




<rss version="2.0">
    <channel>
        <language>th</language>
        <title>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</title>
        <link>https://www.nhrc.or.th/rss/category/89</link>
        <description>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</description>
        <counter>50</counter>
                    <item>
                <title>กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 30/2569 กสม. แนะแก้หลักเกณฑ์การก่อสร้างโครงการอยู่อาศัยที่ต้องจัดทำ EIA  หลังปรากฏกรณีการสร้างคอนโดที่ จ.เชียงใหม่ หลุดเกณฑ์และก่อให้เกิดผลกระทบ - เผยผลการตรวจสอบกรณีเพลิงไหม้ซ้ำโรงงานเก็บกากอุตสาหกรรม บ. วิน โพรเสสฯ  ชี้ละเมิดสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17525</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายภาณุวัฒน์ ทองสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 30/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้1. กสม. แนะหน่วยงานพิจารณาแก้กฎหมายการก่อสร้างโครงการอยู่อาศัยที่เข้าเกณฑ์ต้องจัดทำ EIA และประชาคมหลังปรากฏกรณีการสร้างคอนโดบริเวณถนนสิโรรส จ.เชียงใหม่ หลุดเกณฑ์และก่อให้เกิดผลกระทบ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนผ่านสำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคเหนือ เมื่อเดือนมกราคม 2569 จากผู้ร้องรายหนึ่งระบุว่า ผู้ร้องอาศัยอยู่บริเวณถนนสิโรรส ซอย 5 ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับความเดือดร้อนจากโครงการก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง (ผู้ถูกร้องที่ 2) ที่ตั้งอยู่ภายในซอยดังกล่าว ซึ่งซอยมีลักษณะคับแคบไม่เหมาะสมต่อการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ การก่อสร้างส่งผลให้ถนนและทางระบายน้ำได้รับความเสียหาย ทั้งยังก่อผลกระทบต่อชุมชนทั้งด้านมลพิษทางเสียง ฝุ่นละออง กลิ่น และการสั่นสะเทือน โดยที่เทศบาลนครเชียงใหม่ (ผู้ถูกร้องที่ 1) ไม่จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นหรือตรวจสอบผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นก่อนการอนุญาตให้ก่อสร้าง ทำให้ประชาชนในชุมชนไม่มีโอกาสได้รับทราบข้อมูล จึงขอให้ตรวจสอบ กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า โครงการก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยตามคำร้องมีจำนวนห้องพักและพื้นที่ใช้สอยไม่ถึงเกณฑ์ที่จะต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และไม่ใช่กิจการที่ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนการพิจารณาอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข ดังนั้น การที่เทศบาลนครเชียงใหม่ (ผู้ถูกร้องที่ 1) ออกใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคาร และบริษัทเอกชน (ผู้ถูกร้องที่ 2) ก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้จัดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนโดยรอบ จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ดี กสม. มีข้อสังเกตว่าการที่โครงการมีจำนวนห้องพักและพื้นที่ใช้สอยต่ำกว่าเกณฑ์การทำ EIA จึงไม่เข้าข่ายกิจการที่ต้องจัดรับฟังความคิดเห็นตามกฎหมาย ทำให้ไม่มีกลไกที่เปิดโอกาสให้ประชาชนในชุมชนได้รับทราบข้อมูลและแสดงความคิดเห็นก่อนการพิจารณาอนุญาต เพื่อให้สามารถเสนอข้อห่วงกังวลและร่วมกำหนดมาตรการป้องกันและลดผลกระทบได้ตั้งแต่ต้น อันเป็นสาระสำคัญของสิทธิในการมีส่วนร่วมของบุคคลและชุมชนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด  ส่วนประเด็นผลกระทบ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อในช่วงเริ่มต้นของการก่อสร้างอาคาร กิจกรรมการก่อสร้างได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนและชุมชนที่อาศัยอยู่ภายในซอยจริงซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ต่อมาบริษัทผู้ถูกร้องได้กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหา ทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้างทั้งด้านเสียง ฝุ่นละออง กลิ่น สิ่งสกปรก และแรงสั่นสะเทือนลดลง รวมทั้งมีแผนที่จะปรับปรุงระบบระบายน้ำและปรับปรุงถนนภายในซอยจนเป็นที่พอใจของผู้ร้องแล้ว ส่วนข้อห่วงกังวลเรื่องผลกระทบด้านการจราจรยังไม่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากโครงการอยู่ระหว่างการก่อสร้างและยังไม่มีผู้เข้าพักอาศัย ทั้งนี้ ปรากฏว่าผู้ถูกร้องทั้งสองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านการจราจรดังกล่าวไว้แล้ว ในชั้นนี้จึงรับฟังได้ว่าปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสมแล้ว ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังเทศบาลนครเชียงใหม่ (ผู้ถูกร้องที่ 1) ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ให้ควบคุมและกำกับดูแลการก่อสร้างของบริษัทเอกชน (ผู้ถูกร้องที่ 2) ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารและกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด โดยให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่ก่อสร้างอย่างสม่ำเสมอ และหากพบว่าการก่อสร้างส่งผลกระทบต่อประชาชนและชุมชนให้ใช้อำนาจระงับหรือแก้ไขเหตุรำคาญตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องโดยทันที รวมทั้งติดตามให้บริษัทเร่งวางท่อระบายน้ำและปรับปรุงถนนภายในซอยตามแบบที่กำหนดให้แล้วเสร็จก่อนการเปิดใช้อาคาร พร้อมกันนี้ ให้จัดทำประชาคมเพื่อกำหนดระเบียบการจราจรและแผนการป้องกันผลกระทบด้านการจราจรร่วมกับสถานีตำรวจภูธรภูพิงคราชนิเวศน์และประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณซอยดังกล่าว ในส่วนของบริษัทผู้ก่อสร้างอาคาร ให้นำหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) ไปปรับใช้ในการประกอบธุรกิจ โดยดำเนินมาตรการป้องกันและลดผลกระทบต่อชุมชนอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาการก่อสร้าง เร่งวางท่อระบายน้ำและปรับปรุงถนนตามแบบที่เทศบาลฯ กำหนดให้แล้วเสร็จก่อนเปิดใช้อาคาร ซ่อมแซมหรือชดเชยความเสียหายต่อสาธารณูปโภคหรือทรัพย์สินของประชาชนที่เกิดขึ้นจริงโดยไม่ชักช้า และแจ้งข้อมูลพื้นที่จอดรถของโครงการให้ผู้ซื้อทราบตั้งแต่ขั้นตอนการประชาสัมพันธ์การขาย เพื่อป้องกันปัญหาการนำรถมาจอดบนถนนสาธารณะ นอกจากนี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ (1) สถานีตำรวจภูธรภูพิงคราชนิเวศน์กวดขันวินัยจราจรและตรวจตราการจอดรถในพื้นที่ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายหรือกีดขวางการจราจรบริเวณเส้นทางหลักและภายในซอยโดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน (2) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ให้นำข้อสังเกตของ กสม. เรื่องประเภทและขนาดโครงการอาคารอยู่อาศัยรวมที่ไม่ต้องจัดทำ EIA ไปพิจารณาเป็นแนวทางในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันการออกแบบโครงการให้มีขนาดต่ำกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดเพียงเล็กน้อยเพื่อหลีกเลี่ยงการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และ (3) กรมโยธาธิการและผังเมืองในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมอาคาร ให้นำข้อสังเกตเดียวกันไปเป็นแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายกรณีโครงการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ที่อาจกระทบต่อประชาชนหรือชุมชน ซึ่งควรกำหนดให้มีการจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อประกอบการพิจารณาก่อนการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารด้วย2. กสม. เผยผลการตรวจสอบกรณีเพลิงไหม้ซ้ำโรงงานเก็บกากอุตสาหกรรม บ. วิน โพรเสสฯชี้ละเมิดสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชนแนะปรับแก้กฎหมายโรงงานเพื่อให้กำกับดูแลได้ต่อเนื่อง นายภาณุวัฒน์ ทองสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้หยิบยกกรณีเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงงานเก็บกากสารเคมีอุตสาหกรรมของบริษัท วิน โพรเสส จำกัด ในพื้นที่ตำบลบางบุตร อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2567 ขึ้นตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน หลังพบว่าเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวส่งผลให้มลพิษและสารเคมีแพร่กระจายสู่ชุมชนโดยรอบ ในเวลานั้นจังหวัดระยองจึงประกาศพื้นที่ประสบสาธารณภัยและอพยพประชาชน อีกทั้งยังตรวจพบการปนเปื้อนสารเคมีในดินและแหล่งน้ำในพื้นที่ ทั้งนี้ ก่อนเกิดเหตุ ศาลจังหวัดระยองเคยมีคำพิพากษาให้บริษัท วิน โพรเสสฯ และกรรมการต้องกำจัดและบำบัดวัตถุอันตรายของกลางมาแล้ว แต่บริษัทดำเนินการอย่างล่าช้าและขาดประสิทธิภาพ จนเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ซ้ำอีก 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2567 และ 27 มกราคม 2568 จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้อง กสม. เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 43 (2) และมาตรา 57 รับรองสิทธิของบุคคลและชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ข้อ 12 และหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) ที่กำหนดให้ภาคธุรกิจต้องหลีกเลี่ยงการก่อผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและต้องตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้บริษัท วิน โพรเสส จำกัด จะว่าจ้างเอกชนเข้าบำบัดกำจัดวัตถุอันตรายภายใต้การกำกับของกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) แต่การดำเนินการเป็นไปอย่างล่าช้าและไม่มีประสิทธิภาพ จนก่อให้เกิดภัยพิบัติเพลิงไหม้ซ้ำซ้อนในช่วงปี 2567-2568 ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยและทรัพย์สินของประชาชนอย่างรุนแรง และกระทบต่อเนื่องต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การกระทำของบริษัท วิน โพรเสสฯ และกรรมการบริษัทจึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิในการดำรงชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชน  ส่วนการปฏิบัติหน้าที่ของ กรอ. และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้ใช้สิทธิทางศาลเพื่อขอเข้าดำเนินการแทนบริษัทในการกำจัดและบำบัดของกลาง ส่วนการบำบัดสารเคมีส่วนที่เหลือซึ่งยังไม่สามารถดำเนินการได้ในทันทีด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ต้องใช้จำนวนมาก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ระหว่างการขออนุมัติงบกลางเพื่อเร่งแก้ไขปัญหา จึงถือได้ว่าได้ใช้หน้าที่และอำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างต่อเนื่องในกรอบที่สามารถกระทำได้ จึงยังไม่ถือว่าหน่วยงานมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ กสม. ยังเห็นว่ากฎหมายว่าด้วยโรงงานที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันมีช่องว่างหลายประการที่เป็นอุปสรรคต่อการคุ้มครองสิทธิของประชาชน เช่น นิยามคำว่า โรงงาน ที่กำหนดเฉพาะจำนวนแรงม้าหรือคนงานทำให้กิจการที่มีการปล่อยมลพิษสูงบางประเภทอาจหลุดพ้นจากการกำกับดูแล การที่อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานจะสิ้นสุดลงทันทีเมื่อโรงงานถูกสั่งปิดหรือแจ้งเลิกกิจการ ส่งผลให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าจัดการมลพิษที่ตกค้างในพื้นที่โรงงานได้ ขณะที่บทกำหนดโทษที่มีอยู่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและไม่มีโทษปรับรายวันสำหรับการฝ่าฝืนต่อเนื่อง ทำให้ขาดแรงจูงใจเพียงพอที่จะป้องปรามการกระทำผิด นอกจากนี้ยังไม่มีกองทุนเฉพาะเพื่อฟื้นฟูเยียวยาสิ่งแวดล้อม และไม่มีระบบบังคับรายงานการปลดปล่อยมลพิษ (PRTR) ที่เป็นระบบด้วย  ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะโดยสรุปไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสรุปได้ดังนี้  (1) ให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนดมาตรการควบคุมป้องกันการรั่วไหลของสารเคมีอย่างเคร่งครัด ตลอดจนฟื้นฟูสภาพดินและแหล่งน้ำสาธารณะหนองพะวาและที่ดินของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการของบริษัท วิน โพรเสสฯ ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม พร้อมจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจตรวจสอบเชิงรุกและระงับอุบัติภัยและการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอย่างทันท่วงที โดยต้องเร่งรัดการกำจัด บำบัดวัตถุอันตราย และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในพื้นที่ปนเปื้อนทั่วประเทศให้กลับคืนสู่สภาพเดิมตามมาตรฐานสากลและเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งให้เร่งพัฒนาระบบติดตามการเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรมแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Manifest) ที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างผู้ก่อกำเนิดกาก ผู้ขนส่ง และผู้กำจัดแบบเรียลไทม์ พร้อมกันนี้ให้ร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษเร่งรัดการดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด ตลอดจนเจ้าของหรือผู้ครอบครองวัตถุอันตรายให้ถึงที่สุด กรณีตรวจสอบพบว่ามีการกระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานและพบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมจากการประกอบกิจการภายในโรงงาน (2) ให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยแก่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมที่แจ้งเบาะแสการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและให้กรมอนามัยจัดระบบเฝ้าระวังและฟื้นฟูสุขภาพประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง (3) ให้กระทรวงอุตสาหกรรมผลักดันและปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ให้ครอบคลุมการเพิ่มนิยาม โรงงาน ให้รวมถึงกิจการที่มีความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม การจัดตั้งกองทุนโรงงานเพื่อเยียวยาความเสียหาย การบังคับทำประกันภัยหรือวางหลักประกันตามหลัก ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย การกำหนดให้โรงงานที่ถูกสั่งปิดยังมีสถานะเสมือนผู้รับอนุญาตจนกว่าจะจัดการมลพิษเรียบร้อย การกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานหรือผู้ครอบครองวัตถุอันตรายต้องจัดทำรายงานการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) ตลอดจนเพิ่มอัตราโทษปรับและยกเลิกการเปรียบเทียบปรับในความผิดร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งผลักดันให้มีกฎหมายว่าด้วยการจัดการกากอุตสาหกรรมเป็นการเฉพาะเพื่อควบคุมการประกอบกิจการโรงงาน และให้มีบทบัญญัติกำหนดให้โรงงานที่ประกอบกิจการเกี่ยวข้องกับกากอุตสาหกรรม วัตถุอันตราย หรือโรงงานที่มีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ต้องตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน และจัดให้มีกลไกร้องเรียนเยียวยาที่มีประสิทธิภาพสำหรับประชาชนผู้ได้รับผลกระทบสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ21 สิงหาคม2569
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>21 ส.ค. 2569, 11:35</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุภัทรา รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มลูกจ้างกรณีบริษัทค้างจ่ายค่าจ้างพนักงานเป็นเหตุให้ได้รับความเดือดร้อน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17521</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 15.00 น. ที่ห้องประชุม 604 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มลูกจ้างบริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) กรณีถูกค้างจ่ายค่าจ้างพนักงานตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 จนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้พนักงานจำนวน 35 ราย ประสบปัญหาในการดำรงชีพ เนื่องจากขาดรายได้และไม่มีเงินเพียงพอสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวไว้พิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>20 ส.ค. 2569, 14:14</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ศยามล ร่วมเวทีวิชาการให้ความเห็นต่อร่างกฎหมาย TOD และลงพื้นที่รับฟังปัญหาชุมชนริมทางรถไฟเขารูปช้าง จ.สงขลา</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17520</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 เวลา 9.30 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมให้ความเห็นในเวทีวิชาการ เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาพื้นที่ในและรอบโครงสร้างพื้นฐานทางราง พ.ศ. .... (กฎหมาย TOD : Transit Oriented Development Act) จัดโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและรับฟังข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้อง สำหรับนำไปปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติให้มีความถูกต้อง ครบถ้วน และสอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ โดยมีนายพรชัย พัฒนาพงษ์สถิตย์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบการขนส่งและจราจร และนางสาวเพ็ญศรี เหลืองอร่ามศรี หัวหน้ากลุ่มขนส่งสาธารณะและสิ่งอำนวยความสะดวก สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม ร่วมกล่าวชี้แจงสาระสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าว ณ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ทั้งนี้ เมื่อเดือนกรกฎาคม สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้จัดกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “กสม. อีสานสัญจร ครั้งที่ 2” หัวข้อ “การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อร่างกฎหมายการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (Transit-Oriented Development หรือ TOD)” เพื่อทำหน้าที่ตามกฎหมายในการติดตามตรวจสอบนโยบายและโครงการของรัฐที่อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนของประชาชน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวมีข้อเสนอแนะให้ สนข. ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมในพื้นที่ภาคใต้ จึงเป็นที่มาของกิจกรรมในวันนี้ เพื่อให้ตัวแทนชุมชนในพื้นที่ภาคใต้ได้เข้าใจข้อกฎหมายและสามารถเสนอประเด็นเพิ่มเติมได้ วันเดียวกัน เวลา 13.30 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ลงพื้นที่ชุมชนเขารูปช้าง ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เพื่อรับฟังปัญหาจากผู้แทนชุมชนริมทางรถไฟ ซึ่งมีข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับการพัฒนาโครงการรถไฟรางคู่ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ด้วย ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จะจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี โดยเห็นว่าทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมในการออกแบบพัฒนาเมือง การจัดทำกฎหมายต้องครอบคลุมถึงการพัฒนาพื้นที่ในและรอบโครงการพัฒนาขนส่งทางราง และต้องคำนึงถึงมิติผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต่อคุณภาพชีวิต และต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของประชาชนโดยรอบโครงการ
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>20 ส.ค. 2569, 14:11</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุภัทรา ประชุมรับฟังข้อเท็จจริงกรณีร้องเรียนเรื่องการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลในระบบฐานข้อมูลผู้ป่วยของโรงพยาบาลและนำไปเผยแพร่ให้ได้รับความเสียหาย</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17517</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 เวลา 9.30 น. นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ประชุมรับฟังข้อเท็จจริงกรณีที่มีผู้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ว่า เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลนครท่าฉลอมซึ่งเป็นโรงพยาบาล สาขาของโรงพยาบาลสมุทรสาครได้เข้าถึงข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลในระบบฐานข้อมูลผู้ป่วย (ระบบ HOSxP) แล้วนำไปเผยแพร่สร้างความเสียหายแก่เจ้าของข้อมูล โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร โรงพยาบาลสมุทรสาคร และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 606 สำนักงาน กสม. ในการประชุมดังกล่าวยังมีการหารือถึงแนวทางการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในความครอบครองของโรงพยาบาลให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ได้จากการประชุมจะนำไปประกอบการพิจารณาตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของ กสม. ต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>20 ส.ค. 2569, 14:00</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ศยามลประชุมหารือร่วมอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ กรณีการกำหนดเขตพื้นที่เตรียมการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17516</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการสรุปผลโครงการคลินิกสิทธิมนุษยชนประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชน และชุมชนในการกำหนดเขตพื้นที่เตรียมการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า โดยมีนางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดการประชุมหารือ และมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วยผู้แทนเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ ภาคประชาชน ผู้แทนชุมชนในพื้นที่ ณ ห้อง Tulip โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพถนนวิภาวดี-รังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร การประชุมดังกล่าว เริ่มด้วยการกล่าวสรุปผลโครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน ประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชน และชุมชนในการกำหนดเขตพื้นที่เตรียมการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า โดยนายไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จากนั้นมีการแลกเปลี่ยนผลการจัดกิจกรรมโครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน ปัญหา อุปสรรคและข้อค้นพบ โดยนายไพโรจน์ พลเพชร นางสาวมณีรัตน์ มิตรปราสาท ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รองศาสตราจารย์ ธนพร ศรียากูล และนายประทีป มีคติธรรม วิทยากร และการแลกเปลี่ยนบทเรียนการจัดกิจกรรมโครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหาดขนอม-หมู่เกาะทะเลใต้ (เตรียมการ)/อุทยานแห่งชาตินายูง – น้ำโสม (เตรียมการ) และพื้นที่เตรียมการกำหนดเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่แจ่ม โดยเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ภาคประชาสังคม และประชาชนในพื้นที่ ช่วงบ่าย มีการเปิดประชุมหารือ โดยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดขนอม – หมู่เกาะทะเลใต้ (เตรียมการ) หัวหน้าอุทยานแห่งชาตินายูง – น้ำโสม (เตรียมการ) และหัวหน้าพื้นที่เตรียมการกำหนดเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่แจ่ม ได้นำเสนอผลการแลกเปลี่ยนบทเรียน แผนการดำเนินงานและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จากนั้นมีการนำเสนอ “หลักการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพื้นที่คุ้มครอง” โดย นายประทีป มีคติธรรม วิทยากร  จากนั้น มีประชุมหารือระหว่าง กสม. กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ถึงแนวทางการดำเนินการประกาศเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติหาดขนอม-หมู่เกาะทะเลใต้ (เตรียมการ)/อุทยานแห่งชาตินายูง – น้ำโสม (เตรียมการ) พื้นที่เตรียมการกำหนดเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่แจ่ม การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของประชาชนและชุมชนในเขตพื้นที่อนุรักษ์ซึ่งประกาศภายหลังพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 รวมทั้งมีการหารือติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะในรายงานการตรวจสอบของ กสม. เรื่องสิทธิชุมชน กรณีการสำรวจการถือครองที่ดินของชุมชนในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ จ.อุบลราชธานี กรณีอุทยานแห่งชาติน้ำตกชีโป (เตรียมการ) และแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>20 ส.ค. 2569, 13:55</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ปรีดา ลงพื้นที่เกาะลันตา จ. กระบี่ ชู “ลันตาโมเดล” มุ่งเตรียมการการประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลอูรักลาโว้ยในพื้นที่เกาะลันตา</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17511</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 12 – 14 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพื้นที่ภาคใต้ (สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคใต้) ร่วมกับสถาบันส่งเสริมการบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยทักษิณ และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องจัดกิจกรรม “การถ่ายทอดข้อมูลและแนวทางในการแก้ไขปัญหาแก่ชุมชนชาวเลอูรักลาโว้ย ในพื้นที่อำเภอเกาะลันตา” ณ โรงแรมอนันดา ลันตา รีสอร์ท อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นกิจกรรมสุดท้ายภายใต้โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน เพื่อแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569  ในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคใต้ ได้ประชุมหารือเพื่อพิจารณาภาพรวมข้อมูลการดำเนินโครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน เพื่อแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ภาคใต้ และวันที่ 13 สิงหาคม 2569 กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เป็นประธานกล่าวเปิดกิจกรรม“การถ่ายทอดข้อมูลและแนวทางในการแก้ไขปัญหาแก่ชุมชนชาวเลอูรักลาโว้ย ในพื้นที่อำเภอเกาะลันตา” โดยมี นางสาวอณิชภัทร สิทธิดำรงค์ หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมและเฝ้าระวังสถานการณ์สิทธิมนุษยชน รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคใต้ เป็นผู้กล่าวรายงาน กิจกรรมในครั้งนี้ประกอบด้วย การนำเสนอ หัวข้อ “แนวทางในการแก้ไขปัญหาแก่ชุมชนชาวเลอูรักลาโว้ย ในพื้นที่เกาะลันตา ตามโครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน และแนวทางการขับเคลื่อนเกาะลันตา สู่พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์” ซึ่งเป็นข้อมูลการดำเนินการที่ผ่านมา โดยวิทยากรจาก ม. ทักษิณ และการเสวนา หัวข้อ “บทบาทของภาคีเครือข่ายในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล” โดยวิทยากรจากภาคส่วนที่หลากหลาย ดำเนินรายการโดยนางมณีรัตน์ มิตรปราสาท ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  โครงการนี้เป็นการดำเนินงานเชิงรุก เพื่อแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล โดยเฉพาะประเด็นที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย ผลกระทบจากนโยบายรัฐและการพัฒนาการท่องเที่ยว ผลักดัน “ลันตาโมเดล” ซึ่งได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของชาวเล เพื่อยกระดับเกาะลันตาให้เป็นต้นแบบพื้นที่ที่ชาวเลสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีศักดิ์ศรีท่ามกลางสถานการณ์และบริบทพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงไปจากการรุกคืบของเศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการสลายไปของวิถีชีวิตดั้งเดิม การเร่งรวบรวมข้อมูลประวัติศาสตร์ พื้นที่สุสาน และ “บาฆัด” (พื้นที่พักอาศัยชั่วคราวเพื่อทำการประมงดั้งเดิม) และข้อมูลอื่นเชิงพื้นที่ การมีร่างกติกาชุมชนหรือร่างธรรมนูญชาติพันธุ์อูรักลาโว้ยเกาะลันตา พุทธศักราช 2569 เพื่อเป็นกฎกติกาในการปกครองตนเอง การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม โดยมุ่งหวังให้เป็นพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ทางนิติศาสตร์ตลอดจนเป็นเครื่องมือทางสังคมในการรองรับการประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ตามเจตนารมณ์แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 การหารือที่ผ่านมาภาคีเครือข่ายได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการสนับสนุนให้ชุมชนเป็นเจ้าของเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับวิถีธรรมชาติ แผนการดำเนินงานระยะต่อไปสำนักงาน กสม. ร่วมกับมหาวิทยาลัยทักษิณ และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) สรุปฐานข้อมูลพื้นที่การใช้ประโยชน์ดั้งเดิม เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันสิทธิในระดับนโยบาย เร่งประสานงานและผลักดันทางออกในการแก้ไขปัญหา นำข้อมูลจากพื้นที่เสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>19 ส.ค. 2569, 07:30</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ศยามล ประชุมหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน กรณีทายาทสมาชิก อส. ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ขอรับสิทธิบำนาญพิเศษ</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17509</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ที่ห้องประชุม 606 สำนักงาน กสม. และสื่อออนไลน์ zoom meeting นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายสุเรนทร์ ปะดุกา ผู้ตรวจราชการ และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. จัดประชุมประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน กรณีทายาทสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ที่เสียชีวิต ขอความช่วยเหลือให้ประสานหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อรับสิทธิบำนาญพิเศษ โดยมีผู้แทนหน่วยงานของรัฐเข้าร่วมประชุมประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลังและกรมบัญชีกลาง จังหวัดปัตตานี และเจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานงานพุทธวิธีเพื่อสิทธิมนุษยชน วัดตานีนรสโมสร จังหวัดปัตตานี  ในการนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความต้องการเข้าถึงสิทธิบำนาญพิเศษของทายาท อส. ในพื้นที่จังหวัดปัตตานีจำนวน 9 ราย แบ่งออกเป็น 1) กลุ่มที่ยังไม่ได้ยื่นขอรับสิทธิเนื่องจากไม่ทราบสิทธิของตน 2) กลุ่มที่ยื่นคำขอรับสิทธิแล้วแต่ยังไม่ทราบผลการพิจารณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3) กลุ่มที่ยื่นคำขอรับสิทธิแล้ว และกรมบัญชีกลางพิจารณาไม่อนุมัติจ่ายเนื่องจากพ้นระยะเวลา 10 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลทายาท อส. ในพื้นที่จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส ที่มีความต้องการเข้าถึงสิทธิลักษณะเดียวกัน ซึ่งผู้แทนกรมบัญชีกลางและกระทรวงการคลังได้ชี้แจงหลักเกณฑ์การกำหนดสิทธิ การเข้าถึงสิทธิ และกระบวนการพิจารณาคำขอรับสิทธิ ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน พ.ศ. 2497 และระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักเกณฑ์การกำหนดอายุความการยื่นขอรับสิทธิภายในเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ อส. เสียชีวิต รวมถึงสภาพปัญหาที่ค้นพบและแนวทางการแก้ไขเพื่อให้ผู้ทรงสิทธิสามารถเข้าถึงสิทธิได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยและจังหวัดปัตตานีที่ชี้แจงกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนการปฏิบัติของหน่วยงานต้นสังกัดของ อส. รวมถึงการสะท้อนสภาพปัญหาในอดีตเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารกับทายาท การสืบค้นหลักฐานและการรวบรวมข้อเท็จจริงประกอบคำขอรับสิทธิ ส่งผลให้เกิดปัญหาตามเรื่องร้องเรียนนี้ ทั้งนี้ ที่ประชุมได้หารือแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ดังนี้ 1. ผู้แทนจังหวัดปัตตานีและผู้แทนกระทรวงมหาดไทย จะตรวจสอบและเร่งรัดการรวบรวมข้อมูลและเร่งรัดการพิจารณาคำขอของผู้ร้องกลุ่มที่รอผลการพิจารณาข้างต้นให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และจะแจ้งผลให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ทราบด้วย  2. ผู้แทนจังหวัดปัตตานี กำหนดกลไกการแจ้งสิทธิและการอำนวยการเข้าถึงสิทธิของทายาท โดยมอบหมายปลัดอำเภอที่รับผิดชอบเรื่องการเยียวยาประจำท้องที่อำเภอเป็นผู้รับผิดชอบ 3. ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย เห็นชอบให้มีการอบรม สร้างความรู้ความเข้าใจกฎหมาย ระเบียบ และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานโดยจะเผยแพร่ในเว็บไซต์ของหน่วยงานต่อไป 4. กรมบัญชีกลาง จะจัดอบรมเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ หลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับบำเหน็จบำนาญ ให้กับข้าราชการกรมการปกครองระดับอำนวยการสูง (นายอำเภอ) ในเดือนสิงหาคม 2569 5 สร้างการรับรู้และส่งเสริมให้ทายาทที่ยังไม่ขอรับสิทธิบำนาญพิเศษและพ้นอายุความการยื่นขอแล้ว ยื่นขอรับเงินช่วยเหลือตามพระราชบัญญัติสงเคราะห์ผู้ประสบภัยเนื่องจากช่วยเหลือราชการ การปฏิบัติงานของชาติ หรือการปฏิบัติตามหน้าที่มนุษยธรรม พ.ศ. 2543  ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. จะรวบรวมข้อมูลและความคิดเห็นเสนอ กสม. พิจารณา ต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>19 ส.ค. 2569, 07:25</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. เปิดเวทีติดตามข้อมติสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประเด็น “สิทธิมนุษยชนกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ประสานหน่วยงานภาครัฐ–เอกชนทบทวนความคืบหน้า 5 ข้อเสนอแนะ</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17508</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ เศรษฐมาลินี และนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการ กสม. เป็นประธานและนำการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานตามมติสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2568 ประเด็นสิทธิใน อนาคต “สิทธิมนุษยชนกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)” โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคมเข้าร่วม อาทิ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานพัฒนา ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) หน่วยงานด้านแรงงานและการศึกษา สมาคมผู้ประกอบการ ปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) ตลอดจนผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ ในการประชุม ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ กล่าวเน้นย้ำว่า การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อทบทวนข้อมติด้านปัญญา ประดิษฐ์และสิทธิมนุษยชนเมื่อปี 2568 ติดตามความคืบหน้า และปัญหาอุปสรรค ตลอดจนข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อนข้อมติร่วมกัน โดยคนไทยใช้ AI ในชีวิตประจำวันสูงมาก และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นขณะที่การเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบจากการใช้ AI ยังมีความท้าทาย การพัฒนากลไกกำกับดูแลที่มีความโปร่งใส เป็นธรรม และกำหนดความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งดำเนินการควบคู่ไปกับการส่งเสริมนวัตกรรม ด้าน นายวสันต์ นำเสนอภาพรวมและที่มาของข้อมติซึ่งผ่านการรับฟังความคิดเห็นใน 4 จังหวัด โดยย้ำว่าข้อมติวางอยู่บน “หลักสมดุล” ไม่ใช่ “หลักห้าม” เพราะ AI สามารถเป็นครื่องมือส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ในขณะเดียวกัน หากขาดกลไกการกำกับดูแลที่เหมาะสม AI อาจเพิ่มความเสี่ยงหรือขยายผลกระทบของการละเมิดสิทธิที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะสิทธิในความเป็นส่วนตัว การไม่ถูกเลือก ปฏิบัติ และเสรีภาพในการแสดงออก  ในโอกาสนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาความคืบหน้าตามข้อมติหลัก 5 ด้าน ได้แก่ (1) การใช้และพัฒนา AI อย่างรับผิดชอบโดยไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน (2) การพัฒนากฎหมายและกลไกกำกับ ดูแล AI ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ควบคู่กับ การส่งเสริมนวัตกรรม (3) การส่งเสริมให้ภาคธุรกิจพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible AI) ภายใต้การแข่งขันที่เป็นธรรม (4) การส่งเสริมให้ประชาชน ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง มีทักษะด้านดิจิทัลและ AI และ (5) การเตรียมมาตรการ ติดตาม ประเมิน ป้องกัน คุ้มครอง และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยในช่วงการรับฟังและแลกเปลี่ยนการดำเนินงานตามข้อมติ สำนักงาน กสม. ได้รับเกียรติจากวิทยากร 3 ท่านร่วมนำเสนอข้อมูลเชิงลึกในแต่ละประเด็น ดังนี้ นายธิติกร ตระกูลศิริศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ ETDA นำเสนอแผน AI ของไทยที่ยึดหลักจริยธรรมสากล พร้อมยกตัวอย่างงานของ ETDA เช่น ศูนย์ AIGPC คู่มือประเมินผลกระทบ ด้านจริยธรรม (EIA Playbook) ที่คาดว่าจะประกาศใช้ภายในปีนี้ และโครงการ Thailand Banking AI Red Teaming Challenge ซึ่งพบความเสี่ยงจาก hallucination และผลลัพธ์ที่ต่างกันตามภาษาที่ใช้ ทั้งนี้ เห็นว่าไทยควรมีกติกาชัดเจนเกี่ยวกับประเภทและลักษณะการใช้ AI ที่ควรอนุญาตหรือไม่อนุญาต โดยคำนึงถึงบริบทและระดับความพร้อมของแต่ละองค์กร นายหัตถพงษ์ หิรัญรัตน์ เจ้าหน้าที่ศูนย์พัฒนากฎหมาย ETDA นำเสนอความเสี่ยงของ AI ใน 3 มิติ ได้แก่ มิติเชิงระบบ มิติผู้ใช้งาน และมิติเศรษฐกิจสังคม โดยย้ำว่าการกำกับดูแลจำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่หลากหลาย ไม่ควรพึ่งพากฎหมายเพียงอย่างเดียว ส่วนร่างพระราชบัญญัติปัญญาประดิษฐ์ พ.ศ. .... มีแนวทางที่จะไม่สร้างความซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่ แต่เป็นการกำกับดูแลที่มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับให้เท่าทันสถานการณ์ (agile regulation) ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การประเมินผลกระทบก่อนการใช้งาน AI ของหน่วยงานภาครัฐ อธิปไตยด้านข้อมูล (AI sovereignty) และมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ดร. ทัชนันท์ กังวานตระกูล อุปนายก AIEAT นำเสนอมุมมองจากภาคธุรกิจว่า AI สามารถช่วยลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อนและลดอคติในกระบวนการตัดสินใจได้ หากมีการใช้ข้อมูลที่มีคุณภาพและปราศจากอคติตั้งแต่ต้น พร้อมเสนอให้มีมาตรฐานด้านความโปร่งใสของ AI ที่สามารถอธิบายกระบวนการทำงานได้อย่างเหมาะสม มีมาตรการจูงใจสำหรับภาคธุรกิจที่พัฒนาและใช้ AI อย่างรับผิดชอบ ควบคู่กับมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ตลอดจนยกระดับ AI literacy สำหรับประชาชนทั่วไป แรงงาน และผู้กำหนดนโยบาย เพื่อให้การใช้ AI เป็นไปอย่างเหมาะสม ปลอดภัย และรับผิดชอบ ในภาพรวม ผู้เข้าร่วมประชุมมีความเห็นร่วมกันว่า การกำกับดูแล AI จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือและมาตรการที่หลากหลาย มิใช่กฎหมายเพียงอย่างเดียว และควรมีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเทคโนโลยีและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะ หน่วยงานที่มีกฎหมายหรือแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องอยู่แล้วสามารถทบทวนและปรับใช้เครื่องมือที่มีอยู่ให้ครอบคลุมความเสี่ยงและผลกระทบจาก AI ได้ ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะนำข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากการประชุมครั้งนี้ไปประมวลผลและจัดทำสรุปความคืบหน้าการดำเนินงานตามข้อมติสมัชชาสิทธิมนุษยชน “สิทธิมนุษยชนกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)” โดยจะนำเสนอผลดังกล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 ในวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>19 ส.ค. 2569, 07:22</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. จับมือกรมราชทัณฑ์ พัฒนาแนวทางการปฏิบัติงานตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสำหรับเจ้าหน้าที่เรือนจำ มุ่งป้องกันปัญหาและลดความเสี่ยงจากการปฏิบัติงาน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17507</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 13 - 14 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ร่วมกับกรมราชทัณฑ์ จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาแนวทางการปฏิบัติงานตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสำหรับเจ้าหน้าที่เรือนจำ ณ โรงแรมทอแสงเฮอริเทจอุบล จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีนางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการอบรม และนายพิทยา จินาวัฒน์ ที่ปรึกษาประจำ กสม. นายวิทยา สุริยสงค์ ผู้ทรงคุณวุฒิ นางสาวชลธิช ชื่นอุระ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมข้อกำหนดกรุงเทพและการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ผู้บริหารสำนักงาน กสม. และผู้แทนกรมราชทัณฑ์ ร่วมเป็นวิทยากร โดยมีเจ้าหน้าที่จากเรือนจำและสถานกักขังในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าร่วม การอบรมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิดว่า การเคารพสิทธิมนุษยชนกับการรักษาความมั่นคง ความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยของเรือนจำมิใช่เรื่องที่แยกออกจากกัน หากแต่สามารถดำเนินไปควบคู่กันได้ โดยการนำหลักสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ จะช่วยให้เจ้าหน้าที่มีกรอบในการตัดสินใจที่ชัดเจน สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยยิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยป้องกันความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือข้อร้องเรียนจากการปฏิบัติงาน กิจกรรมตลอด 2 วันมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนระหว่างสำนักงาน กสม. กรมราชทัณฑ์ วิทยากร และผู้ปฏิบัติงาน โดยมีทั้งการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสิทธิมนุษยชน มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง การป้องกันการทรมาน การตรวจเยี่ยมเชิงป้องกัน และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ตลอดจนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อจำกัดที่เจ้าหน้าที่เรือนจำต้องเผชิญในการปฏิบัติงานจริง เพื่อเชื่อมโยงหลักการและมาตรฐานต่าง ๆ เข้ากับบริบทของงานราชทัณฑ์ ส่วนสำคัญของการอบรมเป็นกิจกรรมเชิงปฏิบัติการที่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่จากแต่ละเรือนจำร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจริงในการปฏิบัติงาน ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การตรวจค้น การแจ้งสิทธิและการร้องเรียน การดูแลสุขภาพและเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังกลุ่มเปราะบาง การดูแลความเป็นอยู่ การป้องกันความรุนแรงระหว่างผู้ต้องขัง การลงโทษทางวินัยและการขังเดี่ยว ตลอดจนการใช้กำลังและเครื่องพันธนาการ โดยร่วมกันพิจารณาความเสี่ยง สาเหตุ วิธีการจัดการ และแนวปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริง จากการแลกเปลี่ยนดังกล่าว คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้นำข้อคิดเห็นและประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมมาสังเคราะห์เป็นร่างเบื้องต้น และนำกลับมาให้ผู้เข้าร่วมร่วมกันพิจารณาและพัฒนาเป็นข้อควรปฏิบัติ (DOs) ข้อควรหลีกเลี่ยง (DON’Ts) และรายการตรวจสอบ (Checklist) สำหรับประกอบการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ โดยมุ่งให้เป็นเครื่องมือที่สอดคล้องทั้งกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชน ความมั่นคงและความปลอดภัยของเรือนจำ ตลอดจนข้อจำกัดและสภาพการปฏิบัติงานจริง ทั้งนี้ ผลจากกิจกรรมจะนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการพัฒนาคู่มือและแนวทางการปฏิบัติงานสำหรับเจ้าหน้าที่เรือนจำต่อไป ในช่วงท้าย นางสาวจำปา ไขแสง ผู้บัญชาการเรือนจำกลางอุบลราชธานี ได้สะท้อนแนวทางการนำผลจากการอบรมไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ โดยจะนำข้อเสนอและผลผลิตจากกิจกรรมกลับไปพิจารณาร่วมกับแนวทางการปฏิบัติงานของเรือนจำ ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ ตลอดจนให้ความสำคัญกับการค้นหาและจัดการความเสี่ยงตั้งแต่ก่อนเกิดปัญหา พร้อมทั้งร่วมแลกเปลี่ยนและพัฒนาแนวทางการทำงานกับกรมราชทัณฑ์ และ กสม. อย่างต่อเนื่อง กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ย้ำว่า การส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในเรือนจำ มิได้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มภาระให้แก่เจ้าหน้าที่ แต่ต้องการให้หลักสิทธิมนุษยชนเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้ง่ายขึ้น มีหลักในการตัดสินใจที่ชัดเจนขึ้น และมีความปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่มากขึ้น โดย กสม. พร้อมสนับสนุนและทำงานร่วมกับกรมราชทัณฑ์และผู้ปฏิบัติงาน เพื่อร่วมกันพัฒนางานเรือนจำให้มีมาตรฐาน ปลอดภัย และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตลอดจนป้องกันปัญหาก่อนที่จะพัฒนาไปสู่การละเมิดสิทธิหรือข้อร้องเรียน ทั้งนี้ การอบรมครั้งนี้นับเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความร่วมมือและช่องทางการประสานงานระหว่าง กสม. กรมราชทัณฑ์ และเจ้าหน้าที่เรือนจำ เพื่อให้การแลกเปลี่ยนและพัฒนาแนวทางด้านสิทธิมนุษยชนและการป้องกันการทรมานสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างเป็นรูปธรรมและสอดคล้องกับบริบทการปฏิบัติงานจริง
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>19 ส.ค. 2569, 07:18</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน จัดทำข้อมูลประกอบประเด็นคำถามประเทศไทย ภายใต้ ICCPR และ ICPPED</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17499</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พรประไพ กาญจนรินทร์ พร้อมด้วยกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปิติกาญจน์ สิทธิเดช และสุภัทรา นาคะผิว รวมถึงเลขาธิการ กสม. หรรษา หอมหวล นำการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความเห็นและรวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วนสำหรับประกอบการจัดทำข้อมูลเสนอประเด็นคำถามล่วงหน้า (List of Issues Prior Reporting: LOIPR) ภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และข้อมูลประกอบการจัดทำประเด็นคำถาม (List of Issues: LOI) ภายใต้อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (ICPPED) ในการนี้ รองเลขาธิการ กสม. จุมพล ขุนอ่อน เข้าร่วม ณ โรงแรม ทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าร่วมประมาณ 60 คน นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ และประธานกรรมการมูลนิธิสิทธิเพื่อสันติภาพ กัณวีร์ สืบแสง เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเน้นย้ำว่า การคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยการทำความเข้าใจสถานการณ์ สิทธิมนุษยชนของประเทศอย่างรอบด้าน ต้องอาศัยข้อมูลจากทุกภาคส่วน รวมถึงการรับฟังมุมมองจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ และผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง โดย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลและมุมมองจากทุกภาคส่วนเพื่อนำเสนอข้อมูลที่เป็นกลางและอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงต่อกลไกสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยมิได้มุ่งวิพากษ์หรือกล่าวโทษฝ่ายใด การประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการร่วมกันระบุประเด็นสิทธิมนุษยชนสำคัญของประเทศไทยเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการประจำสนธิสัญญาแห่งสหประชาชาติ ด้านกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปิติกาญจน์ สิทธิเดช ได้นำเสนอภาพรวมการดำเนินงานของ กสม. ในประเด็นสำคัญ อาทิ สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง สิทธิในกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนการป้องกันการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย ซึ่ง กสม. ติดตามอย่างต่อเนื่องผ่าน การตรวจสอบเรื่องร้องเรียน การประเมินสถานการณ์ และการจัดทำข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมย้ำว่า แม้ประเทศไทยจะมีพัฒนาการหลายด้าน เช่น การประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ICPPED แต่ยังมีความท้าทายในการทำให้หลักประกันตามกฎหมายเกิดผลในทางปฏิบัติ และข้อมูลจาก การทำงานภายในประเทศมีความสำคัญต่อการติดตามพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้ ICCPR และ ICPPED เลขาธิการ กสม. หรรษา หอมหวล ได้ชี้แจงกระบวนการจัดทำประเด็นคำถามภายใต้ ICCPR และ ICPPED โดยประเทศไทยอยู่ในกระบวนการรายงานแบบย่อภายใต้ ICCPR ซึ่ง กสม. สามารถเสนอข้อมูลประกอบการจัดทำ LOIPR ได้ภายในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ขณะที่ภายใต้ ICPPED กสม. สามารถเสนอข้อมูลประกอบการจัดทำ LOI ได้ภายหลังที่รัฐบาลส่งรายงานประเทศฉบับแรกซึ่งคาดว่าจะจัดส่งภายในปี 2569  จากนั้น ที่ประชุมได้ร่วมกันสะท้อนสถานการณ์ ข้อห่วงกังวล และข้อเสนอแนะจากมุมมองและประสบการณ์ใน 4 กลุ่มประเด็น ได้แก่ (1) สิทธิในชีวิตและสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ครอบคลุมประเด็นโทษประหารชีวิต การเสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัว และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม (2) การทรมาน การบังคับบุคคลให้สูญหาย และสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ (3) เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก เสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม การฟ้องคดีปิดปาก การคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และสิทธิในความเป็นส่วนตัว และ (4) สถานะบุคคล ผู้แสวงหาที่พักพิง หลักการไม่ผลักดันบุคคลกลับไปสู่อันตราย และการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์  ทั้งนี้ กสม. จะนำข้อมูลและข้อคิดเห็นที่ได้รับจากการประชุมไปประกอบการจัดทำข้อมูลเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (Human Rights Committee) ภายใต้กติกา ICCPR และคณะกรรมการว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (CED) ภายใต้อนุสัญญา ICPPED เพื่อให้ประเด็นสำคัญด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยได้รับการพิจารณาในกระบวนการติดตามการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>15 ส.ค. 2569, 10:37</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 29/2569 กสม. ตรวจสอบกรณีธนาคารพาณิชย์ห้ามผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไปใช้บริการแอปพลิเคชันธนาคาร แนะยกเลิกข้อกำหนดที่เป็นการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งอายุ  - เชิญร่วมงานสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 วันที่ 27 – 28 สิงหาคม นี้  ขับเคลื่อนประเด็นทุจริตกับสิทธิมนุษยชน และการขจัดการเลือกปฏิบัติ</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17495</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 29/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้ 1. กสม. ตรวจสอบกรณีธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งห้ามผู้สูงอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไปใช้บริการแอปพลิเคชันธนาคาร แนะยกเลิกข้อกำหนดที่เป็นการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งอายุ       นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนเมษายน 2569 ระบุว่า ธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง (ผู้ถูกร้อง) ออกข้อกำหนดและเงื่อนไขห้ามผู้ใช้บัญชีธนาคารที่มีอายุเกิน 70 ปีบริบูรณ์ สมัครใช้บริการแอปพลิเคชันซึ่งเป็นบริการ Mobile Banking บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ขณะที่ธนาคารอื่น ๆ ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขเช่นนี้ ส่งผลให้ผู้สูงอายุไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินหรือเข้าถึงข้อมูลทางการเงินอื่น ๆ ผ่านช่องทางดิจิทัลเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป จึงขอให้ตรวจสอบ จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อปี 2561 ธนาคารพาณิชย์แห่งดังกล่าว ตรวจพบว่ากลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวงนำข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้ากลุ่มผู้สูงอายุไปใช้ลงทะเบียนใช้บริการแอปพลิเคชันธนาคาร ส่งผลให้ลูกค้ากลุ่มดังกล่าวได้รับความเสียหาย จึงกำหนดมาตรการชั่วคราวให้ผู้ใช้บัญชีธนาคารที่อายุเกิน 50 ปีบริบูรณ์ ต้องสมัครใช้บริการที่สาขาเท่านั้น ต่อมาเมื่อปี 2562 ธนาคารได้ยกเลิกมาตรการเดิมและปรับปรุงข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บริการแอปพลิเคชัน โดยกำหนดว่าผู้ใช้บัญชีธนาคารต้องอายุไม่เกิน 70 ปีบริบูรณ์ ทั้งนี้ ไม่ได้กำหนดข้อยกเว้นให้ผู้ที่อายุเกิน 70 ปีบริบูรณ์ สมัครใช้บริการผ่านแอปพลิเคชันหรือสาขาแต่อย่างใด ในขณะที่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดเพียงกระบวนการควบคุมการสมัครใช้บริการที่รัดกุมและปลอดภัย รวมทั้งป้องกันการสวมรอยทำธุรกรรม อีกทั้งธนาคารอื่น ๆ ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขอายุขั้นสูงไว้ในลักษณะเช่นนั้น  กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า ธนาคารผู้ถูกร้อง มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ประกอบกับธนาคารแห่งประเทศไทยมีประกาศเรื่องการบริหารจัดการด้านการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม ที่มุ่งส่งเสริมให้สถาบันการเงินให้บริการที่เหมาะสมเพื่ออำนวยความสะดวกและสนับสนุนการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึงสำหรับลูกค้าผู้สูงอายุ การที่ผู้ถูกร้องออกข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้แอปพลิเคชันโดยกำหนดเงื่อนไขให้บริการผู้ใช้บัญชีธนาคารรายใหม่เฉพาะที่อายุไม่เกิน 70 ปีบริบูรณ์ เป็นการให้บริการทางการเงินดิจิทัลที่ไม่เท่าเทียมกันในลักษณะเหมารวมช่วงอายุใดอายุหนึ่ง โดยไม่พิจารณาถึงความสามารถของผู้สูงอายุแต่ละคน เงื่อนไขการใช้บริการดังกล่าวจึงเป็นการกีดกันหรือจำกัดลูกค้าอย่างไม่เป็นธรรม อันเป็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องอายุ ไม่สอดคล้องกับหลักความเสมอภาคและหลักการไม่เลือกปฏิบัติต่อบุคคล ตลอดจนเป็นการจำกัดสิทธิในการเข้าถึงบริการทางการเงินในบริบทดิจิทัลเกี่ยวเนื่องกับสิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอสำหรับความเป็นอยู่ที่ดี ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ได้บัญญัติรับรองไว้ นอกจากนี้ หลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNGPs) ยังกำหนดให้ภาคธุรกิจรับผิดชอบในการเคารพสิทธิมนุษยชนและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังนั้น เมื่อข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บริการแอปพลิเคชันของผู้ถูกร้องเป็นการเลือกปฏิบัติต่อผู้สูงอายุ ส่งผลให้ผู้สูงอายุในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคมถูกแยกหรือกีดกันออกจากบริการทางการเงินพื้นฐาน จึงรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน  ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะธนาคารพาณิชย์ผู้ถูกร้อง ให้แก้ไขปรับปรุงข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บริการแอปพลิเคชัน โดยให้ยกเลิกเกณฑ์จำกัดอายุขั้นสูง 70 ปีบริบูรณ์ ในการสมัครใช้บริการ Mobile Banking และแจ้งข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บริการฉบับใหม่แก่ผู้ใช้บัญชีธนาคารที่อายุเกิน 70 ปีบริบูรณ์ ซึ่งเคยถูกปฏิเสธการสมัครใช้บริการและเปิดช่องทางเฉพาะให้สามารถสมัครใช้บริการใหม่ได้ นอกจากนี้ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยแก้ไขปรับปรุงประกาศ เรื่อง การบริหารจัดการด้านการให้บริการแก่ลูกค้าที่เป็นธรรม (market conduct) เพื่อวางหลักการห้ามเลือกปฏิบัติต่อบุคคลและคุ้มครองกลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง และศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงการให้บริการทางการเงินดิจิทัลที่มุ่งไปสู่สังคมไร้เงินสด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับและคุ้มครองสิทธิสำหรับบุคคลที่ไม่ประสงค์จะใช้บริการ หรือไม่สามารถเข้าถึงบริการแอปพลิเคชันทางการเงิน เพื่อไม่ให้บุคคลดังกล่าวถูกแยกหรือกีดกันออกจากระบบการเงินพื้นฐาน พร้อมกันนี้ ให้ร่วมกับสมาคมธนาคารไทยและกรมกิจการผู้สูงอายุ พัฒนาและปรับปรุงส่วนต่อประสานผู้ใช้งาน (user interface) ของแอปพลิเคชัน Mobile Banking ให้มีรูปแบบการใช้งานเฉพาะที่รองรับความต้องการของกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง  สุดท้ายนี้ ให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และสมาคมธนาคารไทยร่วมกันสร้างความตระหนักรู้เรื่องสิทธิมนุษยชน และธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน เพื่อให้สถาบันการเงินดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคมตามหลักการความยั่งยืนสากล 2. กสม. กำหนดจัดงานสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “หยุดเลือกปฏิบัติ หยุดทุจริต เพื่อสิทธิที่เท่าเทียม”ชวนขับเคลื่อนประเด็นทุจริตกับสิทธิมนุษยชน และการขจัดการเลือกปฏิบัติ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กำหนดจัดงานสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Human Rights in Action: Equality for all หยุดเลือกปฏิบัติ หยุดทุจริต เพื่อสิทธิที่เท่าเทียม” ระหว่างวันที่ 27 - 28 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ การจัดสมัชชาสิทธิมนุษยชนในปีนี้ กสม. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน ชุมชน ประชาชน รวมถึงภาคเอกชน และสื่อมวลชน ขับเคลื่อน 2 ประเด็นสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ ได้แก่ ทุจริตกับสิทธิมนุษยชน และการขจัดการเลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ ยังมีการติดตามความคืบหน้าของการขับเคลื่อนข้อมติสมัชชาสิทธิมนุษยชนเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมาในประเด็น สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิผู้สูงอายุ สิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวโยงกับปัญญาประดิษฐ์ และสิทธิแรงงาน โดยข้อมูลและข้อคิดเห็นที่ได้จากการแลกเปลี่ยนร่วมกันจะเป็นข้อมูลสำคัญในการจัดทำรายงานประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย หรือข้อเสนอแนะในการแก้ไขกฎหมายเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เสนอไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบและดำเนินการต่อไป งานสมัชชาสิทธิมนุษยชนประจำปี 2569 ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ กิจกรรม “Human Rights Journey” ส่งเสริมความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน และการเสวนากรณีปัญหาทะเบียนประวัติอาชญากรกับผู้พ้นโทษ หัวข้อ Restart ชีวิต คืนสิทธิในสังคม กสม. ขอเชิญชวนประชาชนทั่วไปหรือผู้ที่สนใจเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นและให้ข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนร่วมกับสมัชชาสิทธิมนุษยชนได้ ผ่านระบบออนไลน์ zoom meeting หรือติดตามการถ่ายทอดสดและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางแฟนเพจเฟซบุ๊ก สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ14 สิงหาคม 2569
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>15 ส.ค. 2569, 10:17</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ร่วมพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17488</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 เวลา 07.00 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายศรุติพงศ์ จิราดิษพงศ์ ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม ประจำปี 2569 ณ ท้องสนามหลวง
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>13 ส.ค. 2569, 07:32</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ศยามล ร่วมเสวนาเรื่องบทบาทรัฐในการสนับสนุนกลุ่มชาติพันธุ์ของประเทศไทย แนะฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการอนุรักษ์และรับมือภัยพิบัติ หนุนการบังคับใช้กฎหมายชาติพันธุ์บนฐานการมีส่วนร่วม</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17487</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันที่ 11 สิงหาคม 2569 เวลา 11.00 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วม เวทีเสวนาหัวข้อ “กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง: กระแสโลกสู่สังคมไทย” ในงานรณรงค์สาธารณะเนื่องในวันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ประจำปี 2569 ณ ห้องประชุมสัมมนา ชั้น B2 อาคารรัฐสภา เขตดุสิต กรุงเทพฯ ในการนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เสวนาและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทรัฐในการสนับสนุนเผ่าพื้นเมืองของประเทศไทย ร่วมกับ ผศ.ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร นางเรไร เที่ยงธรรม ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นายณัฐวุฒิ บัวประทุม รองประธานคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร และนางสาวพิราวรรณ วงศ์นิธิสถาพร มูลนิธิเพื่อการประสานงานชนเผ่าพื้นเมืองเอเชีย (AIPP) โดยมีนางสาวนาตยา แวววีรคุปต์ สถานีโทรทัศน์ ThaiPBS เป็นผู้ดำเนินรายการ วงเสวนาสะท้อนประเด็นสำคัญเกี่ยวกับภูมิปัญญาดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งในด้านองค์ความรู้และมรดกวัฒนธรรมที่ล้วนเกื้อหนุนการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การบวชป่าและป่าศักดิ์สิทธิ์ การทำเหมืองฝาย และการทำไร่หมุนเวียนเพื่อให้เกิดการพักฟื้นและฟื้นฟูของระบบนิเวศตามธรรมชาติ ซึ่งภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์เป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่าและสอดคล้องกับการอนุรักษ์ และเป็นองค์ความรู้ที่รัฐไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่ม อย่างไรก็ดี การพรากหรือบังคับกลุ่มชาติพันธุ์ให้ออกจากพื้นที่ป่าดั้งเดิม หรือการจำกัดการเข้าถึงพื้นที่โดยไม่เคารพสิทธิมนุษยชนของคนกลุ่มนี้ อาจเป็นการตัดวงจรความรู้และภูมิปัญญาอันมีค่า โดยเห็นว่ากรอบใหม่ของการอนุรักษ์ทรัพยากรในโลกต้องมิใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่คุ้มครอง แต่ต้องเพิ่มความเป็นธรรม สิทธิ และการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นและกลุ่มชาติพันธ์ เพื่อให้คนที่มีความสัมพันธ์กับป่าและระบบวัฒนธรรมที่ค้ำจุนระบบนิเวศได้ทำหน้าที่ดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน สำหรับประเทศไทย การมีและบังคับใช้กฎหมายชาติพันธุ์ หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 เมื่อปีที่ผ่านมา นับเป็นความก้าวหน้าเชิงนโยบายในการคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งด้านความมั่นคงในที่ดินที่อาศัยและการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติเวทีเสวนาสะท้อนว่ายังมีข้อท้าทายหลายประการที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไข เช่น การทำงานแยกส่วนของหน่วยงานรัฐที่บังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับที่ดินและป่าไม้ การมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ยังอยู่ในระดับล่าง ไม่ใช่ระดับตัดสินใจ องค์ความรู้ทางธรรมชาติ และภูมิปัญญาทางพันธุกรรมที่เกี่ยวกับการใช้ การคัดเลือก ดูแลรักษา และพัฒนาทรัพยากรชีวภาพพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์พื้นบ้าน ยังไม่ถูกนำไปปรับใช้ในการจัดการทรัพยากรและภัยพิบัติ ซึ่งในประเด็นหลังนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีความเห็นให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ฟื้นฟูภูมิปัญญาดั้งเดิมและนำไปบูรณาการปรับใช้กับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่อเสริมศักยภาพในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ และภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น กรรมการสิทธิมนุษยชนกล่าวเพิ่มเติมว่า หากรัฐปล่อยปละละเลยหรือบีบบังคับให้กลุ่มชาติพันธุ์อยู่ตามยถากรรมภายใต้ข้อจำกัดทางกฎหมาย เช่น การจำกัดพื้นที่ แต่เพียงอย่างเดียว การแก้ไขปัญหาเรื่องการอนุรักษ์ป่ายอมไม่ประสบผล แนวทางที่ยั่งยืนคือการส่งเสริมการมีส่วนร่วม การเคารพในวิถีวัฒนธรรม และนำภูมิปัญญาดั้งเดิมมาปรับใช้ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญได้ทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการประสานความร่วมมือกับทุกกลไกของรัฐและภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาตพันธุ์ โดยที่ผ่านมามีการออกหน่วยเคลื่อนที่ “คลินิกสิทธิมนุษยชน” เพื่อให้ความช่วยเหลือเรื่องสถานะบุคคล ตลอดจนให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องสิทธิในที่ดินและที่อยู่อาศัยแก่กลุ่มชาติพันธุ์และผู้ไร้สถานะ โดยแผนการดำเนินการนับจากนี้ กสม. จะมุ่งขับเคลื่อนการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 เพื่อให้มีการประกาศพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรม รวมทั้งจะร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรเสริมสร้างศักยภาพด้านกฎหมายให้กับประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ต่อไปด้วย  ทั้งนี้ งานวันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ประจำปี 2569 มีการจัดกิจกรรมตั้งแต่วันที่ 9 – 11 สิงหาคม 2569 โดยมีทั้งกิจกรรมการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ การแสดงเชิงวัฒนธรรม และการประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อนกฎหมายชาติพันธุ์ เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ตลอดจนติดตามความคืบหน้าการขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์และการเลือกสมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย (สคสช.) รวมถึงเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมือง หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคมและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันผลักดันการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเป็นรูปธรรม
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>13 ส.ค. 2569, 07:29</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวแกงตกต่ำและพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17486</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ที่ห้องประชุม 709 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) นายไพโรจน์ พลเพชร และนางรัตติกุล จันทร์สุริยา ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายสุเรนทร์ ปะดุกา ผู้ตรวจราชการ และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. จัดประชุมประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน กรณีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนมะพร้าวแกงในพื้นที่อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร้องเรียนขอให้ช่วยเหลือในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของเกษตรกรจากปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำและขอให้ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี โดยมีผู้แทนหน่วยงานเข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าต่างประเทศ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมศุลกากร คณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้ทรงคุณวุฒิที่ กสม. กำหนดและเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว ในการนี้ ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและรับทราบสถานการณ์มะพร้าวแกงสรุปว่า สถานการณ์มะพร้าวแกงของประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การผลิต การบริหารจัดการภาครัฐ และการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการประกอบอาชีพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเกษตรกร โดยในด้านเศรษฐกิจพบว่าเกษตรกรประสบปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ค่าปุ๋ยและสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ค่าแรงงาน ค่าขนส่ง ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพและต้องหารายได้เสริม อันเป็นการสร้างภาระแก่เกษตรกรมากขึ้น ในด้านการผลิตพบว่าเกษตรกรเผชิญปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยแล้ง การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำไม่เพียงพอ ขณะที่ภาครัฐดำเนินมาตรการส่งเสริมการผลิตแต่ยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากร งบประมาณ และเงื่อนไขการดำเนินงาน ทำให้การส่งเสริมยังไม่ครอบคลุมเกษตรกรส่วนใหญ่  นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายการค้าภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศ การนำเข้ามะพร้าวและผลิตภัณฑ์มะพร้าวจากต่างประเทศ ก่อให้เกิดข้อกังวลผลกระทบต่อกลไกราคาภายในประเทศ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ผลผลิตภายในประเทศมีปริมาณออกสู่ตลาดจำนวนมาก ประกอบกับการบริหารจัดการฐานข้อมูลผลผลิตที่ยังไม่สะท้อนข้อเท็จจริงในพื้นที่ ส่งผลให้การวางแผนด้านอุปสงค์ อุปทาน และการกำหนดมาตรการบริหารจัดการสินค้าเกษตรขาดความแม่นยำและส่งผลต่อการกำหนดนโยบายของรัฐบาล จากสถานการณ์ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าปัญหามะพร้าวแกงของประเทศไทยมิได้เป็นเพียงปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ หากแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การนำเข้า การตลาด ตลอดจนระบบฐานข้อมูลและกลไกการกำหนดนโยบาย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกร  ในการนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ข้อมูลและเสนอความเห็นในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของเกษตรกร สรุปว่า การแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำมีความเชื่อมโยงกับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งเรื่องการผลิต ผลผลิตของเกษตรกร การนำเข้า การส่งออก และความต้องการตลาด และพบว่าการดำเนินการของประเทศไทยภายใต้พันธกรณีเขตการค้าเสรี WTO และ AFTA ในการนำเข้ามะพร้าวปอกเปลือก เนื้อแห้ง และน้ำมันมะพร้าวซึ่งมีปริมาณนำเข้าในปีปัจจุบันลดลง 7% จากปีที่แล้ว และได้ขอความร่วมมือผู้นำเข้าให้หยุดนำเข้าชั่วคราวเพื่อช่วยเกษตรกร ส่วนตัวเลขการนำเข้ากะทิสำเร็จรูปและกะทิแช่แข็งพบการเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2566-2568 ซึ่งอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาในประเทศตกต่ำ เนื่องจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีอายุเก็บรักษานาน และอาจไปกดดันตลาด นอกจากนี้ พบข้อมูลว่า ปัจจุบันสถานการณ์ราคามะพร้าวมีแนวโน้มดีขึ้น โดยมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับข้อเรียกร้องให้กำหนดกลไกคณะกรรมการมะพร้าวแห่งชาตินั้น หน่วยงานเสนอให้ใช้กลไกคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชซึ่งมีคณะอนุกรรมการมะพร้าวอยู่ภายใต้กลไกดังกล่าวด้วย โดยให้เกษตรกรเสนอผู้แทนเข้าไปเป็นองค์ประกอบของคณะ และขับเคลื่อนไปสู่การจัดตั้งเป็นคณะกรรมการมะพร้าวแห่งชาติต่อไป อย่าไรก็ตาม เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวเรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการ ให้การบริหารจัดการมะพร้าวอยู่ภายใต้กลไกถาวร ไม่เปลี่ยนแปลงตามรัฐบาล เพื่อให้เกิดเสถียรภาพและแผนงานระยะยาว เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจที่แยกออกมาจากคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชโดยมีสัดส่วนของผู้แทนเกษตรกรที่แท้จริงจากการเลือกตั้งตามพื้นที่เพาะปลูก การประกาศให้มะพร้าวเป็นพืชเศรษฐกิจเพื่อให้มีกฎหมายรองรับและมีมาตรการคุ้มครองที่ชัดเจน การควบคุมสินค้านำเข้าโดยกำหนดให้มะพร้าวผลแก่และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวเป็นสินค้าควบคุมเพื่อจำกัดปริมาณการนำเข้าและปกป้องราคาในประเทศ รวมถึงการส่งเสริมและปกป้องสินค้า GI การแสดงฉลากผลิตภัณฑ์เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ของประเทศไทยได้ และการแก้ไขปัญหาแรงงานสัตว์เพื่อขจัดข้ออ้างในการกีดกันทางการค้าโดยคำนึงถึงบริบทของเกษตรกรรายย่อย ทั้งนี้ เพื่อให้การแก้ไขปัญหามะพร้าวแกงเป็นไปอย่างเป็นระบบและยั่งยืน อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเกษตรกรไทยอย่างแท้จริง สำนักงาน กสม. จะรวบรวมข้อมูลและความคิดเห็นทั้งหมดเสนอคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพิจารณา และเสนอแนะต่อรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>13 ส.ค. 2569, 07:20</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม.ศยามล จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในการจัดการพื้นที่ป่าแม่แจ่มในพื้นที่ ต.แม่ศึกและต.แม่นาจร อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ภายใต้โครงการ “คลินิกสิทธิมนุษยชน”</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17485</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมกับนายศักดิ์สิทธิ์ บุตรอุมดม หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่แจ่ม (เตรียมการ) จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในการจัดการพื้นที่ป่าแม่แจ่มในพื้นที่ ตำบลแม่ศึกและตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้โครงการ “คลินิกสิทธิมนุษยชน” โดยมีนายประทีป มีคติธรรม ผู้ทรงคุณวุฒิ/WWF Thailand นายชัชช์ แก้วบุตร ปลัดอำเภอแม่แจ่ม นายพิศุทธิ์ ลักษวุธ ผู้แทนสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) พร้อมด้วยผู้แทนองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ศึก ผู้แทนสมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคเหนือ และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพื้นที่ภาคเหนือ (สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคเหนือ) ร่วมให้ข้อมูลและรับฟังข้อคิดเห็นจากประชาชน โดยการประชุมดังกล่าวมีผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ตำบลแม่ศึกและตำบลแม่นาจรเข้าร่วมกว่า 60 คน ณ ห้องประชุมอำเภอแม่แจ่ม ในการประชุมผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนมีความเห็นและข้อเสนอในภาพรวมสอดคล้องกันว่า ไม่เห็นด้วยกับการประกาศพื้นที่เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่แจ่มเนื้อที่ประมาณ 67,321 ไร่ โดยเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งต้นน้ำที่ชุมชนดูแลรักษาสืบเนื่องมายาวนาน มีกฎกติกา แผนที่การใช้ประโยชน์ที่ดิน และระบบการจัดการไฟป่าของชุมชนอยู่แล้ว อีกทั้งพื้นที่ยังคงมีสถานะเป็นป่าสงวนแห่งชาติที่มีกฎหมายกำกับดูแลจึงเสนอแนวทางการจัดการพื้นที่โดยภาพรวม ดังนี้  (1) ให้ชุมชนเป็นผู้ดูแลจัดการพื้นที่ของตนเองผ่านกลไกป่าชุมชน และ/หรือ พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งสามารถดำเนินการควบคู่กันได้ โดยมีหน่วยงานภาครัฐทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและสนับสนุน (2) ปรับบทบาทของภาครัฐจากการประกาศเขตควบคุมทับพื้นที่ มาเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรที่ชุมชนดำเนินการอยู่แล้วให้เข้มแข็งและยั่งยืนยิ่งขึ้น (3) พิจารณาแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนอื่นในอำเภอแม่แจ่มในคราวเดียวกันอย่างเป็นระบบ  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีหน้าที่ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน จะดำเนินการต่อกรณีนี้โดยยึดโยงกับหลักสิทธิมนุษยชนเป็นสำคัญ ทั้งสิทธิชุมชนในการจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน สิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ในการดำรงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของตน ตลอดจนหลักการมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นของผู้ได้รับผลกระทบก่อนการดำเนินการของรัฐ ควบคู่กับหลักการอนุรักษ์ทรัพยากรบนฐานสิทธิมนุษยชน  ทั้งนี้ กสม. จะรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอของชุมชน เพื่อประสานและเสนอแนะเชิงนโยบายต่อกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติดำเนินไปควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของประชาชน โดยมิให้เกิดการละเมิดสิทธิหรือการเลือกปฏิบัติ พร้อมผลักดันให้ชุมชนเข้าถึงสิทธิตามกฎหมายอย่างแท้จริงและมีระบบสนับสนุนที่ยั่งยืนต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>13 ส.ค. 2569, 07:16</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ร่วมงานรณรงค์สาธารณะเสริมพลังร่วมขับเคลื่อนพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17477</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (Thai PBS) นางสาวปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชน สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ร่วมงานวันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ประจำปี 2569 เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ตลอดจนติดตามความคืบหน้าการขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์และการเลือกสมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย (สคสช.) รวมถึงเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคมและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันผลักดันการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเป็นรูปธรรม นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ร่วมเป็นวิทยากรในเวที Policy Forum ครั้งที่ 79 ตรวจการบ้าน 1 ปี บังคับใช้ - ไปต่อ กฎหมายชาติพันธุ์” โดยมีผู้แทนจากสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ประธานกรรมการนโยบาย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) กรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ร่วมในการเสวนาดังกล่าว นอกจากนี้ นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ และนางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เข้าร่วมงานและรับฟังในเวทีดังกล่าว นางปรีดา กล่าวว่า การมีกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ถือเป็นพัฒนาการสำคัญในการรับรองและคุ้มครองสิทธิ อัตลักษณ์ ภาษา วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ สิ่งสำคัญคือการทำให้กลไกและมาตรการตามกฎหมายสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับพื้นที่ และทำให้สิทธิที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายเกิดขึ้นจริงในชีวิตของประชาชน ซึ่งประเด็นสำคัญที่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ การขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ การจัดทำกฎหมายลำดับรองและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง การจัดตั้งและพัฒนากลไกคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ การจัดทำระบบและศูนย์ข้อมูลด้านชาติพันธุ์ ตลอดจนการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ในการกำหนดนโยบายและมาตรการที่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของตนเอง โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการดังกล่าว เพื่อให้การดำเนินงานของภาครัฐสอดคล้องกับความต้องการและบริบทของแต่ละชุมชน  ทั้งนี้ ในสถานการณ์และปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน นางปรีดา ได้กล่าวถึง ปัญหาสิทธิในที่ดินและที่ทำกิน ตลอดจนสถานะบุคคลและสัญชาติ ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ป่าไม้หรือพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งอาจเกิดความทับซ้อนระหว่างการใช้ประโยชน์ในที่ดินของชุมชนกับการบังคับใช้กฎหมายด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ได้ยกตัวอย่างกรณี พื้นที่เตรียมการประกาศจัดตั้งอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท จังหวัดลำปาง เป็นกรณีตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการบูรณาการและประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชนและชุมชนในพื้นที่ โดยการดำเนินการของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดแนวเขต การประกาศหรือเตรียมการจัดตั้งพื้นที่อนุรักษ์ และการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควรคำนึงถึงข้อเท็จจริงและสภาพพื้นที่เป็นรายกรณี รวมถึงประวัติการตั้งถิ่นฐานและการครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินของประชาชน วิถีชีวิตและการดำรงชีพของชุมชน ตลอดจนพยานหลักฐานและข้อมูลเชิงพื้นที่ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน  ทั้งนี้ การขับเคลื่อนการคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ควรดำเนินควบคู่กับหลักการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 70 ซึ่งกำหนดให้รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมได้อย่างสงบสุขโดยไม่ถูกรบกวน รวมทั้งสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะปฏิญญาว่าด้วยสิทธิของประชาชาติท้องถิ่นดั้งเดิมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Declaration on the Rights of Indigenous Peoples: UNDRIP) ซึ่งให้ความสำคัญกับสิทธิในการกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง สิทธิทางวัฒนธรรม การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องที่มีผลกระทบต่อตนเอง ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับที่ดิน เขตแดน และทรัพยากรธรรมชาติ ในเวทีเสวนาดังกล่าว ยังมีการแลกเปลี่ยนมุมมองและให้ความสำคัญกับการแก้ไขอคติและภาพเหมารวมต่อกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกลุ่มชาติพันธุ์กับปัญหาไฟป่า การเผา ฝุ่นละออง PM2.5 หรือการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในลักษณะเหมารวม ซึ่งอาจนำไปสู่การตีตรา การเลือกปฏิบัติ และการลดทอนคุณค่าของกลุ่มชาติพันธุ์ การสื่อสารสาธารณะเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวจึงควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง หลักสิทธิมนุษยชน และบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงนำองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวิถีปฏิบัติของชุมชนมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม การจัดงานในครั้งนี้ สำนักงาน กสม. ในฐานะองค์กรร่วมจัดงานได้ร่วมจัดกิจกรรมที่สำคัญ ประกอบด้วย กิจกรรมประกาศเจตนารมณ์ ร่วมก่อ ทอฝัน สานพลัง ขับเคลื่อนกฎหมายชาติพันธุ์ การจัดตั้งนิทรรศการ ร่วมกิจกรรมเฉลิมฉลองเนื่องในวันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยและวันชนเผ่าพื้นเมืองโลก และร่วมเรียนรู้และลิ้มรส อาหารชนเผ่าพื้นเมืองจากภูผาสู่มหานที  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยมุ่งผลักดันให้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 สามารถนำไปสู่การคุ้มครองสิทธิในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการดำรงวิถีชีวิต อัตลักษณ์ วัฒนธรรม การมีส่วนร่วมของชุมชน และการเข้าถึงสิทธิและบริการของรัฐ โดย กสม. มีบทบาทในการติดตาม ตรวจสอบข้อเท็จจริง รับเรื่องร้องเรียน ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะประเด็นที่ดินและที่ทำกิน พื้นที่ทับซ้อนกับพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่อนุรักษ์ สถานะบุคคลและสัญชาติ ตลอดจนการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ดังนั้นเวที Policy Forum ครั้งที่ 79 จึงนับเป็นพื้นที่สำคัญในการทบทวนผลการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ในช่วง 1 ปีแรก และร่วมกันกำหนดทิศทางการดำเนินงานในระยะต่อไป โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจาก “การรับรองสิทธิในบทบัญญัติของกฎหมาย” ไปสู่ “การคุ้มครองสิทธิที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของประชาชน” พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจต่อสังคมว่า ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภาษา วัฒนธรรม และวิถีชีวิต มิใช่อุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ หากแต่เป็นคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรมที่ควรได้รับการยอมรับ เคารพ และคุ้มครองภายใต้หลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค และหลักสิทธิมนุษยชน
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>11 ส.ค. 2569, 09:22</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุภัทราเป็นวิทยากรกิจกรรมเสริมสร้างทักษะการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนแก่องค์กรภาคีเครือข่าย</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17475</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 6 - 7 สิงหาคม 2569 นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นวิทยากรในกิจกรรมเสริมสร้างทักษะการจัดกิจกรรมด้านการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนแก่องค์กรภาคีเครือข่าย ภายใต้โครงการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักด้านสิทธิมนุษยชน จัดโดยสำนักงาน กสม. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้และพัฒนาองค์ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนแก่ผู้แทนองค์กรเครือข่าย ภาคประชาสังคม ให้มีความรู้ความเข้าใจและมีทักษะในการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้านสิทธิมนุษยชน รวมถึงเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การปฏิบัติงานภายใต้หลักการสิทธิมนุษยชน และพัฒนาความร่วมมือในการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชน โดยมีกลุ่มเป้าหมายจากองค์กรภาคประชาสังคมที่ลงนามในบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับสำนักงาน กสม. องค์กรที่ได้รับการจดแจ้ง และภาคประชาสังคมเข้าร่วมกิจกรรม จำนวนรวมประมาณ 40 คน ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร กิจกรรมดังกล่าวมีการฝึกทักษะกิจกรรมกลุ่มเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ โดยวิทยากรจาก Stone Activity และกิจกรรมกระบวนการสร้างการเรียนรู้สิทธิมนุษยชน หัวข้อ “Need and Want” และ หัวข้อ “การตีตรา การเลือกปฏิบัติ” ซึ่งเป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับแนวคิดพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชน ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) รวมถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านกรณีศึกษาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน โดย นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทั้งนี้ กสม. มุ่งเน้นการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในหลักการสิทธิมนุษยชนแก่ผู้ปฏิบัติงานด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับหลักการด้านสิทธิมนุษยชน และเพิ่มศักยภาพในการนำองค์ความรู้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนไปบูรณาการขับเคลื่อนภารกิจภายในองค์กรของตนได้อย่างเป็นรูปธรรม
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>11 ส.ค. 2569, 09:14</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม.ศยามล ประชุมการแก้ไขปัญหาการจัดตั้ง การขยายเขตป่าชุมชนที่มีการทับซ้อนที่ดินของรัฐ การบริหารจัดการ และการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชุมชน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17470</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายเดโช ไชยทัพ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) นางสาวพิมพ์ดาว จันทรขันตี ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 1 และคณะเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ได้ประชุมหารือเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหาสิทธิที่ดินในกระบวนการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้แทนกรมป่าไม้ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาและติดตามการปฏิรูปกฎหมายและการยกเลิกกฎระเบียบล้าสมัย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย จังหวัดเชียงใหม่ กรมที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และตัวแทนผู้ร้อง ณ ห้องประชุม 606 สำนักงาน กสม. ที่ประชุมได้รับทราบปัญหาสำคัญจากประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งประสบปัญหาความล่าช้าในการขอจัดตั้งและขยายเขตป่าชุมชน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีปัญหาการทับซ้อนกับที่ดินของรัฐประเภทอื่น อาทิ อุทยานแห่งชาติแม่โถ (เตรียมการ) ป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ป่าเศรษฐกิจ เขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และที่สาธารณประโยชน์ โดยแม้จะมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 แล้ว แต่ยังคงประสบปัญหาในทางปฏิบัติ เนื่องจากขาดความชัดเจนของแนวเขตที่ดินของรัฐที่ทับซ้อนกันการบังคับใช้กฎหมายที่แตกต่างกัน รวมถึงพิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชุมชน โดยเห็นว่าความล่าช้าในกระบวนการดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนสูญเสียโอกาสในการดูแลรักษาและใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนอย่างเต็มศักยภาพ ทั้งในด้านการป้องกันไฟป่า การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเห็นว่า ปัญหาป่าชุมชนในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางภูมิประเทศและมีความทับซ้อนของเขตที่ดินของรัฐหลายประเภท การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยการปฏิรูปกฎหมายที่ครอบคลุมและการสร้างกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส โดยกลไกในระดับจังหวัดจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้น ควบคู่ไปกับการผลักดันให้มีกฎหมายกลางที่จะบัญญัติให้ทุกพื้นที่สามารถมีการตั้งป่าชุมชนได้ และการสนับสนุนด้านงบประมาณและบุคลากร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญเพื่อความยั่งยืนในระยะยาวต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>10 ส.ค. 2569, 10:59</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>สำนักงาน กสม. เสริมสร้างศักยภาพบุคลากร พัฒนากลไกรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นมิตรกับเด็ก (Child-Friendly Complaint Mechanism)</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17468</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 6 - 7 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) จัดฝึกอบรมเกี่ยวกับการเสริมสร้างกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นมิตรกับเด็ก (Child-Friendly Complaint Mechanism) เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะในการรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองสิทธิเด็กตามหลักสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานสากล ให้กับบุคลากรของสำนักงาน กสม. โดยกิจกรรมดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ประเทศไทย ภายใต้แผนงานความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับ UNICEF เพื่อพัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นมิตรกับเด็ก โดยมีบุคลากรของสำนักงาน กสม. ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการรับเรื่องร้องเรียน ประมาณ 40 คน ในการนี้ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางสรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วมการอบรมดังกล่าวด้วย ณ โรงแรมเดอะ คาวาลิ คาซ่า รีสอร์ท จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเปิดการอบรมว่า เด็กเป็นบุคคลที่มีความเปราะบางและต้องได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ การพัฒนากลไกรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นมิตรกับเด็กจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มช่องทางการร้องเรียนหรือพัฒนาระบบเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นการสร้างหลักประกันให้เด็กสามารถเข้าถึงความยุติธรรม ได้รับการรับฟัง และได้รับการคุ้มครองสิทธิตามหลักสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า สำนักงาน กสม. ให้ความสำคัญกับสิทธิเด็ก จึงจัดอบรมเพื่อยกระดับศักยภาพของบุคลากรให้สามารถปฏิบัติงานโดยยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก และสร้างความเชื่อมั่นในกลไกการคุ้มครองสิทธิให้กับเด็กเมื่อถูกละเมิด การอบรมได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานด้านการคุ้มครองเด็กและกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ นางธีราพร สุริสีหเสถียร ผู้อำนวยการสำนักงานยุทธศาสตร์กระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child: CRC) มาตรฐานสากล และกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็กที่เกี่ยวข้อง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ปรียานุช โชคธนวณิชย์ ชูพินิจ อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรยายแนวทางการสื่อสารกับเด็กตามหลักการดูแลที่คำนึงถึงผลกระทบจากบาดแผลทางใจ (Trauma-Informed Care) เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถสร้างความไว้วางใจ รับฟัง และสื่อสารกับเด็กได้อย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงผลกระทบทางจิตใจและประสบการณ์ของเด็กที่เคยเผชิญความรุนแรงหรือการละเมิดสิทธิ  สำนักงาน กสม. ยังได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิเด็ก ประกอบด้วย นางสาววาสนา เก้านพรัตน์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก นางสาวพรสวรรค์ วรวิศัลย์กุล ผู้อำนวยการศูนย์ช่วยเหลือสังคม และนายชูชาติ ไตรกลิ่น นักพัฒนาสังคม จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ด้านการคุ้มครองเด็ก และฝึกปฏิบัติ (Workshop) ให้กับผู้เข้ารับการอบรม ผ่านกรณีศึกษา เพื่อฝึกทักษะการวิเคราะห์ข้อเท็จจริง การสื่อสาร และการดำเนินการที่เหมาะสมกับเด็ก นอกจากนี้ ผู้เข้ารับการอบรมยังได้เรียนรู้การใช้งานเว็บไซต์เพื่อรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นมิตรกับเด็ก ซึ่งเป็นช่องทางใหม่ที่สำนักงาน กสม. พัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มการเข้าถึงกระบวนการร้องเรียนของเด็กและส่งเสริมให้เด็กสามารถใช้สิทธิในการร้องเรียนได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และเหมาะสมกับวัย การอบรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับกระบวนการรับเรื่องร้องเรียนและการปฏิบัติงานของบุคลากร เพื่อพัฒนากลไกการรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นมิตรกับเด็กของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยคาดหวังว่าเด็กทุกคนจะสามารถเข้าถึงการร้องเรียนเมื่อประสบปัญหาหรือถูกละเมิดสิทธิได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และสบายใจ อันจะนำไปสู่การคุ้มครองสิทธิเด็กและการเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมตามหลักสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>10 ส.ค. 2569, 10:51</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. และกองทัพอากาศร่วมจัดทำแนวทางปฏิบัติและข้อห้ามปฏิบัติ (DOs &amp; DON’Ts) ด้านสิทธิมนุษยชนในการฝึกทหารกองประจำการ กองทัพอากาศ มุ่งยกระดับมาตรฐานการฝึกที่เคารพสิทธิมนุษยชน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17467</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 5-6 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ร่วมกับกองทัพอากาศ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมการฝึกทหารกองประจำการที่เคารพสิทธิมนุษยชน และจัดทำแนวทางปฏิบัติและข้อห้ามปฏิบัติ (DOs & DON’Ts) สำหรับผู้บังคับบัญชาและครูฝึก โดยมีนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายบุญเกื้อ สมนึก นายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. เข้าร่วม ณ โรงแรมโนโวเทล ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต จังหวัดปทุมธานี ในการนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างสำนักงาน กสม. และกองทัพอากาศในการยกระดับมาตรฐานการฝึกทหารใหม่และทหารกองประจำการที่มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง โดยจากการตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันที่ผ่านมา พบว่ากองทัพอากาศให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของกำลังพล และหน่วยรับการตรวจเยี่ยมได้นำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม การจัดทำแนวทางปฏิบัติ DOs & DON’Ts ครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการร่วมกันพัฒนาการฝึกให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน รวมถึงส่งเสริมความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะ ขณะที่นาวาอากาศเอก นรัญจ์ หิญชีระนันทน์ รองเสนาธิการหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน ในฐานะผู้แทนกองทัพอากาศ กล่าวว่า กองทัพอากาศยินดีที่ได้ร่วมมือกับสำนักงาน กสม. ในการจัดทำแนวทางปฏิบัติ DOs & DON’Ts ซึ่งจะช่วยพัฒนากำลังพลให้มีความเป็นมืออาชีพและปฏิบัติหน้าที่สอดคล้องกับกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ กองทัพอากาศได้พัฒนาแนวทางการฝึกอย่างต่อเนื่อง โดยปรับบทบาทครูฝึกจากผู้ฝึกสอน (Instructor) ไปสู่การเป็นโค้ช (Coach) ควบคู่กับการดูแลกำลังพลในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต การป้องกันโรคลมร้อน และการให้คำปรึกษา โดยคาดหวังว่าแนวทางปฏิบัติที่ร่วมกันจัดทำจะสามารถนำไปใช้ได้จริง และช่วยเสริมสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และความเชื่อมั่นต่อกองทัพอากาศ ในการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ผู้บังคับบัญชาและผู้แทนจากหน่วยฝึกทหารกองประจำการของกองทัพอากาศจากทั่วประเทศได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริง พร้อมให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างแนวทางปฏิบัติในประเด็นต่าง ๆ เพื่อให้มีความสอดคล้องกับบริบทของหน่วยฝึกและสามารถนำไปใช้ได้จริง อันสะท้อนถึงความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ระหว่างสำนักงาน กสม. และกองทัพอากาศในการพัฒนามาตรฐานการฝึกทหารกองประจำการของกองทัพอากาศ สำนักงาน กสม. จะนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประชุมครั้งนี้ไปปรับปรุงร่างแนวทางปฏิบัติดังกล่าวให้มีความสมบูรณ์ ก่อนนำเรียนผู้บัญชาการทหารอากาศเพื่อพิจารณาใช้เป็นแนวปฏิบัติสำหรับหน่วยต่าง ๆ ในสังกัดกองทัพอากาศทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้การฝึกทหารกองประจำการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ตลอดจนระเบียบและคำสั่งของกองทัพอากาศที่เกี่ยวข้อง
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>10 ส.ค. 2569, 10:45</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ศยามล ลงพื้นที่ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีโครงการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็ก และทางเดินริมเขื่อนคลองพระโขนงในพื้นที่แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17466</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายอัตถพงษ์ ฉันทานุมัติ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) และคณะเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. รับฟังข้อเท็จจริงและลงพื้นที่ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีโครงการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็ก (ค.ส.ล.) และทางเดินริมเขื่อนคลองพระโขนงในพื้นที่แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ ก่อสร้างชิดแนวเขตที่ดินของอาคารชุดริมคลองพระโขนง ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้พักอาศัยในอาคารชุด รวมถึงก่อให้เกิดผลกระทบด้านเสียง ความเป็นส่วนตัว และทัศนียภาพของอาคารชุดที่เปลี่ยนแปลงไปจากสภาพแวดล้อมเดิมอันเป็นพื้นที่คลองและชุมชนพักอาศัยที่สงบ และการดำเนินโครงการดังกล่าว มิได้สอบถามหรือจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากนิติบุคคลอาคารชุดและผู้พักอาศัยในพื้นที่อย่างเพียงพอ รับฟังข้อเท็จจริงจากผู้ร้อง  ต่อมาเวลา 11.00 น. กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและคณะลงพื้นที่ดูการก่อนสร้างเขื่อนและทางเดินทางเดินริมเขื่อนคลองพระโขนง ตั้งแต่สถานีสูบน้ำคลองพระโขนง ถึงสถานีสูบน้ำคลองเคล็ด ร่วมกับผู้แทนกรุงเทพมหานคร โดยสำนักการระบายน้ำ  ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. จะรับฟังและรวบรวมข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน เพื่อประกอบการจัดทำรายงานผลการตรวจสอบ และเพื่อมุ่งผลักดันให้หน่วยงานรัฐดำเนินโครงการคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและหลักสิทธิมนุษยชน ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาการระบายน้ำของกรุงเทพมหานครอย่างยั่งยืนต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>10 ส.ค. 2569, 10:37</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ศยามลประชุมเชิงปฏิบัติการรับฟังสถานการณ์ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย/ผู้ลี้ภัยในเขตเมือง และผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมากลุ่มใหม่ เพื่อหารือแนวทางการบริหารจัดการการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติอย่างเป็นระบบตามหลักสิทธิมนุษยชน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17465</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังสถานการณ์ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย/ผู้ลี้ภัยในเขตเมือง และผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมากลุ่มใหม่ เพื่อรวบรวมข้อมูลสถานการณ์และข้อเสนอแนะจาก ทุกภาคส่วน เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้แสวงหาที่ลี้ภัย/ผู้ลี้ภัยในเขตเมือง และผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมากลุ่มใหม่ รวมทั้งสนับสนุนการกำหนดมาตรการและแนวทางการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีนางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยนายภาณุพันธ์ สมสกุล ที่ปรึกษาสำนักงาน กสม. เจ้าหน้าที่ กสม. ผู้แทนภาคประชาสังคม ภาควิชาการ องค์การระหว่างประเทศ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อเสนอแนะ ณ โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ ในการนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุมฯ โดยกล่าวถึงหน้าที่ อำนาจ และการดำเนินงานในการส่งเสริม คุ้มครอง และเฝ้าระวังสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับผู้แสวงหาที่ลี้ภัย/ผู้ลี้ภัยในเขตเมือง และผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมากลุ่มใหม่ นอกจากนี้ ดร. พีรดา ภูมิสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ได้นำเสนอผลการทบทวนเอกสารสถานการณ์ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย/ผู้ลี้ภัยในเขตเมืองและผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมากลุ่มใหม่ ข้อท้าทายในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการบริหารจัดการกลุ่มบุคคลดังกล่าวอย่างยั่งยืน  ในการประชุมได้รับเกียรติจาก ดร. ศรีประภา เพชรมีศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาณุภัทร จิตเที่ยง ผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียน ว่าด้วยสิทธิมนุษยชน(AICHR) และ ดร. ศิรดา เขมานิฏฐาไท อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมเป็นวิทยากรแลกเปลี่ยนสถานการณ์ ข้อท้าทาย และข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาและให้การส่งเสริม คุ้มครอง และเฝ้าระวังสิทธิมนุษยชนของผู้แสวงหาที่ลี้ภัย/ผู้ลี้ภัยในเขตเมือง และผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมากลุ่มใหม่อย่างเป็นรูปธรรม ผู้เข้าร่วมประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย/ผู้ลี้ภัยในเขตเมืองและผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมากลุ่มใหม่ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยภายหลังปี 2564 ซึ่งเป็นการโยกย้ายถิ่นฐานแบบผสมผสาน (mixed migration) ทำให้ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนของกลุ่มบุคคลดังกล่าวมีความซับซ้อน ประกอบกับประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองผู้ลี้ภัยและกลไกในการให้ความคุ้มครองผู้ลี้ภัยเป็นการเฉพาะ เนื่องจากไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951 ทำให้การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนมีความท้าทายทั้งด้านสถานะทางกฎหมาย การจัดทำเอกสารแสดงตนหรือที่ใช้พิสูจน์ตัวบุคคล การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะการประกอบอาชีพ การเข้าถึงการศึกษา และบริการสาธารณสุข ตลอดจนมีความเสี่ยงต่อการถูกจับกุม กักขัง และถูกแสวงหาประโยชน์หรือละเมิดสิทธิมนุษยชน อีกทั้งได้แลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางแก้ไขปัญหา อาทิ การจัดทำกฎหมายและนโยบายคนเข้าเมืองระยะยาวอย่างครอบคลุม การสร้างกลไกคัดกรองตามหลักการห้ามผลักดันกลับไปเผชิญอันตราย (Non-Refoulement) การจัดทำฐานข้อมูลและระบบทะเบียนประวัติที่มีความปลอดภัย ตลอดจนการสร้างความรู้ความเข้าใจ และความตระหนักถึงสิทธิมนุษยชน รวมทั้งบทบาทและศักยภาพของผู้แสวงหาที่ลี้ภัย/ผู้ลี้ภัยในการมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย โดยเฉพาะในบริบทของการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged society) สำนักงาน กสม. จะได้นำข้อมูล ความเห็น และข้อเสนอแนะจากการประชุมครั้งนี้ ไปประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้แสวงหาที่ลี้ภัย/ผู้ลี้ภัยในเขตเมือง และผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมากลุ่มใหม่อย่างยั่งยืน และนำไปหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของกลุ่มบุคคลดังกล่าวอย่างเป็นระบบสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>10 ส.ค. 2569, 10:32</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. แลกเปลี่ยนบทบาทการผลักดันกฎหมายตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านภาคบังคับในเวที GANHRI ย้ำความร่วมมือระดับโลกขับเคลื่อนธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17464</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พรประไพ กาญจนรินทร์ พร้อมด้วยที่ปรึกษาประจำ กสม. รัตติกุล จันทร์สุริยา เลขาธิการ กสม. หรรษา หอมหวล และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. เข้าร่วมการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หัวข้อ NHRI Experiences with Mandatory Human Rights Due Diligence (mHRDD) Laws ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งจัดโดยคณะทำงานด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของเครือข่ายพันธมิตรระดับโลกว่าด้วยสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (GANHRI Working Group on Business and Human Rights) การประชุมมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ บทเรียน และบทบาทของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการผลักดันกฎหมายว่าด้วยการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านภาคบังคับ (Mandatory Human Rights Due Diligence: mHRDD) ตลอดจนการส่งเสริมการเข้าถึงการเยียวยาและการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชนในระดับภูมิภาคและระดับสากล ในช่วงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ประธาน กสม. ได้นำเสนอความก้าวหน้าของประเทศไทยในการขับเคลื่อนธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน โดยระบุว่า ภายหลังการประกาศใช้แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (National Action Plan on Business and Human Rights: NAP) ฉบับที่ 1 เมื่อปี 2562 และฉบับที่ 2 เมื่อปี 2566 ประเทศไทยได้พัฒนาสู่การยกร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ พ.ศ. .... (HRDD Law) ซึ่งสะท้อนแนวคิด Smart Mix ที่ผสมผสานมาตรการสมัครใจกับมาตรการทางกฎหมาย พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับกฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ประธาน กสม. ยังได้เน้นย้ำบทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในการส่งเสริมธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมองค์ความรู้และการศึกษาวิจัย การผลักดันเชิงนโยบายผ่านข้อมติสมัชชาสิทธิมนุษยชนเพื่อผลักดันให้บรรจุประเด็น HRDD ไว้ในนโยบายและแผนพัฒนาระดับชาติ รวมถึงการส่งเสริมการจัดตั้งคลินิกด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (BHR Clinic) สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และการร่วมให้ข้อคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ พ.ศ. .... ตลอดจนการผลักดันร่างพระราชบัญญัติป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน (Anti-SLAPP) ประธาน กสม. กล่าวว่า กสม. ได้นำประสบการณ์จากการจัดการเรื่องร้องเรียนด้านสิทธิมนุษยชนและข้อคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ มาใช้ประกอบการเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อให้กฎหมายมีความสมดุล เป็นธรรม และคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง พร้อมทั้งย้ำว่า สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทั่วโลกควรร่วมมือกันแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ เพื่อพัฒนาให้หน้าที่ตามกฎหมายสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง มีประสิทธิภาพ และไม่ก่อให้เกิดภาระเกินสมควรต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ในการประชุม ผู้แทนสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจากสาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐมาลาวี และราชอาณาจักรเดนมาร์ก ได้ร่วมนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนกฎหมายว่าด้วยการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านของภาคธุรกิจ (mHRDD Laws) โดย กสม. สาธารณรัฐเกาหลี ได้ผลักดันให้ภาคเอกชนยกระดับจากมาตรการสมัครใจสู่กฎหมายที่มีผลบังคับใช้ พร้อมจัดทำคู่มือและเครื่องมือประเมินตนเองสำหรับผู้ประกอบการ SMEs เพื่อสร้างความเข้าใจว่ากระบวนการดังกล่าวเป็นการบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจ มิใช่ภาระเพิ่มเติม ด้าน กสม.สาธารณรัฐมาลาวี ได้สะท้อนความสำคัญของการคุ้มครองชุมชนท้องถิ่นและสิทธิแรงงานจากผลกระทบของภาคเกษตรกรรมและเหมืองแร่ พร้อมเสนอให้กฎหมายกำหนดกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่เชื่อมโยงกับการตรวจสอบของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนฐานรากเข้าถึงการเยียวยาได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งเดนมาร์กได้แบ่งปันบทบาทการเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายแก่รัฐบาล เพื่อปรับปรุงกฎหมายภายในให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและกฎระเบียบสหภาพยุโรป พร้อมสนับสนุนเครื่องมือเชิงปฏิบัติการแก่สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อร่วมขับเคลื่อนการยกร่างกฎหมาย mHRDD อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป การประชุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการขับเคลื่อนกฎหมายและมาตรการด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อผลักดันให้การดำเนินธุรกิจเคารพสิทธิมนุษยชนและมีกลไกการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>10 ส.ค. 2569, 10:28</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เรื่อง ขอแสดงความเสียใจต่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์ จังหวัดนนทบุรี</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17459</link>

                
                <description><![CDATA[
                    ตามที่ปรากฏกรณีเด็กนักเรียนชายรายหนึ่งใช้อาวุธปืนกราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ จังหวัดนนทบุรี เมื่อช่วงสายของวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เป็นเหตุให้ครูและนักเรียนหลายรายได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต ขณะที่นักเรียนผู้ก่อเหตุได้ปลิดชีวิตตัวเองในเวลาต่อมานั้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปยังครอบครัวของผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว เหตุการณ์นี้นับเป็นเหตุสลดและสะเทือนขวัญที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของสังคมอย่างยิ่ง เนื่องจากเกิดขึ้นในสถานศึกษาซึ่งควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็กทุกคน และเป็นการก่อเหตุโดยเยาวชนซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ กสม. ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเยียวยาความเสียหายทั้งต่อชีวิตและจิตใจของเด็กนักเรียน ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องทันที ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อลดภาวะบาดแผลทางจิตใจจากเหตุการณ์รุนแรง รวมถึงหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะนี้ขึ้นอีก พร้อมกันนี้ ขอเน้นย้ำถึงหลักการสิทธิเด็กตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม โดยขอความร่วมมือสื่อมวลชนและประชาชนผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์งดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลหรืออัตลักษณ์ส่วนบุคคลที่อาจระบุตัวตนของนักเรียนผู้ก่อเหตุและครอบครัว และขอให้ทุกฝ่ายเคารพในสิทธิความเป็นส่วนตัวของเด็กทุกคนทั้งผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บเพื่อมิให้เกิดการตอกย้ำบาดแผลจากเหตุรุนแรงโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กทุกคนเป็นสำคัญ สุดท้ายนี้ กสม. ขอให้กำลังใจผู้ได้รับผลกระทบทุกฝ่ายและเชื่อมั่นว่าสังคมไทยจะเรียนรู้และก้าวผ่านเหตุรุนแรงนี้ได้ เพื่อปกป้องเด็กทุกคนให้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 7 สิงหาคม 2569
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>7 ส.ค. 2569, 14:55</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 28/2569 กสม. ตรวจสอบกิจการฟาร์มไก่ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนประชาชนกว่า 10 ปี แนะหน่วยงานพิจารณาไม่ต่อใบอนุญาตหากไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ - ชี้กรณีพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรยะลาตรวจเก็บดีเอ็นเอเด็กจากเหตุระเบิดเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก แนะ ตร. ลบข้อมูลและวางแนวปฏิบัติคุ้มครองสิทธิเด็ก - มีหนังสือด่วนที่สุดถึงนายกฯ ขอให้ทบทวนการยุบเลิกธนาคารที่ดิน และปรับปรุงกลไกการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินของประเทศ</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17455</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 28/2569 โดยมีวาระสำคัญ 3 วาระ ดังนี้1. กสม. ตรวจสอบกิจการฟาร์มไก่ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ หลังประชาชนร้องเรียนส่งกลิ่นเหม็นรบกวนนานกว่า 10 ปีแนะหน่วยงานพิจารณาไม่ต่อใบอนุญาตหากไม่สามารถแก้ไขเหตุเดือดร้อนรำคาญได้ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ระบุว่า การประกอบกิจการฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง (ผู้ถูกร้องที่ 1) ในพื้นที่อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทมาตั้งแต่ปี 2557 ได้ส่งกลิ่นเหม็นสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ชุมชนรอบบริเวณฟาร์ม โดยประชาชนในเขตหมู่ที่ 6 และ 8 ตำบลบ้านกลาง อำเภอสันป่าตอง ต้องทนดมกลิ่นเหม็นนานกว่า 10 ปี แม้จะมีผู้ร้องเรียนต่อเทศบาลตำบลบ้านกลาง (ผู้ถูกร้องที่ 2) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหา จึงขอให้ตรวจสอบ กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วปรากฏว่า การประกอบกิจการของฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่แห่งดังกล่าวเป็นระบบปิดที่ได้รับการรับรอง หรือการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการใช้เทคโนโลยีซึ่งคาดว่ามีประสิทธิภาพในระบบบำบัดป้องกันกลิ่น แต่ยังคงสร้างผลกระทบปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นต่อประชาชนโดยรอบ จึงเชื่อได้ว่ามาตรการจัดการกลิ่นเหม็นของฟาร์มไก่ไข่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาผลกระทบได้ทั้งหมด เนื่องจากฟาร์มมีขนาดใหญ่ เลี้ยงไก่จำนวนมากถึง 1.8 แสนตัว อีกทั้งยังอยู่ใกล้ชุมชน ฟาร์มจึงต้องมีมาตรการป้องกันผลกระทบในระดับที่เข้มงวดอย่างมาก       ส่วนเทศบาลตำบลบ้านกลาง แม้จะได้รับเรื่องร้องเรียนและตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกครั้ง พร้อมให้คำแนะนำในการแก้ไขปรับปรุงระบบบำบัดป้องกันกลิ่น ฝุ่นละออง และเสียง จากการประกอบกิจการฟาร์มไก่ไข่แล้วก็ตาม แต่ด้วยเหตุที่ระยะทางของฟาร์มไก่อยู่ใกล้กับชุมชนมาก และมาตรการที่มีอยู่ไม่อาจป้องกันผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ ผู้ร้องและประชาชนที่อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงจึงยังคงได้รับผลกระทบมาต่อเนื่อง และเมื่อพิจารณาแนวคำพิพากษาเกี่ยวกับเหตุรำคาญจากการประกอบกิจการเลี้ยงไก่ของศาลปกครองสูงสุดที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องพิจารณาเรื่องระยะห่างของสถานที่ประกอบกิจการเลี้ยงไก่ตามคำแนะนำของกรรมการสาธารณสุข เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและไม่ก่อเหตุรำคาญ ประกอบกับเทศบาลตำบลบ้านกลางไม่ได้ออกคำสั่งแก้ไขปัญหาเหตุรำคาญให้แก่ประชาชนตามข้อร้องเรียน จึงเป็นการดำเนินการที่ล่าช้าไม่สามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนจนเป็นที่ยุติได้ กสม. เห็นได้ว่าปัญหากลิ่นเหม็นจากการประกอบกิจการของฟาร์มไก่ไข่ (ผู้ถูกร้องที่ 1) ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงสิทธิในการดำรงชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่ดี และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดีของประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม (ICESCR) และข้อมติสหประชาชาติที่ 76/300 ให้การรับรองและคุ้มครองไว้ ทั้งยังไม่สอดคล้องกับหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) และแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) ซึ่งเป็นกรอบนโยบายสำคัญที่รัฐบาลไทยใช้ขับเคลื่อนการทำธุรกิจควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ในขณะที่เทศบาลตำบลบ้านกลาง (ผู้ถูกร้องที่ 2) ก็ไม่ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหากลิ่นเหม็นซึ่งเป็นเหตุรำคาญตามพระราชบัญญัติสาธารณสุข พ.ศ.2535ให้หมดสิ้นไป การประกอบกิจการฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ของผู้ถูกร้องที่ 1 และการละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นของผู้ถูกร้องที่ 2 จึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน  ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปยังบริษัทเอกชน ผู้ถูกร้องที่ 1 ให้สำรวจและแก้ไขปัญหาสาเหตุของกลิ่นเหม็นในทุกขั้นตอน เพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุและปรับปรุงระบบบำบัดกลิ่นเหม็น รวมถึงกำชับเจ้าหน้าที่ในการตรวจตราการทำงานอย่างเคร่งครัด และให้มีช่องทางการแจ้งเรื่องร้องเรียนจากกลิ่นเหม็นสำหรับประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหากลิ่นเหม็นที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกันนี้ให้เทศบาลตำบลบ้านกลาง ผู้ถูกร้องที่ 2 ตรวจสอบและออกคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติสาธารณสุข พ.ศ. 2535 เพื่อให้ฟาร์มไก่ไข่แห่งดังกล่าวปรับปรุงแก้ไขเหตุเดือดร้อนรำคาญ หรือปรับปรุงสถานประกอบการและติดตามผลจนกว่าการแก้ไขจะเสร็จสิ้น หากยังมีเรื่องร้องเรียนโดยไม่เป็นที่ยุติ ให้พิจารณาระงับการต่อใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ถูกร้องที่ 1 รวมทั้งกำหนดแผนงานในการตรวจติดตามการแก้ไขปัญหากลิ่นเหม็นจากสถานประกอบการของฟาร์มอย่างน้อยปีละ 2 ครั้งกสม. ยังมีข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยระบุให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการดำเนินธุรกิจโดยเคารพสิทธิมนุษยชนตามหลักการ UNGPs ให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่ต้องปฏิบัติตามแผน NAP ระยะที่ 2 และให้ร่วมกับกรมปศุสัตว์ จัดอบรมให้ความรู้เรื่องการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) แก่ผู้ถูกร้องที่ 1 เพื่อให้ประกอบกิจการฟาร์มเลี้ยงไก่โดยเคารพสิทธิมนุษยชน  ในส่วนเทศบาลตำบลบ้านกลางให้กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาให้สถานประกอบกิจการเลี้ยงไก่สอดคล้องตามคำแนะนำของคณะกรรมการพิจารณาต่อใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และควรประสานหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยในพื้นที่ อาทิ ศูนย์อนามัยที่ 1 (เชียงใหม่) เพื่อให้ความเห็นประกอบการพิจารณาและกำหนดเงื่อนไขการต่อใบอนุญาตให้แก่ผู้ถูกร้องที่ 1 ด้วย ทั้งนี้ ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ศึกษาและติดตามผลกระทบด้านสุขภาพอนามัยสิ่งแวดล้อมของประชาชนในพื้นที่ต่อไป2. กสม. ชี้กรณีพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรยะลา ตรวจเก็บดีเอ็นเอของเด็กจากเหตุระเบิดเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก แนะ ตร. ลบข้อมูลและวางแนวปฏิบัติคุ้มครองสิทธิเด็ก นายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ผ่านเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ ระบุว่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดเหตุระเบิดขึ้นในบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ตำบลยะลา อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ต่อมาพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัดยะลา (ผู้ถูกร้อง) ได้เชิญตัวมารดาซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน พร้อมบุตรชายอายุ 10 ปี และบุตรสาวอายุ 8 ปี (ผู้เสียหาย) ไปยังสถานีตำรวจ และได้เก็บตัวอย่างสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) ของทั้งสามคนโดยใช้สำลีป้ายกระพุ้งแก้ม พร้อมให้ลงนามในเอกสารยินยอม โดยผู้ร้องอ้างว่าเจ้าหน้าที่มิได้แจ้งเหตุผลหรือแจ้งสิทธิใด ๆ ให้ครอบครัวทราบ ผู้ร้องเห็นว่าการเก็บข้อมูลดีเอ็นเอของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย จึงขอให้ตรวจสอบและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลบหรือทำลายข้อมูลดังกล่าว กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 28 รับรองสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย และมาตรา 32 คุ้มครองสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งการจำกัดสิทธิดังกล่าวจะกระทำได้ต่อเมื่ออาศัยอำนาจตามกฎหมาย เพื่อประโยชน์สาธารณะ และเพียงเท่าที่จำเป็นและได้สัดส่วนเท่านั้น ประกอบกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ข้อ 3 กำหนดให้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นลำดับแรกในการกระทำทุกประการที่เกี่ยวกับเด็ก ขณะที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131 และมาตรา 131/1 ให้อำนาจพนักงานสอบสวนตรวจเก็บสารพันธุกรรมจากผู้ต้องหา ผู้เสียหาย หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องได้เฉพาะในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี โดยต้องกระทำเพียงเท่าที่จำเป็นและสมควร ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และต้องได้รับความยินยอม  จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า เหตุระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นในบ้านซึ่งมารดาของเด็กทั้งสองเป็นเจ้าของและผู้ครอบครอง โดยขณะเกิดเหตุมีสามีของมารดาพร้อมกลุ่มเพื่อนอยู่ในบ้านและหลบหนีไปทันทีหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตรวจพบวัสดุอุปกรณ์ประกอบวัตถุระเบิดและคราบโลหิตหลายจุดในที่เกิดเหตุ ต่อมาพนักงานสอบสวนได้ประสานผ่านกำนันในพื้นที่ให้เชิญตัวมารดาพร้อมบุตรทั้งสองมายังสถานีตำรวจ และเก็บดีเอ็นเอของทั้งสามคนโดยใช้สำลีป้ายกระพุ้งแก้ม พร้อมอธิบายเหตุผลก่อนดำเนินการและมีกำนันในพื้นที่ร่วมเป็นพยาน โดยมารดาได้ลงนามยินยอมให้ตรวจเก็บดีเอ็นเอของตนเองและบุตรทั้งสอง ผลการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าดีเอ็นเอของบุตรทั้งสองมีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตกับเจ้าของคราบโลหิตในที่เกิดเหตุ ต่อมาศาลจังหวัดยะลาได้ออกหมายจับมารดาและสามีในความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายและวัตถุระเบิด กสม. พิจารณาเห็นว่า กรณีพนักงานสอบสวนตรวจเก็บ ดีเอ็นเอของมารดา (ผู้เสียหายที่ 1) เนื่องจากเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองบ้านที่เกิดเหตุ จึงมีเหตุอันควรเชื่อว่าสารพันธุกรรมของมารดาอาจปะปนอยู่กับวัตถุพยานในที่เกิดเหตุ จึงมีสถานะเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งจำเป็นต้องตรวจเก็บเพื่อคัดแยกจากสารพันธุกรรมของผู้กระทำความผิด อีกทั้งผู้ถูกร้องใช้วิธีการที่กระทบร่างกายน้อยที่สุดและได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร แม้ความยินยอมจะให้ไว้ขณะอยู่ที่สถานีตำรวจ แต่ยังไม่ถึงขนาดทำให้การดำเนินการขาดความได้สัดส่วน ในชั้นนี้จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในส่วนของบุตรทั้งสองซึ่งเป็นเด็ก กสม. เห็นว่าเด็กทั้งสองมิได้มีสถานะเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีการเก็บดีเอ็นเอมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานทางชีวภาพพิสูจน์ความสัมพันธ์กับบิดาซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยที่หลบหนี แม้กฎหมายจะให้อำนาจตรวจเก็บจาก บุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการใช้เด็กเป็นพยานหลักฐานทางชีวภาพเพื่อความสะดวกในการสืบสวน แต่ยังมีทางเลือกอื่น เช่น การเก็บจากสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ต้องสงสัยได้ ประกอบกับขณะให้ความยินยอม มารดาอยู่ในสถานะที่ถูกกดดันและต่อมาถูกดำเนินคดี ทำให้ความยินยอมที่ได้รับจากมารดาในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมมีข้อบกพร่อง การตรวจเก็บดีเอ็นเอของเด็กทั้งสองจึงขัดต่อหลักความจำเป็นและหลักความได้สัดส่วน ไม่คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) จึงรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่27 กรกฎาคม 2569 จึงมีมติเห็นควรมีข้อเสนอแนะให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สั่งการให้ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 ทำลายตัวอย่างชีวภาพและลบข้อมูลสารพันธุกรรม (DNA) ของเด็กทั้งสองออกจากฐานข้อมูลทุกระบบ พร้อมจัดทำบันทึกการทำลายไว้เป็นหลักฐานและให้ตำรวจภูธรจังหวัดยะลากำหนดแนวปฏิบัติเป็นลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับการตรวจเก็บดีเอ็นเอของเด็กและเยาวชน อย่างน้อยต้องมีการเปรียบเทียบทางเลือกอื่นที่กระทบสิทธิของเด็กน้อยที่สุด การประเมินและจัดทำบันทึกประโยชน์สูงสุดของเด็กก่อนดำเนินการ และการตรวจสอบสภาพแวดล้อมที่อาจกระทบต่อการให้ความยินยอมโดยเสรีของผู้แทนโดยชอบธรรม3. กสม. มีหนังสือด่วนที่สุดถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้ทบทวนการยุบเลิกธนาคารที่ดินและปรับปรุงกลไกการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินของประเทศ เพื่อคุ้มครองสิทธิเกษตรกรยากไร้นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 4 แห่งในจังหวัดจันทบุรีเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ระบุว่าได้รับผลกระทบจากมติคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน (กพม.) ที่ให้ยุติการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. และโดยที่ กสม. เห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นเรื่องสิทธิในมาตรฐานการครองชีพ อันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิในที่ดินและสิทธิชุมชน จึงได้ประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยรับฟังข้อเท็จจริงและความเห็นจากหน่วยงาน ตลอดจนนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงและสภาพปัญหาเกี่ยวกับการจัดการที่ดิน สรุปได้ดังนี้ ประเทศไทยประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองที่ดินมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกษตรกรผู้ยากไร้จำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยได้อย่างมั่นคง รัฐบาลจึงจัดตั้ง บจธ. ขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2554 โดยวัตถุประสงค์สำคัญในการจัดตั้ง “ธนาคารที่ดิน” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองที่ดิน สนับสนุนเกษตรกรผู้ยากไร้ให้เข้าถึงที่ดินทำกิน และส่งเสริมการบริหารจัดการที่ดินในรูปแบบกลุ่มหรือชุมชน โดยกำหนดให้ บจธ. เป็นองค์การมหาชนที่มีกรอบระยะเวลาการดำเนินงาน โดยระหว่างปี 2559 – 2568 บจธ. ได้ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรยากไร้จำนวนมากผ่านโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน โครงการป้องกันการสูญเสียสิทธิในที่ดิน โครงการตลาดกลางที่ดิน และโครงการนำร่องธนาคารที่ดิน ทำให้เกษตรกรมีความมั่นคงในการดำรงชีพ ลดภาระหนี้สิน และรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก อย่างไรก็ตาม พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งฯ พ.ศ. 2554 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2568 กำหนดให้ บจธ. ยุบเลิกเมื่อพ้นวันที่ 30 กันยายน 2569 ที่จะถึงนี้ โดยเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 กพม. มีมติให้ บจธ. ยุติการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณ  กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่าการยุติการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณของ บจธ. ส่งผลให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ในโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการจำนวนมากต้องหยุดชะงักลง ทั้งการจัดซื้อที่ดิน การพัฒนาสาธารณูปโภคในพื้นที่ชุมชน การป้องกันการสูญเสียสิทธิในที่ดิน และการช่วยเหลือเกษตรกรที่มีภาระหนี้สิน เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบมีความเสี่ยงในการถูกยึดหรือสูญเสียที่ดิน ถูกฟ้องขับไล่ สูญเสียโอกาสทางการศึกษาของบุตรหลาน และสูญเสียอาชีพ ตลอดจนได้รับผลกระทบต่อสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตของครอบครัว หากไม่มีมาตรการรองรับหรือกลไกทดแทนที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ อาจส่งผลให้การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินของประเทศเกิดภาวะชะงักงัน และก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้างต่อเกษตรกรผู้ยากไร้ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง การดำเนินการของ บจธ. จึงไม่ควรคำนึงถึงเพียงการประเมินความคุ้มค่าเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะสิทธิในมาตรฐานการครองชีพ สิทธิในที่ดิน และสิทธิชุมชน ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 72 และมาตรา 73 ที่กำหนดหน้าที่ของรัฐในการกระจายการถือครองที่ดินและช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ให้มีที่ดินทำกินอย่างเป็นธรรม ประกอบกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) รวมถึงปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของเกษตรกร (UNDROP) ยืนยันว่า การเข้าถึงที่ดินเป็นองค์ประกอบสำคัญของสิทธิในการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี  กสม. เห็นว่า การยุบเลิก บจธ. ไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหาการจัดการที่ดินของประเทศ ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยกลไกการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในระยะยาว อีกทั้งสำนักงบประมาณเห็นว่า บจธ. มีความคุ้มค่าทั้งด้านความสอดคล้องและความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ผลกระทบ และความยั่งยืน โดย บจธ. สามารถจัดซื้อที่ดินได้ต่ำกว่าราคาประเมินและสร้างรายได้เฉลี่ยให้ครัวเรือนประมาณ 16,000 บาทต่อเดือน อย่างไรก็ตาม ภารกิจของ บจธ. ไม่ได้ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นโดยตรง หากโอนถ่ายภารกิจไปหลายหน่วยงานอาจทำให้ประสิทธิภาพ บจธ. ลดลง และกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณ ด้วยเหตุนี้ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (นางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์) จึงมีหนังสือด่วนที่สุด ที่ สม 0502/28 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้พิจารณาทบทวนการยุบเลิก บจธ. และปรับปรุงกลไกการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิในที่ดินของประเทศ โดยพิจารณามอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านที่ดินของประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งฯ โดยไม่กำหนดระยะเวลายุบเลิก บจธ. พร้อมทั้งทบทวนและปรับปรุงรูปแบบและภารกิจของ บจธ. ให้เป็นกลไกของรัฐเชิงธุรกิจควบคู่กับการบริการสังคมด้านการลดความเหลื่อมล้ำและกระจายการถือครองที่ดินเพื่อคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรผู้ยากไร้อย่างครบวงจร ทั้งนี้ กสม. ได้หารือแลกเปลี่ยนในเบื้องต้นกับรองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินในบริบทของ บจธ. ด้วยแล้วสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ7 สิงหาคม2569
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>7 ส.ค. 2569, 13:40</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>ประธาน กสม. หารือผู้แทนไทยใน AICHR ขับเคลื่อนความร่วมมือด้านสิทธิมนุษยชนระดับภูมิภาคเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประธานอาเซียน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17452</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พรประไพ กาญจนรินทร์ พร้อมด้วยที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รัตติกุล จันทร์สุริยา เลขาธิการ กสม. หรรษา หอมหวล และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ได้หารือร่วมกับผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AICHR) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ภาณุภัทร จิตเที่ยง พร้อมด้วยนักการทูตชำนาญการ (ที่ปรึกษา) กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ หลุยส์มงคล ทรัพย์กุล และคณะเจ้าหน้าที่ AICHR ประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยและแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือร่วมกัน ตลอดจนการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยที่จะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนและประธาน AICHR ในปี 2571 ประธาน กสม. เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่าง AICHR ในฐานะกลไกด้านสิทธิมนุษยชนของอาเซียนกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อผลักดันประเด็นสิทธิมนุษยชนทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค อาทิ การเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD) ที่ควรให้ความสำคัญกับมิติสิทธิมนุษยชนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิในการได้รับการประกันตัว สถานการณ์ผู้ลี้ภัยและผู้หนีภัยการสู้รบ ตลอดจนปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน เช่น มลพิษจากฝุ่น PM 2.5 การทำเหมืองหรือการสร้างเขื่อนในลักษณะที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนและวิถีชุมชน ในโอกาสนี้ ผู้แทนไทยใน AICHR นำเสนอทิศทางการดำเนินงานของ AICHR ที่ยังคงให้ความสำคัญกับการสานต่อประเด็นที่ดำเนินการอยู่และการผลักดันประเด็นใหม่ ๆ เช่น ประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (Business and Human Rights: BHR) ประเด็นเมืองสิทธิมนุษยชน (Human Rights City) การรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติ ปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน สิทธิคนพิการ และประเด็นการโยกย้ายถิ่นฐาน โดย AICHR ประเทศไทยมีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการผลักดันวาระสำคัญทางสิทธิมนุษยชน ผ่านรูปแบบการทำงานและช่องทางที่หลากหลาย เพื่อส่งเสริมบทบาทและการรับรู้เกี่ยวกับ AICHR ตลอดจนเพื่อให้ประเด็นสิทธิมนุษยชนได้รับการผลักดันในระดับนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในประเด็นที่มีความสนใจร่วมกัน โดยเฉพาะประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ประเด็นสิ่งแวดล้อม รวมถึงการผลักดันประเด็นสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ ในเวทีอาเซียนและเวทีอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในระดับประเทศและภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>7 ส.ค. 2569, 07:35</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ปรีดา ลงพื้นที่พบปะผู้ชุมนุมและรับฟังข้อมูล ณ บริเวณทำเนียบรัฐบาล</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17451</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ลงพื้นที่พบปะผู้ชุมนุมจากขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move) และเครือข่ายประชาชนจากทั่วประเทศ เพื่อติดตามสถานการณ์และรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับกรณีที่รัฐบาลมีคำสั่งยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 และมีแนวทางปรับโครงสร้างสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิในที่ดินทำกินและความมั่นคงในการดำรงชีวิตของเกษตรกรและชุมชนทั่วประเทศ โดยผลการหารือของตัวแทนของขบวนการ P-move ร่วมกับนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี มีข้อสรุปสำคัญ คือ รัฐบาลจะคุ้มครองพื้นที่ที่ประสงค์ดำเนินงานในรูปแบบโฉนดชุมชนไม่ให้ถูกคุกคามหรือบีบบังคับให้เข้าสู่แนวทางการจัดการที่ดินของรัฐ และจะส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเข้าถึงการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้ พร้อมทั้งมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติเร่งรัดการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จโดยเร็ว สำหรับประเด็นเกี่ยวกับ บจธ. ที่ประชุมเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาการกระจายการถือครองที่ดินตามแนวทางของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) และกำหนดว่าจะยังไม่มีการยุบ บจธ. จนกว่าการดำเนินงานด้านการกระจายการถือครองที่ดินจะแล้วเสร็จ ทั้งนี้ รัฐบาลได้ลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาของ P-move แล้วจำนวน 13 คณะ และมอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติเร่งรัดการพิจารณาแนวทางเกี่ยวกับสิทธิและสถานะของโฉนดชุมชนให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ก่อนเสนอผลการดำเนินงานต่อคณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังได้กำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวเพื่อป้องกันมิให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากการขับไล่ การรื้อถอน หรือการดำเนินการของรัฐที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายเกินสมควรในช่วงเปลี่ยนผ่าน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง รวมทั้งติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการตามข้อสรุปของรัฐบาล เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชน โดยเฉพาะสิทธิในที่ดินทำกิน สิทธิในการมีมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ และสิทธิในการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะที่อาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและชุมชนของประชาชน
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>7 ส.ค. 2569, 07:33</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ศยามล รับเรื่องร้องเรียนกรณีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนถูกคุกคาม</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17450</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 เวลา 16.00 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รับเรื่องร้องเรียนจากเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง กรณีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนถูกดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะ หรือ ฟ้องปิดปาก (SLAPPs) และถูกคุกคามชีวิต ณ ห้องรับรอง 604 สำนักงาน กสม.
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>7 ส.ค. 2569, 07:30</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ร่วมกรมประมง–ทช. รับฟังความเห็นประชาชน กรณีแนวเขตทำการประมงชุมชนในทะเลนอกเขตอุทยานฯ หาดขนอม–หมู่เกาะทะเลใต้ (เตรียมการ)</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17449</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30–13.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับกรมประมงและกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับแนวเขตทำการประมงของชุมชนในทะเลนอกเขตอุทยานแห่งชาติหาดขนอม–หมู่เกาะทะเลใต้ (เตรียมการ) ภายใต้โครงการ “คลินิกสิทธิมนุษยชน” ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารปฏิบัติการโรงแรมและศูนย์ฝึกอบรม ชั้น 3 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมี นางสาวมณีรัตน์ มิตรปราสาท ที่ปรึกษาประจำ กสม. รองศาสตราจารย์ธนพร ศรียากูล ผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมด้วยนายธรรมรัฐ สิงห์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้แทน ทช. และนายพาสนกร ใจสนุก ประมงอำเภอขนอม ผู้แทนกรมประมง ร่วมชี้แจงข้อมูลและรับฟังข้อคิดเห็นจากประชาชน โดยการประชุมดังกล่าว มีผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น ผู้แทนภาคประมง และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกว่า 100 คน  ในการนี้ผู้แทน ทช. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเตรียมประกาศพื้นที่คุ้มครองโลมาในอ่าวขนอม ซึ่งมีการกำหนดมาตรการคุ้มครองทรัพยากรและควบคุมกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อโลมา ขณะที่ผู้แทนจากกรมประมงให้ข้อมูลว่า อำเภอขนอมมีองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น 18 องค์กร ซึ่งมีกฎกติกาชุมชนในการดูแลทรัพยากร และดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำและการจัดทำซั้ง เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ชุมชน สำหรับในประเด็นเรื่องพื้นที่เตรียมการประกาศเขตอุทยานแห่งชาตินั้น นายอเนตฐา อุ้ยกิ้ม หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดขนอม–หมู่เกาะทะเลใต้ (เตรียมการ) ให้ข้อมูลว่า ได้ปรับปรุงแนวเขตพื้นที่เตรียมการมาอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูล ณ วันที่ 17 เมษายน 2569 เหลือพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการเตรียมประกาศเพียง 73,092 ไร่ จากเดิม 197,614 ไร่  ขณะที่ประชาชนได้สะท้อนข้อห่วงกังวลว่า การประกาศพื้นที่คุ้มครองและการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิในการประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน การตกปลา และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการนำเที่ยวชมโลมา พร้อมเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยแนวเขตและแผนที่ฉบับปัจจุบันอย่างชัดเจน กำหนดหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์พื้นที่ให้มีความชัดเจน และเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาอย่างแท้จริง ทั้งนี้ กสม. จะนำความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อห่วงกังวลของประชาชนจากเวทีดังกล่าวประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่และอำนาจ โดยมุ่งให้การคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งดำเนินควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิทธิ วิถีชีวิต และการประกอบอาชีพของประชาชนในพื้นที่อย่างสมดุล ต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>7 ส.ค. 2569, 07:28</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุภัทรา รับเรื่องร้องเรียนขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน จ.เชียงใหม่ กรณีชายชาวเมียนมาได้รับบาดเจ็บสาหัสภายหลังถูกควบคุมตัว</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17444</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 เวลา 14.00 น. ที่ห้องประชุม 604 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนจังหวัดเชียงใหม่ กรณีระบุว่าชายสัญชาติเมียนมารายหนึ่ง (ผู้เสียหาย) ซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้ร้องถูกพบนอนบาดเจ็บสาหัสอยู่ข้างทางบริเวณถนนสายบ้านช้าง – ปางไม้แดง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ภายหลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน สังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 33 ซึ่งตั้งด่านตรวจ ควบคุมตัวไปในสถานที่แห่งหนึ่งโดยไม่ทราบว่าเป็นสถานที่ใด ต่อมาแพทย์วินิจฉัยว่า ศีรษะของผู้เสียหายถูกกระทบด้วยของแข็งอย่างรุนแรง กะโหลกร้าว มีเลือดคลั่งในสมอง และปัจจุบันยังไม่รู้สึกตัว จึงขอให้ตรวจสอบ ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวไว้เพื่อพิจารณาดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามหน้าที่และอำนาจ
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>5 ส.ค. 2569, 15:16</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุภัทรา ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนการคุ้มครองและแก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน ภายใต้โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน กรณีแรงงานแพลตฟอร์ม</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17441</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรมเพิร์ล ภูเก็ต อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ที่ปรึกษาประจำ กสม. เจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ร่วมด้วยวิทยากร อาทิ นายสมชาย หอมลออ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายของ สำนักงาน กสม. ผศ.ดร.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นางสุณีย์ สุริยาบุตร กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นางสาวศุภจิตรา เลาหวัฒนภิญโญ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ สพธอ. (ETDA) นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักวิชาการอิสระ ผู้แทนสหภาพไรเดอร์ ผู้แทนแรงงานแพลตฟอร์มบริการทำความสะอาด (บริการแม่บ้าน) และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานแรงงานจังหวัดภูเก็ต จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดสงขลา สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดภูเก็ต จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดสงขลา สำนักงานจัดหางานจังหวัดภูเก็ต จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดสงขลา สำนักงานประกันสังคมจังหวัดภูเก็ต จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดสงขลา และกลุ่มงานแรงงานแพลตฟอร์มพื้นที่ภาคใต้ ร่วมดำเนินโครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน ภายใต้ชื่อกิจกรรม ประชุมเชิงปฏิบัติการด้านสิทธิแรงงานและสวัสดิการ กรณีแรงงานแพลตฟอร์ม โดยมีแรงงานแพลตฟอร์ม ได้แก่ แรงงานไรเดอร์ในพื้นที่ภาคใต้ และแรงงานบริการแม่บ้าน รวมจำนวน 80 คน เพื่อขับเคลื่อนการคุ้มครองและแก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมสร้างความรู้ความเข้าใจในบริบทและปัญหาสิทธิของแรงงานแพลตฟอร์มที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างเกี่ยวกับกฎหมายการจ้างงานในระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนการออกกฎหมายและกฎกระทรวงที่เหมาะสมกับบริบทไทย  ในการดำเนินกิจกรรม กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้อธิบายถึงบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิแรงงานแพลตฟอร์ม และที่ประชุมมีการนำเสนอสถานการณ์เกี่ยวกับสภาพการทำงานและปัญหาสิทธิแรงงานแพลตฟอร์ม โดยมีวิทยากรที่มีประสบการณ์ได้กล่าวถึงช่องว่างทางกฎหมาย กล่าวคือ แรงงานแพลตฟอร์มยังไม่ได้รับสถานะ “ลูกจ้าง”ตามกฎหมาย โดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 2 ให้ความคุ้มครองเฉพาะผู้ที่มีสถานะเป็น ลูกจ้าง เท่านั้น ขณะที่การตีความสถานะของผู้ปฏิบัติงานผ่านแพลตฟอร์มยังคงมีความไม่ชัดเจนและอิงกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ยังไม่นิ่ง ส่งผลให้แรงงานแพลตฟอร์มจำนวนมากพลาดโอกาสเข้าถึงสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐาน เช่น ประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน ทั้งที่ในทางปฏิบัติมีลักษณะการทำงานไม่ต่างจากลูกจ้างทั่วไป โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานให้ข้อมูลว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาร่างกฎกระทรวงซึ่งอาศัยอำนาจตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อคุ้มครองแรงงานที่มีลักษณะการทำงานพิเศษ รวมถึงแรงงานแพลตฟอร์ม โดยร่างดังกล่าวอ้างอิงจากข้อมูลและข้อเสนอแนะของ กสม. และอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 193 ว่าด้วยงานที่มีคุณค่า ปัจจุบันเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ยังให้ข้อมูลว่า ตามประกาศ สพธอ. ฉบับที่ 4/2566 เรื่อง รายละเอียดการประกาศข้อตกลงและเงื่อนไขการให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลให้ผู้ใช้บริการทราบ ได้กำหนดหน้าที่ให้แพลตฟอร์มต้องเปิดเผยข้อมูลใน 7 ด้าน ครอบคลุมเรื่องเงื่อนไขการให้บริการ การระงับบัญชี ปัจจัยของระบบอัลกอริทึม ช่องทางร้องเรียนและอุทธรณ์ ซึ่งไรเดอร์สามารถศึกษาสิทธิของตนเพิ่มเติมได้จากประกาศฉบับดังกล่าว ด้านสำนักงานประกันสังคม ได้ชี้แจงแนวทางชั่วคราวให้แรงงานแพลตฟอร์มใช้สิทธิประกันสังคมตามมาตรา 40 ไปพลางก่อน ระหว่างรอความชัดเจนด้านสถานภาพทางกฎหมาย ทางด้านตัวแทนแรงงานไรเดอร์ภาคใต้ แรงงานแม่บ้านแพลตฟอร์ม ซึ่งได้แบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับปัญหาต่างๆ เช่น ความไม่โปร่งใสของระบบอัลกอริทึมในการจัดสรรงาน ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าการจ่ายงานเป็นธรรมหรือไม่ การหักคะแนน/ระงับบัญชีอย่างไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะกรณีลูกค้ายกเลิกงานเอง ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย รวมถึงการคุกคามทางเพศต่อไรเดอร์หญิง และอุบัติเหตุจากการทำงานในพื้นที่ภูมิประเทศเสี่ยง ข้อจำกัดในการเข้าถึงประกันสังคม เนื่องจากเอกสารรับรองการทำงานที่หน่วยงานราชการต้องการไม่สอดคล้องกับเอกสารที่แพลตฟอร์มออกให้ รวมทั้งผลกระทบต่อรายได้เมื่อประสบอุบัติเหตุจนไม่สามารถทำงานได้ โดยไม่ได้รับการดูแลจากบริษัท ทั้งนี้ นักวิชาการด้านกฎหมายแรงงานเสนอสองแนวทางคู่ขนาน ได้แก่ การผลักดันให้เกิดคดีตัวอย่างเพื่อให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาวินิจฉัยสถานภาพ “ลูกจ้าง” ของไรเดอร์ใหม่ และการแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานเพียง 1-2 มาตรา เพื่อให้ครอบคลุมแรงงานกึ่งอิสระ ซึ่งเป็นแนวทางที่เห็นว่าดำเนินการได้เร็วและเป็นรูปธรรมกว่า พร้อมยกตัวอย่างสิทธิประโยชน์จากกองทุนเงินทดแทนกรณีเสียชีวิตจากการทำงาน ซึ่งสูงกว่าการไม่มีระบบคุ้มครองใดๆ อย่างมีนัยสำคัญ การประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ในครั้งนี้ กสม. เห็นว่าการรับฟังเสียงจากผู้ปฏิบัติงานจริงเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย และจะรวบรวมข้อเท็จจริง ข้อเสนอแนะ และข้อกังวลทั้งหมดจากเวทีนี้ ส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สำนักงานประกันสังคม และ ETDA เพื่อเร่งรัดการออกกฎกระทรวงคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มตามมาตรา 22 และผลักดันมาตรการคุ้มครองที่สอดคล้องกับสภาพการทำงานจริงของแรงงานแพลตฟอร์มในระยะต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>4 ส.ค. 2569, 10:45</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ร่วมเวที Policy Forum ครั้งที่ 78 กางโจทย์ใหญ่ ไปให้ถึง “เมืองสิทธิมนุษยชน”</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17440</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ที่ห้อง Convention Hall 2 ไทยพีบีเอส นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช และนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนางสาววรพร นรเศรษฐวิวัฒน์ ที่ปรึกษาสำนักงาน กสม. และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. เข้าร่วมกิจกรรม Policy Forum ครั้งที่ 78 กางโจทย์ใหญ่ ไปให้ถึง “เมืองสิทธิมนุษยชน” และการวิพากษ์งานวิจัยและแนวปฏิบัติที่ทำได้จริง บทบาทและความท้าทายของเมืองสิทธิมนุษยชน โดยกิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการแปลงหลักสิทธิมนุษยชนให้เป็นนโยบาย การบริการสาธารณะ และการยกระดับการพัฒนาเมืองที่เอื้อต่อการยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิ ความเท่าเทียม และมีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน กิจกรรมในช่วงแรกเป็นการสะท้อนประสบการณ์รวมถึงนำเสนอแนวทางในการพัฒนาเมืองที่สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยการออกแบบนโยบายสาธารณะและการจัดสรรทรัพยากรที่คำนึงถึงคนทุกกลุ่มในเมือง และสร้างการมีส่วนร่วมให้คนทุกกลุ่มมีอำนาจร่วมกำหนดแนวทางพัฒนาเมือง โดย นางสาววศินี พบูประภาพ สื่อมวลชน และผู้แปลหนังสือ Feminist City และทีมงานแมดเฟมินิสต์บุ๊คคลับ จากนั้นเป็นการนำเสนอผลการวิจัย “เมืองสิทธิมนุษยชนสำหรับประเทศไทย : จากผลการวิจัย สู่ยุทธศาสตร์และแนวทางต่อยอด” โดยนางสาวชมเกตุ งามไกวัล สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล  สำหรับในช่วงเวทีการวิพากษ์งานวิจัยดังกล่าวนั้น นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้นำเสนอเกี่ยวกับการเชื่อมโยงกลไกสิทธิมนุษยชนระดับชาติลงสู่ระดับท้องถิ่น และแนวคิดการขับเคลื่อนเมืองสิทธิมนุษยชน โดยเน้นการนำหลักสิทธิมนุษยชนมาเป็นแนวทางในการบริหารและพัฒนาเมืองในทุกมิติ โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง รวมถึงบทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในการขับเคลื่อนเมืองสิทธิมนุษยชนร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ โดยมีวิทยากรร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การขับเคลื่อนเมืองสิทธิมนุษยชนในระดับพื้นที่ตามบริบทที่แตกต่างกัน ได้แก่ รศ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.อุดม งามเมืองสกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา นายอนุชิต กาญจนานุชิต รองนายกเทศมนตรีนครยะลา นางปริญดา เอียสกุล ผู้อำนวยการสำนักสวัสดิการสังคม เทศบาลนครขอนแก่น และนายพล แก้วทอง รองนายกเทศมนตรีตำบลศาลายา ทั้งนี้ กสม. มุ่งมั่นขับเคลื่อนให้มีการนำหลักการสิทธิมนุษยชนมาใช้เป็นฐานในการบริหารจัดการและพัฒนาเมือง โดยให้ความสำคัญกับการดำเนินงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน รวมถึงมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยที่จัดทำร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างเมืองที่เคารพสิทธิมนุษยชน ส่งเสริมความเสมอภาคและการมีส่วนร่วม ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>4 ส.ค. 2569, 10:38</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุชาติ ลงพื้นที่ภาคใต้ สังเกตการณ์การอบรม “AI for Smart Work Transformation” มุ่งยกระดับการทำงานสู่องค์กรดิจิทัลอย่างมีจริยธรรม</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17439</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 30 - 31 กรกฎาคม 2569 ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วย นายจุมพล ขุนอ่อน รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สังเกตการณ์การอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “การใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานองค์กร” (AI for Smart Work Transformation) ของเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคใต้ โดยมี ดร. สุขยืน เทพทอง เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ ณ ห้องประชุมชั้น 2 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพื้นที่ภาคใต้ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา  สำหรับการอบรมในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อติดอาวุธทางดิจิทัลให้แก่บุคลากรสำนักงาน กสม.พื้นที่ภาคใต้ โดยเน้นการนำเครื่องมือ Generative AI มาประยุกต์ใช้เป็นผู้ช่วยในการปฏิบัติงาน และใช้งานได้จริง ครอบคลุมตั้งแต่การจัดทำเอกสาร การวิเคราะห์ สรุปข้อมูล ไปจนถึงการออกแบบสื่อประชาสัมพันธ์และรายงานต่างๆ โดยสำนักงาน กสม. มุ่งหวังว่า การนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาปรับใช้ในการปฏิบัติงานในครั้งนี้ จะช่วยลดระยะเวลาและขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ซ้ำซ้อน รวมทั้งเพิ่มความถูกต้องและรวดเร็ว ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม และที่สำคัญยังได้เน้นย้ำให้บุคลากรตระหนักถึงการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรมและรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน ให้ก้าวสู่การเป็นองค์กรส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนระดับชาติที่ขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัยเพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมการเคารพสิทธิมนุษยชนให้กับประชาชนต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>4 ส.ค. 2569, 10:29</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>ประธาน กสม. หารือ International IDEA ส่งเสริมความร่วมมือด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17435</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พรประไพ กาญจนรินทร์ พร้อมด้วยที่ปรึกษาประจำกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รัตติกุล จันทร์สุริยา และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้การต้อนรับผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก Ms. Leena Rikkilä Tamang และที่ปรึกษาด้านการระดมทรัพยากรและสร้างความเป็นหุ้นส่วน Ms. Maria Shumusti สถาบันระหว่างประเทศเพื่อประชาธิปไตยและความช่วยเหลือในการเลือกตั้ง (International Institute for Democracy and Electoral Assistance: International IDEA) ในโอกาสเข้าหารือเพื่อแนะนำองค์กร วิสัยทัศน์และพันธกิจของ International IDEA แลกเปลี่ยนความเห็นด้านการส่งเสริมประชาธิปไตยและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ตลอดจนแสวงหาความร่วมมือระหว่างกัน โดยได้หารือในประเด็นสำคัญ อาทิ การส่งเสริมกระบวนการเลือกตั้งและการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นไปอย่างโปร่งใส การคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและการป้องกันการฟ้องคดีปิดปาก (SLAPP) ตลอดจนการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิทางดิจิทัลของประชาชนจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่า ปัจจุบันโลกยังคงเผชิญความท้าทายด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย เสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยประธาน กสม. เห็นว่าสถานการณ์ด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนของไทยเชื่อมโยงกับทั้งประเด็นปัญหาเดิมและประเด็นความท้าทายใหม่ ซึ่งการสร้างสังคมที่เคารพประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนจำเป็นต้องอาศัยการเสริมสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการป้องกันและปราบปรามการทุจริต การปฏิรูประบบการเงินภาคการเมือง (Political Finance) การคุ้มครองสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน (Climate Assemblies)  ในช่วงท้าย ทั้งสองฝ่ายเห็นควรหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับความร่วมมือในประเด็นข้างต้น รวมถึงประเด็นการทุจริตที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย โดย International IDEA ยินดีแบ่งปันข้อมูลงานวิจัยเชิงเปรียบเทียบและแนวปฏิบัติที่ดีจากต่างประเทศ เพื่อประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย และพร้อมที่จะให้การสนับสนุนทางวิชาการอื่น ๆ ร่วมกันในอนาคต
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>31 ก.ค. 2569, 15:17</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. เดินหน้าคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในกระบวนการพัฒนาเมือง จัดเวทีอีสานสัญจรถกร่างกฎหมายพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (TOD) ชี้ 4 ประเด็นเสี่ยงกระทบสิทธิประชาชน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17432</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ที่ศาลาประชาคมจังหวัดขอนแก่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยสำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “กสม. อีสานสัญจร ครั้งที่ 2” หัวข้อ “การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อร่างกฎหมายการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (Transit-Oriented Development หรือ TOD)” เพื่อทำหน้าที่ตามกฎหมายในการติดตามตรวจสอบนโยบายและโครงการของรัฐที่อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนของประชาชน โดยมีผู้เข้าร่วมจากภาคประชาชน ชุมชน ภาคประชาสังคม หน่วยงานภาครัฐ และนักวิชาการกว่า 400 คน • สิทธิในที่อยู่อาศัยคือแกนกลางของการจัดงานนางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเปิดงานโดยเน้นย้ำว่า สิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอและสิทธิในที่อยู่อาศัยเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี การพัฒนาเมืองจึงต้องยอมรับความหลากหลายของวิถีชีวิต เนื่องจากผู้มีรายได้น้อยไม่จำเป็นต้องอยู่อาศัยในอาคารสูงเสมอไป นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงสิทธิชุมชน สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี และที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนและความโปร่งใสในการตรวจสอบโครงการพัฒนาของรัฐ ซึ่งเป็นหลักการที่ กสม. ยึดถือในการพิจารณากฎหมายและนโยบายทุกฉบับที่อาจกระทบต่อสิทธิของประชาชน นายภพธรรม สุนันธรรม ผู้อำนวยการสำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดขอนแก่น อุดรธานี และนครราชสีมา ที่อาจได้รับผลกระทบจากร่างกฎหมายดังกล่าว สร้างความตระหนักรู้ในสาระสำคัญของร่างกฎหมาย และนำข้อมูลที่ได้ไปจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนเสนอต่อรัฐบาลต่อไป • 4 ประเด็นสิทธิมนุษยชนที่ กสม. หยิบยกขึ้นพิจารณาจากการวิเคราะห์เนื้อหาร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่ในและโดยรอบโครงสร้างพื้นฐานทางราง พ.ศ. …. ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กสม. พบว่ามีบทบัญญัติหลายมาตราที่ให้อำนาจพิเศษแก่กลไกภาครัฐเพื่อความรวดเร็วในการพัฒนาพื้นที่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนใน 4 มิติสำคัญ สรุปได้ดังนี้  (1) สิทธิในทรัพย์สินและการถูกบังคับย้ายถิ่นฐาน จากบทบัญญัติที่เปิดช่องให้ขยายระยะพื้นที่พัฒนาเกิน 500 เมตรจากโครงสร้างพื้นฐานและกำหนดให้การเวนคืนที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่รอบสถานีถือเป็น “ประโยชน์สาธารณะ” อาจนำไปสู่การเวนคืนที่ดินของประชาชนโดยเจ้าของเดิมไม่เต็มใจ (2) สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีและสุขภาวะ จากกรอบเวลาพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA/EHIA) ที่กำหนดไว้เพียง 120 วัน อาจทำให้การประเมินผลกระทบขาดความรอบคอบและละเลยมิติด้านสังคมและวิถีชุมชน (3) สิทธิในการมีส่วนร่วมและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร จากกลไกที่ให้ผังโครงการมีฐานะเป็น “ผังเมืองเฉพาะ” ทันทีเมื่อได้รับอนุมัติ อาจตัดขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะตามกระบวนการผังเมืองปกติ และ (4) สิทธิและความเท่าเทียมของกลุ่มเปราะบาง การพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่รอบสถานีมีความเสี่ยงที่จะผลักดันให้ค่าครองชีพและราคาที่ดินสูงขึ้น และทำให้ชุมชนดั้งเดิมและผู้มีรายได้น้อยต้องย้ายออกจากพื้นที่ (Gentrification)ประเด็นทั้งสี่นี้เป็นกรอบสำคัญที่ กสม. ใช้ในการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนตลอดการจัดกิจกรรม • เสียงประชาชนยืนยันความกังวลตรงตามกรอบสิทธิมนุษยชนในเวทีรับฟังความคิดเห็น ตัวแทนชุมชนและภาคประชาชนได้สะท้อนความกังวลที่สอดคล้องกับประเด็นสิทธิมนุษยชนดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะชุมชนที่เช่าที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยและมีสถานะเป็นชุมชนบ้านมั่นคง อาทิ นายสัมฤทธิ์ ดีพุ่ม ประธานชุมชนหนองวัด 2 เสนอให้รัฐรับรองสิทธิการเช่าของชุมชนระยะยาวไม่น้อยกว่า 99 ปี ในอัตราค่าเช่าที่เป็นธรรม พร้อมจัดสรรพื้นที่ประกอบอาชีพ ขณะที่ตัวแทนชุมชนพัฒนาเทพารักษ์สะท้อนความกังวลหลังต่อสู้เรื่องสิทธิที่ดินมานานกว่าจะได้รับการรับรองเป็นชุมชนบ้านมั่นคง และหวั่นเกรงว่าจะถูกไล่รื้ออีกครั้ง ในประเด็นสิทธิในสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วม ตัวแทนภาคประชาชนตั้งข้อสังเกตต่อผังแนวคิด TOD ที่ระบายพื้นที่พาณิชยกรรมทับพื้นที่ชุมชนดั้งเดิม และเรียกร้องให้ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายมาจากกระบวนการสรรหาที่โปร่งใส ทั้งนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ย้ำเตือนว่าบทบัญญัติเรื่องการเวนคืนยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญ เนื่องจากเปิดช่องให้ตีความว่าการพัฒนา TOD เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะได้ ซึ่งอาจกระทบสิทธิในทรัพย์สินของประชาชนโดยตรง ด้านสิทธิของกลุ่มเปราะบาง นายวีรนันท์ ฮวดศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เสนอให้กำหนดสัดส่วนพื้นที่อยู่อาศัยราคาถูก (Affordable Housing) ไว้ในรัศมี 500 เมตรรอบสถานี เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยยังคงเข้าถึงที่อยู่อาศัยในพื้นที่พัฒนาได้ สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ขณะที่ ดร.นิชา ตันติเวสส จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ตั้งคำถามถึงการคุ้มครองกลุ่มผู้ที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุดในกระบวนการพัฒนาเมือง • สนข. ยืนยันปรับปรุงกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชน ผู้แทนสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ชี้แจงว่าร่างกฎหมาย TOD ฉบับปรับปรุงได้นำข้อเสนอจากภาคประชาชนมาบรรจุไว้แล้วหลายประเด็น อาทิ กำหนดให้การพัฒนาพื้นที่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้เช่าที่ดินของรัฐก่อนดำเนินการ กำหนดให้ผู้ขอพัฒนาโครงการต้องจัดทำแผนพัฒนาหรือแผนอนุรักษ์และฟื้นฟูที่อยู่อาศัยรองรับผู้มีรายได้น้อยดั้งเดิม และยืนยันว่าการเวนคืนจะเป็นมาตรการสุดท้ายที่ใช้ต่อเมื่อไม่มีวิธีการอื่นเท่านั้น พร้อมรับข้อเสนอเรื่องการกันสัดส่วนที่อยู่อาศัยราคาถูกไปพิจารณากำหนดในกฎหมายลำดับรองต่อไป • กสม. เดินหน้าจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ในช่วงท้ายของกิจกรรม กสม. และ สนข. ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า สนข. จะร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมอีก 2 ครั้งในพื้นที่ภาคใต้และกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงกว้างยิ่งขึ้น โดย กสม. จะรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อห่วงกังวลด้านสิทธิมนุษยชนทั้งหมดจากเวทีครั้งนี้ เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเสนอต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีในการปรับปรุงร่างกฎหมายTOD ให้มีกลไกคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เพียงพอ ครอบคลุม และสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล การจัดกิจกรรมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ กสม. ในการส่งเสริมให้กระบวนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศดำเนินไปควบคู่กับหลักการเคารพ คุ้มครอง และเติมเต็มสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิของกลุ่มเปราะบางและชุมชนผู้มีรายได้น้อยที่มักได้รับผลกระทบโดยตรงจากการพัฒนาเมืองในทุกยุคสมัย
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>31 ก.ค. 2569, 10:50</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ร่วมงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17429</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 เวลา 19.00 น. นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช และนางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม ประจำปี 2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>31 ก.ค. 2569, 07:59</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>ผู้บริหารสำนักงาน กสม. ร่วมวางพานพุ่มและจุดเทียนชัยถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17428</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 เวลา 18.00 น. นายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะผู้แทนประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายภาณุพันธ์ สมสกุล ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมถวายเครื่องราชสักการะ วางพานพุ่ม และจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม ประจำปี 2569 ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพ
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>29 ก.ค. 2569, 21:49</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ร่วมพิธีทำบุญตักบาตร ถวายสัตย์ปฏิญาณและลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17427</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันที่ 28 กรกฎาคม 2569 เวลา 07.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายศรุติพงศ์ จิราดิษพงศ์ ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ณ ท้องสนามหลวง ต่อมาเวลา 08.00 น. นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายศรุติพงศ์ จิราดิษพงศ์ ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน ณ ท้องสนามหลวง  จากนั้น เวลา 09.00 น. กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะร่วมลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ห้องแดง อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ในพระบรมมหาราชวัง
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>29 ก.ค. 2569, 21:44</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม.ศยามล เข้าร่วมงานสมัชชาเครือข่ายป่าชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ครั้งที่ 6</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17425</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 24 - 25 กรกฎาคม 2569 ที่ห้องประชุมสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่สำนักส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชน และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคเหนือ ร่วมงานสมัชชาเครือข่ายป่าชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ครั้งที่ 6 เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากหน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายป่าชุมชน เกี่ยวกับสถานการณ์การจัดการป่าชุมชนในประเทศไทย สถานการณ์ไฟป่า และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งส่งเสริมและผลักดันให้เกิดการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วมด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  กิจกรรมวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมกันกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนการจัดการป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติโดยชุมชน มุ่งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและชุมชน โดยมีแนวทางสำคัญประกอบด้วย 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) พัฒนากลไกการบริหารจัดการเครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ให้มีความเข้มแข็ง โดยส่งเสริมการทำงานของคณะทำงานทุกระดับ การเชื่อมโยงเครือข่ายกับภาคส่วนต่าง ๆ การพัฒนาฐานข้อมูลกลางของเครือข่าย และการจัดทำแผนงานพร้อมระบบติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ 2) ยกระดับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของเครือข่ายป่าชุมชน โดยให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนบริหารจัดการป่าชุมชน การป้องกันไฟป่าและลดปัญหาฝุ่น PM2.5 การฟื้นฟูระบบนิเวศและอนุรักษ์ทรัพยากร ตลอดจนการนำเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการติดตามสถานการณ์ พร้อมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมและบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3) ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนอย่างยั่งยืนและสร้างเศรษฐกิจฐานทรัพยากร ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากป่าชุมชน การเพิ่มมูลค่าทรัพยากรท้องถิ่น การท่องเที่ยวโดยชุมชน การเชื่อมโยงตลาดและเครือข่ายผู้ประกอบการ รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบด้านเศรษฐกิจจากป่าชุมชน เพื่อให้ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรควบคู่กับการอนุรักษ์อย่างสมดุล  4) พัฒนากลไกสนับสนุนเครือข่ายป่าชุมชนจากทุกภาคส่วน โดยเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกองทุนหรือภาคีที่เกี่ยวข้อง เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนงบประมาณ องค์ความรู้ เทคโนโลยี และการพัฒนาศักยภาพของเครือข่าย เพื่อสร้างกลไกความร่วมมือที่เป็นระบบและ 5) ขับเคลื่อนการพัฒนานโยบายและการปฏิรูปกฎหมายด้านทรัพยากรธรรมชาติ โดยส่งเสริมการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคประชาชน การติดตามสถานการณ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทของชุมชน การเชื่อมโยงกับกลไกฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ ตลอดจนติดตามข้อเสนอและผลการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การขับเคลื่อนดังกล่าวมี ปัจจัยสนับสนุนร่วม ได้แก่ การมีส่วนร่วมของชุมชนทุกระดับ การสื่อสารและสร้างการรับรู้ การพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง การจัดสรรทรัพยากรอย่างเพียงพอ การบริหารงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ การเชื่อมโยงภาคีด้านป่า ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน กิจกรรมวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นวิทยากรและกล่าวบรรยายถึงหัวข้อ “การพัฒนาข้อเสนอทางกฎหมาย นโยบายในการขับเคลื่อนป่าชุมชนและการจัดการทรัพยากรร่วมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” โดยกล่าวถึงการผลักดัน สิทธิชุมชนและป่าชุมชนในประเทศไทย มีพัฒนาการมาอย่างยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ จากการต่อสู้ของประชาชนและชุมชนที่เผชิญกับข้อจำกัดจากนโยบายและกฎหมายของรัฐ สู่การสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการและการยอมรับแนวคิดเรื่อง “สิทธิชุมชน” และ “ป่าชุมชน” จนได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และต่อมามีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ถือเป็นก้าวสำคัญในการรับรองบทบาทของชุมชนในการมีส่วนร่วมอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม แม้มีกฎหมายรองรับแล้ว แต่การดำเนินงานในทางปฏิบัติยังคงเผชิญกับอุปสรรคหลายประการ ทั้งขั้นตอนและระเบียบที่มีความซับซ้อนและสร้างภาระแก่ประชาชน ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครื่องมือในการจัดทำแผนที่ ตลอดจนปัญหาความทับซ้อนของอำนาจหน้าที่และกฎหมายระหว่างหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ซึ่งยังมีข้อจำกัดต่อการอยู่อาศัยและการจัดการป่าของชุมชน โดยภาคเหนือมีความเข้มแข็งของเครือข่ายและมีรูปแบบการจัดการป่าชุมชนที่ชัดเจน นอกจากนี้ ในวันดังกล่าว นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้กล่าวถึงบทบาทของสำนักงาน กสม. ในการมุ่งมั่นเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยปัจจุบันสำนักงาน กสม. ได้มีการขยายพื้นที่ในส่วนของสำนักงาน กสม.พื้นที่ภาคเหนือ เพื่อรองรับภารกิจที่ครอบคลุมทั้งในเรื่องการรับเรื่องร้องเรียน การเฝ้าระวัง การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขอิงประชาชนในพื้นที่ การจัดงานในครั้งนี้ สำนักงาน กสม. ได้ร่วมจัดกิจกรรมที่สำคัญ ประกอบด้วย เวทีเสวนาวิชาการในหัวข้อ แลกเปลี่ยนบทเรียนการจัดการป่าชุมชนและทรัพยากร การจัดตั้งนิทรรศการการขับเคลื่อนป่าชุมชน การมอบใบประกาศเกียรติคุณ ชุมชนร่วมจัดการป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติเพื่อสังคม การนำเสนอแผนและข้อเสนอการจัดการป่าไม้และทรัพยากร การเสวนา ยกระดับการขับเคลื่อนป่าชุมชนและการจัดการทรัพยากรภายใต้สถานการณ์ใหม่ ร่วมกับนักวิชาการ ภาคประชาสังคม และหน่วยงานภาครัฐ  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เห็นความสำคัญของสิทธิชุมชนโดยการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมกับการนำกลไกสิทธิมนุษยชนและเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) และข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลัง เพื่อประกอบการพิสูจน์สิทธิและประวัติการอยู่อาศัยของชุมชน รวมทั้งนำหลักสิทธิมนุษยชนสากลมาใช้พิจารณาสิทธิในที่ดินและทรัพยากรของประชาชน ตลอดจนตรวจสอบกฎหมายและระเบียบที่อาจสร้างภาระแก่ประชาชนเกินสมควรตามหลักการของรัฐธรรมนูญ สำหรับแนวทางการผลักดันสิทธิชุมชนและป่าชุมชนในระยะต่อไป ควรมุ่งเน้น การปฏิรูประเบียบและลดขั้นตอนการจัดตั้งป่าชุมชน ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิได้ง่ายขึ้น การกระจายอำนาจและงบประมาณสู่ท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนชุมชนด้านเทคโนโลยีและการจัดการทรัพยากร การบริหารจัดการร่วมระหว่างรัฐกับชุมชน เพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนและสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน รวมถึงการเชื่อมโยงการจัดการป่าชุมชนกับการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และอากาศสะอาด ดังนั้น การขับเคลื่อนในอนาคตจึงควรยึดหลักว่า “กฎหมายป่าชุมชนต้องเป็นกฎหมายที่อำนวยความสะดวก ไม่ใช่สร้างภาระ” พร้อมทั้งยอมรับและส่งเสริมองค์ความรู้จากชุมชนในฐานะผู้ที่อยู่กับป่าและมีบทบาทสำคัญในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้เกิดการจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วม เป็นธรรม และยั่งยืน อันจะนำไปสู่การคุ้มครองสิทธิชุมชนควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างสมดุล
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>29 ก.ค. 2569, 21:28</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม.ปรีดา เป็นวิทยากรในการศึกษาดูงานของนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 16</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17422</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมเป็นวิทยากรในการศึกษาดูงานของนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 16 เรื่องการจัดการปัญหาที่ดินและข้อพิพาทระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลกับภาคเอกชนของชุมชนชาวเลหาดราไวย์ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีวิทยากรร่วม ได้แก่ นายไมตรี จงไกรจักร์ ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท และนายสนิท แซ่ชั่ว แกนนำชุมชนชาวเลหาดราไวย์ โดยมีนายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน)เป็นผู้ดำเนินอภิปราย ในการนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นำเสนอภาพหลักฐานเกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ตั้งแต่ปี 2550 และกระบวนการตรวจสอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ศึกษาครอบคลุมทั้งการอ่านแปลแผนที่ทางอากาศ การตรวจทะเบียนนักเรียนดั้งเดิม บัตรประชาชนชาวเลคนแรก รวมทั้งการขุดกระดูกชาวเลที่ฝังศพในพื้นที่พิพาทเพื่อเปรียบเทียบกับสารพันธุกรรม (DNA) ชาวเลในปัจจุบัน และการใช้พื้นที่หน้าหาดราไวย์มายาวนานทั้งการจอดเรือ ทำเครื่องมือประมง นำสัตว์น้ำขึ้นจากเรือ นำเรือขึ้นมาซ่อม เพิงพักเฝ้าเรือ บารายเป็นพื้นที่ทางจิตวิญญาเพื่อการเคารพบูชา ซึ่งรายงานการตรวจสอบของทั้ง 2 องค์กรสอดคล้องกันที่ระบุว่ากลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลอยู่อาศัยบริเวณหาดราไวย์มาก่อนกระบวนการออกเอกสิทธิที่ดินให้แก่เอกชน ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม สิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 70 รวมทั้ง พ.ร.บ. ส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ และหลักการธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน หลังจากมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นักศึกษาและคณาจารย์ลงพื้นที่ชุมชนและหาดราไวย์เพื่อดูสภาพพื้นที่และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากแกนนำชาวเล  อนึ่งในการศึกษาดูงาน มีนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริตกุล ประธานหลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข นายดนัย มูสา กรรมการหลักสูตร พร้อมด้วยคณะอาจารย์และนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข (สสสส.) รุ่นที่ 16 จำนวน 60 คน เข้าร่วม
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>27 ก.ค. 2569, 16:58</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. หารือกองบัญชาการตำรวจนครบาล ต่อยอดความร่วมมือยกระดับมาตรฐานสถานีตำรวจ พร้อมตรวจเยี่ยมเชิงป้องกัน สน.บางรัก</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17421</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายโกเมศ สุบงกช ผู้ตรวจราชการ และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ประชุมหารือกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล และตรวจเยี่ยมเชิงป้องกัน ณ สถานีตำรวจนครบาลบางรัก (สน.บางรัก) เพื่อหารือการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ติดตามการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ปฏิบัติงาน เพื่อนำไปสู่การพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติงานของสถานีตำรวจอย่างต่อเนื่อง กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานเชิงป้องกัน โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนควบคู่กับการสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเชื่อว่าการพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติงานที่เหมาะสมต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงจากการปฏิบัติงานในพื้นที่และการรับฟังผู้ปฏิบัติงานโดยตรง ซึ่งการตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันมิได้มุ่งเน้นการตรวจสอบหรือจับผิด หากแต่เป็นกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาร่วมกัน เพื่อรวบรวมบทเรียน ข้อจำกัด และแนวปฏิบัติที่ดีจากพื้นที่ นำไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย แนวปฏิบัติ และมาตรการเชิงป้องกันที่สามารถนำไปใช้ได้จริง อันจะช่วยให้การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและการบังคับใช้กฎหมายดำเนินไปควบคู่กันอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ด้าน พล.ต.ท.อนุชา รมยะนันทน์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับการพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์จริง โดยเฉพาะเหตุฉุกเฉินหรือเหตุที่มีความเสี่ยงสูง เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องใช้ดุลยพินิจภายใต้ข้อจำกัดของเวลาและสถานการณ์ จึงเห็นความสำคัญของการพัฒนาคู่มือมาตรฐานการปฏิบัติงาน (Standard Operating Procedure: SOP) ที่ชัดเจนและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อเป็นแนวทางเดียวกันสำหรับผู้ปฏิบัติงาน และเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ ประชาชน และหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ภายหลังการประชุมหารือ คณะผู้แทนสำนักงาน กสม. ได้ตรวจเยี่ยมเชิงป้องกัน ณ สน.บางรัก โดยตรวจเยี่ยมห้องควบคุมตัว ห้องสอบสวน ระบบกล้องวงจรปิด การบันทึกข้อมูลการควบคุมตัว และมาตรการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกควบคุมตัว พร้อมรับฟังผลการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากผู้ปฏิบัติงานเพื่อใช้ประกอบการพัฒนาแนวทางการปฏิบัติงานในภาพรวม ในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ คณะผู้แทนสำนักงาน กสม. ยังได้รับทราบความก้าวหน้าของการพัฒนาสถานีตำรวจภายใต้ความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย ซึ่งมุ่งยกระดับสถานีตำรวจให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ปลอดภัย และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมทั้งรับฟังผลการดำเนินงานของ สน.บางรัก ในด้านการให้บริการประชาชน การบริหารจัดการห้องควบคุมตัว การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการปฏิบัติงาน และความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีในพื้นที่ ตลอดจนได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน การพัฒนาระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ร่วมกับกรุงเทพมหานคร และการต่อยอดแนวปฏิบัติที่ดีของ สน.บางรัก เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาสถานีตำรวจในพื้นที่อื่น การประชุมหารือและการตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันในครั้งนี้ สะท้อนถึงความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างสำนักงาน กสม. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการร่วมกันพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติงานของสถานีตำรวจบนพื้นฐานของหลักสิทธิมนุษยชน การเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติงาน และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย คุ้มครองสิทธิของประชาชน และร่วมกันสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างยั่งยืน
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>27 ก.ค. 2569, 16:34</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุภัทรา กล่าวเปิดการฝึกอบรมสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านการขจัดการเลือกปฏิบัติสำหรับบุคลากรภาครัฐ</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17420</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 22 – 23 กรกฎาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) จัดการฝึกอบรมสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านการขจัดการเลือกปฏิบัติสำหรับบุคลากรภาครัฐ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมการฝึกอบรมฯ ณ โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น พลัส แวนด้า แกรนด์ จังหวัดนนทบุรี การฝึกอบรมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติ การตีตรา และการขจัดการเลือกปฏิบัติสำหรับบุคลากรภาครัฐ รวมทั้งนำผลจากการฝึกอบรมไปใช้ในการพัฒนาคู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมบริการภาครัฐที่เป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างความตระหนักรู้และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งได้รับเกียรติจากรองศาสตราจารย์สุชาดา ทวีสิทธิ์ อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และนางสาวนัยนา สุภาพึ่ง ที่ปรึกษาทางกฎหมาย มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ พัฒนากระบวนการเรียนรู้รวมทั้งเป็นวิทยากรกระบวนการเพื่อส่งเสริมบริการภาครัฐที่เป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ  วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ช่วงเช้า นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมฯ โดยกล่าวถึงหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในการส่งเสริม คุ้มครอง และเฝ้าระวังสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบ และคำสั่งต่าง ๆ หลักการสิทธิมนุษยชน และเน้นย้ำบทบาทและหน้าที่ของรัฐในการดำเนินการด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งครอบคลุมการเคารพ (Respect) การคุ้มครอง (Protect) และการทำให้สิทธิมนุษยชนเป็นจริง (Fulfill) รวมถึงการจัดบริการภาครัฐที่เป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้บุคคลทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้ตามความต้องการเฉพาะอย่างเสมอภาคและมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ นอกจากนี้ ยังได้ถ่ายทอดความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับประเด็นการเลือกปฏิบัติ การตีตรา และแนวทางการขจัดการเลือกปฏิบัติร่วมกับผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมฯ  สำหรับช่วงบ่าย นางสาวพีรดา ภูมิสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ได้บรรยายในหัวข้อ “หลักการไม่เลือกปฏิบัติและสิทธิมนุษยชนกับการให้บริการภาครัฐ” โดยกล่าวถึงความเป็นมาและความสำคัญของสิทธิมนุษยชน หลักการและกรอบกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และกรอบกฎหมายในประเทศ ตลอดจนหลักการไม่เลือกปฏิบัติ และความเสมอภาค รวมทั้งแนวทางการประยุกต์ใช้หลักการดังกล่าวในการกำหนดนโยบายสาธารณะและการให้บริการประชาชน ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 นายภาณุพันธ์ สมสกุล ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นำเสนอหน้าที่และอำนาจของสำนักงาน กสม. ได้แก่ 1) ด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน อาทิ กลไกการรับเรื่องร้องเรียน การตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน และการประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 2) ด้านการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน อาทิ การส่งเสริมและสร้างความตระหนักรู้ด้านสิทธิมนุษยชน และการขับเคลื่อนประเด็นสิทธิมนุษยชนร่วมกับภาคีเครือข่าย และ 3) ด้านการเฝ้าระวังสถานการณ์สิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการจัดทำรายงานผลการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศเป็นประจำทุกปี เพื่อนำเสนอต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี รวมทั้งเผยแพร่ต่อสาธารณะ นอกจากนี้ ได้กล่าวถึงความร่วมมือและการประสานงานระหว่างสำนักงาน กสม. และหน่วยงานภาครัฐทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนการคุ้มครอง ส่งเสริม และเฝ้าระวังสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งในระดับนโยบาย กฎหมาย และการปฏิบัติต่อไป  การฝึกอบรมสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านการขจัดการเลือกปฏิบัติสำหรับบุคลากรภาครัฐ เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนกิจกรรมภายใต้โครงการสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประเด็นการขจัดการเลือกปฏิบัติ โดยสำนักงาน กสม. จะนำผลการขับเคลื่อนดังกล่าวนำเสนอในงานสมัชชาสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีกำหนดจัดในวันที่ 27 – 28 สิงหาคม 2569 ต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>27 ก.ค. 2569, 16:29</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ศึกษาแนวทางปฏิบัติต่อผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี ย้ำคุ้มครองสิทธิมนุษยชนบนหลักสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17419</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “แนวทางการควบคุมและการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดีให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน” เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์กับผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และผู้ต้องขัง อันจะนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและพัฒนาแนวปฏิบัติ (Standard Operating Procedure: SOP) ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานสากล ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง กรุงเทพมหานคร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสิทธิในกระบวนการยุติธรรมตามข้อมติสมัชชาสิทธิมนุษยชน โดยมุ่งสร้างหลักประกันให้ทุกคนเข้าถึงความยุติธรรม (Access to Justice for All) บนพื้นฐานของหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ (Presumption of Innocence) ซึ่งได้รับการรับรองทั้งในรัฐธรรมนูญ กฎหมายไทย และกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ดังนั้น การควบคุมและการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดีจึงต้องเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และจำกัดสิทธิเฉพาะเท่าที่จำเป็นและได้สัดส่วนกับวัตถุประสงค์ของการควบคุมตัว ในการประชุมดังกล่าว นางสาววลัยลักษณ์ ชุ่มชื่น ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงกลาง พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงาน โดยระบุว่า ณ วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ทัณฑสถานหญิงกลางมีผู้ต้องขังทั้งสิ้น 4,656 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี 2,559 คน พร้อมหารือประเด็นสำคัญด้านการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องขัง อาทิ การเข้าถึงทนายความ การพบญาติ การใช้เครื่องพันธนาการ การแต่งกายและการตัดผม การเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้ต้องขังที่มีความหลากหลายทางเพศ ตลอดจนข้อจำกัดและความท้าทายในการปฏิบัติงาน ภายหลังการประชุม คณะผู้แทนสำนักงาน กสม. ได้ศึกษาดูงานในพื้นที่ปฏิบัติงานของทัณฑสถานหญิงกลาง ได้แก่ แดนแรกรับผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี จุดปฏิบัติงานเกี่ยวกับการใช้เครื่องพันธนาการ ห้องพิจารณาคดีผ่านระบบจอภาพ ห้องพบและปรึกษาทนายความ ห้องติดต่อสถานทูตและพนักงานสอบสวน รวมถึงห้องพบญาติ เพื่อศึกษาระบบการดำเนินงานและแนวปฏิบัติในสภาพแวดล้อมจริง พร้อมรับฟังข้อคิดเห็นจากผู้ต้องขังเกี่ยวกับการเข้าถึงการให้คำปรึกษาทางกฎหมาย ข้อมูลและข้อเสนอแนะจากการประชุมและการศึกษาดูงานครั้งนี้ จะนำไปใช้ประกอบการติดตามและขับเคลื่อนข้อเสนอแนะตามข้อมติสมัชชาสิทธิมนุษยชน ตลอดจนจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรมให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>27 ก.ค. 2569, 16:25</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>ประธาน กสม. หารือกับ UPR Info, FIDH และ OHCHR ระหว่างเข้าร่วมการประชุม IGWG ณ นครเจนีวา</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17415</link>

                
                <description><![CDATA[
                    ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พรประไพ กาญจนรินทร์ พร้อมด้วยผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้หารือทวิภาคีร่วมกับหน่วยงานและองค์กรระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน ในห้วงการประชุมคณะทำงานระหว่างรัฐบาลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของผู้สูงอายุ สมัยที่ 1 (1st Session of the Intergovernmental Working Group on the Human Rights of Older Persons - IGWG) ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส  โดยเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ประธาน กสม. และคณะได้หารือกับผู้แทน UPR Info เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (Universal Periodic Review: UPR) โดยเฉพาะบทบาทของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการจัดทำรายงานคู่ขนาน การนำเสนอข้อมูลต่อกระบวนการ UPR กลไกการติดตามข้อเสนอแนะให้เกิดผลในทางปฏิบัติ และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกระบวนการ UPR ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ประธาน กสม. และคณะได้หารือกับผู้แทน International Federation for Human Rights (FIDH) เกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในระดับประเทศ ภูมิภาค และระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน สิทธิของผู้ถูกควบคุมตัวและผู้ต้องขังทั้งระหว่างการคุมขังและหลังพ้นโทษ การป้องกันการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย การบังคับบุคคลให้สูญหาย ตลอดจนแนวทางความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กับองค์กรภาคประชาสังคมระหว่างประเทศ จากนั้น ประธาน กสม. และคณะได้พบหารือกับ Ms. Awa Dabo รองข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ พร้อมผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ณ Palais des Nations โดยได้แลกเปลี่ยนประเด็นเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย บทบาทของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในกลไกสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ การเตรียมความพร้อมของ กสม. ต่อกระบวนการประเมินทบทวนสถานะสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่ง กสม. มีกำหนดรับการประเมินในเดือนมีนาคม 2570 ตลอดจนแนวทางความร่วมมือระหว่าง กสม. กับ OHCHR ในประเด็นที่สนใจร่วมกัน การหารือทวิภาคีดังกล่าว ล้วนสะท้อนบทบาทเชิงรุกของ กสม. ในการเสริมสร้างความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ กลไกสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ และองค์กรภาคประชาสังคมระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ตลอดจนยกระดับบทบาทของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทยในเวทีระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมและยั่งยืน
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>27 ก.ค. 2569, 11:46</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 27/2569 กสม. ตรวจสอบปฏิบัติการตรวจค้นและจับกุมกลุ่มหลากหลายทางเพศย่านสุขุมวิท ชี้การเผยแพร่ภาพและเนื้อหาที่ตอกย้ำอคติทางเพศผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เป็นการละเมิดสิทธิฯ - แนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหากรณีผู้ถือบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ถูกห้ามเข้างานแสดงสินค้าอัญมณี เนื่องจากเชื่อมระบบยืนยันตัวตนไม่ได้ - ชง กทม. ทบทวนโครงการพัฒนาริมแม่น้ำเจ้าพระยาเขตบางพลัด หลังประชาชนร้องเรียนไม่ทราบข้อมูล หวั่นกระทบมรดกทางวัฒนธรรม</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17410</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และนางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 27/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้1. กสม. ตรวจสอบปฏิบัติการตรวจค้นและจับกุมกลุ่มหลากหลายทางเพศย่านสุขุมวิทชี้การเผยแพร่ภาพและเนื้อหาที่ตอกย้ำอคติทางเพศผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เป็นการละเมิดสิทธิฯ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องซึ่งมีทั้งที่เป็นบุคคลและองค์กร รวม 8 คำร้อง ระหว่างเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม 2568 ระบุว่า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 00.30 น. เจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน ได้แก่ กองบังคับการตำรวจนครบาล 4 สถานีตำรวจนครบาลลุมพินี กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ป.ส.) กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) รวมประมาณ 50 นาย ได้ร่วมกันเข้าตรวจค้นและจับกุมกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศในคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ณ ห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่งในซอยสุขุมวิท 13 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร โดยระหว่างปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ไม่แสดงหมายค้นและหมายจับ ไม่แสดงบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ ไม่แต่งเครื่องแบบข้าราชการตำรวจ และไม่มีเจ้าหน้าที่หญิงอยู่ร่วมด้วย รวมทั้งไม่อนุญาตให้ผู้ถูกจับกุมแต่งกายให้เรียบร้อยขณะเข้าตรวจค้น และใช้กำลังเกินสมควร เช่น การใช้เครื่องพันธนาการ (กุญแจมือ) ต่อผู้ถูกจับกุมรายหนึ่งขณะอยู่ในสภาพเปลือยกาย ตลอดจนจัดสถานที่เพื่อตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดไม่มิดชิด  นอกจากนี้ ภายหลังปฏิบัติการยังมีการเผยแพร่ภาพและข้อมูลของผู้ถูกจับกุมบางส่วนที่อยู่ในสภาพเปลือยกายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของหน่วยงานรัฐ และพาดหัวเรื่องโดยใช้ข้อความที่เป็นการเหมารวม ก่อให้เกิดอคติทางเพศและลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ ซึ่งสำนักข่าวหลายแห่งได้คัดลอกภาพและข้อความดังกล่าวไปเผยแพร่ต่อ ผู้ร้องเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจค้น จับกุม ตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด และการถ่ายภาพเผยแพร่ต่อสื่อมวลชนเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงขอให้ตรวจสอบ กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า ในการเข้าตรวจค้นและจับกุมกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศภายในห้องพักโรงแรมโดยไม่มีหมายค้นหรือคำสั่งของศาลนั้น เป็นปฏิบัติการหลังจากได้รับเบาะแสจากสายลับว่าจะมีการรวมตัวมั่วสุมทางเพศและเสพยาเสพติดของกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศจำนวนมาก จึงมีเหตุอันเชื่อได้ว่าหากไม่ค้นในทันที สิ่งผิดกฎหมายนั้นจะถูกโยกย้าย ซุกซ่อน ทำลาย หรือทำให้เปลี่ยนสภาพไปจากเดิม โดยเจ้าหน้าที่แจ้งให้บุคคลในห้องทราบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมแสดงบัตรเจ้าหน้าที่ตำรวจและบัตรเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. แล้ว จากการตรวจค้นพบยาเสพติดและอุปกรณ์การเสพ จึงได้จับกุมผู้กระทำผิดซึ่งถือเป็นความผิดซึ่งหน้า เจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจจับกุมได้โดยไม่ต้องมีหมายจับอันเข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550  นอกจากนี้ จากคลิปวิดีโอและพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏ ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอว่าเจ้าหน้าที่ใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม ใช้กำลังเกินกว่าเหตุโดยการใช้เครื่องพันธนาการต่อผู้ถูกจับกุมบางราย หรือไม่อนุญาตให้แต่งกายให้เรียบร้อยขณะตรวจค้นจับกุม อันเป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ในชั้นนี้จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเด็นนี้  ประเด็นต่อมา กรณีร้องเรียนว่าปฏิบัติการดังกล่าวไม่ได้จัดให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงเข้าร่วมตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดของกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศด้วย ปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีการจัดตำรวจหญิงเข้าร่วมปฏิบัติการ แต่เนื่องจากผู้ถูกตรวจมีสรีระเป็นเพศชาย จึงให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชายเป็นผู้ดำเนินการแทน ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการตรวจหรือทดสอบว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดมีสารเสพติดอยู่ในร่างกายหรือไม่ ในชั้นนี้จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน  ส่วนประเด็นที่เจ้าหน้าที่ได้ถ่ายภาพกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศบางส่วนซึ่งอยู่ในสภาพเปลือยกายแล้วนำไปเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์พร้อมพาดหัวข้อข่าวที่ไม่เหมาะสม จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงว่า ภายหลังปฏิบัติการเสร็จสิ้น หน่วยงานตำรวจได้เผยแพร่ข่าวปฏิบัติการดังกล่าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของหน่วยงาน ได้แก่ เฟซบุ๊กของ บช.น. Metropolitan Police Bureau และเฟซบุ๊ก POLICETV สถานีโทรทัศน์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยพาดหัวข่าวว่า “บช.น. ร่วม บช.ปส. เปิดปฏิบัติการ ทลายปาร์ตี้เหมืองทอง โรงแรมดังกลางกรุง” และ “น. ร่วม บช.ปส. เปิดปฏิบัติการ ทลายปาร์ตี้เหมืองทอง โรงแรมดังกลางกรุง” ซึ่งเป็นการใช้ถ้อยคำในลักษณะเหมารวมและตีตราอัตลักษณ์ทางเพศ โดยภาพที่เผยแพร่มีภาพผู้ถูกจับกุมในสภาพเปลือยกายบางส่วนซึ่งปกปิดใบหน้าแล้ว รวมถึงมีภาพวัตถุพยานที่สื่อถึงพฤติกรรมทางเพศส่วนตัว ต่อมาสำนักข่าวสองแห่งได้คัดลอกภาพและข้อความดังกล่าวไปเผยแพร่ต่อในช่องทางของตนด้วย กสม. เห็นว่า แม้การเผยแพร่ข่าวจะมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะในการป้องกันปราบปรามยาเสพติด แต่การนำเสนอที่เน้นย้ำอัตลักษณ์ทางเพศของผู้ถูกจับกุมควบคู่กับการกระทำความผิด และการเผยแพร่ภาพหรือข้อมูลที่ไม่จำเป็นต่อการรับรู้ของสาธารณะ ย่อมก่อให้เกิดการตีตราทางสังคมและกระทบต่อสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกจับกุม อีกทั้งไม่สอดคล้องกับระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการให้ข่าวและการเผยแพร่ภาพต่อสื่อมวลชน จึงรับฟังได้ว่ามีการกระทำละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่วนสำนักข่าวทั้งสองแห่งที่นำภาพและข่าวไปเผยแพร่ต่อโดยไม่กลั่นกรองเนื้อหา ก็รับฟังได้ว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากหน่วยงานตำรวจได้ลบหรือแก้ไขเนื้อหาข่าวดังกล่าวแล้ว และสำนักข่าวทั้งสองแห่งได้ลบการนำเสนอข่าวออกจากช่องทางของตนแล้ว กสม. จึงเห็นว่าประเด็นการเผยแพร่ภาพและข่าวนี้ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสมแล้ว ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 จึงมีข้อเสนอแนะให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กำชับหน่วยงานในสังกัดให้ปฏิบัติตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการให้ข่าว การแถลงข่าว และการเผยแพร่ภาพต่อสื่อมวลชน และการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 อย่างเคร่งครัด โดยหลีกเลี่ยงการนำเสนอข้อมูล ภาพ หรือถ้อยคำที่กระทบต่อความเป็นส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือก่อให้เกิดอคติและการตีตราต่อบุคคลใด โดยเฉพาะข้อมูลที่สื่อถึงพฤติกรรมส่วนตัวหรือสภาพร่างกาย แม้จะมีการปกปิดใบหน้าแล้วก็ตาม พร้อมทั้งกำหนดบทลงโทษที่เหมาะสมหากเจ้าหน้าที่ในสังกัดไม่ถือปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว  นอกจากนี้ ให้ ตร. กำหนดแนวทางการสื่อสารข้อมูลแก่ผู้ประกอบการสถานที่ภายหลังเสร็จสิ้นปฏิบัติการ ในขอบเขตที่จำเป็นและไม่กระทบต่อประโยชน์แห่งการสอบสวน เพื่อให้สถานประกอบการสามารถดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัย การบริหารจัดการ และการสื่อสารต่อสาธารณะได้อย่างเหมาะสม และให้ ตร. ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดกำหนดแนวปฏิบัติการตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดที่คำนึงถึงเพศสภาพ อัตลักษณ์ทางเพศ และความรู้สึกปลอดภัยของผู้ถูกตรวจโดยควรเปิดโอกาสให้ผู้ถูกตรวจสามารถแสดงความประสงค์เกี่ยวกับเพศผู้ตรวจต่อเจ้าหน้าที่ได้เท่าที่ไม่กระทบต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งกำชับให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติต่อบุคคลหลากหลายทางเพศอย่างเหมาะสมและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พร้อมกันนี้ ให้สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติส่งเสริมและกำชับให้สื่อมวลชนยึดถือแนวปฏิบัติการเสนอข่าว ความคิดเห็น และภาพเกี่ยวกับผู้มีความหลากหลายทางเพศ พ.ศ. 2564 อย่างเคร่งครัด โดยใช้ความระมัดระวังในการกลั่นกรองเนื้อหาและภาพข่าวเกี่ยวกับคดีอาญาหรือการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐ และหลีกเลี่ยงการนำเสนอที่อาจตอกย้ำอคติทางเพศ สร้างความเกลียดชัง หรือก่อให้เกิดการตีตราทางสังคม2. กสม. แนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหากรณีผู้ถือบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนถูกห้ามเข้างานแสดงสินค้าอัญมณี เนื่องจากเชื่อมระบบยืนยันตัวตนไม่ได้        นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อเดือนกันยายน 2568 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ระบุว่า ผู้ร้องประกอบอาชีพค้าขายอัญมณีอยู่ย่านรามอินทรา กรุงเทพฯ ได้เดินทางพร้อมเพื่อน 20 คน ไปเข้าร่วมงาน Bangkok Gems & Jewelry Fair หรืองานบางกอกเจมส์ ครั้งที่ 72 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 - 13 กันยายน 2568 โดยแสดงบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ประเภท 0-89 ซึ่งมีเลขประจำตัวนำหน้าในบัตรเป็นเลข 0 ต่อเจ้าหน้าที่บริเวณหน้างาน แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปภายในงาน โดยผู้ร้องอ้างว่าเคยเข้าร่วมงานบางกอกเจมส์ได้ในครั้งที่ผ่านมา จึงเห็นว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่เป็นการเลือกปฏิบัติและดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จึงขอให้ตรวจสอบ  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 27 บัญญัติห้ามไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งเชื้อชาติหรือสถานะของบุคคล ทั้งยังกำหนดให้รัฐสามารถกำหนดมาตรการเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลใช้สิทธิหรือเสรีภาพได้อย่างเท่าเทียมเช่นเดียวกับบุคคลอื่น และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ประเทศไทยเป็นภาคียังกำหนดให้รัฐภาคีต้องให้การยอมรับในศักดิ์ศรีแต่กำเนิด สิทธิที่เท่าเทียมกันและไม่อาจเพิกถอนได้ของบุคคลทุกคน โดยปราศจากการแบ่งแยกด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา เผ่าพันธุ์ ทรัพย์สิน หรือสถานะอื่นใด  จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า สำนักส่งเสริมการค้าสินค้าไลฟ์สไตล์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ผู้ถูกร้อง) จัดงานบางกอกเจมส์ ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าที่มีชื่อเสียงในวงการอัญมณีและเครื่องประดับระดับโลก ในครั้งที่ผ่านมากำหนดให้ผู้เข้าร่วมงานต้องแสดงบัตรประจำตัวและถ่ายรูปเท่านั้น แต่ในการจัดงานครั้งที่ 72 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ กำหนดให้ผู้เข้าร่วมงานคนไทยจะต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชนหรือใบอนุญาตขับขี่ตัวจริง และชาวต่างชาติจะต้องแสดงหนังสือเดินทางตัวจริงเท่านั้น เมื่อผู้เข้าร่วมงานยื่นบัตรแสดงตัวตนให้จะต้องนำไปตรวจสอบในระบบอิเล็กทรอนิกส์ของหน่วยงานรัฐเพื่อยืนยันความถูกต้อง แต่เนื่องด้วยบัตรประจำตัวบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน ไม่อยู่ในระบบฐานข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้เช่นเดียวกับบัตรประจำตัวประชาชนหรือหนังสือเดินทาง โดยกรมการปกครองให้ข้อมูลว่าหากต้องการยืนยันตัวบุคคลที่ถือบัตรดังกล่าวจะต้องมีหนังสือสอบถามมายังกรมการปกครองหรือสำนักทะเบียนในท้องที่ การที่ผู้ถูกร้องปฏิเสธการเข้างานของผู้ร้องและกลุ่มบุคคลที่ถือบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ประเภท 0-89 ไม่ให้เข้าร่วมงาน เพื่อป้องกันการกระทำผิดทางอาญาหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากสินค้าที่จัดแสดงมีมูลค่าสูง และเป็นงานระดับโลก กสม. จึงเห็นว่าเป็นการกำหนดมาตรการป้องกันเหตุการณ์ในอนาคต ซึ่งอาจเกิดขึ้นหรือไม่ก็ได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวในชั้นนี้ จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติต่อผู้ร้อง หรือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน  อย่างไรก็ดี การที่รัฐกำหนดให้มีบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ประเภท 0-89 ซึ่งสามารถพิสูจน์และรับรองสถานะของบุคคลได้เช่นเดียวกับบัตรประจำตัวประชาชน ใบอนุญาตขับขี่ และหนังสือเดินทาง และเพื่อให้ผู้ถือบัตรประจำตัวบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียนได้รับสิทธิเท่าเทียมกับผู้ถือบัตรประจำตัวประชาชน กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 จึงเห็นควรมีข้อเสนอแนะไปยังสำนักส่งเสริมการค้าสินค้าไลฟ์สไตล์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ผู้ถูกร้อง) และกรมการปกครอง สรุปได้ดังนี้ (1) ในการจัดงานบางกอกเจมส์หรืองานอื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ให้ผู้ถูกร้องพิจารณาเชิญผู้แทนกรมการปกครองซึ่งมีหน้าที่จัดเก็บข้อมูลของบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนเข้าร่วมเป็นคณะอำนวยการด้านการรักษาความปลอดภัย เพื่อหารือและกำหนดมาตรการตรวจสอบตัวตนของบุคคลที่ประสงค์เข้าร่วมงาน รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบเป็นการล่วงหน้าและทั่วถึงเกี่ยวกับประเภทของเอกสารที่ใช้ยืนยันตัวตนในการเข้าร่วมงาน ช่องทางหรือทางเลือกสำหรับผู้ถือเอกสารประเภทอื่น เช่น การเปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อให้มีระยะเวลาเพียงพอในการตรวจสอบตัวตน (2) ให้กรมการปกครองพิจารณาพัฒนาระบบการตรวจสอบหรือเชื่อมโยงฐานข้อมูลบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนกับหน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานเกี่ยวข้องเพื่อให้ผู้ถือบัตรประจำตัวบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียนสามารถใช้บัตรดังกล่าวในการยืนยันตัวตนได้ในโอกาสต่าง ๆ อย่างเท่าเทียมกับผู้ถือบัตรประจำตัวประชาชน อันเป็นการขจัดอุปสรรคในการใช้สิทธิของบุคคลดังกล่าว3.กสม. แนะ กทม. ทบทวนโครงการพัฒนาริมแม่น้ำเจ้าพระยาเขตบางพลัดและรับฟังความเห็นผู้ได้รับผลกระทบให้ครบถ้วนหลังประชาชนร้องเรียนไม่ทราบข้อมูล หวั่นกระทบมรดกทางวัฒนธรรม นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จากกลุ่มคัดค้านถนนหลังเขื่อนริมเจ้าพระยา ระบุว่า โครงการพัฒนาริมแม่น้ำเจ้าพระยาเขตบางพลัด ของกรุงเทพมหานคร (ผู้ถูกร้อง) ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน ที่อยู่อาศัย ศาสนสถาน ศิลปะและวัฒนธรรมของชุมชนดั้งเดิม และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ อีกทั้งการดำเนินโครงการขาดการมีส่วนร่วมและการชี้แจงที่เพียงพอจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่เข้าไปรังวัดแนวเขตที่ดินในพื้นที่ และขอให้เจ้าของที่ดินลงนามในเอกสารโดยไม่แจ้งเหตุผลและวัตถุประสงค์อย่างชัดเจน จึงขอให้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว  กสม. ได้พิจารณาเรื่องร้องเรียนดังกล่าวแล้วเห็นควรให้ประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม 2569 กสม. ได้ลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่ชุมชนมัสยิดบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ รวมทั้งจัดประชุมรับฟังความเห็นร่วมกับกรมศิลปากร กรมเจ้าท่า และหน่วยงานในสังกัดกรุงเทพมหานคร ได้แก่ สำนักงานกฎหมายและคดี สำนักการระบายน้ำ สำนักการโยธา สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง สำนักงานเขตบางพลัด ตลอดทั้งผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนชุมชนมัสยิดบางอ้อ มัสยิดดารุอิหฺซาน วัดวิมุตยาราม วัดฉัตรแก้วจงกลณี วัดเทพากร ราว 180 คน โดยสามารถสรุปข้อเท็จจริง สถานการณ์ปัญหา ข้อห่วงกังวลและข้อเสนอแนะร่วมกันได้ดังนี้ โครงการพัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขตบางพลัด อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาพื้นที่ด้านหลังแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นพื้นที่สาธารณะ ทางเดิน ทางจักรยาน และพื้นที่สีเขียว ยกระดับคุณภาพภูมิทัศน์เมือง และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยสำนักการวางผังและพัฒนาเมืองยืนยันว่า โครงการดังกล่าวแตกต่างจากโครงการทางเดินเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาที่เคยเป็นข้อพิพาทในศาลปกครอง เนื่องจากไม่มีการก่อสร้างล่วงล้ำลำน้ำและไม่มีนโยบายเวนคืนที่ดินเอกชน โครงการมีระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่วัดเทพากรถึงแนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ใช้งบประมาณเบื้องต้นประมาณ 264 ล้านบาท โดยดำเนินการตามแผนแม่บทการฟื้นฟูแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีการศึกษามาตั้งแต่ปี 2548 ทั้งนี้ ได้สำรวจข้อมูลด้านประวัติศาสตร์แล้วพบว่า พื้นที่โครงการเป็นชุมชนดั้งเดิมริมแม่น้ำที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ มีวัด มัสยิด บ้านโบราณ และแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมหลายแห่ง จึงกำหนดให้การอนุรักษ์คุณค่าทางวัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการออกแบบโครงการ อย่างไรก็ดี ประชาชนในพื้นที่มีข้อห่วงกังวลว่า การดำเนินโครงการอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนดั้งเดิมริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีประวัติการตั้งถิ่นฐานยาวนานหลายร้อยปี โดยเฉพาะชุมชนมัสยิดบางอ้อ ชุมชนแขกแพบ้านเขียว บ้านเหลือง บ้านบน และศาสนสถานสำคัญ เช่น มัสยิดบางอ้อ ซึ่งล้วนทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม อีกทั้งยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างริมแม่น้ำ รวมถึงพื้นที่ที่เกิดจากการก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมเมื่อปี 2538 ว่า เป็นพื้นที่สาธารณะหรือเป็นที่งอกริมตลิ่งที่ประชาชนมีสิทธิครอบครอง นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเรื่องการออกแบบโครงการบางช่วงอาจต้องรื้อถอนบ้านโบราณ อาคารเรียนของมัสยิด และสิ่งปลูกสร้างที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์  นอกจากนี้ ประชาชนยังมีข้อกังวลเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเนื่องจากผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจำนวนมากเพิ่งทราบรายละเอียดของโครงการหลังจากเริ่มสำรวจและรังวัดพื้นที่แล้ว อันสะท้อนให้เห็นว่าการเปิดเผยข้อมูลและการรับฟังความคิดเห็นยังไม่เพียงพอ ประชาชนจึงไม่สามารถใช้สิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง โดยขอให้มีการรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมโดยเฉพาะจากผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง พร้อมเสนอให้ศึกษาทางเลือกอื่นในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะโดยไม่กระทบต่อชุมชนดั้งเดิม หรือใช้พื้นที่ราชพัสดุหรือพื้นที่อื่นแทนโดยคำนึงถึงสิทธิของชุมชน สิทธิในการอยู่อาศัย สิทธิในทรัพย์สิน และสิทธิในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ที่ประชุมร่วมจึงเห็นควรให้ กรุงเทพมหานคร ผู้ถูกร้อง เปิดเผยข้อมูลโครงการอย่างครบถ้วน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ทั้งรายละเอียดแบบก่อสร้าง แนวเขตก่อสร้าง ผลการรังวัด แนวเขตที่ดิน งบประมาณ ผลตอบแทนของโครงการ ตลอดจนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชนแต่ละราย และควรพิจารณาทางเลือกอื่นในการออกแบบโครงการที่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านพื้นที่สาธารณะและพื้นที่สีเขียวเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อบ้านเรือน ศาสนสถาน และชุมชนดั้งเดิมให้มากที่สุด ตลอดจนศึกษาพื้นที่ทางเลือกอื่นที่สามารถรองรับการพัฒนาพื้นที่สีเขียวโดยไม่กระทบต่อมรดกทางวัฒนธรรม และควรจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนชุมชน นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และภาคประชาสังคม เพื่อติดตามการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง  นอกจากนี้ ควรจัดให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมที่มีความหมาย โดยให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ผู้นำชุมชน ศาสนสถาน นักวิชาการ องค์กรวิชาชีพ และภาคประชาสังคม เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนการศึกษา มิใช่เพียงการรับฟังความคิดเห็นภายหลังจากที่ได้กำหนดรูปแบบโครงการแล้ว ทั้งนี้ แม้โครงการจะไม่อยู่ในประเภทที่กฎหมายกำหนดให้ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หรือ การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) แต่ผู้ถูกร้องควรศึกษาผลกระทบทางสังคม (SIA) อย่างรอบด้าน เพื่อให้การตัดสินใจตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่ครบถ้วนและคำนึงถึงผลกระทบทุกมิติ ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 จึงเห็นควรให้มีหนังสือถึงกรุงเทพมหานครและสภากรุงเทพมหานคร เพื่อทบทวนโครงการพัฒนาริมแม่น้ำเจ้าพระยาเขตบางพลัดและรับฟังข้อมูลความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ให้ครบถ้วน พร้อมทั้งชะลอการรังวัดสอบแนวเขตที่ดินโครงการออกไปจนกว่าจะได้ข้อยุติที่ชัดเจนเกี่ยวกับพื้นที่ดำเนินโครงการและที่งอกริมตลิ่งซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของประชาชนสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ24 กรกฎาคม 2569
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>24 ก.ค. 2569, 13:10</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. และกองทัพบกจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแนวทางปฏิบัติและข้อห้ามปฏิบัติ (DOs &amp; DON’Ts) ต่อทหารกองประจำการ กองทัพบก มุ่งยกระดับมาตรฐานการฝึกที่เคารพสิทธิมนุษยชน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17407</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ร่วมกับกองทัพบก จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของผู้บังคับบัญชาหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกที่เป็นหน่วยจัดตั้งหน่วยฝึกทหารใหม่ ต่อร่างแนวทางปฏิบัติและข้อห้ามปฏิบัติ (DOs & DON’Ts) ต่อทหารกองประจำการ กองทัพบก (ในการฝึกทหารใหม่และการฝึกเฉพาะหน้าที่) ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี  นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการยกระดับมาตรฐานการฝึกทหารใหม่ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และระเบียบที่เกี่ยวข้องของกองทัพบก เพื่อให้การฝึกมีประสิทธิภาพและเป็นที่เชื่อมั่นของสังคม ขณะที่พลโท ธิติพันธ์ ฐานะจาโร เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก ได้กล่าวถึงนโยบายการพัฒนาการฝึกทหารใหม่ของกองทัพบก โดยเน้นย้ำการยกระดับมาตรฐานการฝึกบนพื้นฐานของความปลอดภัย ระเบียบวินัย และการเคารพสิทธิมนุษยชน ควบคู่กับการปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบและคำสั่งของกองทัพบกที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการกำกับดูแลทหารใหม่ตามแนวคิดน้องคนเล็กและเพื่อนรักร่วมชีวิต เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกองทัพบก ผู้บังคับบัญชาและผู้แทนจากหน่วยจัดตั้งหน่วยฝึกทหารใหม่ของกองทัพบกจากทั่วประเทศได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริง พร้อมให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างแนวทางปฏิบัติในประเด็นต่าง ๆ เพื่อให้มีความสอดคล้องกับบริบทของหน่วยฝึกและสามารถนำไปใช้ได้จริง อันสะท้อนถึงความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ระหว่างสำนักงาน กสม. และกองทัพบกในการพัฒนามาตรฐานการฝึกทหารกองประจำการของประเทศ สำนักงาน กสม. จะนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประชุมครั้งนี้ไปปรับปรุงร่างแนวทางปฏิบัติดังกล่าวให้มีความสมบูรณ์ ก่อนนำเรียนผู้บัญชาการทหารบกเพื่อพิจารณาใช้เป็นแนวปฏิบัติสำหรับหน่วยต่าง ๆ ในสังกัดกองทัพบกทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้การฝึกทหารกองประจำการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หลักสิทธิมนุษยชน ตลอดจนระเบียบและคำสั่งของกองทัพบกที่เกี่ยวข้อง อันจะนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานการฝึกของกองทัพบกในภาพรวมต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>24 ก.ค. 2569, 06:59</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>ที่ปรึกษาประจำ กสม. ร่วมเวทีผลักดันมาตรฐานต่อต้านการทุจริตเพื่อเตรียมความพร้อมไทยสู่ OECD - ย้ำการปราบปรามการทุจริตต้องดำเนินควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17406</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 นางรัตติกุล จันทร์สุริยา ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะผู้แทนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมเสวนาหัวข้อ “มาตรฐาน OECD – Anticorruption กับเส้นทางประเทศไทย” จัดโดย คณะกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ วุฒิสภา มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ เกี่ยวกับการยกระดับมาตรการต่อต้านการทุจริตของประเทศไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการผลักดันธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการป้องกันการทุจริต เพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ในอนาคต ณ อาคารรัฐสภา เขตดุสิต กรุงเทพฯ ที่ปรึกษาประจำ กสม. ได้กล่าวถึงผลกระทบโดยตรงของการทุจริตต่อสิทธิมนุษยชนของประชาชน ทั้งด้านการเข้าถึงบริการสาธารณะที่มีคุณภาพ ความเสมอภาค และความเป็นธรรม โดยย้ำว่าการป้องกันและปราบปรามการทุจริตต้องดำเนินควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เพื่อสร้างธรรมาภิบาลและเตรียมความพร้อมของประเทศไทยสู่การเข้าเป็นสมาชิก OECD พร้อมกล่าวถึงบทบาทของ กสม. ในฐานะสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่มีส่วนร่วมในการส่งเสริมหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการบริหารภาครัฐและยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประเทศ พร้อมทั้งเสนอให้เร่งผลักดันกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสและร่างกฎหมายป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน (Anti-SLAPP Law) ตลอดจนส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต  ที่ปรึกษาประจำ กสม. กล่าวเพิ่มเติมว่า การเข้าร่วมการเสวนาครั้งนี้นับเป็นโอกาสอันดีในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อเสนอเชิงนโยบายจากทุกภาคส่วน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการนำมาพัฒนาการดำเนินงานด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการขับเคลื่อนประเด็นการทุจริตกับสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ กสม. ได้กำหนดให้ประเด็นดังกล่าวเป็นหนึ่งในหัวข้อหลักของการจัดสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 เพื่อสร้างความตระหนัก เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับการขับเคลื่อนงานในระยะต่อไป ในเวทีเดียวกันนี้ ผู้แทนจากภาคประชาสังคมและภาคเอกชน สะท้อนว่า แม้การเข้าเป็นสมาชิก OECD จะเป็นโอกาสสำคัญในการปฏิรูประบบการต่อต้านการทุจริตของประเทศ แต่ประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายทั้งด้านประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย ความเชื่อมั่นในระบบร้องเรียน และการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ พร้อมเสนอให้เร่งพัฒนาระบบข้อมูลเปิด (Open Data) เสริมสร้างมาตรการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสร้างแรงจูงใจและวัฒนธรรมในการปฏิบัติงานอย่างสุจริต โดยเห็นว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบการบริหารประเทศทั้งระบบ ทั้งนี้ ในงานเสวนาดังกล่าว สำนักงาน กสม. ได้ร่วมจัดนิทรรศการประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานตามหน้าที่และอำนาจรวมทั้งกิจกรรมรณรงค์ที่เกี่ยวกับการป้องกันทุจริตซึ่งมีผลกระทบโดยตรงกับสิทธิมนุษยชนด้วย
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>24 ก.ค. 2569, 06:57</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เรื่อง ประณามเหตุคนร้ายโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส (English Below)</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17401</link>

                
                <description><![CDATA[
                    ตามที่ได้มีคนร้ายกลุ่มหนึ่งใช้อาวุธปืนกราดยิงและขว้างระเบิดไปป์บอมบ์เข้าใส่จุดตรวจบูเก๊ะซามี บ้านตลาดตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส อย่างอุกอาจ เมื่อเย็นวานนี้ (22 กรกฎาคม 2569) เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนเสียชีวิต 5 นาย และมีประชาชนบาดเจ็บ 6 คน โดยในจำนวนนั้นมีเด็กวัยเพียง 3 ขวบ และ 10 ขวบ รวมอยู่ด้วย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ขอประณามการกระทำอันโหดร้ายและไร้มนุษยธรรมในครั้งนี้อย่างถึงที่สุด การจงใจใช้ความรุนแรงพรากชีวิตและทำร้ายผู้อื่นถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรง ไม่ว่าผู้ก่อเหตุจะอ้างอุดมการณ์หรือความขัดแย้งใด ก็ไม่อาจทำให้การเข่นฆ่าเพื่อนมนุษย์กลายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ การกระทำครั้งนี้เป็นการละเมิดสิทธิพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ นั่นคือสิทธิในการมีชีวิต ซึ่งถือว่าทุกคนเกิดมาพร้อมสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ ไม่มีผู้ใดมีสิทธิไปพรากชีวิตของผู้อื่น และรัฐมีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองชีวิตของประชาชน สิทธินี้ได้รับการรับรองไว้ในมาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และในข้อ 6 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ประเทศไทยเป็นภาคี  ยิ่งไปกว่านั้น การที่เด็กต้องมาบาดเจ็บจากกระสุนและระเบิด เป็นสิ่งที่ กสม.ห่วงกังวลและไม่อาจยอมรับได้เป็นอย่างยิ่ง เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะมีชีวิตรอด เติบโต และพัฒนา และต้องได้รับการคุ้มครองจากความรุนแรงทุกรูปแบบ ตามข้อ 6 และข้อ 19 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่ประเทศไทยผูกพันต้องปฏิบัติตาม กสม. ขอย้ำว่า ความรุนแรงไม่เคยเลือกว่าใครนับถือศาสนาใดหรือเป็นคนเชื้อชาติใด ผู้ที่ต้องเจ็บปวดและสูญเสียล้วนเป็นพี่น้องประชาชนในพื้นที่เช่นเดียวกัน ในโอกาสนี้ กสม. ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิต พร้อมส่งกำลังใจให้เด็กและประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บทุกคนให้หายเป็นปกติโดยเร็ว และขอให้หน่วยงานของรัฐดูแลเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและครอบครัวอย่างเป็นธรรมและทันท่วงที กสม. ขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เร่งนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายโดยเร็ว ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยของประชาชน โดยการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่พึงตั้งอยู่บนความเป็นธรรมและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่เหมารวมหรือสร้างความหวาดระแวงต่อชุมชนใด เพื่อให้จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับคืนสู่ความสงบสุขและเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ23 กรกฎาคม 2569------------------------------------------English Below-----------------------------------------------Statement of the National Human Rights Commission of Thailand Condemning the Attack on the Buketa Sami Checkpoint,Ra-ngae District, Narathiwat Province The National Human Rights Commission of Thailand (NHRCT) strongly condemns the brutal attack carried out on the evening of 22 July 2026, in which an armed group opened fire and threw pipe bombs at the Buketa Sami checkpoint in Ban Talat Tanyongmat, Ra-ngae District, Narathiwat Province. This tragic incident claimed the lives of five officers who were on duty protecting local residents, and injured six civilians, including two children aged three and ten.  Such deliberate acts of violence constitute a grave crime. No ideology, political objective, or conflict can ever justify the taking of human lives. The right to life is a fundamental and inalienable right that must never be arbitrarily deprived. The State bears a core obligation to respect and protect the lives of its people—a right firmly guaranteed under Section 28 of the Constitution of the Kingdom of Thailand B.E. 2560 (2017) and Article 6 of the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR), to which Thailand is a State party.  The NHRCT is deeply distressed by the injuries inflicted upon innocent children. Every child has an inherent right to survival, development, and absolute protection from all forms of violence, as enshrined in the Convention on the Rights of the Child (CRC), by which Thailand is legally bound. The NHRCT emphasizes that violence does not discriminate based on religion or ethnicity; those who suffer the pain and loss are all fellow members of the local community. The NHRCT extends its deepest condolences to the families of the officers who lost their lives, and wishes all injured civilians and children a full and speedy recovery. Furthermore, the NHRCT calls upon relevant State agencies to ensure that all victims and their families receive fair, comprehensive, and timely remedy and assistance. We urge authorities to bring the perpetrators to justice swiftly while maintaining robust measures to ensure public safety. In doing so, officials must execute their duties with strict adherence to fairness and respect for human dignity, avoiding any stigmatization or suspicion toward specific communities. Such a principled approach is vital to restoring lasting peace and transforming the southern border provinces into a genuinely safe environment for everyone.National Human Rights Commission of Thailand23 July 2026
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>23 ก.ค. 2569, 12:45</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม.ศยามล ประชุมจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหาสิทธิที่ดินในกระบวนการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ภายใต้ คทช. พื้นที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17398</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.30 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายเดโช ไชยทัพ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และคณะเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ได้ประชุมหารือเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหาสิทธิที่ดินในกระบวนการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) กรมป่าไม้ กรมที่ดิน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และตัวแทนผู้ร้อง ณ ห้องประชุม 606 สำนักงาน กสม. การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ โดยที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1) การทบทวนหลักเกณฑ์สำรวจ และการออกระเบียบรองรับพื้นที่ที่มีลักษณะพิเศษ เช่น กรณีพื้นที่ไร่หมุนเวียนและพื้นที่วนเกษตร 2) การปรับปรุงมาตรฐานสมุดประจำตัว คทช. เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้ประโยชน์จริงในพื้นที่ 3) การผ่อนปรนเงื่อนไข โดยพิจารณาให้พื้นที่ คทช. เป็นเขตพิเศษ เพื่อผ่อนปรนเกณฑ์ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ 4) การปรับปรุงหลักเกณฑ์การจำกัดการถือครองที่ดิน 20 ไร่ ให้เหมาะสมกับสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินของชุมชน 5) การเพิ่มกลไกคุ้มครองสิทธิ โดยจัดให้มีกระบวนการอุทธรณ์กรณีการสำรวจตกหล่น และ 6) การจัดตั้งศูนย์สารสนเทศระดับท้องถิ่น (ระดับตำบล/อำเภอ) เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลประชากร กรณีเกิด ตาย และย้ายถิ่น ให้เป็นปัจจุบัน ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เห็นว่า ควรทบทวนหลักเกณฑ์การสำรวจการถือครองที่ดินของประชาชน โดยเฉพาะกรณีพื้นที่ไร่หมุนเวียน เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 รวมถึงการปรับปรุงมาตรฐานสมุดประจำตัว คทช. เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปขึ้นทะเบียนเกษตรกร อันจะนำไปสู่การยกระดับการเข้าถึงความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิในที่ดินทำกินของประชาชนในพื้นที่ต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>23 ก.ค. 2569, 10:03</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม.ศยามล ลงพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร รับฟังความคิดเห็นประชาชน เดินหน้าจัดทำข้อเสนอแนะแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินในพื้นที่ 13 นิคม 14 ป่าสงวนแห่งชาติ และป่าแม่ริม</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17397</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 16–17 กรกฎาคม 2569 นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ลงพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อรับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานภาครัฐและประชาชน สำหรับจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายกรณีการแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินในพื้นที่ 13 นิคม 14 ป่า และป่าแม่ริม โดยมีกำหนดการลงพื้นที่ ดังนี้ วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.30–16.00 น. ที่ห้องประชุมสหกรณ์นิคมคลองสวนหมาก จำกัด จังหวัดกำแพงเพชร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและคณะประชุมร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมป่าไม้ และสหกรณ์นิคมในพื้นที่ เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาการจัดการที่ดินในนิคมสหกรณ์คลองสวนหมาก โดยมุ่งหาแนวทางจัดการที่ดินที่เหมาะสม คำนึงถึงการมีส่วนร่วม และสร้างความมั่นคงในการใช้ประโยชน์ที่ดินของประชาชน ที่ประชุมเห็นว่า ในระยะสั้นควรพิจารณาปรับปรุงเงื่อนไขการอนุญาตใช้ประโยชน์ที่ดินตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ให้สอดคล้องกับสภาพการใช้ประโยชน์จริงของชุมชน ส่วนในระยะยาวอาจพิจารณาแนวทางการจัดที่ดิน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ต่อมา เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00–13.30 น. ที่สหกรณ์นิคมคลองสวนหมาก จำกัด กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและคณะ ร่วมกับนายประวัติ แดงบรรจง รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักจัดการป่าไม้ที่ 4 (ตาก) นายศราวุธ ทังดิน นายอำเภอคลองลาน ผู้นำท้องที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหาการถือครองที่ดินของประชาชนที่อยู่อาศัยและทำกินในเขตนิคมสหกรณ์คลองสวนหมาก และตัวแทนจากนิคมสหกรณ์รูปเช่าแห่งอื่น เวทีดังกล่าวผู้แทนประชาชนสะท้อนปัญหาการไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการอยู่อาศัย การประกอบอาชีพ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การลงทุน การพัฒนาสาธารณูปโภค และการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเกษตรและเชิงพาณิชย์ พร้อมเสนอให้รัฐเร่งแก้ไขปัญหาสถานะที่ดิน ออกเอกสารรับรองสิทธิ หรือปรับปรุงหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของพื้นที่ รวมถึงสนับสนุนแหล่งน้ำและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ทางด้านหน่วยงานภาครัฐที่เข้าร่วมประชุมเห็นพ้องว่าปัญหาดังกล่าวมีความซับซ้อน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับและหลายหน่วยงาน จึงจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการและการพิจารณาในระดับนโยบาย ทั้งนี้ ได้มีการเสนอแนวทางแก้ไขทั้งระยะสั้นและระยะยาว อาทิ การออกหนังสือรับรองการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน การปรับปรุงหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ที่ดิน และการพิจารณานำพื้นที่เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินหรือแนวทางอื่นตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิในการถือครองและใช้ประโยชน์ที่ดินของประชาชน ควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรของรัฐอย่างเหมาะสม เป็นธรรม และยั่งยืน
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>23 ก.ค. 2569, 09:59</pubDate>
            </item>
            </channel>
</rss> 

