกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นในเกาะสินไห ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ สำนักงาน กสม. จะได้ประสานความร่วมมือกับทีมบูรณาการ ซึ่งประกอบด้วย กรมการปกครอง และส่วนราชการอื่น ๆ ที่อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงยุติธรรม (กรมสอบสวนคดีพิเศษ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน) เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของกลุ่มมอแกน และกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นในจังหวัดระนอง ภายใต้โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จะรวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการจัดทำรายงานผลการตรวจสอบ และมีข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>5 พ.ค. 2569, 17:53</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. วสันต์ และเลขาธิการ กสม. ร่วมงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวันฉัตรมงคล</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16915</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.00 น. นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>5 พ.ค. 2569, 17:50</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันหน่วยฝึกทหารกองประจำการ กรมสารวัตรทหารเรือ  เน้นย้ำมาตรฐานการฝึกที่ปลอดภัยและเคารพสิทธิมนุษยชน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16914</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 30 เมษายน – 1 พฤษภาคม 2569 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเชิงป้องกัน ณ กรมสารวัตรทหารเรือ กองทัพเรือ โดยมี น.อ.จิรวุฒิ ทองเจือ ผู้บังคับการ กรมสารวัตรทหารเรือ พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา ให้การต้อนรับ ร่วมสังเกตการณ์ และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น โดยการตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินแนวปฏิบัติของหน่วยให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หลักสิทธิมนุษยชน และมาตรฐานสากล รวมถึงเพื่อแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะเชิงป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงต่อการทรมานและการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม จากการตรวจเยี่ยม พบว่า กรมสารวัตรทหารเรือบริหารจัดการกระบวนการฝึกทหารกองประจำการอย่างเป็นระบบ โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยควบคู่ระเบียบวินัย มีการคัดเลือกครูฝึก และจัดอบรมเตรียมความพร้อมก่อนรับทหารกองประจำการทุกผลัด รวมทั้งให้ความรู้ด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การปฐมพยาบาล การป้องกันโรคลมร้อน ความรู้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ และหลักสิทธิมนุษยชน ตลอดจนแนวปฏิบัติในการลงโทษลงทัณฑ์ที่เป็นไปตามแบบธรรมเนียมทหาร ด้านความเป็นอยู่ มีการจัดสวัสดิการพื้นฐานและระบบดูแลสุขภาพ คัดกรองสุขภาพประจำวัน เฝ้าระวังภาวะขาดน้ำ และใช้ดัชนีความร้อน (Heat Index) เพื่อปรับรูปแบบการฝึกให้สอดคล้องกับสภาพอากาศ ทั้งนี้ บรรยากาศการฝึกโดยรวมเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ครูฝึกดูแลทหารกองประจำการอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้พลทหารเข้าใจวินัยทหารและมีทัศนคติเชิงบวกต่อการฝึก โดยบางรายแสดงความประสงค์เข้ารับราชการต่อในอนาคต สะท้อนถึงผลลัพธ์เชิงบวกของกระบวนการฝึกดังกล่าว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เสนอแนะแนวทางพัฒนาเพิ่มเติมในบางประเด็นเพื่อเสริมสร้างความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมและการบริหารจัดการให้ดียิ่งขึ้น อันจะช่วยยกระดับมาตรฐานการฝึกทหารกองประจำการให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ กรมสารวัตรทหารเรือจะนำข้อเสนอแนะไปปรับใช้เพื่อพัฒนาการฝึกอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักความปลอดภัย ระเบียบวินัย และการเคารพสิทธิมนุษยชน การตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันดังกล่าวสะท้อนถึงความร่วมมือเชิงบวกระหว่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กับกองทัพเรือ ในการขับเคลื่อนมาตรฐานการฝึกทหารกองประจำการให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน ลดความเสี่ยงการกระทำทรมานและการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) จะสรุปผลการตรวจเยี่ยมและข้อเสนอแนะเสนอต่อผู้บัญชาการทหารเรือ หน่วยรับตรวจ และสายงานบังคับบัญชา เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการฝึกทหารกองประจำการต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>5 พ.ค. 2569, 17:47</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุภัทรา เป็นวิทยากรอภิปรายหัวข้อ “บทบาทของหน่วยงานรัฐไทยในการพัฒนาศักยภาพและคุ้มครองสิทธิของคนหูหนวกที่มีความหลากหลายทางเพศ”</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16913</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 น. ณ โรงแรมเดอะเล็คกาซี่ จังหวัดนนทบุรี นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมเป็นวิทยากรในการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพคนหูหนวกที่มีความหลากหลายทางเพศ และจัดทำแผนงานประจำปี 2569 ของชมรมคนหูหนวกไทยฟ้าสีรุ้ง จัดโดย ชมรมคนหูหนวกไทยฟ้าสีรุ้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของคนหูหนวกที่มีความหลากหลายทางเพศ เสริมสร้างความรู้ด้านกฎหมาย สิทธิ และการคุ้มครองสิทธิ ตลอดจนการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน พร้อมทั้งร่วมกันจัดทำแผนงานประจำปี 2569 ของชมรมฯ โดยมีสมาชิกคนหูหนวกที่มีความหลากหลายทางเพศของชมรมฯ 4 ภาค จำนวน 127 คน เข้าร่วมโครงการ  การประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว เริ่มด้วยพิธีเปิดโครงการ โดย นางสาวสนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จากนั้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ร่วมเป็นวิทยากรในการอภิปรายหัวข้อ “บทบาทของหน่วยงานรัฐไทยในการพัฒนาศักยภาพ และคุ้มครองสิทธิของคนหูหนวกที่มีความหลากหลายทางเพศ” ร่วมกับ คุณภรณี ภู่ประเสริญ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนฯ และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ดร.นงลักษณ์ ยอดมงคล ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คุณฉัตราภรณ์ ดิษฐศรีพร นักวิชาการยุติธรรมชำนาญการพิเศษ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และ คุณชยกร วิทยาเวช นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้นำเสนอหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) ด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน อาทิ กลไกการรับเรื่องร้องเรียน การตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน และการประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ตลอดจนผลการดำเนินงานที่ผ่านมาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิคนพิการและผู้มีความหลากหลายทางเพศ 2) ด้านการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน อาทิ การส่งเสริมและสร้างความตระหนักรู้ด้านสิทธิมนุษยชน และการขับเคลื่อนประเด็นสิทธิมนุษยชนร่วมกับภาคีเครือข่าย  3) ด้านการเฝ้าระวังสถานการณ์สิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการจัดทำรายงานผลการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศเป็นประจำทุกปี เพื่อนำเสนอต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี รวมทั้งเผยแพร่ต่อสาธารณะ นอกจากนั้น ได้เน้นย้ำถึงบทบาทและหน้าที่ของรัฐในการดำเนินการด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งครอบคลุมการเคารพ (Respect) การคุ้มครอง (Protect) และการทำให้สิทธิมนุษยชนเป็นจริง (Fulfill) โดยหน่วยงานภาครัฐต้องจัดให้มีบริการและส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของคนหูหนวกที่มีความหลากหลายทางเพศ เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้ตามความต้องการเฉพาะอย่างเสมอภาคและมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ในช่วงท้าย กสม. ยืนยันความพร้อม และยินดีในการประสานความร่วมมือกับชมรมคนหูหนวกไทยฟ้าสีรุ้ง และภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วน ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนการคุ้มครอง ส่งเสริม และเฝ้าระวังสิทธิมนุษยชนของคนหูหนวกที่มีความหลากหลายทางเพศอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งในระดับนโยบาย กฎหมาย และการปฏิบัติต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>5 พ.ค. 2569, 17:42</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>ที่ปรึกษาประจำ กสม. ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดแนวทางรับฟังความเห็นประชาชน กรณีอุทยานแห่งชาติขนอม–หมู่เกาะทะเลใต้</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16911</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30 น. นายไพโรจน์ พลเพชร และนางสาวมณีรัตน์ มิตรปราสาท ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ที่ปรึกษาประจำ กสม.) พร้อมด้วยรองศาสตราจารย์ ดร. ธนพร ศรียากูล ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงาน กสม. นางสาวพิมพ์ดาว จันทรขันตี ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 1 และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ประชุมหารือร่วมกับผู้แทนจากกรมประมง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ณ ห้องประชุม 704 ชั้น 7 สำนักงาน กสม. และผ่านระบบ Zoom Meetings  การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชน และผู้มีส่วนได้เสียในการกำหนดเขตพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติขนอม–หมู่เกาะทะเลใต้ ภายใต้โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน โดยที่ประชุมได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ข้อกฎหมาย แผนที่ดำเนินการ และแนวเส้น One Map เพื่อกำหนดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ชุมชน และผู้มีส่วนได้เสีย ให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560  ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. จะนำผลการหารือไปใช้ประกอบการจัดกิจกรรมคลินิกสิทธิมนุษยชนในระยะต่อไป เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชน และผู้มีส่วนได้เสียอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>5 พ.ค. 2569, 17:30</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ศยามล เข้าร่วมการประชุม the Closed-Door Regional NHRI Strategy Workshop</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16910</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 29-30 เมษายน 2569 นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคแบบปิดของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนารูปแบบและระเบียบวิธีร่วมในการจัดเก็บข้อมูลระดับประเทศ เพื่อประกอบการจัดทำแผนปฏิบัติการระดับภูมิภาคอาเซียนว่าด้วยสิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด มีสุขภาพดี และยั่งยืน (the Closed-Door Regional NHRI Strategy Workshop on Developing a Common Template and Methodology for National Inputs to Inform the ASEAN Regional Plan of Action on the Right to a Safe, Clean, Healthy and Sustainable Environment) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย จัดโดย AICHR ประเทศไทย ESCAP OHCHR และ UNEP โดยมีผู้แทนจากสถาบันสิทธิมนุษยชนจากภูมิภาคอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และติมอร์ เลสเต เข้าร่วมประมาณ 50 คน  ผู้เข้าร่วมการประชุมได้ร่วมกันพิจารณาและจัดทำร่างแบบสอบถามระดับภูมิภาคอาเซียน เพื่อใช้จัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีในมิติต่าง ๆ ทั้งองค์ประกอบเชิงเนื้อหาและเชิงกระบวนการ ครอบคลุมประเด็นด้านความร่วมมือ การสร้างความตระหนัก การจัดการความเสี่ยง การติดตามและประเมินผล การเสริมสร้างศักยภาพ รวมถึงกลุ่มที่ได้รับผลกระทบและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยแบบสอบถามดังกล่าวมุ่งรวบรวมแนวปฏิบัติที่ดีจากผู้มีส่วนได้เสียในหลากหลายภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม องค์กรและกลไกต่าง ๆ ในอาเซียน องค์กรสิทธิมนุษยชน สื่อมวลชน กลุ่มวิชาชีพด้านสุขภาพและการศึกษา ผู้นำศาสนา นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และกลุ่มเปราะบาง ที่ประชุมยังได้ร่วมกันปรับร่างแบบสอบถามดังกล่าวให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละประเทศ พร้อมแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี รวมถึงความท้าทายและแนวทางการแก้ปัญหา เพื่อนำไปใช้ในกระบวนการปรึกษาหารือกับผู้มีส่วนได้เสียทั้งในระดับประเทศและระดับอาเซียน สำหรับการพัฒนาแผนปฏิบัติการที่สอดคล้องกับปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด มีสุขภาพดี และยั่งยืน ทั้งนี้ AICHR จะเปิดรับข้อมูลระดับประเทศในช่วงเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2569 เพื่อให้ที่ประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) รับรองแผนปฏิบัติการดังกล่าวภายในเดือนพฤศจิกายน 2569
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>5 พ.ค. 2569, 17:27</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุภัทรา ประชุมหารือแนวทางการดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ กสม. กรณีการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวกับการดำเนินคดียาเสพติด</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16906</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันที่ 30 เมษายน 2569 เวลา 13.30 น. นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายพิทยา จินาวัฒน์ และนายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายจุมพล ขุนอ่อน รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประชุมหารือแนวทางการดำเนินการตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กรณีการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวกับการดำเนินคดียาเสพติด ร่วมกับผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 2 ภาค 6 และภาค 7 สภาทนายความ และศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ณ ห้องประชุม 709 สำนักงาน กสม. ในการนี้ที่ประชุมได้ร่วมกันหารือในประเด็นสำคัญจากข้อเสนอแนะของ กสม. ได้แก่ ระยะเวลาในการควบคุมตัวผู้ถูกจับกุมในคดียาเสพติดโดยเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ก่อนส่งให้พนักงานสอบสวน มาตรการหรือแนวทางในการตรวจร่างกายผู้ถูกควบคุมตัวในคดียาเสพติดโดยแพทย์ก่อนส่งตัวให้พนักงานสอบสวน การกำหนดแนวทางการปฏิบัติของทนายความที่ทำหน้าที่ในชั้นสอบสวนของพนักงานสอบสวนและชั้นพิจารณาคดีของศาลเพื่อเป็นการประกันสิทธิและเสรีภาพของผู้ต้องหาหรือจำเลย รวมทั้งรายงานภาพรวมสถานการณ์การแพร่ระบาดยาเสพติดในพื้นที่อำเภอวิเชียรบุรีและรายงานข้อมูลสภาพปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในแต่ละพื้นที่ของจังหวัดเพชรบูรณ์
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>1 พ.ค. 2569, 13:16</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 15/2569 กสม. เผยผลการตรวจสอบกรณีพบห้อง VIP ผู้ต้องขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ชี้เป็นการเอื้อประโยชน์โดยมิชอบและละเมิดสิทธิมนุษยชน - มีหนังสือถึงนายกฯ เร่งรัด ครม. ยืนยันร่างกฎหมายอากาศสะอาดภายใน 60 วัน นับแต่วันประชุมรัฐสภาครั้งแรก เตรียมจัดเวทีผ่าทางออกวิกฤต PM 2.5 6 พ.ค. นี้</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16900</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และ นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 15/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้1. กสม. เผยผลการตรวจสอบกรณีพบห้องVIP ผู้ต้องขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ชี้เป็นการเลือกปฏิบัติเพื่อเอื้อประโยชน์โดยมิชอบและละเมิดสิทธิมนุษยชน นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏกรณีชุดปฏิบัติการพิเศษของกรมราชทัณฑ์ตรวจค้นเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 และพบห้องลับที่ถูกดัดแปลงเป็นห้องรับรองพิเศษ (VIP) เพื่ออำนวยความสะดวกและให้บริการแก่กลุ่มผู้ต้องขังชาวจีนและผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 เห็นว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ส่งผลกระทบต่อหลักความเสมอภาคอันเป็นสาระสำคัญของสิทธิมนุษยชน จึงมีมติให้หยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตามนัยมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560  กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 4 และมาตรา 27 บัญญัติรับรองและคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล พร้อมทั้งห้ามการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ไม่ว่าด้วยเหตุแห่งถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ สถานะของบุคคล หรือฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม หลักการดังกล่าวย่อมใช้บังคับแก่บุคคลทุกคน รวมถึงผู้ต้องขังด้วย สอดคล้องกับข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (Mandela Rules) ซึ่งกำหนดให้ปฏิบัติต่อผู้ต้องขังโดยไม่เลือกปฏิบัติและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และกำหนดให้มีระบบตรวจสอบเรือนจำทั้งภายในและโดยหน่วยงานอิสระภายนอก เพื่อความโปร่งใสและเกิดความรับผิดชอบ  จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่จากกรมราชทัณฑ์ได้สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่จากเรือนจำอีก 11 แห่ง เข้าจู่โจมตรวจค้นเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พบอดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และคณะเลขานุการในพื้นที่บริเวณอาคารที่ทำการ นอกจากนี้ยังพบนายหน้าชาวจีนกับผู้หญิงชาวจีนอีก 1 คน อยู่ด้านนอกห้อง VIP โดยภายในห้องดังกล่าวมีผู้ต้องขังชาวจีนกับผู้หญิงชาวจีนที่นายหน้าจัดหามากำลังปฏิบัติภารกิจส่วนตัว ซึ่งช่วงเวลาก่อนหน้านั้นในวันเดียวกันมีครอบครัวผู้ต้องขังทั้งชาวไทยและชาวจีนมาพบผู้ต้องขังที่ห้อง VIP นี้ด้วย ทั้งที่เป็นวันหยุดราชการและห้ามมิให้บุคคลภายนอกพบผู้ต้องขัง หลังเหตุการณ์จู่โจมตรวจค้นดังกล่าว กรมราชทัณฑ์ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงพบว่า พฤติการณ์ของอดีตผู้บัญชาการเรือนจำ และเจ้าพนักงานราชทัณฑ์ 1 ราย เข้าข่ายปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและไม่เป็นไปตามระเบียบราชการ จึงได้รายงานผลต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเพื่อพิจารณา ซึ่งต่อมากระทรวงยุติธรรมมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงกับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยอยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบสวน สำหรับพฤติกรรมปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและไม่เป็นไปตามระเบียบราชการซึ่งเข้าข่ายการทุจริต อยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงเชื่อได้ว่า เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์โดยมิชอบต่อผู้ต้องขังชาวจีนรวมถึงผู้ต้องขังบางคนจริง จากการชี้แจงข้อเท็จจริงของผู้แทนกรมราชทัณฑ์และเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พบว่า การเอื้อประโยชน์แก่ผู้ต้องขังบางราย ทั้งในเรื่องการเยี่ยมญาติในลักษณะเป็นครอบครัวและการใช้บริการทางเพศ มีสาเหตุเกิดจากการมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยอดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีพฤติการณ์สั่งการด้วยวาจาให้เลขานุการเบิกตัวผู้ต้องขังออกจากการควบคุมตามปกติเพื่อเลี่ยงการจัดทำเอกสารหลักฐาน ประกอบกับเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชาระดับสูง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ใต้บังคับบัญชาผู้ควบคุมตัวผู้ต้องขังไม่กล้าคัดค้านหรือบันทึกข้อมูลการเบิกตัวดังกล่าวไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 ประกอบระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการเยี่ยม การติดต่อของบุคคลภายนอกกับผู้ต้องขัง และการเข้าดูกิจการหรือติดต่อการงานกับเรือนจำ พ.ศ. 2561  จากการตรวจสอบยังปรากฏข้อเท็จจริงอีกว่า การให้ผู้ต้องขังใช้ห้อง VIP มักเกิดขึ้นในช่วงวันหยุดราชการซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจำนวนน้อย ประกอบกับห้อง VIP เป็นพื้นที่เฉพาะสำหรับผู้บริหาร ทำให้การรับรู้ของเจ้าหน้าที่เป็นไปโดยจำกัด ส่งผลให้กลไกการตรวจสอบภายในไม่อาจทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์โดยมิชอบต่อผู้ต้องขังชาวจีนรวมถึงผู้ต้องขังบางคน ส่งผลให้ผู้ต้องขังส่วนใหญ่ได้รับการปฏิบัติในสาระสำคัญเดียวกันที่แตกต่างออกไป ไม่สอดคล้องกับหลักความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติซึ่งเป็นหลักการสำคัญของสิทธิมนุษยชนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และ Mandela Rules ให้การรับรองและคุ้มครองไว้ และเมื่อการเอื้อประโยชน์ดังกล่าวมิได้กระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง จึงรับฟังได้ว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ กรณีนี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเห็นควรส่งรายงานผลการตรวจสอบฉบับนี้ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ใช้ประกอบการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจต่อไป  ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังกระทรวงยุติธรรมให้เร่งรัดการดำเนินการของคณะกรรมการสอบสวนตามคำสั่งกระทรวงยุติธรรม ที่ 240/2568 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 รวมทั้งให้รายงานความคืบหน้าผลการดำเนินการต่อสาธารณชนเป็นระยะ เพื่อสร้างการรับรู้ ความเชื่อมั่น และความไว้วางใจของประชาชนต่อระบบงานราชทัณฑ์ และให้กรมราชทัณฑ์สั่งการกำชับให้บุคลากรของเรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่ง ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 และระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการเยี่ยม การติดต่อของบุคคลภายนอกกับผู้ต้องขัง และการเข้าดูกิจการหรือติดต่อการงานกับเรือนจำ พ.ศ. 2561 รวมทั้งมาตรฐานการปฏิบัติงานด้านการควบคุมผู้ต้องขัง (Standard Operating Procedures for Custodial Measures: SOPs) อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันมิให้เกิดการเลือกปฏิบัติในลักษณะเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันนี้ขึ้นอีก พร้อมกันนี้ ให้กระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ขยายผลการดำเนินการในลักษณะเดียวกับเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปยังเรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่ง เพื่อขจัดปัญหาการเลือกปฏิบัติต่อผู้ต้องขังและพฤติกรรมที่มิชอบของเจ้าหน้าที่ด้วย2. กสม. มีหนังสือถึงนายกฯ เร่งรัด ครม. ยืนยันร่างกฎหมายอากาศสะอาดภายใน 60 วัน นับแต่วันประชุมรัฐสภาครั้งแรกเตรียมจัดเวทีผ่าทางออกวิกฤตPM 2.5 ร่วมภาครัฐ ภาคประชาสังคม และพรรคการเมือง 6 พ.ค. นี้ นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า สถานการณ์ปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM 2.5 ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในภาคเหนือและในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการตรากฎหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชน โดยที่ผ่านมา เมื่อเดือนสิงหาคม 2566 กสม. มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี แจ้งข้อเสนอแนะกรณีปัญหามลภาวะทางอากาศในพื้นที่ 8 จังหวัด ภาคเหนือตอนบน ต่อมาเมื่อเดือนมีนาคม 2567 มีหนังสือถึงประธานวุฒิสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ซึ่งในเวลานั้นมีการเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร 7 ฉบับ และเมื่อเดือนธันวาคม 2568 มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีแจ้งข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM 2.5 อย่างไรก็ตาม เมื่อมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของวุฒิสภาจึงเป็นอันตกไป  กสม. เห็นว่า ปัจจุบันประชาชนยังคงประสบปัญหาจาก PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างร้ายแรงและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อีกทั้งประเทศไทยอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อมาตรฐานด้านอากาศสะอาดและนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยมีกฎหมายที่จะเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและหลักการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยเฉพาะหลักการป้องกัน หลักการระวังไว้ก่อน หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย และหลักการกระจายอำนาจ ล่าสุด ประธาน กสม. (นางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์) จึงมีหนังสือ ลงวันที่ 23 เมษายน 2569 ถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้เร่งรัดคณะรัฐมนตรียืนยันร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... ภายในกรอบระยะเวลา 60 วัน นับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีจากการมีอากาศที่สะอาดคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับ ปัญหามลพิษทางอากาศในประเทศไทยมีแหล่งกำเนิดจากหลายภาคส่วน ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคคมนาคม ภาคป่าไม้ ภาคเกษตรกรรม ภาคเมือง รวมทั้งจากมลพิษข้ามพรมแดน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิในสุขภาพของประชาชน สิทธิทางเศรษฐกิจและมาตรฐานการครองชีพ รวมตลอดทั้งสิทธิในการรับรู้ข่าวสาร เช่น การแจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นที่รวดเร็ว ครอบคลุม และเข้าใจง่าย โดยธนาคารโลก (World Bank) ประเมินความเสียหายทางสุขภาพจากมลพิษทางอากาศของไทยมีมูลค่ากว่า 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 3.89 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบหนักในภาคการท่องเที่ยว ในการนี้ เพื่อผนึกกำลังของทุกภาคส่วนในประเทศไทยในการหาทางออกเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วน กสม. จึงมีกำหนดจัดเวทีเสวนา “ผนึกกำลังผ่าทางออกวิกฤตฝุ่น PM 2.5 การคุ้มครองสิทธิและการก้าวต่อไปของกฎหมายอากาศสะอาด” ในวันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 – 16.30 น. ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพปัญหา ผลกระทบและแนวทางการแก้ไขปัญหา PM 2.5 ร่วมกับภาครัฐ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และพรรคการเมือง โดยจะรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะในการปรับปรุงกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในประเทศไทยต่อไปสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ1 พฤษภาคม2569
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>1 พ.ค. 2569, 11:02</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>สารคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เนื่องใน “วันแรงงานสากล” 1 พฤษภาคม ประจำปี 2569</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16895</link>

                
                <description><![CDATA[
                    “แรงงานไม่ใช่สินค้า” คือกระบวนทัศน์สำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิแรงงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) โดยมุ่งเน้นให้นานาประเทศร่วมกันขจัดแรงงานบังคับ การใช้แรงงานเด็ก การเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงานทุกรูปแบบ รวมทั้งส่งเสริมให้แรงงานมีเสรีภาพในการสมาคม การเจรจาต่อรอง มีสุขภาพที่ดีและมีความปลอดภัยในการทำงาน  ที่ประชุมสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2568 ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายคนทำงาน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ ภาคเอกชน และหน่วยงานของรัฐ ได้พิจารณาสถานการณ์และประเด็นท้าทายของสิทธิแรงงาน เห็นว่า รัฐมีความพยายามแก้ไขและจัดทำกฎหมายหลายฉบับเพื่อคุ้มครองแรงงาน แต่ยังคงไม่สอดคล้องกับสถานการณ์และรูปแบบการจ้างงานที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ส่งผลให้การคุ้มครองแรงงานที่มีลักษณะงานแตกต่างกันไม่ครอบคลุมตามมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ แรงงานกลุ่มต่าง ๆ ได้แก่ แรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบ แรงงานแพลตฟอร์ม แรงงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศ แรงงานข้ามชาติ แรงงานในสถานบริการ และแรงงานจ้างเหมาบริการ ยังเผชิญปัญหาสำคัญ เช่น ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ความปลอดภัยและการถูกคุกคามทางเพศในการทำงาน สัญญาที่ไม่เป็นธรรม รูปแบบการทำงานที่ไม่มั่นคง เข้าไม่ถึงระบบประกันสังคม เสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ เนื่องในโอกาสวันแรงงานสากล 1 พฤษภาคม ประจำปี 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จึงขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 และฉบับที่ 98 ซึ่งรับรองเสรีภาพในการสมาคม และสิทธิในการรวมตัวและการเจรจาต่อรอง เพื่อประโยชน์ในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และการทำข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรป (FTA Thai-EU) รวมทั้งเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานและสมาชิกในครอบครัว ค.ศ. 1990 ขององค์การสหประชาชาติ  พร้อมกันนี้ ขอให้กระทรวงแรงงานดำเนินการปฏิรูปกฎหมายแรงงานทั้งระบบเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานสากล โดยจัดทำเป็นประมวลกฎหมายแรงงาน ออกกฎกระทรวงแรงงานเพื่อคุ้มครองแรงงานแฟลตฟอร์ม และแรงงานที่ทำงานในสถานบริการ ซึ่งมีลักษณะงานพิเศษ เพื่อให้แรงงานทุกคนได้รับความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม บรรลุเป้าหมายการเข้าถึงงานที่มีคุณค่า (decent work) และการจ้างงานที่เป็นธรรม (fair work) โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ30 เมษายน 2569
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>30 เม.ย. 2569, 14:50</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ประชุมร่วมสภาองค์กรของผู้บริโภค หารือแนวทางคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาของเด็ก และการเก็บเงินบํารุงการศึกษา</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16894</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พรประไพ กาญจนรินทร์ พร้อมด้วย กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ วสันต์ ภัยหลีกลี้ เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรรษา หอมหวล ที่ปรึกษาสำนักงาน กสม. ด้านสิทธิมนุษยชน วรพร นรเศรษฐวิวัฒน์ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ร่วมประชุมหารือแนวทางคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาของเด็ก และการเก็บเงินบํารุงการศึกษา ระหว่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กับสภาองค์กรของผู้บริโภค ณ ห้องประชุม 704 ชั้น 7 สำนักงาน กสม. ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางคุ้มครองสิทธิเด็กในการเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่ถูกผูกโยงกับความสามารถในการชำระเงินบำรุงการศึกษา การกำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการป้องกันการละเมิดสิทธิจากการเรียกเก็บเงินของสถานศึกษา การจัดทำกลไกรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้ร้องเรียนจากการถูกเลือกปฏิบัติ และการยกระดับข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเสนอต่อกระทรวงศึกษาธิการ นำเสนอร่างข้อเสนอโดยฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาองค์กรของผู้บริโภค ทั้งนี้ กสม. และสภาองค์กรของผู้บริโภค จะประสานความร่วมมือเพื่อการคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาของเด็กต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>30 เม.ย. 2569, 14:16</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุภัทรา ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานด้านสิทธิมนุษยชนกับผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารด้านสิทธิมนุษยชน ระดับกลาง</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16892</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมเป็นวิทยากรการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารด้านสิทธิมนุษยชน ระดับกลาง (บสก.) รุ่นที่ 4 จัดโดย กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างองค์ความรู้สิทธิมนุษยชน สร้างเครือข่ายนักบริหารด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศ ยกระดับหน่วยงานต่าง ๆ สู่องค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน และลดการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในการนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานด้านสิทธิมนุษยชน และแนะนำบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้แก่ผู้เข้ารับการอบรม ณ โรงแรมทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น แบงคอก กรุงเทพมหานคร
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>30 เม.ย. 2569, 14:11</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. จัดประชุมรับฟังความเห็นต่อร่างข้อเสนอแนะในการกำหนดอัตราราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อภาคครัวเรือน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16886</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ที่ห้อง Balcony โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานกล่าวเปิดการประชุมรับฟังความเห็นต่อร่างข้อเสนอแนะในการกำหนดอัตราราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อภาคครัวเรือน โดยการประชุมดังกล่าวจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ภาคเช้า เป็นการรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ (expert meeting) และในช่วงบ่ายจะเป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความเห็นจากผู้แทนกลุ่มย่อยที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้เชิญมาให้ความเห็นในช่วงการรวบรวมข้อมูล ซึ่งจะประกอบไปด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และนักวิชาการ รวมถึงภาคประชาสังคมที่ติดตามสถาการณ์ด้านพลังงาน ในการนี้ ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย จากนั้น นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ประธานอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดอัตราราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อภาคครัวเรือน ได้นำเสนอความก้าวหน้าและผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ทั้งการจัดประชุมรับฟังข้อมูลจากกลุ่มย่อย รวม 3 ครั้ง การรับฟังความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องในระดับภูมิภาค รวม 4 ครั้ง และการสำรวจความคิดเห็นสาธารณะผ่านการทำโพล (poll) และแบบสำรวจออนไลน์ ซึ่งข้อมูลที่ได้รับจะนำไปสังเคราะห์เพื่อจัดทำรายงานข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป ก่อนเริ่มการรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ได้นำเสนอปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่ค้นพบและกรอบโครงร่างข้อเสนอแนะ อาทิ  - ประเด็นเรื่องสิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ และความยุติธรรมเชิงการแบ่งสรรผลประโยชน์ (Distributive Justice) พบปัญหาโครงสร้างราคาและต้นทุนแฝงของค่าไฟฟ้า (ค่าไฟฟ้าฐานและค่า Ft) เสนอให้ลดการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ชะลอแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ เจรจาทบทวนเงื่อนไขสัญญากับโรงไฟฟ้าเดิมเพื่อปรับลดค่าความพร้อมจ่าย (AP) ให้เหมาะสม ทบทวนโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น  - ประเด็นเรื่องความเสมอภาค การไม่เลือกปฏิบัติ และสิทธิในชีวิตและสุขภาพ พบปัญหาเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือที่ยังไม่ครอบคลุม และกลุ่มเปราะบางที่ยังเข้าไม่ถึงการคุ้มครอง เช่น ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้ไฟฟ้า ชุมชนในพื้นที่ทับซ้อน เช่น พื้นที่ริมทางรถไฟ หรือชุมชนเกาะ เสนอให้ปรับระบบสวัสดิการค่าไฟฟ้าสำหรับกลุ่มเปราะบางให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยคำนึงถึงจำนวนสมาชิกในครัวเรือน รูปแบบการใช้ไฟฟ้า และบริบทตามฤดูกาล ปรับระเบียบหรืออัตราค่าไฟเพื่อให้ชุมชนในพื้นที่ทับซ้อนเข้าถึงมิเตอร์ไฟฟ้าถาวร จัดทำและบูรณากรรฐานข้อมูลผู้ป่วยที่ต้องพึ่งพาเครื่องมือแพทย์ที่ใช้ไฟฟ้า บังคับใช้กฎหมายควบคุมกิจการหอพักอย่างเข้มงวด เป็นต้น - ประเด็นเรื่องสิทธิในการพัฒนา สิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร และประชาธิปไตยทางพลังงาน พบปัญหาเรื่องการกระจายอำนาจและการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรม โครงสร้างกิจการไฟฟ้าในรูปแบบผู้ซื้อรายเดียว (Single Buyer) อัตราการรับซื้อไฟฟ้าคืนจากระบบโซลาร์ภาคครัวเรือน ความสามารถในการเข้าถึงการติดตั้ง Solar Rooftop ของกลุ่มรายได้น้อย เสนอให้ส่งเสริมการพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ระดับชุมชน ทบทวนการรับซื้อไฟฟ้าคืนในระบบ Net Billing ให้เหมาะสมและจูงใจมากขึ้น จัดตั้งกองทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรม เพื่อสนับสนุนให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาด เป็นต้น - ประเด็นเรื่องสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สิทธิในการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ สิทธิในการได้รับการเยียวยา หลักความโปร่งใสและความรับผิดชอบทางนโยบาย พบปัญหาธรรมาภิบาลในเรื่องพลังงาน เช่น การจำกัดการเข้าถึงข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า เช่น ต้นทุนการผลิต ต้นทุน Pool Gas การจัดทำแผน PDP ยังขาดการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย องค์ประกอบของคณะกรรมการต่างๆที่เกี่ยวข้องยังไม่ครอบคลุมตัวแทนของภาคประชาชน ผู้บริโภคระดับฐานรากอย่างแท้จริง รวมทั้งการขาดกลไกการเยียวยาที่ชัดเจนสำหรับประชาชนและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายพลังงาน เสนอให้เปิดเผยข้อมูลที่สำคัญต่อสาธารณะเพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ ปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการสรรหาคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการทบทวนแผน PDP อย่างสม่ำเสมอ เพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลและการมีส่วนร่วม กำหนดให้ต้นทุนด้านความพร้อมจ่ายของระบบไฟฟ้าถูกกำกับดูแลอย่างโปร่งใสและเหมาะสม เป็นต้น  จากนั้นผู้เข้าร่วมประชุมทั้งในภาคเช้าและภาคบ่ายได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในการพัฒนาข้อเสนอแนะให้มีประสิทธิภาพและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายหากจะต้องเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไฟฟ้า ซึ่งสำนักงาน กสม. จะรวบรวมความเห็นดังกล่าวเพื่อไปประกอบการจัดทำร่างรายงานข้อเสนอแนะในเรื่องดังกล่าวตามหน้าที่และอำนาจต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>28 เม.ย. 2569, 09:11</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ศยามล ร่วมเวทีเสวนาเชิงนโยบายถกปัญหาเรื่องความร้อนในเมือง (Urban Heat Island)</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16885</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วมเป็นวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในกิจกรรม Policy Café ครั้งที่ 7 หัวข้อ Urban Heat Island: จิบกาแฟ แชร์เรื่องความร้อนในเมือง จัดโดย เครือข่ายเยาวชนระดับโลกเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ ประจำประเทศไทย เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและผลักดันนโยบายที่เชื่อมโยงปัญหาสภาพอากาศในเมืองใหญ่เข้ากับหลักสิทธิมนุษยชน ณ อาคาร Glowfish Sathon ในเวที กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างจากการเติบโตของเมืองแบบไร้ทิศทางและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนที่ต้องปรับตัว และได้เน้นย้ำถึงสถานการณ์เสี่ยงของกลุ่มที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบาง เช่น คนไร้บ้าน ผู้พักอาศัยในชุมชนแออัด ผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพ รวมถึงผู้สูญเสียพื้นที่การเกษตรจากการเวนคืน โดยยกตัวอย่างข้อร้องเรียนเรื่องผลกระทบความร้อนจากเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ที่รบกวนบ้านเรือนประชาชน สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการใช้พื้นที่ร่วมกัน ทั้งนี้ เพื่อนำไปสู่ทางออกที่ยั่งยืน ในการนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เสนอแนวทางนโยบายที่รัฐและกรุงเทพมหานคร ควรดำเนินการ ได้แก่ การจัดทำผังเมืองรวมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมเพื่อให้คนทุกกลุ่มใช้พื้นที่ร่วมกันได้โดยไม่เบียดเบียนกันและมีกฎหมายควบคุมอาคารที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม การสำรวจและออกแบบที่อยู่อาศัยที่สนับสนุนกลุ่มเปราะบางให้สามารถรับมือกับความร้อนได้จริงและการให้สวัสดิการด้านสุขภาพ พร้อมทั้งการมีมาตรการอุดหนุนให้ประชาชนระดับกลางและล่างสามารถเข้าถึงวัสดุก่อสร้างที่ช่วยลดความร้อนได้ในราคาที่เหมาะสมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการรับมือกับภาวะโลกร้อน นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญในเวทีเสวนายังได้ร่วมกันอภิปรายแนวทางแก้ไข โดยเสนอการจัดการความร้อนด้วยพื้นที่ธรรมชาติและการใช้ระบบทำความเย็นรวมศูนย์ (Cooling District) การสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนร่วมปรับปรุงพื้นที่ และได้สะท้อนการทำงานเชิงรุกของกรุงเทพมหานครในการสร้าง ห้องหลบร้อน และนโยบาย สวน 15 นาที เพื่อกระจายพื้นที่สีเขียวให้ครอบคลุมทั่วเมือง ในการระดมสมองวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาความร้อนในเมือง ที่ประชุมได้แบ่งสาเหตุออกเป็น 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) นโยบายภาครัฐที่ยังขาดมาตรการอุดหนุนการเข้าถึงวัสดุลดความร้อนและเน้นการพัฒนาทางกายภาพมากกว่ามิติด้านสิทธิมนุษยชน 2) ผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งผลให้พื้นที่ซึมน้ำลดลง และส่งเสริมการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลมากกว่าขนส่งสาธารณะ 3) ผลิตภาพทางเศรษฐกิจซึ่งกระตุ้นการอพยพเข้าสู่เมืองและกิจกรรมทางเศรษฐกิจยุคใหม่ที่เพิ่มมลพิษและความร้อน และ 4) การเผชิญความร้อนโดยตรง อาทิ การขาดพื้นที่ปลอดภัยจากความร้อนสำหรับแรงงานกลางแจ้ง โดยที่ประชุมได้ร่วมกันวางภาพอนาคตที่อยากเห็นและสิ่งที่ต้องทำในระยะ 1 ปีถึง 10 ปี ด้วย การเข้าร่วมเวทีในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำบทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่ต้องให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการสร้างกลไกให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีและปลอดภัยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้เมืองเป็นพื้นที่ที่น่าอยู่และเป็นธรรมสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>28 เม.ย. 2569, 09:02</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม.ศยามล เป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่อง “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีคือสิทธิมนุษยชน” ในกิจกรรม &quot;Youth Voice for Eco-Law ผู้นำเยาวชนพิทักษ์สิทธิสิ่งแวดล้อม&quot;</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16884</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่อง “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีคือสิทธิมนุษยชน” ในกิจกรรม Youth Voice for Eco-Law ผู้นำเยาวชนพิทักษ์สิทธิสิ่งแวดล้อม ภายใต้โครงการ “พัฒนาผู้นำเยาวชน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง Ashoka NextGen Changemakers” จัดโดย มูลนิธิอโชก้า ผู้ริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อสังคม (ประเทศไทย) ผ่านระบบ Zoom Meeting  ในการบรรยาย กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้กล่าวถึงภารกิจและบทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนต่อเยาวชน (กสม.) ซึ่งการให้ความรู้ความเข้าใจต่อเรื่องสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีคือสิทธิมนุษยชนถือเป็นภารกิจของ กสม. อย่างหนึ่ง โดยพบว่า 4-5 ปีให้หลัง เยาวชนนั้นมีความตื่นตัวในเรื่องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในเรื่องสิ่งแวดล้อมที่มีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์ทุกคน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 จึงกำหนดเป็นสิทธิชุมชน คือ สิทธิของคนในชุมชนในการร่วมกันดูแล จัดการ และตัดสินใจเกี่ยวกับทรัพยากร วิถีชีวิต และสิ่งแวดล้อมของตนเอง รวมถึงการสร้างความตระหนักในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่เกินจำเป็น และความรับผิดชอบต่อสิทธิในสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะภาคธุรกิจที่ประกอบกิจการที่ปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมที่รัฐต้องมีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในการบังคับใช้กฎหมายหรือมาตรการโดยยึดหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย และผู้ได้รับผลกระทบสามารถเข้าถึงการเยียวยาที่เป็นธรรมได้ ช่วงท้ายของการบรรยายได้เปิดโอกาสแลกเปลี่ยนกรณีตัวอย่างที่ กสม. เคยตรวจสอบเกี่ยวสิทธิในสิ่งแวดล้อม รวมถึงความคาดหวังที่ กสม. อยากให้เยาวชนตระหนักถึงปัญหาในสิ่งแวดล้อม เช่น สภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะปัญหาขยะซึ่งเป็นปัญหาที่เยาวชนสามารถแก้ปัญหาเองได้ผ่านกิจกรรมในมหาวิทยาลัยหรือที่บ้าน
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>28 เม.ย. 2569, 08:56</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ลงพื้นที่รับฟังข้อมูลจากหน่วยงานรับผิดชอบ และจากประชาชนในชุมชนที่ห่วงกังวลต่อผลกระทบของโครงการพัฒนาริมแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่เขตบางพลัด กทม.</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16883</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ และนางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ลงพื้นที่บริเวณโครงการพัฒนาริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในเขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร เพื่อรับฟังข้อมูลโครงการ จากหน่วยงานรับผิดชอบของกรุงเทพมหานคร (กทม.) และข้อห่วงกังวลของประชาชนในชุมชนเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการดังกล่าว การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญในการสำรวจและวิเคราะห์ผลกระทบในหลายมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ตลอดจนสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชุมชนชาวมุสลิมที่มีความผูกพันกับพื้นที่มาอย่างยาวนาน โดยชาวบ้านสะท้อนความห่วงกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในที่อยู่อาศัยของตนการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ริมแม่น้ำ การถูกรบกวนต่อวิถีชีวิตดั้งเดิม และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ เมื่อมีทางสาธารณะเข้าถึงพื้นที่ส่วนบุคคล การรับฟังข้อมูลเบื้องต้นจากสำนักการวางผังและพัฒนาเมืองของ กทม. โครงการดังกล่าวไม่เข้าข่ายที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเป็นเพียงการก่อสร้างทางเท้าริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเท่านั้น โดย กทม. กำหนดดำเนินโครงการในพื้นที่สาธารณะเท่านั้น อย่างไรก็ตามพื้นที่สาธารณะกับพื้นที่ส่วนบุคคลในการดำเนินโครงการยังต้องแสวงหาความชัดเจนจากกรมที่ดินซึ่งจะเป็นผู้ชี้แนวเขตที่ถูกต้อง ดังนั้น กสม. จะเป็นคนกลางจัดเวทีการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านให้มีการคุ้มครองสิทธิในที่อยู่อาศัยและสิทธิชุมชน ซึ่งจะกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 โดยเชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กรมที่ดิน กรมเจ้าท่า กรมศิลปากร สำนักงานเขตบางพลัด และนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ รวมทั้งประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกครัวเรือน ผู้แทนวัดและมัสยิด เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนาที่เคารพต่อสิทธิชุมชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีการแก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่างภาครัฐและประชาชนอย่างสร้างสรรค์  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนในทุกมิติ โดยเฉพาะกรณีโครงการพัฒนาที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนดั้งเดิม การรับฟังเสียงของประชาชนในพื้นที่อย่างรอบด้านจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญ
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>28 เม.ย. 2569, 08:54</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ตรวจเยี่ยมเชิงป้องกัน ณ เรือนจำฐานทัพเรือกรุงเทพ จ.สมุทรปราการ มุ่งยกระดับมาตรฐานการควบคุมตัวบนฐานสิทธิมนุษยชนและกฎหมาย</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16882</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 22 – 23 เมษายน 2569 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเชิงป้องกัน ณ เรือนจำฐานทัพเรือกรุงเทพ อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีพลเรือตรี รัชยศ รัชตรุ่งโรจน์กุล รองเจ้ากรมข่าวทหารเรือ ในฐานะผู้แทนกองทัพเรือ พร้อมด้วยพลเรือตรี ชัชวาล โรจน์รัตนชัย ผู้บัญชาการฐานทัพเรือกรุงเทพ ให้การต้อนรับ ร่วมสังเกตการณ์ และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ทั้งนี้ การตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินแนวปฏิบัติของเรือนจำฐานทัพเรือกรุงเทพให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หลักสิทธิมนุษยชน และมาตรฐานสากล รวมถึงเพื่อแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะเชิงป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงในการกระทำทรมานหรือปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม จากการตรวจเยี่ยม พบว่า เรือนจำฐานทัพเรือกรุงเทพมีพัฒนาการด้านการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการดูแลผู้ต้องขังภายใต้หลักความมั่นคงควบคู่กับหลักสิทธิมนุษยชนสอดคล้องกับพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ และพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นภาคี การควบคุมตัวคำนึงถึงความปลอดภัยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีการจำแนกผู้ต้องขังคดีอาญาและคดีวินัยอย่างเหมาะสม สภาพแวดล้อมโดยรวมไม่แออัด รวมถึงมีการจัดสิ่งของจำเป็นพื้นฐานอย่างเพียงพอ  ด้านความปลอดภัย มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดครอบคลุมพื้นที่สำคัญภายในเรือนจำ และใช้กล้องบันทึกภาพแบบติดตัว (Body Camera) ในการควบคุมตัวผู้ต้องขังออกนอกเรือนจำ นอกจากนี้ เรือนจำยังมีการคัดกรองสุขภาพผู้ต้องขังก่อนรับตัวและจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ จัดให้ผู้ต้องขังได้รับอาหารครบถ้วน ดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ และสามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ รวมถึงส่งเสริมกิจกรรมพัฒนาทักษะและฝึกอาชีพเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัว ตลอดจนจัดให้มีระบบเยี่ยมญาติและการติดต่อทนายความ เรือนจำฐานทัพเรือกรุงเทพรับที่จะนำข้อค้นพบและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ไปปฏิบัติเพื่อยกระดับมาตรฐานของเรือนจำให้ดียิ่งขึ้น โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัย วินัยทหาร และการเคารพสิทธิมนุษยชน รวมถึงพัฒนาเรือนจำให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นที่เชื่อมั่นของสังคม ทั้งนี้ กสม. กับทางเรือนจำฐานทัพเรือกรุงเทพเห็นพ้องกันว่า ควรจัดให้มีการอบรมเกี่ยวกับพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องให้แก่เจ้าหน้าที่เรือนจำทหารในโอกาสต่อไป การตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือเชิงบวกระหว่าง กสม. กับกองทัพเรือ เพื่อขับเคลื่อนมาตรฐานการการควบคุมตัวให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและลดความเสี่ยงในการกระทำทรมานหรือการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะสรุปผลการตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันและข้อเสนอแนะ เสนอต่อผู้บัญชาการทหารเรือ รวมถึงหน่วยงานบังคับบัญชาที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานของเรือนจำของกองทัพเรือต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>28 เม.ย. 2569, 08:51</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 14/2569 กสม. ประสานการคุ้มครองสิทธิฯ กรณีประชาชนในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ถูกดำเนินคดีจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน - ชี้กรณีหน่วยงานของรัฐให้สิทธิบริษัทเอกชนทำสวนปาล์มในเขตปฏิรูปที่ดิน อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี เป็นการเลือกปฏิบัติต่อเกษตรกรไร้ที่ทำกิน แนะเร่งตรวจสอบคุณสมบัติผู้ครอบครองที่ดิน - กสม. ไทยร่วมสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินานาประเทศ ผลักดันตราสารว่าด้วยสิทธิผู้สูงอายุ รับรองศักดิ์ศรีผู้สูงอายุในฐานะผู้ทรงสิทธิไม่ใช่ผู้พึ่งพิง</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16873</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 15.00 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และ นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 14/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้ 1. กสม. ประสานการคุ้มครองสิทธิฯ กรณีประชาชนในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมาถูกดำเนินคดีจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน เหตุรัฐปรับปรุงแนวเขตที่ดินล่าช้า นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่ง เมื่อเดือนกันยายน 2568 ระบุว่า ผู้ร้องอาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลไทยสามัคคี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทับลานและทับซ้อนกับแนวเขตปฏิรูปที่ดินของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ตามแนวเขตปี 2543 โดยผู้ร้องถูกดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ซึ่งศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำพิพากษาว่า ผู้ร้องกระทำความผิดตามกฎหมายดังกล่าว มีโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี ให้ย้ายและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่และชำระค่าเสียหายราว 500,000 บาท ผู้ร้องเห็นว่า หากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) (ผู้ถูกร้อง) เร่งแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนภายใน 1 ปี ศาลจะพิจารณาข้อมูลใหม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อรูปคดีและทำให้ผู้ร้องพ้นผิด ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมิได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้ผู้ร้องและบุคคลอื่น ๆ ที่ถูกดำเนินคดีได้รับผลกระทบทั้งร่างกายและจิตใจและบางรายเสียชีวิต จึงขอให้ตรวจสอบความล่าช้าในการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 กรณีการปรับปรุงแนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ (One Map) พื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน  กสม. เห็นว่า เรื่องร้องเรียนดังกล่าวควรประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นจึงประสานไปยัง สคทช. ปรากฏว่า คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อศึกษากำหนดแนวทางมาตรการเร่งรัดการปรับปรุงแนวเขตที่ดินของรัฐและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน และมีมติเห็นชอบแผนการรับฟังความคิดเห็นใหม่ (เพิ่มเติม) โดยให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จัดรับฟังความคิดเห็นชุมชนรอบพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานเพิ่มเติม ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดปราจีนบุรี โดยจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น 15 ตำบล ในท้องที่อำเภอเสิงสาง ครบุรี ปักธงชัย และวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี และกรุงเทพมหานคร รวมทั้งจัดเวทีสื่อสารสาธารณะในรูปแบบต่าง ๆ ต่อมา คทช. ในคราวประชุมครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 มีมติรับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นและมอบหมายให้ผู้ถูกร้องจัดทำรายงานสรุปผลการรับฟังความเห็น เสนอกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการต่อไป ส่วนกรณีการดำเนินคดีกับประชาชน คชท. คณะอนุกรรมการอิสระฯ ได้ มีหนังสือ ด่วนที่สุด ถึงอัยการสูงสุด ขอความร่วมมือพิจารณางดการอุทธรณ์คดีที่จำเลยรับสารภาพในคดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และมีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ขอความร่วมมือชะลอการบังคับคดีที่ยังมีข้อพิพาทหรืออยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 รวมทั้งมีหนังสือด่วนที่สุดถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอความร่วมมืองดการเสนอหมายบังคับคดีต่อศาลในช่วงที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงแนวเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ด้วย อย่างไรก็ดี กสม. เห็นว่า การดำเนินคดีกับประชาชนอาจไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่และแนวนโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน จึงขอให้ สคทช. ผู้ถูกร้องรวบรวมข้อมูลคดีที่อยู่ระหว่างดำเนินการของพนักงานสอบสวน ส่งให้สำนักงาน กสม. พิจารณามีความเห็นถึงอัยการสูงสุด เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการในการพิจารณาสั่งคดีตามหน้าที่และอำนาจต่อไป ทั้งนี้ ตามมาตรา 21 และมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 พิจารณาแล้วเห็นว่า คทช. มีมติรับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นและได้ส่งรายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวไปยังปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นกรณีที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ เพื่อแก้ไขปัญหาตามสมควรแก่กรณีแล้ว อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน กสม. จะมีหนังสือถึงกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในฐานะฝ่ายเลขานุการให้เร่งรัดเสนอรายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นชุมชนรอบพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติเพื่อพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจ ในส่วนคดี เมื่อสำนักงาน กสม. ได้รับข้อมูลทางคดีแล้ว จะมีหนังสือแจ้งความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการในการพิจารณาสั่งคดีตามหน้าที่และอำนาจต่อไป2. กสม. ชี้กรณีหน่วยงานของรัฐให้สิทธิบริษัทเอกชนทำสวนปาล์มในเขตปฏิรูปที่ดิน อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานีเป็นการเลือกปฏิบัติต่อเกษตรกรไร้ที่ทำกิน แนะเร่งตรวจสอบคุณสมบัติผู้ครอบครองที่ดิน นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มราษฎรรักษ์ความเป็นธรรมอำเภอชัยบุรี เมื่อเดือนกันยายน 2567 ระบุว่า บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ที่ดิน ส.ป.ก.) ในพื้นที่ตำบลไทรทองและตำบลชัยบุรี อำเภอชัยบุรี เนื้อที่ประมาณ 700 ไร่ โดยมีการยื่นขอออกโฉนดที่ดินทับซ้อนเขต ส.ป.ก. และครอบครองที่ดินโดยไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่งอาจเกิดจากการละเลยการทำหน้าที่ของสำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาพระแสง และสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี (ผู้ถูกร้อง) อันส่งผลกระทบต่อการกระจายที่ดินให้แก่ประชาชนผู้มีสิทธิได้รับการจัดสรรที่ดินอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม จึงขอให้ตรวจสอบ  กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 72 (3) บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของรัฐในการจัดให้มีมาตรการกระจายการถือครองที่ดินเพื่อให้ประชาชนสามารถมีที่ทำกินได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม มาตรา 73 บัญญัติให้รัฐพึงจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกรประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพึงช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ให้มีที่ทำกินโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่นใด ซึ่งสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ที่กำหนดให้รัฐภาคีมีพันธกรณีในการรับรองสิทธิของบุคคลทุกคนในการมีมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ ซึ่งรวมถึงสิทธิในการมีที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสมและมีความมั่นคงในการถือครองที่ดิน  กรณีตามคำร้องมีประเด็นที่ต้องพิจารณา ดังนี้ ประเด็นแรก การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน น.ส. 3 ก. ให้แก่บริษัทเอกชนทับซ้อนที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินและเขตป่าไม้ถาวร จากการตรวจสอบปรากฏว่า ท้องที่ตำบลชัยบุรีและตำบลไทรทอง อำเภอชัยบุรี ตั้งอยู่บริเวณป่าใสท้อนและป่าคลองโซง ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าไม้ถาวรและป่าสงวนแห่งชาติมาก่อน โดยมีการประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่ตำบลชัยบุรีและตำบลไทรทอง อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นเขตปฏิรูปที่ดินเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2542 จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเชื่อได้ว่า เมื่อปี 2524 สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาพระแสง ได้ออก น.ส. 3 ก. ซึ่งภายหลังมีการซื้อขายให้กับกรรมการของบริษัทเอกชนผู้ถูกร้องในท้องที่ตำบลชัยบุรี อำเภอชัยบุรี จำนวน 12 ฉบับ และบริษัทเอกชนได้เข้าไปครอบครองทำสวนปาล์มน้ำมันในที่ดินดังกล่าว โดยที่ดินเนื้อที่ราว 106 ไร่เศษ ทับซ้อนกับที่ดินในเขตดำเนินการปฏิรูปที่ดินที่ยังไม่ได้จัดสรรให้แก่เกษตรกรและเป็นพื้นที่ที่กลุ่มผู้ร้องสร้างเพิงพักชั่วคราวเพื่อรอการตรวจสอบสิทธิในที่ดินของรัฐจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และที่ดินเนื้อที่ราว 427 ไร่เศษ อาจทับซ้อนที่ดินในเขตดำเนินการปฏิรูปที่ดินที่จัดสรรให้แก่เกษตรกรแล้ว ทั้งนี้ น.ส. 3 ก. ทั้ง 12 ฉบับ อาจออกโดยทับซ้อนกับพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติตามแนวเขตป่าใสท้อนและป่าคลองโซง เนื่องจากการออกหนังสือดังกล่าวเพิ่งออกเมื่อปี 2524 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มีการเดินสำรวจและประกาศให้พื้นที่พิพาทตามคำร้องเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ จึงรับฟังได้ว่า การที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาพระแสง ออก น.ส. 3 ก. ให้แก่บริษัทเอกชนทับซ้อนที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินและเขตป่าไม้ถาวร อาจไม่สอดคล้องกับหลักการคุ้มครองสิทธิของบุคคลและชุมชนในการจัดการที่ดินของรัฐและหน้าที่ของรัฐในการจัดให้มีมาตรการกระจายการถือครองที่ดินเพื่อให้ประชาชนสามารถมีที่ทำกินได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม อันเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน  นอกจากนี้ การที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี ละเลยให้บริษัทเอกชนครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมซึ่งยังไม่ได้จัดสรรให้แก่เกษตรกร โดยไม่ได้กำกับดูแลและบริหารจัดการให้มีการใช้ประโยชน์จากที่ดินของรัฐเพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงนั้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำอันละเมิดสิทธิมนุษยชน  ประเด็นต่อมา การที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดสรรที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ให้แก่กลุ่มเครือญาติของกรรมการบริษัทเอกชนผู้ถูกร้องเพื่อประกอบกิจการสวนปาล์มน้ำมัน เห็นว่า มีลักษณะเป็นการประกอบกิจการของนายทุนซึ่งมิได้ทำประโยชน์ในที่ดินนั้นด้วยตนเอง และมีที่ดินเกินสิทธิตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 30 ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่มุ่งหมายให้จัดที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินของตนเองหรือเกษตรกรที่มีที่ดินเล็กน้อย ไม่เพียงพอแก่การครองชีพ และไม่สอดคล้องกับคุณสมบัติของเกษตรกรตามพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการเป็นเกษตรกร พ.ศ. 2535 อีกทั้งเป็นเลือกปฏิบัติต่อเกษตรกรและประชาชนที่ไร้ที่ดินทำกิน ทำให้ไม่ได้รับการจัดสรรที่ดินของรัฐอย่างเป็นธรรม และทั่วถึง สร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม จึงรับฟังได้ว่า สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานีละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเด็นนี้ด้วย ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะในการป้องกันและแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยให้สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาพระแสง สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี และกรมที่ดิน ร่วมกันตรวจสอบการออก น.ส. 3 ก. ทั้งหมดของบริษัทเอกชนผู้ถูกร้องและกรรมการบริษัทฯ และดำเนินการตามกฎหมาย โดยให้กรมที่ดินกำกับดูแลและเร่งรัดการดำเนินการ  ทั้งนี้ ให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานีตรวจสอบการออกเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 และคุณสมบัติของกลุ่มเครือญาติกรรมการบริษัทเอกชนผู้ถูกร้อง และเอกชนรายอื่นที่ขาดคุณสมบัติการเป็นเกษตรกร และดำเนินการเพิกถอนให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. ส่วนกลาง) กำกับดูแลและเร่งรัดการดำเนินการ  กสม. ยังมีข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเร่งสำรวจที่ดินในเขตดำเนินการปฏิรูปที่ดินที่ยังไม่ได้นำสำรวจรังวัดจัดสรรการถือครองให้กับบุคคลใด และนำมาพิจารณาจัดสรรให้แก่ราษฎรที่มีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรที่ยังไม่ได้รับการจัดสรรที่ดิน เพื่อให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ทั้งนี้ ให้ส่งเรื่องกรณีเจ้าหน้าที่รัฐของกรมที่ดินออก น.ส. 3 ก. โดยมีเหตุอันควรสงสัยว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไปด้วย3. กสม. ไทยร่วมสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินานาประเทศ ผนึกกำลังผลักดันตราสารระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิผู้สูงอายุรับรองศักดิ์ศรีผู้สูงอายุในฐานะผู้ทรงสิทธิไม่ใช่ผู้พึ่งพิง นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในคราวประชุมด้านการบริหาร เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ได้มีมติให้ กสม. ในฐานะสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (National Human Rights Institutions: NHRIs) ของประเทศไทยร่วมลงนามรับรองเอกสารข้อเสนอร่วมฯ เพื่อผลักดันให้มี “ตราสารระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิผู้สูงอายุ” ตามที่ได้รับการแจ้งเชิญชวนจากสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกาหลีใต้และโปแลนด์ในฐานะประธานและรองประธานคณะทำงานเครือข่ายพันธมิตรระดับโลกว่าด้วยสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (GANHRI) ว่าด้วยผู้สูงอายุและสิทธิมนุษยชนของผู้สูงอายุ เพื่อนำไปบรรจุไว้ในเอกสารประกอบการประชุม สมัยที่ 1 ของคณะทำงานระหว่างรัฐบาลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของผู้สูงอายุ (IGWG) ระหว่างวันที่ 13 - 17 กรกฎาคม 2569 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส อันจะช่วยสะท้อนถึงพลังเสียงและเจตจำนงร่วมของกลุ่มสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กลุ่ม NHRIs) ที่จะพัฒนาตราสารระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันทางกฎหมายเพื่อรับรอง ส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้สูงอายุ ให้มีน้ำหนักและมีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น เอกสารข้อเสนอร่วมเรื่องตราสารระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิผู้สูงอายุนี้ ยกร่างโดยคณะทำงาน GANHRI ว่าด้วยผู้สูงอายุฯ และสถาบันสิทธิฯ ได้แก่ ออสเตรเลีย โคลัมเบีย แคเมอรูน กรีซ อียิปต์ เอธิโอเปีย ฟินแลนด์ เคนยา เกาหลีใต้ โปแลนด์ สโลวาเกีย และสวีเดน และได้รับการเสริมเนื้อหาให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นจาก สถาบันสิทธิฯ เยอรมนี อินโดนีเซีย อิรัก นามิเบีย และฟิลิปปินส์ โดยมีกรอบแนวคิดสำคัญที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรโลกที่มีแนวโน้มสูงวัยมากขึ้น รวมถึงความท้าทายระดับโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ โดยมีข้อเสนอว่าตราสารฯ ต้องสอดคล้องกับกรอบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่มีอยู่เดิม ไม่ลดทอนขอบเขตสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองอยู่แล้ว แต่พึงเสริมเติมช่องว่างที่ยังขาดอยู่ ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือตราสารฯ ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากแนวคิดสวัสดิการสู่การยอมรับผู้สูงอายุในฐานะผู้ทรงสิทธิอย่างสมบูรณ์ ครอบคลุมทั้งสิทธิพลเมืองและการเมือง และสิทธิเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยต้องคำนึงถึงความหลากหลายในบริบทส่วนบุคคล สังคม วัฒนธรรม และชุมชนดั้งเดิม รวมถึงการเลือกปฏิบัติหลายรูปแบบที่ผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มเปราะบางต้องเผชิญ นอกจากนี้ รากฐานสำคัญของตราสารฯ ควรประกอบด้วย การรับรองว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่อาจถูกลดทอนด้วยเหตุแห่งอายุ การรับรองการห้ามเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งอายุ และการมุ่งแก้ไขปัญหาการเลือกปฏิบัติทางอายุ (Ageism) การรับรองสิทธิในความเป็นอิสระและการกำหนดชีวิตตนเองของผู้สูงอายุในทุกช่วงวัย การรับรองบทบาทของผู้สูงอายุในสังคม การรับประกันการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจสาธารณะ ตลอดจนการกำหนดนโยบายใด ๆ โดยคำนึงถึงแนวคิดอัตลักษณ์และอำนาจทับซ้อน (Intersectionality) ที่ต้องตระหนักถึงความเท่าเทียม ฐานะทางเศรษฐกิจ และความต้องการเฉพาะของกลุ่มผู้สูงอายุที่มีความหลากหลาย เช่น สตรี คนพิการ ผู้อพยพ กลุ่ม LGBTQIA+ ชนพื้นเมืองและชาติพันธุ์  คณะทำงาน GANHRI ยังมีข้อเสนอว่า ตราสารฯ ควรระบุให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิของผู้สูงอายุ (Committee on the rights of older persons) ที่รับรองให้สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบอิสระร่วมกับผู้สูงอายุ และภาคประชาสังคม มีระบบรับเรื่องร้องเรียนรายบุคคล ตลอดจนมีกลไกรายงานตามรอบของรัฐภาคีด้วย “เอกสารข้อเสนอร่วมฯ ของกลุ่มสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อผลักดันให้มีตราสารระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิผู้สูงอายุฉบับนี้มีหลักการและสาระสำคัญเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับหลักการสิทธิมนุษยชนสากลของผู้สูงอายุ รวมถึงสอดคล้องกับการดำเนินงานของ กสม. ไทยในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้สูงอายุในหลายประเด็น เช่น การรับรองผู้สูงอายุในฐานะผู้ทรงสิทธิอย่างสมบูรณ์และไม่ใช่เพียงผู้พึ่งพิง การส่งเสริมความเป็นอิสระและศักดิ์ศรีในการดำรงชีวิต การแก้ไขช่องว่างทางกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุ ตลอดจนการแก้ไขปัญหาการเลือกปฏิบัติทางอายุ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ กสม. ได้ผลักดันอย่างต่อเนื่องในเวทีสมัชชาสิทธิมนุษยชนตั้งแต่ปี 2567 ถึงปัจจุบัน การสนับสนุนให้มีตราสารระหว่างประเทศดังกล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการรับรองสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้สูงอายุท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยที่ก้าวสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แล้ว” นายวสันต์กล่าวสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ24 เมษายน2569
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>24 เม.ย. 2569, 16:00</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม.ศยามล หารือและศึกษาดูงานที่กรมแผนที่ทหาร เพื่อยกระดับการใช้ข้อมูลแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศสนับสนุนงานด้านการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนประเด็นสิทธิในที่ดิน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16877</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 13.30 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายภาณุวัฒน์ ทองสุข รองเลขาธิการ กสม. รองศาสตราจารย์ ดร. ธนพร ศรียากูล นายไกรรพ เหลืองอุทัย ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นางสาวพิมพ์ดาว จันทรขันตี ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 1 และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. เข้าพบหารือและศึกษาดูงานที่กรมแผนที่ทหาร โดยมีพลโท ชาคร บุญภักดี เจ้ากรมแผนที่ทหาร และผู้แทนจากกรมแผนที่ทหาร ให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมกรมแผนที่ทหาร ชั้น 15  การหารือและศึกษาดูงานดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการทำงาน และยกระดับการใช้ข้อมูลแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ใช้สนับสนุนงานด้านการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนประเด็นสิทธิในที่ดิน อีกทั้งยังได้หารือเกี่ยวกับกรอบความร่วมมือในการทำงานร่วมกันระหว่าง 2 หน่วยงาน ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. และกรมแผนที่ทหารต่างให้ความสำคัญต่อการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี จึงเห็นพ้องในการประสานความร่วมมือในอนาคต เพื่อยกระดับการเข้าถึงความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืนต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>24 เม.ย. 2569, 13:35</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ศยามล ประชุมหารือเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประสานความร่วมมือในการจัดการเรียนการสอนสิทธิมนุษยชนศึกษา ร่วมกับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16872</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันที่ 23 เมษายน 2569 ณ ห้องประชุม 701 ชั้น 7 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประชุมหารือเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประสานความร่วมมือในการจัดการเรียนการสอนสิทธิมนุษยชนศึกษา ร่วมกับ อาจารย์ขรรค์เพชร ชายทวีป และอาจารย์นิติลักษณ์ แก้วจันดี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  ในการประชุมดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกแบบแนวทางการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาสิทธิมนุษยชนศึกษา และการสร้างสรรค์สื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 เพื่อวางรากฐานความเข้าใจเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยเน้นการใช้กิจกรรมและสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัย เข้าใจง่าย และสามารถกระตุ้นให้นักศึกษาตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างบุคลากรทางกฎหมายที่มีจิตสำนึกด้านความยุติธรรมในอนาคต นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้วางกรอบความร่วมมือในระยะยาวเพื่อผลักดันการจัดการศึกษาด้านสิทธิมนุษยชนเชิงรุก โดยจะเน้นการเชื่อมโยงสถานการณ์จริงในสังคมเข้ากับการเรียนในภาคทฤษฎี เพื่อฝึกฝนให้นักศึกษาได้วิเคราะห์และแก้ไขปัญหาผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ (Active Learning) ตลอดจนเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดกิจกรรมรณรงค์และโครงการทางวิชาการอื่น ๆ ที่จะดำเนินการร่วมกัน เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนอย่างยั่งยืนต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>24 เม.ย. 2569, 09:56</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม.สุภัทรา ร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการด้านสิทธิแรงงานและสวัสดิการ กรณีแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ (แรงงานเก็บเบอร์รี่) ภายใต้โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน พร้อมรับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายในพื้นที่ ณ จ.ชัยภูมิ</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16866</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ที่โรงแรมเลิศนิมิตร จังหวัดชัยภูมิ นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการจัดหางาน กรมการกงสุล สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิ กองทุนยุติธรรมจังหวัดชัยภูมิ กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ และบ้านนารีสวัสดิ์ สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกิจกรรม ประชุมเชิงปฏิบัติการด้านสิทธิแรงงานและสวัสดิการ กรณีแรงงานเก็บเบอร์รี่ จังหวัดชัยภูมิ ภายใต้ดำเนินโครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน โดยมีแรงงานไทยที่เคยไปและวางแผนจะเดินทางไปเก็บผลไม้ป่า (เบอร์รี่) และผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ หนองบัวลำภู สกลนคร หนองคาย เข้าร่วมกว่า 170 คน เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในสิทธิและสวัสดิการแรงงาน รวมทั้งสร้างความตระหนักในการป้องกันการถูกหลอกลวงและละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านแรงงานก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ในการดำเนินกิจกรรมข้างต้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้อธิบายถึงบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของแรงงานไทยในต่างประเทศ พร้อมย้ำประเด็นที่สำคัญ 2 ประเด็นได้แก่ 1. ต้องไม่มีค่าหัวคิวหรือค่าแป๊ะเจี๊ยะของแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ และ 2. นายจ้างต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ที่พัก อาหารที่เหมาะสม และค่าเดินทางไปเก็บผลไม้ป่า โดยไม่ผลักภาระไปให้ลูกจ้าง จากนั้น ผู้แทนกรมการจัดหางานได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนและกระบวนการที่แรงงานไทยต้องดำเนินการก่อนเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ทั้งการแจ้งเดินทางด้วยตนเอง การทำสัญญาจ้างจะต้องทำที่กรมการจัดหางานเท่านั้น การขอให้แรงงานสมัครเป็นสมาชิกกองทุนคุ้มครองแรงงานไทยในต่างประเทศ รวมทั้งการโหลดแอปพลิเคชันเพื่อติดตามความช่วยเหลือแรงงานโดยเฉพาะในกรณีฉุกเฉิน ด้านผู้แทนกรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศ ได้ให้ข้อมูลว่า มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศฟินแลนด์และสวีเดน โดยประเทศฟินแลนด์ได้ปรับเปลี่ยนจากวีซ่าท่องเที่ยวเป็นวีซ่าทำงานตามฤดูกาล ส่งผลให้แรงงานไทยได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานฟินแลนด์ โดยประกันรายได้ขั้นต่ำ นายจ้างต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายหลัก ได้แก่ ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเดินทางไปเก็บเบอร์รี่ และอุปกรณ์การทำงาน รวมทั้งกำหนดชั่วโมงการทำงานไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และต้องมีวันหยุดพักผ่อนอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ ส่วนประเทศสวีเดนได้ปรับแนวปฏิบัติที่เข้มงวดขึ้น โดยพิจารณาประวัติและความสามารถในการจ้างงานของนายจ้างก่อนอนุมัติโควต้าแรงงาน ส่งผลให้ในปี 2568 มีแรงงานไทยที่ได้รับอนุญาตลดลงจากหลักพันเหลือเพียง 89 ราย นอกจากนี้ ผู้แทนยุติธรรมจังหวัดชัยภูมิ และกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบการหลอกลวง คดีค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงาน รวมถึงภัยจากแก๊งสแกมเมอร์ที่อาศัยช่องทางการหางานในต่างประเทศเป็นเครื่องมือ พร้อมแนะนำให้แรงงานเก็บหลักฐานการสื่อสารทุกช่องทางไว้เพื่อดำเนินคดี และตรวจสอบข้อมูลบริษัทจัดหางานผ่านกรมการจัดหางานก่อนตัดสินใจโอนเงินทุกครั้ง ในช่วงบ่าย ที่ประชุมได้รับฟังข้อเท็จจริงและถอดบทเรียนจากแรงงานผู้เสียหาย จำนวน 6 ราย โดยพบว่าปัญหาสำคัญ คือ ความล่าช้าในกระบวนการดำเนินคดี การขาดกลไกเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ และการที่แรงงานไม่ได้บันทึกพยานหลักฐานไว้ตั้งแต่ต้น ทำให้การเรียกร้องสิทธิเป็นไปด้วยความยากลำบาก และขอเรียกร้องให้กระทรวงแรงงานพิจารณาจัดสรรงบประมาณจากงบกลางเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในระยะเร่งด่วน และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลในระยะยาว ในการนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่เพิ่มเติม ดังนี้ 1. เรียกร้องให้ กสม. ผลักดันหรือดำเนินการเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องแสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับแรงงาน เนื่องจากสถาบันอื่นๆ ในประเทศที่เกี่ยวข้องไม่ได้ดำเนินการ 2. ขอให้พิจารณารายงานเรื่อง การค้ามนุษย์คนงานเก็บผลไม้ป่าชาวไทยในกลุ่มประเทศนอร์ดิก ซึ่งเป็นรายงานที่ยื่นต่อองค์การสหประชาชาติในฐานะผู้มีส่วนได้เสียสำหรับการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนแบบสากล (UPR) ของประเทศไทย รอบที่ 4 และเพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และการแสวงประโยชน์จากแรงงานไทยในต่างประเทศ 3. ขอให้คุ้มครองสิทธิให้กับแรงงานและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ได้รับผลกระทบจากการต่อสู้คดีในกรณีแรงงานถูกหลอกไปทำงานที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยขอให้ประสานงานติดตามกับสำนักงานยุติธรรมจังหวัดนครราชสีมา เพื่อให้มีการจัดประชุมคณะกรรมการกองทุนยุติธรรมในระดับจังหวัดโดยเร็ว เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เสียหายที่ได้ยื่นคำร้องไว้ตามกระบวนการต่อไป ทั้งนี้ กสม. จะรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อมูลจากการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ เพื่อประกอบการจัดทำรายงานผลการตรวจสอบและข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อกระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมีแผนเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อผลักดันให้เกิดการคุ้มครองสิทธิแรงงานไทยในต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>23 เม.ย. 2569, 11:11</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุภัทรา ประชุมหารือแนวทางการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนเพื่อเตรียมขับเคลื่อนกิจกรรม PRIDE ในเดือนมิถุนายน 2569</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16865</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ห้องประชุม 606 สำนักงาน กสม. นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนางสาววรพร นรเศรษฐวิวัฒน์ ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ประชุมหารือเพื่อกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงานและเตรียมความพร้อมในการจัดกิจกรรม We All Pride Thailand 2026 @Bangkapi โดยมุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายที่สำคัญ คือ สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ อันเป็นกลไกสำคัญเพื่อเตรียมขับเคลื่อนกิจกรรม PRIDE ในเดือนมิถุนายน 2569  นอกจากนี้ถือเป็นการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ ในการส่งเสริมหลักความเสมอภาค การไม่เลือกปฏิบัติ และการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยเน้นการมีส่วนร่วมและเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางอัตลักษณ์ รวมถึงกลุ่มเปราะบางและกลุ่มชายขอบ สามารถเข้าถึงพื้นที่สาธารณะและมีส่วนร่วมในกิจกรรมดังกล่าว เพื่อยกระดับการขับเคลื่อนประเด็นความหลากหลายทางเพศและอัตลักษณ์ให้เกิดความยั่งยืนในระดับนโยบายและการปฏิบัติ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนบทบาทของสำนักงาน กสม. ในฐานะองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่มีภารกิจในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนเชิงรุก ผ่านการสร้างความร่วมมือเชิงบูรณาการ และการพัฒนาแนวทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนในทุกมิติ
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>22 เม.ย. 2569, 14:34</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. รับเรื่องร้องเรียนจาก ฐปณีย์ กรณีถูกคุกคามจากปฏิบัติการ IO</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16861</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 13.30 น. ที่ห้องรับรอง 604 สำนักงาน กสม. นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และนางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รับเรื่องร้องเรียนจากนางสาวฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวรายการข่าว 3 มิติ ช่อง 3 และผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters กรณีถูกคุกคามจากปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ทางโซเชียลมีเดีย จากเพจ กลุ่มข่าว และบุคคล ในหลายแพลตฟอร์ม โดยมีการใช้ข้อความใส่ร้ายป้ายสี ทำให้เกิดความเสียหาย ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2569
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>21 เม.ย. 2569, 18:00</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุภัทรา ประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิแรงงานร่วมกับพรรคการเมือง</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16860</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 14.00 น. นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายภาณุวัฒน์ ทองสุข นายจุมพล ขุนอ่อน รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิแรงงาน ร่วมกับพรรคการเมือง โดยมีคุณเซีย จำปาทอง คุณธนพร วิจันทร์ และคุณสหัสวัต คุ้มคง ส.ส. พรรคประชาชน รศ.ดร.นภาพร อติวานิชยพงศ์ นักวิชาการอิสระ คุณสุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ผู้อำนวยการมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม คุณวัชรวิชญ์ วุฒิพัชระพัชร์ และคุณศิริรุ่ง ศรีสิทธิพิศาลภพ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 605 สำนักงาน กสม.  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้กล่าวถึง หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) พันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งปัจจุบันประเทศไทยเป็นภาคีสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งสหประชาชาติถือเป็นสนธิสัญญาหลัก จำนวน 8 ฉบับ โดยมีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของแรงงานโยกย้ายและสมาชิกในครอบครัว ที่ประเทศไทยยังไม่ได้เข้าเป็นภาคี นอกจากนี้ยังกล่าวถึงอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่ประเทศไทยยังไม่ได้ให้สัตยบัน 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว ค.ศ. 1948 ฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง ค.ศ. 1949 ในการนี้ ที่ประชุมได้รับทราบถึงข้อมติสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2568 ประเด็นสิทธิแรงงาน ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่มีข้อมติมุ่งเน้นการส่งเสริม คุ้มครอง และเยียวยามาตรฐานแรงงานเพื่อให้คนทำงานทุกคนได้รับความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมตามมาตรฐานสากล และบรรลุเป้าหมายการเข้าถึงงานที่มีคุณค่า (Decent work) การจ้างงานที่เป็นธรรม มีความมั่นคงและการคุ้มครองทางสังคม มีสุขภาพความปลอดภัยในการทำงาน โอกาสในการพัฒนา สิทธิในการรวมกลุ่มและเจรจาต่อรอง รวมถึงการไม่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ หรือเหตุใด ๆ โดยข้อมติมีการกล่าวถึงสภาพปัญหา ข้อเสนอแนะ และแนวทางในการขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อให้คนทำงานได้รับการส่งเสริม คุ้มครอง และเยียวยาตามมาตรฐานแรงงานแรงงาน 7 กลุ่ม ได้แก่ (1) แรงงานในระบบ (2) แรงงานนอกระบบ (3) แรงงานแพลตฟอร์ม (4) แรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ (5) แรงงานข้ามชาติ (6) พนักงานบริการ และ (7) แรงงานจ้างเหมาบริการในภาครัฐ ช่วงท้าย กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวว่า กสม. จะเสนอให้รัฐบาลลงนามเป็นภาคีในอนุสัญญาที่สำคัญเกี่ยวกับสิทธิแรงงาน ได้แก่ อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของแรงงานโยกย้ายฯ อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 ฉบับที่ 98 พร้อมกันนี้จะนำข้อเสนอแนะประเด็นสิทธิแรงงานซึ่งเป็นข้อมติของสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2568 เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>21 เม.ย. 2569, 17:55</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุชาติ ร่วมเวที AICHR หารือกรอบสู่สันติภาพอาเซียน ย้ำความเชื่อมโยงระหว่างสิทธิมนุษยชน การพัฒนา และการสร้างสันติภาพ</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16859</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ผศ. สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วมการประชุมหารือระหว่างผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับ (ร่าง) เอกสารข้อเสนอแนวทางและกระบวนการสู่สันติภาพในอาเซียน (Expert Consultation on Zero Draft of the Proposed ASEAN Peace Pathways Framework: PPF) ซึ่งจัดโดยผู้แทนมาเลเซียในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AICHR Malaysia)ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย  การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภูมิภาค เพื่อพัฒนาและปรับปรุง (ร่าง) กรอบแนวทางและกระบวนการสู่สันติภาพในอาเซียน (PPF) ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และใช้เป็นกรอบอ้างอิงสำคัญของภูมิภาคในการป้องกันความขัดแย้ง การจัดการสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง และการส่งเสริมสันติภาพบนฐานสิทธิมนุษยชน ในการอภิปรายแลกเปลี่ยนความเห็น (Open dialogue for further input and feedback) กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้กล่าวชื่นชมความมุ่งมั่นของคณะผู้จัดทำร่างกรอบ PPF พร้อมทั้งสะท้อนมุมมองในฐานะผู้แทนจากสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (NHRIs) ว่า แม้ NHRIs จะมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน แต่ในทางปฏิบัติยังคงเผชิญข้อจำกัดในประเด็นที่มีลักษณะข้ามพรมแดน ซึ่งมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน ในโอกาสนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ยกตัวอย่างสถานการณ์ที่สะท้อนความท้าทายของประเด็นสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน อาทิ ปัญหามลพิษทางน้ำในภาคเหนือที่เกิดจากการทำเหมืองในประเทศเมียนมา และผลกระทบจากโครงการพัฒนาในลุ่มน้ำโขง ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้เสียจากหลายประเทศ พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่า การกล่าวอ้าง “สิทธิในการพัฒนา” เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากโครงการพัฒนาดังกล่าวขาดกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ ประเด็นสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมในการพัฒนา และการมีส่วนร่วมของประชาชน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการป้องกันความขัดแย้ง การจัดการต้นตอของปัญหา และการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน (peacebuilding) ในระดับภูมิภาค นอกจากนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่าง NHRIs กับ AICHR อย่างเข้มแข็ง เพื่อสนับสนุนบทบาทในลักษณะของการเฝ้าระวังและเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) อันจะเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันความขัดแย้งและการหยิบยกประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มีมิติข้ามพรมแดนในระดับภูมิภาค โดยเห็นว่า หากกรอบ PPF ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นกลไกสนับสนุนที่สำคัญในการเชื่อมโยงมิติด้านสิทธิมนุษยชน การพัฒนา และการสร้างสันติภาพในอาเซียนได้ดียิ่งขึ้น ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ จะนำไปปรับปรุงเป็น “ร่างฉบับทำงาน (Working Draft)” เพื่อหารือในที่ประชุม AICHR สมัยสามัญในเดือนพฤษภาคม 2569 ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย รวมถึงอาจนำไปใช้ประกอบการทดสอบสถานการณ์จำลอง (Pressure Testing) ในการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 7 ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 ต่อไป ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. จะติดตามความคืบหน้าของการพัฒนากรอบ PPF อย่างใกล้ชิด และศึกษาความเป็นไปได้ในการนำองค์ความรู้และเครื่องมือที่เกี่ยวข้องมาประยุกต์ใช้กับงานด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การป้องกันความขัดแย้ง และการส่งเสริมสันติภาพในบริบทของไทย รวมทั้งการประสานความร่วมมือเพื่อรับมือกับประเด็นสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดนในภูมิภาคต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>21 เม.ย. 2569, 17:52</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม.ศยามล ร่วมให้ความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาพื้นที่ในและรอบโครงสร้างพื้นฐานทางราง พ.ศ. ....</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16858</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้ความเห็นในเวทีวิชาการ “ร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาพื้นที่ในและรอบโครงสร้างพื้นฐานทางราง พ.ศ. .... (กฎหมาย TOD : Transit Oriented Development Act)” ร่วมกับ นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.กุณฑลทิพย พานิชภักดิ์ ผศ.ดร.ณัฐพงษ์ พันธ์น้อย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายปรีดา หุตะจูฑะ นายกสมาคมนักผังเมืองไทย และ รศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งจัดโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เพื่อทำความเข้าใจกฎหมายและวิเคราะห์ผลกระทบที่มีต่อชุมชนผู้มีรายได้น้อย  เวทีดังกล่าว ผู้แทนสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เสนอสาระสำคัญของกฎหมาย TOD ว่า มุ่งพัฒนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟทางคู่และไฮสปีด 177 แห่ง ทั่วประเทศ ให้เป็นศูนย์กลางเมืองผสมผสานทั้งที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม และการเชื่อมต่อการเดินทางเพื่อเพิ่มรายได้จากการพัฒนาพื้นที่ ซึ่งออกแบบการพัฒนาพื้นที่ไปพร้อม ๆ กับการออกแบบระบบราง เพื่อให้เชื่อมั่นได้ว่าจะมีประชาชนมาใช้ประโยชน์จากระบบรางอย่างคุ้มค่า สรุปความเห็นของวิทยากรต่อร่างกฎหมาย TOD ดังนี้ - การเวนคืนที่ดินเมื่อเหลือจากใช้ประโยชน์ทั้งหมดแล้วให้ใช้ประโยชน์อื่นได้ ขัดกับหลักการเวนคืนที่ดินซึ่งต้องคืนกลับให้เจ้าของเดิมหรือทายาท แล้วจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าจะไม่เวนคืนเกินจากที่จะใช้ประโยชน์จริง - ไม่มีการระบุว่าภายหลังการพัฒนาโครงการสิทธิการอยู่อาศัยของผู้มีสิทธิเดิมยังคงอยู่ - แรงจูงใจต่อภาคเอกชนให้มาร่วมลงทุนพัฒนาโครงการไม่ชัดเจน - องค์กรบริหาร TOD มีอำนาจดำเนินการเบ็ดเสร็จ จะถูกแทรกแซงโดยผู้มีอำนาจและขาดธรรมาภิบาล ต้องมีกลไกผู้แทนจากทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมบริหารในรูปแบบคณะกรรมการ เพื่อความโปร่งใส - วิธีคิดที่เน้นสร้างมูลค่าเพิ่มในการพัฒนาพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านผู้มีรายได้น้อยถูกกีดกันออกไป จึงต้องมีหลักประกัน ในกฎหมาย TOD ระดับ พ.ร.บ. ระบุความเสมอภาคและเป็นธรรมต่อประชากรทุกกลุ่ม - การขนส่งทางรางคุ้มค่าสำหรับเมืองเล็ก ๆ หรือไม่ - ต้องกำหนดโซนพื้นที่รองรับผู้มีรายได้น้อยโดยเฉพาะมากกว่าร้อยละ 20 ทั้งนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้ความเห็นต่อร่างกฎหมาย TOD ว่า สนข. ยกร่างในแนวทางเดียวกับ พ.ร.บ. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 (กฎหมาย EEC : Eastern Economic Corridor) คือ การออกกฎหมายเฉพาะเพื่อความคล่องตัวในการจัดการโครงการ (กรณีการเวนคืนที่ดิน) และการสร้างองค์กรขึ้นใหม่ให้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการจัดการโครงการเพื่อหลีกเลี่ยงการปรับแก้กฎหมายเดิมที่มีอยู่ของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายให้โครงการพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว และลดขั้นตอน/ข้ามขั้นตอนตามกฎหมายเดิมที่เกี่ยวข้อง กรณีของ EEC คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนซึ่งวิเคราะห์ปัญหาได้ว่ากฎหมาย EEC เป็นอำนาจเฉพาะของ EEC บริหารแยกส่วนจากจังหวัดและท้องถิ่น และดำเนินโครงการโดยไม่คำนึงถึงมิติผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต่อคุณภาพชีวิต ต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านโดยรอบโครงการ เมื่อเกิดผลกระทบต่อชุมชนและชาวบ้านแล้ว กฎหมาย EEC ไม่มีมาตรการ/งบประมาณในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ เป็นภาระกับจังหวัดและท้องถิ่นต้องเข้ามาช่วยเหลือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้แก่ชาวบ้านโดยเจียดจ่ายจากงบประมาณแผ่นดินในส่วนอื่น ๆ แต่ไม่สามารถเยียวยาผลกระทบได้ ดังนั้น สนข. จำเป็นต้องถอดบทเรียนปัญหาของกฎหมาย EEC และเห็นว่าการออกกฎหมาย TOD คือ การพัฒนาเมืองในอนาคต ไม่ใช่เรื่องของการพัฒนาขนส่งทางรางตามภารกิจ สนข. เท่านั้น จึงมีข้อเสนอว่าทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมในการออกแบบพัฒนาเมือง การทำกฎหมายต้องครอบคลุมถึงการพัฒนาพื้นที่ในและรอบโครงการพัฒนาขนส่งทางราง การเวนคืนที่ดิน การจัดรูปที่ดินให้ประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเวนคืนที่ดิน ผู้มีรายได้น้อย คนจนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาร้อยละ 100 เพราะพวกเขายังต้องการสร้างรายได้ใกล้แหล่งทำมาหากิน และกฎหมายต้องสร้างกลไกให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการแก้ไขปัญหาผลกระทบทั้งทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>21 เม.ย. 2569, 17:49</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม.ศยามล เป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่อง “กระบวนการยุติธรรมกับสิทธิมนุษยชนในการพัฒนา” แก่นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหิดล</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16857</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 เวลา 13.00 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นวิทยากรพิเศษในรายวิชา มสสส 531 สิทธิมนุษยชนกับการพัฒนา เพื่อให้ความรู้เรื่อง “กระบวนการยุติธรรมกับสิทธิมนุษยชนในการพัฒนา” แก่นักศึกษาปริญญาโท สาขาสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ผ่านระบบ Zoom Meeting กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงความสัมพันธ์ของความยุติธรรม สิทธิมนุษยชน และการพัฒนา ทั้ง 3 องค์ประกอบนี้สัมพันธ์ในลักษณะเกื้อหนุนและเป็นเงื่อนไขซึ่งกันและกันอย่างมีนัยสำคัญ การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) เพียงอย่างเดียวไม่สามารถนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ หากขาดกระบวนการยุติธรรมที่คุ้มครองทรัพย์สิน แรงงาน และการเข้าถึงทรัพยากรอย่างเป็นธรรม  3 เสาหลักของกฎหมายระหว่างประเทศที่ค้ำจุนการพัฒนา และทำให้มนุษย์เป็นศูนย์กลางของการพัฒนา คือ  - ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights - UDHR 1948) สิทธิในความเท่าเทียมกัน และการเยียวยา สร้างบรรทัดฐานขั้นต่ำ ป้องกันการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบซึ่งเป็นอุปสรรคแรกสุดต่อการพัฒนา - กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights - ICCPR 1966) สิทธิพิจารณาคดีที่เป็นธรรม (Fair Trail) และคุ้มครองการจับกุมโดยพลการ ประกันความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน (Property Security) ซึ่งเป็นเงื่อนไขชี้ขาดในการดึงดูดการลงทุน - กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights - ICESCR 1966) สิทธิในมาตรฐานการครองชีพและการพัฒนา บังคับให้รัฐต้องจัดสรรทรัพยากรเพื่อสร้าง (Human Capital) ให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิเบื้องต้น รวมทั้งสิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมีความหมาย การตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ยึดหลักกติการะหว่างประเทศร่วมกับกฎหมายไทย ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 กฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 - 2570) รวมถึงการใช้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ องค์ความรู้ทางวิชาการ ประกอบการวินิจฉัยชี้ประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อบทบาทหน้าที่ของ กสม.กับการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยยกตัวอย่างการตรวจสอบในหลายกรณี และบทบาทเชิงรุกของ กสม. ในการให้ข้อเสนอแนะต่อการแก้ไขปัญหาระดับประเทศ
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>21 เม.ย. 2569, 17:46</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>สำนักงาน กสม. จับมือ OHCHR เสริมศักยภาพการจัดทำรายงานคู่ขนานภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลจากการบังคับให้สูญหาย (ICPPED) ฉบับแรกของไทย</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16850</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ร่วมกับ สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (OHCHR) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการจัดทำรายงานคู่ขนานของประเทศไทย ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลจากการบังคับให้สูญหาย (ICPPED) โดยมีนางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช และ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วมการประชุมฯ ณ ห้องประชุมพระแม่ธรณี โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน กรงเทพฯ  การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและทักษะให้กับบุคลากรของสำนักงาน กสม. ในการติดตามการปฏิบัติตามพันธกรณีของประเทศไทยภายใต้อนุสัญญา ICCPED ผ่านการจัดทำรายงานคู่ขนาน (alternative report) ซึ่งจะสะท้อนสถานการณ์จริง ช่องว่างในการดำเนินงานของไทย รวมถึงข้อเสนอแนะเชิงสร้างสรรค์และเป็นกลาง โดยมีบุคลากรจากหลายสำนักและหน่วยงานในสังกัดสำนักงาน กสม. ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเข้าร่วมการประชุม ได้แก่ สำนักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ สำนักเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน สำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สำนักรับเรื่องร้องเรียนฯ และสำนักงาน กสม. พื้นที่ภูมิภาค  นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้กล่าวต้อนรับและแสดงความขอบคุณ OHCHR สำหรับความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำบทบาทสำคัญของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามหลักการปารีส ในการจัดทำรายงานคู่ขนานฉบับแรกและสนับสนุนให้ประเทศไทยดำเนินการให้สอดคล้องกับอนุสัญญา ICCPED ขณะที่ Mr. Dip Magar หัวหน้าทีม OHCHR ประจำประเทศไทย ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ ตลอดจนความร่วมมือ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการปฏิบัติตามพันธกรณีของประเทศไทย การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ สำนักงาน กสม. และ OHCHR ได้รับเกียรติจาก Ms. Alban Profette-Pallascio เลขานุการคณะกรรมการว่าด้วยการบังคับให้สูญหาย ถ่ายทอดหลักการและเจตนารมณ์ของอนุสัญญา ICPPED กลไกต่าง ๆ ภายใต้อนุสัญญา อาทิ บทบาทของคณะกรรมการว่าด้วยการบังคับให้สูญหาย (Committee on Enforced Disappearances: CED) และมาตรการเร่งด่วน (Urgent Action) ในการรับคำร้องกรณีบุคคลสูญหาย และกลไกการพิจารณารายงานของรัฐภาคี โดย กสม.สามารถมีบทบาทได้ตลอดกระบวนการผ่านการจัดทำประเด็นข้อคำถาม (List of Issues) การจัดทำรายงานคู่ขนานเป็นลายลักษณ์อักษร การรายงานด้วยวาจาต่อคณะกรรมการ ตลอดจนการติดตามการปฏิบัติตามพันธกรณีของไทยในรูปแบบและโอกาสต่าง ๆ  ในโอกาสนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และบุคลากรของสำนักงาน กสม. ได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับผู้แทนของคณะกรรมการ CED และเข้าร่วมกิจกรรมระดมความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของอนุสัญญาฯ สถานการณ์สิทธิมนุษยชน กฎหมายและนโยบาย ตลอดจนประเด็นที่อาจหยิบยกในการจัดทำงานรายงานคู่ขนานพร้อมทั้งข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้อง  ทั้งนี้ ประเทศไทยมีกำหนดจัดส่งรายงานฉบับแรก (initial report) ในเดือนมิถุนายน 2569 โดยการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมของสำนักงาน กสม. ในการจัดทำรายงานคู่ขนานที่สะท้อนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยอย่างเป็นกลาง ครอบคลุมหลักการของอนุสัญญา และสอดคล้องตามข้อกำหนดของคณะกรรมการ CED ต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>17 เม.ย. 2569, 10:12</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม.ศยามล เปิดกิจกรรมอบรม “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีและอากาศสะอาด”</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16845</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 13.45 น. ที่ห้องเสวนา ชั้น 6 สำนักงาน กสม. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดกิจกรรมอบรม “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีและอากาศสะอาด” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีและอากาศสะอาดตามมาตรฐานระหว่างประเทศและกฎหมายไทย พร้อมทั้งการประยุกต์ใช้ และเสริมสร้างความรู้ในกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในประเด็นสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ให้แก่บุคลากรสำนักงาน กสม.  กิจกรรมช่วงแรกจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 10 เมษายน 2569 โดยได้รับเกียรติจากนางสาวสัณหวรรณ ศรีสด นักกฎหมายอาวุโส ผศ. เสาวณีย์ แก้วจุลกาญจน์ รองที่ปรึกษาด้านกฎหมายโครงการเอเชีย-แปซิฟิก และนางรัตติกุล จันทร์สุริยา ที่ปรึกษาประจำ กสม. มาถ่ายทอดองค์ความรู้และร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่านกรณีศึกษาเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างสิทธิมนุษยชนกับสิ่งแวดล้อม กรอบอนุสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนแนวทางการนำหลักการสากลไปประยุกต์ใช้ในบริบทการทำงานจริง สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของผู้ปฏิบัติงานในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. กำหนดจัดกิจกรรมอบรมดังกล่าว ระหว่างวันที่ 9 – 10 เมษายน 2569 ณ สำนักงาน กสม. และระหว่างวันที่ 22 – 23 เมษายน 2569 และวันที่ 1, 7 และ 15 พฤษภาคม 2569 ณ สถาบันพระปกเกล้า ทั้งระบบ Onsite และ Online ผ่านโปรแกรม Zoom Meeting
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>10 เม.ย. 2569, 21:01</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. และสำนักงาน กสม. ร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16842</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 เวลา 17.00 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นำโดย ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พรประไพ กาญจนรินทร์ พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและเจ้าหน้าที่ ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>10 เม.ย. 2569, 21:00</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม.ปรีดา นำทีมบูรณาการโครงการคลินิกสิทธิมนุษยชนลงพื้นที่ ตม.สวนพลู หารือแนวทางแก้ไขปัญหาสิทธิและสถานะบุคคลให้แก่กลุ่มผู้ต้องกักที่ไร้รัฐไร้สัญชาติ</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16843</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยทีมบูรณาการ ภายใต้โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรมการปกครอง กรมสอบสวนคดีพิเศษ และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ลงพื้นที่ ณ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) สวนพลู ประชุมร่วมกับ พันตำรวจเอก สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รองผู้บังคับการ กองกำกับการ 3 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และคณะ เพื่อรับฟังข้อมูล สภาพปัญหา และหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาสิทธิและสถานะบุคคลของผู้ต้องกักหลายรายที่ถูกควบคุมตัวมาเป็นเวลานาน เนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์สัญชาติได้ บางรายเป็นบุคคลไร้รากเหง้า ไม่มีสิทธิในการรักษาพยาบาล หลายรายมีภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง โดย ตม. ต้องเป็นผู้รับภาระเรื่องค่ารักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง ในการประชุมดังกล่าว ที่ประชุมเห็นควรให้ ตม. ทำการสำรวจข้อมูลของผู้ต้องกักที่มีปัญหาสถานะบุคคลแต่ละรายอย่างละเอียด เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติที่ชัดเจน และจะประชุมร่วมกันอีกครั้งกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด หลังจากนั้นจะวางแผนออกหน่วยคลินิกสิทธิมนุษยชนเคลื่อนที่โดยทีมบูรณาการ เพื่อดำเนินการสอบข้อเท็จจริง ซึ่งจะนำไปสู่การพิจารณากำหนดสถานะบุคคลหรือการจัดทำทะเบียนประวัติสถานะบุคคลให้แก่ผู้ต้องกักแต่ละรายอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ต้องกักกลุ่มนี้ได้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน รวมถึงได้รับการส่งตัวออกจากห้องกักตามสิทธิอย่างเหมาะสมต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>10 เม.ย. 2569, 21:00</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ศยามล ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดแนวทางรับฟังความเห็นประชาชน กรณีอุทยานแห่งชาติขนอม–หมู่เกาะทะเลใต้</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16844</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันที่ 10 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วย นายไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาประจำ กสม. รองศาสตราจารย์ ธนพร ศรียากูล ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงาน กสม. และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ประชุมหารือร่วมกับผู้แทนจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมป่าไม้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ณ ห้องประชุม 709 ชั้น 7 สำนักงาน กสม. และผ่านระบบ Zoom Meetings การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชน และผู้มีส่วนได้เสีย ในการกำหนดเขตพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติขนอม–หมู่เกาะทะเลใต้ ภายใต้โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน โดยที่ประชุมได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ข้อกฎหมาย ปัญหา อุปสรรค และแนวทางดำเนินงาน เพื่อกำหนดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ชุมชน และผู้มีส่วนได้เสีย ให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐  ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. จะนำผลการหารือไปใช้ประกอบการจัดกิจกรรมคลินิกสิทธิมนุษยชนในระยะต่อไป เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชน และผู้มีส่วนได้เสียอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>10 เม.ย. 2569, 21:00</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 13/2569 กสม. ชี้กรณีร้องเรียนว่าจำเลยโทษปรับถูกเจ้าหน้าที่ศาลควบคุมตัวระหว่างรอชำระค่าปรับ เป็นการกระทำที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ ขัดหลักความจำเป็นและละเมิดสิทธิฯ - ขอบคุณกรมการปกครอง และเครือข่ายร่วมแก้ไขปัญหาสัญชาติภายใต้โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน ชื่นชมมติ ครม. 29 ตุลาคม 2567 เร่งรัดกระบวนการพิจารณาสถานะ - เผยกรณี อบต.สีชมพู จ. ขอนแก่น บังคับเจ้าหน้าที่ตรวจหาสารเสพติดแบบเหมารวม เป็นการละเมิดสิทธิฯ แนะ มท. ทบทวนการดำเนินโครงการมหาดไทยสีขาว</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16834</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 13/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้1. กสม. ชี้กรณีร้องเรียนว่าจำเลยโทษปรับถูกเจ้าหน้าที่ศาลควบคุมตัวระหว่างรอชำระค่าปรับตามคำพิพากษาเป็นการกระทำที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ ขัดหลักความจำเป็นและเป็นการละเมิดสิทธิฯ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งระบุว่า เมื่อเดือนธันวาคม 2567 ผู้ร้องเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดีของญาติ (ผู้เสียหาย) ณ ศาลจังหวัดพิษณุโลก ในความผิดต่อพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 โดยศาลพิพากษาลงโทษผู้เสียหาย จำคุก 1 เดือน ปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ เวลาประมาณ 10.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำศาลนำตัวผู้เสียหายออกจากห้องพิจารณาคดีโดยใช้ช่องทางเดียวกับจำเลยอื่นและผู้ต้องขังที่มาจากเรือนจำ ผู้เสียหายถูกนำตัวไปไว้ที่ห้องรอชำระค่าปรับชั้นล่างของศาล เพื่อรอให้ผู้ร้องไปชำระเงินค่าปรับแทนผู้เสียหาย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ศาลจังหวัด (ผู้ถูกร้อง) ได้ยึดกระเป๋าและโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายและล็อกประตูห้องรอชำระค่าปรับซึ่งภายในห้องมีผู้เสียหายเพียงคนเดียว จนกระทั่งใกล้เวลาเที่ยง ผู้ร้องสอบถามผู้ถูกร้องว่าเหตุใดจึงรอชำระค่าปรับนาน เนื่องจากไม่เห็นมีผู้ใช้บริการคนอื่น ผู้ถูกร้องแจ้งว่าต้องรอสำนวนของผู้เสียหายออกเลขแดงเสียก่อน เมื่อผู้ร้องชำระค่าปรับเสร็จแล้วจึงนำใบเสร็จไปยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำศาลที่หน้าห้องรอชำระค่าปรับผู้เสียหายจึงได้รับการปล่อยตัว ผู้ร้องเห็นว่าการควบคุมตัวจำเลยระหว่างรอชำระค่าปรับตามคำพิพากษาของศาลเป็นเวลานานเกือบ 2 ชั่วโมง เป็นการจำกัดเสรีภาพในชีวิตและร่างกายเกินสมควรและไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน จึงขอให้ตรวจสอบ กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายหลักกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า การที่เจ้าหน้าที่ศาลจังหวัด นำตัวผู้เสียหายไปควบคุมไว้ระหว่างรอให้ผู้ร้องไปชำระค่าปรับตามคำพิพากษาเป็นการกระทำที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของผู้เสียหาย จึงต้องพิจารณาว่าเป็นการกระทำไปภายใต้เงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) กำหนดไว้หรือไม่ กล่าวคือ การจับและการคุมขังบุคคลจะกระทำได้โดยมีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาแล้วไม่ปรากฏว่ามีกฎหมาย ระเบียบ หรือคำสั่งใดที่เป็นมาตรฐานกลางที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ศาลควบคุมตัวบุคคลที่รอชำระค่าปรับไว้ มีเพียงระเบียบศาลจังหวัดพิษณุโลกว่าด้วยการควบคุม การเยี่ยม และการฝากสิ่งของให้ผู้ต้องขัง และผู้ถูกควบคุมตัว พ.ศ. 2564 และประกาศศาลจังหวัดพิษณุโลก เรื่อง ข้อกำหนดเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยของศาลจังหวัดพิษณุโลก พ.ศ. 2564 ที่กำหนดเพื่อให้การปฏิบัติราชการของศาลจังหวัดพิษณุโลกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่งเสริมให้ผู้ต้องขังได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงมีตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งเมื่อพิจารณาจากคำนิยาม “ผู้ต้องขัง” ตามระเบียบและประกาศศาลจังหวัดพิษณุโลก ไม่ได้หมายความรวมถึง “ผู้เสียหาย” ซึ่งเป็นจำเลยที่ไม่ได้ถูกต้องขังตามคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาล ดังนั้น จึงไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจผู้ถูกร้องควบคุมตัวผู้เสียหายไว้เพื่อรอชำระค่าปรับ การกระทำของเจ้าหน้าที่ศาลจังหวัดพิษณุโลก ผู้ถูกร้อง จึงไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขตามที่รัฐธรรมนูญและกติกา ICCPR กำหนดไว้ นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย รวมถึงความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิแล้วเห็นว่า กรณีตามคำร้องศาลมีคำพิพากษาให้ผู้เสียหายมีโทษเพียงชำระค่าปรับเท่านั้น ซึ่งความมุ่งหมายตามคำพิพากษา คือ ประสงค์ที่จะบังคับต่อทรัพย์ของผู้เสียหายในฐานะจำเลยมากกว่าบังคับกับสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย หรืออิสรภาพ ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 บัญญัติให้จำเลยสามารถชำระค่าปรับตามคำพิพากษาได้ภายใน 30 วัน ดังนั้น การนำผู้เสียหายไปควบคุมไว้ก่อน เพื่อรอให้ผู้ร้องหรือญาติของผู้เสียหายไปชำระค่าปรับตามคำพิพากษา จึงเป็นการใช้อำนาจที่ไม่สอดคล้องกับหลักความจำเป็นและหลักความได้สัดส่วนในความหมายอย่างแคบ ในชั้นนี้จึงรับฟังได้ว่า การนำผู้เสียหายไปควบคุมไว้ระหว่างรอชำระค่าปรับตามคำพิพากษา เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังสำนักงานศาลยุติธรรมให้กำหนดมาตรการหรือแนวทางการบังคับตามคำพิพากษากรณีที่ศาลพิพากษาให้จำเลยมีโทษปรับสถานเดียว หรือมีโทษจำคุกด้วยแต่ให้รอการลงโทษ โดยไม่ให้ควบคุมตัวจำเลยไว้เพื่อรอชำระค่าปรับ และหากจำเลยมีความสามารถที่จะชำระค่าปรับได้ภายในวันเดียวกันนั้น ให้นำตัวจำเลยไปรอชำระค่าปรับที่บริเวณหน้าห้องการเงินของศาลแทน โดยไม่ต้องควบคุมตัว นอกจากนี้ ให้กระทรวงยุติธรรมพิจารณาและเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 โดยตัดตอนท้ายของวรรคแรกที่ระบุว่า “หรือจะสั่งให้กักขังผู้นั้นแทนค่าปรับไปพลางก่อนก็ได้” ออก เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความสมดุลกับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของจำเลย2. กสม. ขอบคุณกรมการปกครอง และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมแก้ไขปัญหาสัญชาติภายใต้โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชนชื่นชมมติ ครม. 29 ตุลาคม 2567 เร่งรัดกระบวนการพิจารณาสถานะ นายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลไทยได้ประกาศเจตนารมณ์เข้าร่วมโครงการขจัดการไร้รัฐให้หมดไปภายใน 10 ปี คือภายในปี ค.ศ. 2024 (Global Campaign to End Statelessness by 2024) หรือ แคมเปญ #IBelong ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการยุติภาวะบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ พร้อมให้คำมั่นในการประชุมระดับสูงว่าด้วยภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2562 ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส เพื่อร่วมกันขจัดความไร้รัฐให้หมดไปนั้น กสม. เห็นว่าปัญหาบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของประชาคมโลกอันมีสาเหตุจากการแบ่งเขตในยุคล่าอาณานิคม ภัยสงคราม หนีการสู้รบ หรือการโยกย้ายถิ่นฐาน โดยที่การมีสถานะใดอย่างใดอย่างหนึ่งทางกฎหมายของบุคคลย่อมเป็นจุดเริ่มต้นของการมีตัวตน อัตลักษณ์และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการไม่มีสถานะบุคคลทางกฎหมายย่อมเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น การศึกษา การรักษาพยาบาล และการเดินทาง ซึ่งในกรณีของประเทศไทยปัญหาดังกล่าวปรากฏในกลุ่มคนไทยตกสำรวจ กลุ่มบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรของแรงงานต่างด้าวซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ  นับตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา กสม. จึงได้หยิบยกประเด็นสิทธิและสถานะบุคคลเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญที่จะผลักดันสร้างผลสัมฤทธิ์ โดยคำนึงถึงมิติด้านความมั่นคงของชาติและสิทธิมนุษยชนควบคู่กัน โดยมีแนวทางดำเนินงานเพื่อขจัดความไร้รัฐให้หมดไปจากประเทศไทย ดังนี้ (1) เสริมสร้างปฏิบัติการร่วมในพื้นที่ (2) ส่งเสริมการเชื่อมโยงเครือข่ายการแก้ไขปัญหา และ (3) ผลักดันการทบทวนกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติให้เหมาะสมกับสถานการณ์ พร้อมติดตามและประเมินสถานการณ์การแก้ไขปัญหา โดยจำแนกกลุ่มเป้าหมายที่มีปัญหาสถานะบุคคล เป็น 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ (1) กลุ่มเด็กนักเรียนรหัส G (2) กลุ่มพระภิกษุสามเณรไร้รัฐไร้สัญชาติ (3) กลุ่มผู้เฒ่าไร้รัฐ และ (4) กลุ่มคนไทยพลัดถิ่น ในปี 2567 สำนักงาน กสม. ได้จัดตั้ง “โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน” ขึ้น เพื่อเป็นกลไกเชิงรุกในการให้ความช่วยเหลือและขับเคลื่อนภารกิจหลักด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่รวดเร็วและเป็นธรรม โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาสังคมในนาม “ทีมบูรณาการ” โดยมี กสม. เป็นกลไกกลางในการเชื่อมการดำเนินงานของทุกภาคส่วน ซึ่งนับตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 - พ.ศ. 2569 (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569) เป็นต้นมา โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชนร่วมกับทีมบูรณาการได้ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาในประเด็นสิทธิและสถานะบุคคลโดยการออกหน่วยคลินิกสิทธิมนุษยชนเคลื่อนที่ 13 ครั้ง ครอบคลุมทั้ง 4 กลุ่มเป้าหมาย โดยมีผู้มีปัญหาสถานะที่ได้เข้าร่วมโครงการกว่า 6,300 คน โดยรูปแบบการออกหน่วยคลินิกดังกล่าว เป็นการมุ่งเน้นให้ผู้มีปัญหาสถานะได้รับคำปรึกษาทางกฎหมาย รับคำขอเพื่อขอแก้ไขปัญหาสถานะให้แก่ผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน และสอบปากคำผู้ยื่นคำขอและพยานบุคคลเพื่อจัดทำทะเบียนประวัติตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อันเป็นการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงบริการของรัฐให้แก่ผู้ยื่นคำขอ นอกจากนี้ ยังมีการจัดสมัชชาสิทธิมนุษยชน และเวทีการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายกรณีปัญหาสถานะบุคคลเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการต่อไป โอกาสนี้ กสม. ขอขอบคุณทีมบูรณาการทุกภาคส่วน ได้แก่ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ หน่วยงานสังกัดในกระทรวงยุติธรรม และภาคีเครือข่ายในทุกภูมิภาค ที่ได้ร่วมระดมสรรพกำลังในการหนุนเสริมงบประมาณและบุคลากรที่มีความเข้าใจในการแก้ปัญหาสิทธิสถานะ และขับเคลื่อนโครงการคลินิกสิทธิมนุษยชนร่วมกัน  พร้อมกันนี้ ขอชื่นชมรัฐบาลที่มีความพยายามในการแก้ปัญหาสถานะบุคคลของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 ที่เห็นชอบหลักการเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่ชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ 19 กลุ่มที่อยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรของชนกลุ่มน้อยฯ ที่เกิดในราชอาณาจักรโดยมีหลักฐานการเกิดในไทยแต่ยังไม่ได้รับสัญชาติ จำนวนประมาณ 480,000 คน ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอ และกรมการปกครองเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดหลักเกณฑ์คุณสมบัติบุคคลและระยะเวลาในการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวให้กลุ่มบุคคลเป้าหมายได้เข้าสู่กระบวนการแก้ปัญหาสถานะบุคคลตามกฎหมาย ซึ่ง กสม. เห็นว่า มติ ครม. ดังกล่าวถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการแก้ปัญหาสถานะบุคคลให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำในหลักการของมติ ครม. ฉบับนี้ว่า มิได้เป็นการให้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไป หากแต่เป็นการเร่งรัดกระบวนการพิจารณาสถานะและสัญชาติสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้วให้รวดเร็วขึ้น โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์หรือขยายสิทธิให้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด  “แม้การแก้ปัญหาสถานะบุคคลจะมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่การแก้ปัญหายังคงเผชิญความท้าทายจากหลายมิติ ทั้งความซับซ้อนของกฎหมาย การขาดเอกสารพิสูจน์ตัวตน ข้อจำกัดในการนำนโยบายไปปฏิบัติในระดับพื้นที่ ปัจจัยด้านภูมิศาสตร์และชาติพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับการอยู่อาศัยในพื้นที่ชายแดนและวิถีชีวิตข้ามพรมแดน รวมถึงความกังวลด้านความมั่นคงและทัศนคติของสังคม การแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลในประเทศไทยจึงเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ซึ่ง กสม. ยืนยันเจตนารมณ์ในการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนต่อไปเพื่อผลักดันให้ทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลตามกฎหมายในทุกแห่งหน อันเป็นรากฐานสำคัญของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นายบุญเกื้อกล่าว3. กสม. เผยกรณี อบต.สีชมพู จ.ขอนแก่น บังคับเจ้าหน้าที่ตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในลักษณะเหมารวมเป็นการละเมิดสิทธิฯ แนะ มท. ทบทวนการดำเนินโครงการมหาดไทยสีขาวให้รัดกุม นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่ง เมื่อเดือนกันยายน 2568 ระบุว่า ผู้ร้องเป็นบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลสีชมพู (อบต.สีชมพู) โดยในการประชุมบุคลากรของ อบต.สีชมพู เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2568 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสีชมพู อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น (ผู้ถูกร้องที่ 2) แจ้งว่า นายอำเภอสีชมพู จ.ขอนแก่น (ผู้ถูกร้องที่ 1) มีนโยบายให้บุคลากรทุกคนต้องเข้ารับการตรวจร่างกายเพื่อหาสารเสพติด หากบุคคลใดไม่เข้ารับการตรวจจะมีผลกับการจ้างงานในอนาคต ผู้ร้องจึงต้องจำยอมเข้ารับการตรวจหาสารเสพติด และปรากฏว่าผลการตรวจปัสสาวะของผู้ร้องเป็นบวก ผู้ร้องเห็นว่า การที่นายอำเภอสีชมพูตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในลักษณะเหมารวมโดยไม่มีเหตุผลอันควรเชื่อได้ว่าเป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเสพยาเสพติด และบังคับให้ผู้ร้องเข้ารับการตรวจโดยไม่ยินยอม อีกทั้งเมื่อผลการตรวจเป็นบวกแล้ว นายก อบต. สีชมพูยังบีบบังคับให้ผู้ร้องเขียนใบลาออก จึงขอให้ตรวจสอบ  กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รับรองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในชีวิตและร่างกาย เจ้าหน้าที่ของรัฐจะกระทำการที่กระทบต่อสิทธิหรือเสรีภาพในชีวิตหรือร่างกายของบุคคลไม่ได้ เว้นแต่มีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 115 (3) และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้อำนาจเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. สามารถตรวจหาสารเสพติดได้ในกรณีมีเหตุจำเป็นประกอบกับมีเหตุอันควรเชื่อว่าบุคคลนั้นเสพยาเสพติด  จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงว่า กรณีการตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในลักษณะเหมารวมตามคำร้องนี้เป็นการดำเนินการตามโครงการมหาดไทยสีขาว ยุทธการพิทักษ์ขอนแก่น เพื่อสอดส่องเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย วินัย และจริยธรรมอย่างเคร่งครัด ทำให้มีความจำเป็นต้องตรวจหาสารเสพติดในลักษณะเหมารวม เพื่อไม่ให้เป็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคลากรภายในหน่วยงานเดียวกัน อย่างไรก็ดี กสม. เห็นว่า แม้เหตุผลดังกล่าวจะพอรับฟังได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ แต่ก็ไม่เป็นเหตุที่จะดำเนินการได้ตามที่กฎหมายข้างต้นบัญญัติ  ดังนั้น การที่นายอำเภอสีชมพูไม่จัดให้ผู้ร้องแสดงความยินยอมก่อนเข้ารับการตรวจ ประกอบกับแจ้งว่าหากบุคคลใดไม่ยินยอมและไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจจะแจ้งหัวหน้าของหน่วยงานนั้นทราบเพื่อให้มาตรวจจนครบทุกคน จึงมีลักษณะเป็นการบีบบังคับและใช้มาตรการกดดันผู้ร้อง ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินโครงการมหาดไทยสีขาวที่ต้องให้ผู้เข้ารับการตรวจยินยอมและสมัครใจโดยปราศจากการบังคับ รวมถึงไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการให้ความยินยอมจากผู้เข้ารับการตรวจ อันส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของบุคคล ในชั้นนี้ จึงรับฟังได้ว่า การตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในลักษณะเหมารวมโดยไม่จัดให้ผู้ร้องแสดงความยินยอมก่อนตามคำร้องนี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ การตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในลักษณะเหมารวมยังเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลสุขภาพของบุคคล ซึ่งจะมีผลกระทบต่อบุคคลนั้นในภายหลัง กล่าวคือ หากตรวจพบว่าบุคคลนั้นมีสารเสพติดในร่างกายก็ต้องแสดงความสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาตามกฎหมาย แต่ในกรณีไม่เข้ารับการบำบัดรักษาและหากเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งต้องปฏิบัติตามกฎหมาย วินัย และมาตรฐานทางจริยธรรมที่เคร่งครัดกว่าบุคคลทั่วไป กระทรวงมหาดไทยมีแนวปฏิบัติให้ผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานดำเนินการทางวินัยและดำเนินคดีกับบุคคลนั้นด้วย  ประเด็นร้องเรียนว่านายก อบต.สีชมพู ผู้ถูกร้องที่ 2 บังคับให้ผู้ร้องลาออกจากการเป็นพนักงานจ้างหลังปรากฏผลตรวจปัสสาวะเป็นบวกนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ร้องได้ยื่นใบลาเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ซึ่งเป็นการยื่นใบลาออกล่วงหน้าก่อนตรวจหาสารเสพติด 2 วัน ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่า การลาออกจากงานของผู้ร้องมีสาเหตุมาจากการบีบบังคับของนายก อบต.สีชมพู โดยตรง หรือเป็นเจตนาของผู้ร้องเองเพื่อที่จะไม่ให้ถูกดำเนินการทางวินัยหรือดำเนินคดีตามกฎหมาย ประกอบกับพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ไม่สามารถติดต่อผู้ร้องเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมในประเด็นนี้ได้ จึงไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอต่อการพิจารณาว่า นายก อบต.สีชมพู ผู้ถูกร้องที่ 2 ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังกระทรวงมหาดไทย (มท.) และกรมการปกครองให้ทบทวนการดำเนินโครงการมหาดไทยสีขาวในทางปฏิบัติให้รัดกุมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้น พร้อมทั้งให้กำหนดรูปแบบการให้ความยินยอมในลักษณะที่เป็นลายลักษณ์อักษร มีถ้อยคำไม่กำกวม ใช้ภาษาที่ชัดเจน เข้าใจง่าย และผู้ให้ความยินยอมสามารถยกเลิกความยินยอมได้ ซึ่งเป็นการยืนยันหลักความยินยอมโดยอิสระและปราศจากการบังคับเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติให้กับเจ้าหน้าที่ รวมถึงแจ้งกำชับเจ้าหน้าที่ไม่ให้ใช้อำนาจหรือมาตรการทางสังคมกดดันให้ผู้เข้ารับการตรวจลงลายมือชื่อเพื่อแสดงความยินยอมก่อนเข้ารับการตรวจหาสารเสพติดด้วยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ10 เมษายน 2569
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>10 เม.ย. 2569, 20:41</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม.สุภัทรา ลงพื้นที่และประชุมรับฟังข้อเท็จจริง กรณีประชาชนร้องเรียนสถานศึกษาปอเนาะในจังหวัดกระบี่บำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติด โดยละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และได้รับความทุกข์ทรมาน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16828</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. ที่ตำบลคลองประสงค์ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม.พื้นที่ภาคใต้ ลงพื้นที่และรับฟังข้อเท็จจริงจากผู้ร้อง กรณีได้รับความทุกข์ทรมานจากการเข้ารับการบำบัดและฟื้นฟูผู้ป่วยยาเสพติดที่สถาบันศึกษาปอเนาะแห่งหนึ่ง ในจังหวัดกระบี่ ซึ่งบำบัดฟื้นฟูผู้ป่วยยาเสพติดโดยไม่ได้รับการจดทะเบียนตามกฎหมาย ใช้วิธีการบำบัดฯ และบริหารจัดการองค์กรไม่ถูกต้อง ไม่ได้รับมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอและละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ร่วมกับ นายแพทย์ธนูรัตน์ พุทธชาด รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ โรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา และพยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ และนายนฤมิตร จันทร์ช่วยนา หัวหน้าสำนักงานศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จังหวัดกระบี่ และคณะ  จากนั้น เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมอ่าวลึก ศาลากลางจังหวัดกระบี่ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะ ประชุมร่วมกับนายนิรันดร์ ปราบอักษร รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกระบี่ คณะทำงานกลั่นกรองการจัดตั้งสถานพยาบาลและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรับรองคุณภาพการดำเนินงานศูนย์คัดกรองและฟื้นฟูสภาพทางสังคมจังหวัดกระบี่ นายอำเภอเมืองกระบี่ สถานีตำรวจภูธรเมืองกระบี่ โรงพยาบาลเมืองกระบี่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดกระบี่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 8 สำนักงานศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จังหวัดกระบี่ และโรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา จังหวัดสงขลา เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนที่ผู้ป่วยยาเสพติดได้รับความทุกข์ทรมานและถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการตรวจสอบและกำกับดูแลสถาบันศึกษาปอเนาะที่เปิดรับผู้ป่วยยาเสพติดเข้ารับการบำบัด ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จะรวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการจัดทำรายงานผลการตรวจสอบและมีข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>8 เม.ย. 2569, 17:51</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุภัทรา ร่วมเสวนา หัวข้อ “การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในภาคธุรกิจ : จากหลักการสู่การปฏิบัติจริง กรณีศึกษาสิทธิแรงงาน” ในหลักสูตร ปสม.5</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16827</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมเสวนาหัวข้อ “การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในภาคธุรกิจ : จากหลักการสู่การปฏิบัติจริง กรณีศึกษาสิทธิแรงงาน” ในหลักสูตรประกาศนียบัตรสิทธิมนุษยชนสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 5 (ปสม.5) ณ ห้องสัตมรามาธิราช ชั้น 5 สถาบันพระปกเกล้า การเสวนาดังกล่าว ได้รับเกียรติจาก นายสมพงษ์ สระแก้ว ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) และนางธนิษฐา สุขะวัฒนะ ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรมและพัฒนาทุนมนุษย์ สถาบันพระปกเกล้า ร่วมแลกเปลี่ยนในสาระสำคัญเกี่ยวกับสิทธิแรงงานผ่านกรอบมาตรฐานสิทธิมนุษยชนและอนุสัญญาระหว่างประเทศด้านแรงงาน รวมทั้งกรณีศึกษาในการปฏิบัติงานจริงของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิแรงงาน อาทิ การตรวจสอบกรณีการบังคับตรวจเชื้อ HIV เพื่อคัดกรองบุคคลเข้าทำงาน การมีข้อเสนอแนะให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ซึ่งนักศึกษา ปสม. 5 ให้ความสนใจร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และซักถามเกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชนอย่างหลากหลาย
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>8 เม.ย. 2569, 17:44</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. วสันต์ เสนอบทบาท กสม. ในยุคดิจิทัล พร้อมเสนอแนวทางคุ้มครองสิทธิในโลกออนไลน์ ในการประชุม GANHRI 2026 ณ นครเจนีวา</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16826</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) เข้าร่วมการประชุมประจำปีของ GANHRI (Global Alliance of National Human Rights Institutions) ในหัวข้อ The Role of National Human Rights Institutions in Promoting Human Rights in the Digital Space โดย กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้กล่าวถ้อยแถลงในนามของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ยืนยันหลักการสำคัญว่า สิทธิมนุษยชนที่ได้รับการคุ้มครองในโลกออฟไลน์จะต้องได้รับการรับรองในโลกออนไลน์เช่นเดียวกัน พร้อมนำเสนอบทบาทของ กสม. ในการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ดิจิทัล ทั้งการคุ้มครองสิทธิเด็กและความเป็นส่วนตัวออนไลน์ การป้องกันการค้ามนุษย์ผ่านเทคโนโลยี การเผยแพร่ถ้อยคำแสดงความเกลียดชังในสื่อออนไลน์ ตลอดจนการติดตามการใช้สปายแวร์และการเฝ้าระวังที่มิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่ง กสม. ได้เสนอแนะรัฐบาลให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ย้ำถึงความท้าทายจากการพัฒนาอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว หลักการไม่เลือกปฏิบัติ เสรีภาพในการแสดงออก และสิทธิของเด็ก โดย กสม. เสนอแนวทางเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในโลกออนไลน์ 3 ประการสำคัญ ได้แก่ การสร้างความรับผิดชอบของรัฐในการใช้ AI การพัฒนากรอบกฎหมายที่ยึดหลักสิทธิมนุษยชน และการบูรณาการมิติสิทธิมนุษยชนเข้าสู่กระบวนการประเมินผลกระทบเชิงจริยธรรม โดยในภาพรวม ที่ประชุมมีฉันทามติร่วมกันว่า สิทธิมนุษยชนมิได้เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีและต้องได้รับการคุ้มครองทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ บทบาทของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมิใช่การระงับนวัตกรรม แต่เพื่อรับประกันให้มีการเคารพสิทธิขั้นพื้นฐาน และเทคโนโลยีต้องเป็นประโยชน์แก่ทุกคนโดยไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง ในวันเดียวกันนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ได้เข้าร่วมกิจกรรมคู่ขนาน (Side Event) ในหัวข้อ Protection of Child Rights in the Digitalized Era: The Role of NHRIs จัดโดย สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน ซึ่งมีผู้แทนสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจากตุรกี อุซเบกิสถาน คีร์กีซสถาน บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา อิตาลี จอร์เจีย ปากีสถาน และสโลวาเกีย ร่วมแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติและประสบการณ์ในการคุ้มครองสิทธิเด็กในสภาพแวดล้อมดิจิทัล การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนถึงพันธกิจของ กสม. ในการผลักดันให้การพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศไทยยึดหลักการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรับมือความท้าทายอุบัติใหม่ในยุคดิจิทัล
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>8 เม.ย. 2569, 17:37</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ปรีดา เข้าร่วมกิจกรรม “สานต่อพระเมตตา พัฒนาสถานะเด็กนักเรียนอักษร G เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16823</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ที่หอประชุม โรงเรียนไทรโยคมณีกาญจน์วิทยา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วมกิจกรรม “สานต่อพระเมตตา พัฒนาสถานะเด็กนักเรียนอักษร G เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2569 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” จัดโดย กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐและภาคประชาสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความสำคัญของการได้รับการรับรองสถานะทางกฎหมาย และการแสดงเจตจำนงของรัฐในการลดความเหลื่อมล้ำ ความเสมอภาค และแก้ไขความไร้รัฐไร้สัญชาติในกลุ่มเด็กนักเรียน กิจกรรมดังกล่าวมีนักเรียนที่เข้าสู่กระบวนการพัฒนาสถานะในพื้นที่อำเภอไทรโยค เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 1,000 คน ทั้งนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับเชิญให้เป็นผู้มอบบัตรประจำตัวให้แก่เด็กที่ได้รับการพัฒนาสถานะ ร่วมกับอธิบดีกรมการปกครอง หัวหน้าส่วนราชการ และผู้มีเกียรติจากหน่วยงานต่าง ๆ ในการนี้ สำนักงาน กสม. ได้ร่วมออกบูธจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการดำเนินการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ในกิจกรรมดังกล่าวด้วย
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>7 เม.ย. 2569, 09:49</pubDate>
            </item>
            </channel>
</rss> 

