




<rss version="2.0">
    <channel>
        <language>th</language>
        <title>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</title>
        <link>https://www.nhrc.or.th/rss/category/89</link>
        <description>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</description>
        <counter>50</counter>
                    <item>
                <title>กสม. ศยามล หารือกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อขับเคลื่อนแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17615</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 เวลา 13.30 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายนฤนาท คุ้มไพบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 2 และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. หารือร่วมกับนางสาวสุภัทรา ชัยเทวารัณย์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง พร้อมด้วยนางฤชุมาน ฐานสุพร รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านการผังเมือง สำนักผังประเทศและผังภาค และคณะเจ้าหน้าที่จากสำนักผังเมืองรวม สำนักสนับสนุนและพัฒนาตามผังเมือง และกองนิติการ ณ กรมโยธาธิการและผังเมือง ถนนพระรามที่ 6 กรุงเทพมหานคร การหารือครั้งนี้สืบเนื่องมาจากเรื่องร้องเรียนของประชาชนเกี่ยวกับประเด็นปัญหาด้านสิทธิและการมีส่วนรวมของประชาชนในการวางและจัดทำผังเมือง รวมถึงการพัฒนาเมืองต่าง ๆ จึงได้เข้าพบหารือกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อร่วมกันหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหา บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องระหว่างผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยมีประเด็นหารือร่วมกันใน 5 ประเด็น ดังนี้ 1) วิธีการประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการวางและจัดทำผังเมือง ซึ่งขยายผลมาจากเรื่องร้องเรียนกรณีกระบวนการวางและจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) 2) การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน กรณีโครงการป้องกันน้ำท่วมแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย 3) แนวทางการวางและจัดทำผังเมืองในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี กรณีการขยายพื้นที่อุตสาหกรรมและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 4) แนวทางการคุ้มครองสวัสดิภาพและความปลอดภัยของประชาชนจากการขยายโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ ตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 และ 5) ความคืบหน้าและกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน กรณีโครงการพัฒนาพื้นที่และปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณหาดนครเชียงรายและพื้นที่ต่อเนื่อง ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ผลการหารือ กรมโยธาธิการและผังเมืองได้ให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงทั้งด้านหลักการและกระบวนการวางและจัดทำผังเมือง ข้อกฎหมายอย่างครบถ้วน รวมถึงแลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานร่วมกันต่อไปในการแก้ปัญหาประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้ทิศทางการพัฒนาเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดินมีความเหมาะสมกับสภาพของพื้นที่และศักยภาพของที่ดิน รวมถึงการพัฒนาเมืองต้องสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>4 ก.ย. 2569, 15:59</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุภัทรา ร่วมกับ มูลนิธิ SWING ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนแก่นักเรียนนายร้อยตำรวจมุ่งสร้างจิตสำนึกเคารพสิทธิฯ ก่อนก้าวสู่ผู้บังคับใช้กฎหมาย</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17613</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เปิดการประชุมหารือและบรรยายพิเศษร่วมกับมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ (SWING) พร้อมด้วยคณะนักเรียนนายร้อยตำรวจ ชั้นปีที่ 3 ที่เข้าร่วมฝึกปฏิบัติงาน ภายใต้โครงการนักเรียนนายร้อยตำรวจสัมผัสปัญหาชุมชน รุ่นที่ 30 ณ ห้องประชุม 704 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในการนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้กล่าวต้อนรับพร้อมบรรยายถึงบทบาท อำนาจ และหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (NHRI) ทั้งในมิติการส่งเสริมและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยได้เน้นย้ำถึง “หลักการปารีส” (Paris Principles) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่กำหนดให้สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นอิสระ เป็นกลาง และมีอำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อพิทักษ์และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ จากนั้น ที่ประชุมได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและสะท้อนสถานการณ์ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนของกลุ่มพนักงานบริการ (Sex workers) โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจและสิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อาทิ ผลกระทบจากการจัดเก็บประวัติอาชญากร มาตรการการจับกุมโดยวิธีการล่อซื้อ และการปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มผู้ให้บริการทางเพศ ซึ่งเป็นประเด็นท้าทายที่ผู้บังคับใช้กฎหมายต้องคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความได้สัดส่วนในการใช้อำนาจตามกฎหมาย การร่วมหารือและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และปลูกฝังเจตนารมณ์ด้านสิทธิมนุษยชน คือ การ “เคารพ ปกป้อง และคุ้มครอง” ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเสมอภาค ปราศจากการเลือกปฏิบัติ เพื่อให้นักเรียนนายร้อยตำรวจตระหนักถึงการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และพร้อมก้าวไปเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของประชาชนทุกคนในอนาคต
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>4 ก.ย. 2569, 15:50</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ศยามล ประชุมรับฟังความคิดเห็นผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย แก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินในพื้นที่ 13 นิคม 14 ป่าสงวนแห่งชาติ และป่าแม่ริม</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17611</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เพื่อประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย กรณีการแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินในพื้นที่ 13 นิคม 14 ป่าสงวนแห่งชาติ และป่าแม่ริม  การประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังมุมมองและข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาการถือครองและการใช้ประโยชน์ที่ดินของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว โดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรม และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของรัฐควบคู่กัน ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดแนวทางในการแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินที่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน และสามารถคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการถือครองและใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างเหมาะสม
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>4 ก.ย. 2569, 11:59</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ร่วมเวทีสาธารณะเพื่อสร้างความตระหนักรู้ผลกระทบของการดูแลเด็กในสถานสงเคราะห์และสถานรองรับเด็กทั้งภาครัฐและภาคเอกชน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17610</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และนางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนางสรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ที่ปรึกษาประจำ กสม. นายจุมพล ขุนอ่อน รองเลขาธิการ กสม. นางสาวพิมพ์ดาว จันทรขันตี ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 1 และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ร่วมเวทีสาธารณะเพื่อสร้างความตระหนักรู้ผลกระทบของการดูแลเด็กในสถานสงเคราะห์และสถานรองรับเด็กทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (กระทรวง พม.) คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ประเทศไทย และเครือข่ายการเลี้ยงดูทดแทนประเทศไทย (Alternative Care Thailand: ACT) เพื่อประกอบการติดตามและขับเคลื่อนผลดำเนินการตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเสมอมา โดยนายจุมพล ขุนอ่อน รองเลขาธิการ กสม. ได้กล่าวต้อนรับและสรุปผลการติดตามและขับเคลื่อนการดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ กสม. ในประเด็นการดูแลเด็กที่เติบโตในสถานสงเคราะห์และสถานรองรับเด็กทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และนางอภิญญา ชมภูมาศ อธิบดี กรมกิจการเด็กและเยาวชน ได้กล่าวรายงานสรุปภาพรวมของการขับเคลื่อนผลดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ กสม. ผ่านกลไกคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ ซึ่งได้มีมติครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 เห็นชอบแนวทางการดำเนินงานสถานรองรับเด็กเอกชนทั่วประเทศ และดำเนินการใน 4 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ตาก และกาญจนบุรี เพื่อให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดี ปลอดภัย และได้รับการเลี้ยงดูในครอบครัวหรือใกล้เคียงกับสภาพแวดล้อมแบบครอบครัว ผ่านการดำเนินงาน 7 กิจกรรม ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอแนะข้างต้นของ กสม. จากนั้น นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ให้เกียรติปาฐกถา ในหัวข้อ “ทิศทางนโยบายและการขับเคลื่อนการทำงานของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์” และ Mr. Ken Legins ผู้อำนวยการ UNICEF ประเทศไทย ให้เกียรติบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “แนวปฏิบัติด้านการเลี้ยงดูทดแทนสำหรับเด็กแห่งสหประชาชาติ และบทบาทองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย (UN Guidelines for the Alternative Care of Children and Role of UNICEF Thailand)” ทั้งนี้ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะที่กำกับดูแลงานด้านสิทธิเด็กได้กล่าวถึง “บทบาทหน้าที่ของ กสม. ในการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิเด็ก และการประสานการบูรณาการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง” อันเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนและผลักดันข้อเสนอแนะข้างต้นของ กสม. ให้บรรลุผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม การจัดเวทีสาธารณะในครั้งนี้มี ดร. อเนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. นายกิตติ อินทรกุล รองปลัดกระทรวง พม. ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิทธิเด็กของ กสม. ผู้แทนจากกระทรวง พม. โดยเฉพาะสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ประจำจังหวัด บ้านพักเด็กและครอบครัวประจำจังหวัด สถานสงเคราะห์ สถานแรกรับ สถานคุ้มครองสวัสดิภาพ สถานพัฒนาและฟื้นฟูที่อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวง พม. เครือข่ายการเลี้ยงดูทดแทนประเทศไทย หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา บุคคล องค์กร และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องด้านสิทธิเด็ก รวมทั้งผู้แทนจากสถานสงเคราะห์หรือสถานรองรับเด็กและประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมเวทีสาธารณะ ณ ห้อง Ballroom 1 และ 4 โรงแรม Rembrandt Bangkok และรับชมออนไลน์ผ่าน live Facebook สำนักงาน กสม. โดยแบ่งเป็น 3 ช่วง ดังนี้ ช่วงที่ 1 วงเสวนา “ผลกระทบของการเลี้ยงดูเด็กในสถานสงเคราะห์” โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สมบัติ ตาปัญญา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิทธิเด็กของ กสม. และประธานมูลนิธิศานติวัฒนธรรม รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงวนิดา เปาอินทร์ หัวหน้าโครงการพัฒนาระบบการให้คำปรึกษาและกลไกพัฒนาศักยภาพผู้ปฏิบัติงานด้านการคุ้มครองเด็กของกระทรวงสาธารณสุขและเครือข่าย คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนางสาวอภิสรา แซ่ลี นักศึกษาปริญญาเอกคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้มีประสบการณ์เติบโตในสถานสงเคราะห์ ดำเนินรายการโดย อาจารย์ ดร. กัณฐมณี ลดาพงษ์พัฒนา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิทธิเด็กของ กสม. และหัวหน้าภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองประสบการณ์การชีวิตและการทำงาน เพื่อมุ่งสร้างการรับรู้และความตระหนักถึงสภาพปัญหาที่พบจากการเลี้ยงดูทดแทนในรูปแบบสถาบัน (institutional care) อาทิ การเลี้ยงดูอย่างไม่เหมาะสม การใช้ความรุนแรงทั้งทางร่างกาย วาจาและจิตใจ การละเลยทอดทิ้ง การแสวงประโยชน์จากเด็กในรูปแบบต่าง ๆ กรอบคิดหรือทัศนคติของผู้ที่บริหารหรือทำงานในสถานสงเคราะห์และสถานรองรับเด็ก ที่เน้น “การสงเคราะห์” ในลักษณะของการทำบุญทำทาน ซึ่งส่งผลต่อการวางโครงสร้างและการบริหารงานขององค์กร การขาดความรู้ความเข้าใจถึงจิตวิทยาพัฒนาการเด็กและพฤติกรรมเด็กที่ผ่านประสบการณ์เลวร้าย (trauma-informed care) ของเจ้าหน้าที่และบุคลากรผู้ดูแลเด็ก ปัญหาภาวะความผูกพันไม่มั่นคงหรือภาวะพร่องรัก (attachment disorder) ที่ทำให้เด็กขาดทักษะในการพัฒนาความสัมพันธ์ที่มั่นคงและต่อเนื่องกับบุคคลอื่น การสูญเสียอัตลักษณ์และความสัมพันธ์กับครอบครัวหรือชุมชน รวมถึงผลกระทบระยะยาวต่อเด็ก โดยเฉพาะปัญหาสุขภาพจิต ทั้งยังได้เสนอแนะให้มีการอบรมให้ความรู้แก่ผู้บริหารและบุคลากรในสถานสงเคราะห์ การติดตามตรวจสอบ ประเมินอย่างสม่ำเสมอ และการเปลี่ยนรูปแบบจากการดูแลเด็กในสถานสงเคราะห์ไปสู่ระบบครอบครัวทดแทน ช่วงที่ 2 “การถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานร่วมกัน” ผ่านตัวอย่างการทำงานของ 1) “คณะทำงานคุ้มครองเด็กอำเภอสังขละบุรี: บทบาทของคณะทำงานคุ้มครองเด็กระดับอำเภอในการจัดให้มีกลไกคัดกรองเด็ก (gatekeeping) และการทำงานร่วมกับสหวิชาชีพ เพื่อลดการนำเด็กเข้าสู่สถานสงเคราะห์” โดยนายสุริยศักดิ์ เหมือนอ่วม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิทธิเด็กของ กสม. และนายอำเภอสังขละบุรี นายกิตติ เหลาคำ และนางกนกพิชญ์ สังขเฉลา ผู้แทนคณะทำงานคุ้มครองเด็กอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และนายวิวัฒน์ ธนาปัญญาวรคุณ ผู้อำนวยการมูลนิธิวันสกาย และ 2) “สถานสงเคราะห์เด็กบ้านแคนทอง บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดขอนแก่น และสหทัยมูลนิธิ ต้นแบบของการทำงานร่วมกับครอบครัวและชุมชน เพื่อลดระยะเวลาการอยู่ในสถานสงเคราะห์ เสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว และสนับสนุนครอบครัวอุปถัมภ์ (foster care)/ครอบครัวเครือญาติอุปถัมภ์ (kinship care)” โดยนางสาวเยาวพา ล้อมณรงค์ ผู้ปกครองสถานสงเคราะห์เด็กบ้านแคนทองจังหวัดขอนแก่น นางมยุรี อึ้งตระกูล หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดขอนแก่น และนางสาวกอบกาญจน์ ตระกูลวารี ผู้อำนวยการบริหารสหทัยมูลนิธิ เพื่อร่วมกันถ่ายทอดและสะท้อนประสบการณ์การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในการเปลี่ยนผ่านการนำเด็กเข้าสู่สถานสงเคราะห์ไปสู่การเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว (family strengthening) และชุมชน รวมทั้งการจัดบริการเลี้ยงดูทดแทนที่หลากหลาย ช่วงที่ 3 “ต้นแบบสถานสงเคราะห์เด็กเอกชน” โดยมีนางสาววริศา ธีระสุต ผู้แทนมูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นายชัชวาลย์ วาปีเตา ผู้ปกครองสวัสดิภาพคามิลเลียน โซเชียล เซนเตอร์ เชียงราย จังหวัดเชียงราย ศาสนาจารย์ ดร.มานะ รุจิระยรรยง ผู้อำนวยการมูลนิธิครอบครัวเฟลิกซ์ และนายปุลา นิรันดร์พร ผู้ประสานงานมูลนิธิครอบครัวเฟลิกซ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานและแนวคิดในการดูแลเด็ก ร่วมอภิปรายโดยนางจิราพร เชาวน์ประยูร ยามาโมโต้ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิทธิเด็กของ กสม. และอดีตพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ และรองศาสตราจารย์ ดร. ชานนท์ โกมลมาลย์ รองคณบดีฝ่ายฝึกภาคปฏิบัติและประกันคุณภาพ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย นางสรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ที่ปรึกษาประจำ กสม. เพื่อมุ่งหารือแนวทางการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินการของสถานสงเคราะห์เด็กเอกชนในการลดการนำเด็กเข้าสู่สถานสงเคราะห์ โดยคำนึงถึงความจำเป็นและความเหมาะสม และจัดบริการเลี้ยงดูทดแทนที่ใกล้เคียงกับสภาพแวดล้อมแบบครอบครัว ตลอดจนสนับสนุนความเข้มแข็งของครอบครัวและชุมชนให้สามารถดูแลเด็กได้ ทั้งยังได้เปิดเวทีถาม-ตอบ พร้อมหารือทิศทางการทำงานและสร้างความรับรู้ร่วมกันในสังคมในระยะต่อไป จากนั้น นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานติดตามผลดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ กสม. ได้กล่าว “ชื่นชมพร้อมแนะนำแนวทางการติดตามผลดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ กสม. ต้นแบบสถานสงเคราะห์เด็กเอกชน” โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญการติดตามและขับเคลื่อนผลดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ กสม. โดยเฉพาะการประสานการทำงานร่วมกัน ทั้งในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือ ความสำเร็จในการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ การจัดเวทีสาธารณะในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารสาธารณะไปยังทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลเด็ก มุ่งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับผลกระทบของการดูแลเด็กภายใต้การเลี้ยงดูทดแทนในรูปแบบสถาบัน (Institutional Care) โดยเฉพาะสถานสงเคราะห์ ซึ่งสำนักงาน กสม. จะติดตามและขับเคลื่อนผลการดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ กสม. อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งรวบรวบข้อมูล ความเห็น และข้อเสนอแนะที่ได้รับจากเวทีสาธารณะครั้งนี้ไปประกอบการดำเนินการดังกล่าว เพื่อให้เด็กทุกคนได้เติบโตในสภาพแวดล้อมแบบครอบครัวที่ปลอดภัยและเอาใจใส่ ไม่ถูกแยกจากครอบครัวโดยไม่จำเป็น และได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและมีคุณภาพ รวมทั้งสนับสนุนการเลี้ยงดูทดแทนในรูปแบบถาวรหรือใกล้เคียงสภาพแวดล้อมแบบครอบครัวมากที่สุด โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ ตลอดจนประกันว่าเด็กจะได้รับการปกป้องคุ้มครอง ปราศจากความรุนแรง การถูกละเลยทอดทิ้ง และการแสวงประโยชน์จากเด็กในทุกรูปแบบ
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>4 ก.ย. 2569, 11:56</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>(กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 31/2569) กสม. แนะ สพฐ. กำชับโรงเรียนในสังกัดดำเนินมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด หลังเกิดกรณีนักเรียนฝึกซ้อมกระบี่กระบองจนได้รับบาดเจ็บตาบอด - ตรวจสอบกรณีผู้ต้องขังอ้างถูกเจ้าหน้าที่เรือนจำข่มขู่ให้ถอนเรื่องร้องเรียน แนะแก้ไขกฎกระทรวงการร้องทุกข์ หากผู้ต้องขังสมัครใจถอนคำร้องให้มีพยานที่ไว้ใจลงนามร่วม</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17606</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569 เวลา 10.00 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 31/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้  1. กสม. แนะ สพฐ. กำชับโรงเรียนในสังกัดดำเนินมาตรการความปลอดภัยในการเรียนการสอนอย่างเคร่งครัดหลังเกิดกรณีนักเรียนฝึกซ้อมกระบี่กระบองจนได้รับบาดเจ็บตาบอด นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2568 บุตรชายของผู้ร้องซึ่งขณะนั้นศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร (ผู้ถูกร้อง) ได้เข้าร่วมกิจกรรมฝึกซ้อมกีฬากระบี่กระบองเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขัน ระหว่างการฝึกซ้อมเกิดอุบัติเหตุอาวุธที่ใช้ฝึกซ้อมแทงเข้าที่ดวงตาข้างขวาเป็นเหตุให้บุตรชายได้รับบาดเจ็บสาหัสและสูญเสียการมองเห็นถาวร กลายเป็นคนพิการ โดยโรงเรียนเสนอมาตรการเยียวยาให้แก่บุตรชายของผู้ร้อง ได้แก่ ให้ศึกษาต่อจนถึงระดับปริญญาตรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ให้ปฏิบัติหน้าที่ครูอัตราจ้างของโรงเรียนจนกว่าจะสอบบรรจุรับราชการได้ และมอบทุนการศึกษาให้ 100,000 บาท แต่ผู้ร้องและครอบครัวยังไม่ได้ยอมรับข้อเสนอ โดยเห็นว่ามาตรการเยียวยายังไม่เป็นธรรมและไม่ได้สัดส่วนกับความเสียหายที่เกิดขึ้น อีกทั้งไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาเชิงระบบ จึงขอให้ตรวจสอบ กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนแล้วปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ภายหลังเกิดเหตุ โรงเรียนผู้ถูกร้องได้ประสานส่งต่อ ช่วยเหลือ และดูแลบุตรชายผู้ร้องอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง โดยได้เข้าเยี่ยมอาการบาดเจ็บ จัดรถโรงเรียนดูแลรับ-ส่งเพื่อพาไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลตามนัดหมาย ประสานโรงพยาบาลแห่งอื่นเพื่อให้นักเรียนผู้เสียหายได้รับการตรวจรักษาเพิ่มเติม พร้อมทั้งรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนเกินจากสิทธิการรักษาพยาบาลที่มีอยู่  อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโรงเรียนไม่ได้สอบสวนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน แม้ผู้อำนวยการโรงเรียนจะรายงานเหตุการณ์ให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 (สพม. กทม. เขต 1) ทราบ แต่ไม่ได้ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานต้นสังกัดอย่างเป็นทางการ เพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง หารือแนวทางดูแลเยียวยาผู้เสียหายร่วมกัน และไม่ได้ประสานให้นักจิตวิทยาเข้าพบและติดตามอาการของผู้เสียหาย นักเรียนคู่ฝึกซ้อม และครอบครัวทั้งสองฝ่ายอย่างต่อเนื่อง มีเพียงการรายงานข้อเท็จจริงเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ สพม. กทม. เขต 1 หลังจากที่ผู้ร้องมีหนังสือร้องเรียนต่อหน่วยงานดังกล่าว ในชั้นนี้จึงรับฟังได้ว่าการที่โรงเรียนไม่ได้สอบสวนข้อเท็จจริงกรณีนี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน  สำหรับประเด็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาเชิงระบบปรากฏว่า หลังเกิดเหตุโรงเรียนได้ยุติการฝึกซ้อมและการเรียนการสอนวิชากระบี่กระบองทันที และได้จัดประชุมหารือร่วมกับองค์กร สมาคม และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางการช่วยเหลือดูแลนักเรียนผู้เสียหายแล้ว แต่การหารือดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการช่วยเหลือในระดับโรงเรียนเท่านั้น ไม่ได้ประสานบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อถอดบทเรียนซึ่งทำให้เกิดความไม่พอใจและความไม่เข้าใจในการสื่อสารระหว่างกัน  กสม. เห็นว่า ผู้ถูกร้องเป็นสถานศึกษาซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการดูแลเด็ก ต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก สิทธิในการอยู่รอด การคุ้มครอง และการพัฒนาทั้งด้านสุขภาพและพัฒนาการ ประกอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีระดับความร้ายแรงต่อชีวิตและร่างกายของนักเรียนผู้เสียหายในระยะยาว ทั้งยังส่งผลกระทบต่อนักเรียนคู่ฝึกซ้อม ซึ่งเป็นเด็กและเยาวชนที่ควรได้รับการดูแลเอาใจใส่และเยียวยาสภาพจิตใจหลังเกิดเหตุการณ์อย่างทันท่วงที การดำเนินการของโรงเรียนจึงส่งผลกระทบต่อสิทธิเด็ก อันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 รวมทั้งอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม ในชั้นนี้จึงรับฟังได้ว่า การที่โรงเรียนไม่ได้ถอดบทเรียนจากเหตุการณ์นี้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุผลดังกล่าว กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังโรงเรียนผู้ถูกร้องให้ทบทวนและถอดบทเรียนการฝึกซ้อมและการจัดการเรียนการสอนวิชากระบี่กระบองเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้อีก โดยประสานความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สมาคมกีฬากระบี่กระบองแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาไทยแห่งประเทศไทยฯ กรมพลศึกษา การกีฬาแห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะการใช้อุปกรณ์ป้องกันหรือเครื่องป้องกันศีรษะและใบหน้า และการจัดหาประกันอุบัติเหตุที่ครอบคลุมการรักษาพยาบาลกรณีได้รับอุบัติเหตุจากการฝึกซ้อม พร้อมกันนี้ ให้ร่วมกับ สพม. กทม. เขต 1 ติดตามอาการ ให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ดูแลรักษาสภาพจิตใจของนักเรียนผู้เสียหายและครอบครัว ตลอดจนการให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับการเรียนและการประกอบอาชีพในอนาคต นอกจากนี้ ให้ สพม. กทม. เขต 1 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยรับฟังและพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านจากทุกฝ่ายและแจ้งผลดำเนินการให้ผู้ร้องรับทราบเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้ ให้หน่วยงานต้นสังกัด ได้แก่ สพม. กทม. เขต 1 และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำชับสถานศึกษาในสังกัดให้ดำเนินการตามระเบียบ คำสั่ง หรือนโยบายด้านความปลอดภัยของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเคร่งครัด และรายงานต่อต้นสังกัดทันทีหากเกิดเหตุความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษาทุกรูปแบบเพื่อช่วยเหลือนักเรียนได้อย่างทันท่วงที โดยให้สนับสนุนนักจิตวิทยาประจำเขตพื้นที่การศึกษาเข้าติดตามอาการของนักเรียนผู้เสียหายอย่างต่อเนื่อง และพิจารณาเพิ่มเติมประเด็นการกำหนดมาตรการความปลอดภัยเฉพาะในชนิดกีฬาที่มีความอันตรายโดยให้ครอบคลุมกีฬากระบี่กระบองหรือกีฬาที่มีความเสี่ยงสูงประเภทอื่น ๆ2. กสม. ตรวจสอบกรณีผู้ต้องขังร้องเรียนถูกเจ้าหน้าที่เรือนจำข่มขู่ให้ถอนเรื่อง แนะแก้ไขกฎกระทรวงการร้องทุกข์หากผู้ต้องขังสมัครใจถอนคำร้องให้มีพยานที่ไว้ใจลงนามร่วม นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ต้องขังรายหนึ่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 กล่าวอ้างว่า ตนเป็นพยานในคดีที่ผู้อำนวยการส่วนควบคุมผู้ต้องขัง เรือนจำกลางบางขวาง ทำร้ายร่างกายผู้ต้องขังอื่นจนได้รับบาดเจ็บ โดยที่ผ่านมาเมื่อเดือนมกราคม 2566 อดีตเจ้าหน้าที่พยาบาลเรือนจำกลางบางขวางรายหนึ่ง (ผู้ถูกร้องที่ 1) ได้เรียกผู้ร้องไปพบเพื่อสอบถามอาการป่วย และได้พูดข่มขู่ให้ผู้ร้องกลับคำให้การในคดีที่ผู้ร้องเป็นพยาน โดยให้อ้างว่าถูกเจ้าหน้าที่อื่นบังคับ หากไม่กลับคำให้การจะวางยาพิษและไม่ให้การรักษาพยาบาล ส่วนผู้อำนวยการส่วนควบคุมผู้ต้องขัง (ผู้ถูกร้องที่ 2) ได้เรียกผู้ร้องไปแก้ไขคำร้องทุกข์ พูดข่มขู่ ต่อรอง และยื่นข้อเสนอทำให้หวาดกลัว จนผู้ร้องต้องยินยอมถอนคำร้องทุกข์โดยไม่ได้สมัครใจ ทั้งผู้ถูกร้องที่ 2 ยังระงับไม่ให้ผู้ร้องส่งเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานเรือนจำไปยังหน่วยงานภายนอก จึงขอให้ตรวจสอบ  กสม. ได้ตรวจสอบคำร้องดังกล่าวและปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องอ้างว่าได้นำเหตุการณ์ที่ตนถูกข่มขู่ให้กลับคำให้การไปเล่าให้เจ้าหน้าที่เรือนจำรายหนึ่งฟัง แต่เมื่อสอบถามข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวกลับไม่ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นพยานอีกรายก็ไม่ยืนยันว่ามีการข่มขู่หรือไม่ ประกอบกับอดีตเจ้าหน้าที่พยาบาลเรือนจำฯ ผู้ถูกร้องที่ 1 ลาออกจากราชการไปแล้ว จึงไม่สามารถติดต่อเพื่อขอทราบข้อเท็จจริงได้ ในชั้นนี้จึงยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่ชี้ได้ว่าผู้ถูกร้องที่ 1 ข่มขู่ผู้ร้องเพื่อให้กลับคำให้การ  ส่วนประเด็นร้องเรียนว่าผู้อำนวยการส่วนควบคุมผู้ต้องขัง ผู้ถูกร้องที่ 2 ระงับการส่งเรื่องร้องเรียนของผู้ร้องต่อหน่วยงานภายนอก ปรากฏว่า ผู้ร้องเขียนคำร้องทุกข์ไปหน่วยงานภายนอก 7 ฉบับ ผู้ถูกร้องที่ 2 ในฐานะผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ต้องเรียกผู้ร้องและเจ้าพนักงานเรือนจำมาพูดคุยเพื่อแก้ไขเยียวยาทำความเข้าใจ ถ้าผู้ร้องเข้าใจก็เขียนยกเลิกคำร้องได้ตามกฎกระทรวงการร้องทุกข์ การยื่นเรื่องราวใด ๆ หรือการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาของผู้ต้องขัง พ.ศ. 2563 แต่ถ้าไม่เข้าใจ หรือประสงค์จะร้องเรียนต่อก็ต้องส่งไปตามระบบ โดยปรากฏว่าผู้ถูกร้องที่ 2 เรียกผู้ร้องไปพูดคุยทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียน ซึ่งผู้ร้องสมัครใจถอนคำร้องทุกข์ และไม่ปรากฏว่ามีบุคคลหรือพยานหลักฐานอื่นที่ชี้ได้ว่าผู้ถูกร้องที่ 2 ข่มขู่ กดดัน บังคับ เพื่อให้ระงับการส่งเรื่องร้องเรียนต่อหน่วยงานภายนอก ประกอบกับเหตุของการร้องทุกข์ของผู้ร้องได้รับการเยียวยาแก้ไขแล้ว โดยเรือนจำได้ประสานและนำผู้ร้องออกไปรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่องตามที่แพทย์นัดทุกครั้ง ในชั้นนี้ จึงไม่อาจรับฟังได้ว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ร้องด้วยการระงับการส่งเรื่องร้องเรียนต่อหน่วยงานภายนอก อย่างไรก็ตาม กสม. มีความเห็นว่า หากผู้ต้องขังสมัครใจถอนคำร้องทุกข์ตามกฎกระทรวงแล้ว ก็ควรให้มีบุคคลที่ผู้ต้องขังให้ความไว้วางใจ เช่น ญาติ ทนายความ ผู้ต้องขังอื่น หรือเจ้าพนักงานเรือนจำ ลงนามเป็นพยาน เพื่อยืนยันว่าการถอนคำร้องเป็นไปโดยสมัครใจ ปราศจากการข่มขู่ บีบบังคับ หรือการแทรกแซงจากผู้ใด ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องตามข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำขององค์การสหประชาชาติ ในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง หรือข้อกำหนดเนลสัน แมนเดลา และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 จึงมีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมข้อ 5 ของกฎกระทรวงว่าด้วยการร้องทุกข์ การยื่นเรื่องราวใด ๆ หรือการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาของผู้ต้องขัง พ.ศ. 2563 หรือกำหนดระเบียบหรือแนวทางปฏิบัติกรณีผู้ต้องขังสมัครใจถอนคำร้องทุกข์หรือเรื่องราวใด ๆ จะต้องมีบุคคลที่ผู้ต้องขังให้ความไว้วางใจลงนามเป็นพยาน เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องขังและให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ4กันยายน 2569
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>4 ก.ย. 2569, 11:38</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. เดินหน้าเตรียมความพร้อมรับการทบทวนสถานะ มุ่งรักษามาตรฐานตามหลักการปารีส</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17602</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 เวลา 14.30 น. ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการ กสม. นำการประชุมคณะทำงานเพื่อเตรียมการเข้ารับการประเมินเพื่อทบทวนสถานะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีผู้ตรวจราชการและผู้แทนหน่วยงานภายใน กสม. ทั้งส่วนกลางและสำนักงานภูมิภาค เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ณ ห้องประชุม 704 สำนักงาน กสม. และผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาร่างเอกสารแสดงความสอดคล้องกับหลักการเกี่ยวกับสถานะของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ หลักการปารีส (Statement of Compliance: SoC) พร้อมด้วยเอกสารแสดงความก้าวหน้าการดำเนินงานของ กสม. ในฐานะสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อเตรียมจัดส่งประกอบการพิจารณาของคณะอนุกรรมการประเมินสถานะ (Sub-Committee on Accreditation: SCA) ภายใต้เครือข่ายพันธมิตรระดับโลกว่าด้วยสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (Global Alliance of National Human Rights Institutions: GANHRI) ภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2569  ทั้งนี้ ตามธรรมนูญ GANHRI กำหนดให้สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติต้องเข้ารับการทบทวนสถานะการรับรองเป็นระยะทุก 5 ปี โดย กสม. ได้รับการรับรองสถานะ A จาก SCA เมื่อปี พ.ศ. 2565 จึงมีกำหนดเข้ารับการทบทวนสถานะ (Re-accreditation) ในการประชุม SCA สมัยที่ 49 ระหว่างวันที่ 19-30 เมษายน 2570
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>3 ก.ย. 2569, 10:30</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุภัทรา เป็นวิทยากรการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนและการคุ้มครองสิทธิเด็กและเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติ</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17601</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. ที่โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์คอนเวนชัน หลักสี่ กรุงเทพ นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางสาวกิติพร บุญอ่ำ หัวหน้ากลุ่มงานคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 3 สำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 2 สำนักงาน กสม. เป็นวิทยากรในการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนและการคุ้มครองสิทธิเด็กและเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติ ภายใต้โครงการพิทักษ์และคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพและสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติ จัดโดย กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านกระบวนการเชิงปฏิบัติการด้านการคุ้มครองสิทธิเด็กและเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติ เพื่อยกระดับการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน กระบวนการยุติธรรม และการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนกลุ่มดังกล่าวให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในการนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติร่วมเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “เข้าถึงตัวตนชนกลุ่มน้อย : สิทธิมนุษยชนกับสถานะบุคคลและกลุ่มเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติ” และเป็นวิทยากรในกิจกรรมกลุ่มย่อย “ร่วมคิด ร่วมแก้ปัญหาการคุ้มครองสิทธิเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติตามหลักสิทธิมนุษยชน”
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>3 ก.ย. 2569, 10:20</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ร่วมมูลนิธิผสานวัฒนธรรม - แอมเนสตี้ฯ จัดเทศกาลภาพยนตร์ “Keep Truth Alive” เนื่องในวันผู้สูญหายสากล 2569 ร่วมรักษาความทรงจำ ทวงคืนความยุติธรรม และยุติวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17585</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วมกิจกรรมเทศกาลภาพยนตร์ “Keep Truth Alive: เรื่องเล่าของผู้สูญหายและความจริงที่ไม่ควรตายจากความทรงจำ” เนื่องในวันผู้สูญหายสากล ประจำปี 2569 (International Day of the Victims of Enforced Disappearances) จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และสำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (OHCHR) เพื่อเปิดพื้นที่สาธารณะในการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการกระทำให้บุคคลสูญหายผ่านสื่อภาพยนตร์สารคดีและเวทีอภิปรายสิทธิมนุษยชน ณ โรงภาพยนตร์ ลิโด้ คอนเน็คท์ ห้อง Lido 1 สยามสแควร์ กรุงเทพมหานคร กิจกรรมเริ่มต้นขึ้นด้วยการกล่าวเปิดงานโดย นายก่อการ บุปผาวัฎฎ์ บุตรชายของนายชัชชาญ บุปผาวัลย์ (สหายภูชนะ) หนึ่งในเหยื่อผู้สูญหายที่ถูกพบเป็นศพในแม่น้ำโขงเมื่อปลายปี 2561 นายก่อการได้สะท้อนว่า แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะมีการประกาศใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 แล้วก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติจริง ครอบครัวยังคงเผชิญอุปสรรคอย่างยิ่งในการเข้าถึงความจริง เนื่องจากเมื่อไปทวงถามความคืบหน้าจากหน่วยงานรัฐ มักได้รับคำตอบปฏิเสธว่า “ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้กระทำ” ซึ่งกลายเป็นการตอกย้ำความทุกข์ทรมานและทิ้งภาระการพิสูจน์ไว้บนบ่าของญาติผู้เสียหายเพียงลำพัง  ต่อมาคณะผู้จัดงานได้เผยแพร่วิดีโอปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Memorialization” (การรำลึกคือการต่อต้านการถูกลืม) โดยนางกาเบรียลา ซิตโรนี (Gabriella Citroni) ประธานคณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับหรือไม่สมัครใจ (WGEID) ซึ่งได้ส่งสารสำคัญและแสดงความยืนหยัดเคียงข้างครอบครัวเหยื่อสูญหายทั่วประเทศไทย เอเชีย และทั่วโลก โดยระบุว่า การบังคับสูญหายถือเป็นอาชญากรรมที่ต่อเนื่องที่ยังคงดำเนินอยู่ตลอดเวลาและไม่มีวันสิ้นสุดตราบใดที่ชะตากรรมและแห่งหนของเหยื่อยังคงถูกปิดบัง ซึ่งสร้างบาดแผลและความทรมานอย่างแสนสาหัสให้แก่ครอบครัวที่ต้องเผชิญความคลุมเครือระหว่างความหวังและความสิ้นหวัง แม้คณะทำงาน UN จะชื่นชมความก้าวหน้าเชิงโครงสร้างของประเทศไทยในการประกาศใช้ พ.ร.บ. ป้องกันอุ้มหายฯ และให้สัตยาบันอนุสัญญาสากล (ICPPED) แต่รัฐบาลไทยต้องแปรพันธสัญญาทางกฎหมายเหล่านี้ไปสู่ภาคปฏิบัติจริงผ่านกระบวนการสืบสวนที่รวดเร็ว ละเอียดถี่ถ้วน และเป็นกลาง โดยได้ยกคดีประวัติศาสตร์ของทนายสมชาย นีละไพจิตร เป็นสัญลักษณ์เร่งด่วนในการต่อสู้กับวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด พร้อมทั้งยืนยันว่า สิทธิในการได้รับรู้สัจจะความจริง ความยุติธรรม และการได้รับการเยียวยาชดเชยของครอบครัวเหยื่อถือเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ไม่มีวันลดทอนหรือเสื่อมถอยลงไปตามกาลเวลา และปิดท้ายด้วยการย้ำเตือนสังคมว่าการรำลึกคือการแสดงออกถึงศักดิ์ศรี เป็นการต่อต้านการถูกลืม และเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งยวดในการทวงคืนความยุติธรรมและการเยียวยา  เทศกาลฉายภาพยนตร์สารคดีทวงคืนความจริง ภายในงานมีการฉายภาพยนตร์สารคดีที่ถ่ายทอดชะตากรรมและการต่อสู้ของครอบครัวผู้สูญหาย 3 เรื่อง ได้แก่ (1) เรื่อง เลือน...แต่ไม่ลืม (Lost, and Life Goes On) กำกับโดย อาจารย์สุเมธ สุวรรณเนตร ถ่ายทอดความทรงจำและการรอคอยความยุติธรรมอันยาวนานของครอบครัวผู้สูญหายจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี พ.ศ. 2535 (2) เรื่อง Silence in the Hills กำกับโดย คุณยศธร ไตรยศ บันทึกเรื่องราวการกระทำให้บุคคลสูญหายที่เกิดขึ้นกับกลุ่มชาติพันธุ์ชาวลาหู่ในภาคเหนือ จากผลกระทบของการใช้ความรุนแรงโดยรัฐ ความพยายามตามหาความยุติธรรมและการรอคอยคำตอบของชุมชน (3) เรื่องหรรษาอาลัย (A Laughing Lament) กำกับโดย คุณบุรภัทร จันทร์ประทัด สำนักข่าวประชาไท ภาพยนตร์รำลึกครบรอบ 6 ปีการเสียชีวิตของ สหายภูชนะ จากการลี้ภัยการเมืองหลังรัฐประหารปี พ.ศ. 2557 ผู้จบชีวิต ณ แม่น้ำโขง สะท้อนถึงการรำลึกถึงผู้ที่จากไป การต่อสู้ ความเจ็บปวด และการเยียวยาจิตใจของของผู้สูญเสีย เวทีเสวนาความทรงจำของสังคมสู่ความยุติธรรมแก่ครอบครัวผู้สูญหาย” ช่วงท้ายของงานมีการเสวนาหัวข้อ “Keep Truth Alive: จากความทรงจำของสังคมสู่ความยุติธรรมแก่ครอบครัวผู้สูญหาย” โดยผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย (1) นางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ (มีนอ) ภรรยาของบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ (ผู้สูญหาย) ร่วมถ่ายทอดผลกระทบทางจิตใจ อคติจากสังคม และอุปสรรคในการพิสูจน์สิทธิ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ (2) นางสาวมูอาวียะห์ เซะ บุตรสาวของนายอิบรอฮีม เซะ (ผู้สูญหาย) จากจังหวัดนราธิวาส ซึ่งยืนหยัดจะสู้ต่อเพื่อทวงถามชะตากรรมบิดาที่ถูกบังคับสูญหายในชายแดนใต้กว่า 20 ปี (3) นายสีละ จะแฮ นายกสมาคมลาหู่เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ชี้ถึงความเจ็บปวดเชิงประเพณีของชาวลาหู่ที่ไม่สามารถจัดพิธีส่งลาดวงวิญญาณได้หากไร้ร่าง (4) นายยศธร ไตรยศ ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดี Silence in the Hills  (5) นางสาวณัฐธยาน์ ลิขิตเดชาโรจน์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้เสนอแนวทางการใช้ศิลปะภาพยนตร์สารคดีและการพูดสะท้อนสัจจะผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างพื้นที่จดจำและต้านกระบวนการทำให้ลืมโดยรัฐ (6) นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เปิดเผยบทบาทเชิงรุกในการสืบสวน 4 คดีหลัก โดยเฉพาะกรณีของนางอโนชา ปันจ้อย หญิงไทยที่คาดว่าถูกลักพาตัวไปเกาหลีเหนือนานกว่า 48 ปี พร้อมนำโมเดลการทำงานอย่างจริงจังของรัฐบาลญี่ปุ่นในการป้องกันการทรมาน และ (7) นายนฤนาท คุ้มไพบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 2 สำนักงาน กสม. ได้เน้นย้ำความเร่งด่วนในการยกระดับโครงสร้างกฎหมาย พร้อมเสนอให้ทุกภาคส่วนแปรเปลี่ยนมุมมองว่าการอุ้มหายไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่คือประเด็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานใกล้ตัวที่สังคมต้องร่วมมือกันเพื่อยุติบาดแผลไม่ให้ตกทอดเป็นภาระแก่คนรุ่นหลังอย่างถาวร ในงานดังกล่าวยังมีการจัดนิทรรศการเผยแพร่ความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชน และกิจกรรมการมีส่วนร่วม “เรายังรอผู้สูญหายกลับบ้าน” โดยให้ผู้เข้าร่วมงานเขียนชื่อผู้สูญหายในกระดาษเพื่อเป็นการรำลึกถึงบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหาย และสร้างความตระหนักถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการถูกบังคับให้สูญหายที่เกิดขึ้นในสังคมด้วย
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>31 ส.ค. 2569, 17:16</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุภัทรา รับเรื่องร้องเรียน กรณีขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติและแนวนโยบายของผู้ให้บริการรถไฟฟ้า MRT ที่อาจเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อผู้พิการ</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17584</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รับเรื่องร้องเรียน กรณีพบเห็นผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า MRT ซึ่งเป็นผู้พิการ ณ สถานีรถไฟฟ้า MRT ภาษีเจริญ ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ประจำสถานีในการอำนวยความสะดวกต่อการใช้ประตูพิเศษ โดยมีการอ้างว่าเป็นการปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์และระเบียบวิธีปฏิบัติต่อผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า เหตุดังกล่าวเป็นการสร้างภาระที่ไม่จำเป็นและมีความไม่เป็นมาตรฐาน อันมีลักษณะเข้าข่ายเป็นการไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม  ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวไว้พิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>31 ส.ค. 2569, 17:04</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม.วสันต์ ประชุมตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงระบบ เรื่อง สิทธิเด็กและสิทธิทางการศึกษา กรณีร้องเรียนว่าโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งไม่ให้นักเรียนเข้าสอบปลายภาคและจำหน่ายชื่อออกจากระบบการศึกษา</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17572</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. ที่ห้อง The Lounge ชั้น 10 โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายบุญเกื้อ สมนึก นางสรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ที่ปรึกษาประจำ กสม. นางสาวพิมพ์ดาว จันทรขันตี ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 1 และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ร่วมประชุมตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงระบบ เรื่อง สิทธิเด็กและสิทธิทางการศึกษา กรณีร้องเรียนว่าโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งไม่ให้นักเรียนเข้าสอบปลายภาคและจำหน่ายชื่อออกจากระบบการศึกษา โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานระหว่างประเทศ ประกอบด้วย นางอรทัย เกิดภิบาล รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้แทนสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้แทนสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ผู้แทนสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ผู้แทนกรมกิจการเด็กและเยาวชน ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สมาคมผู้แทนคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน ผู้แทนกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ประเทศไทย ผู้แทนกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ผู้แทนสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร และจังหวัดในเขตปริมณฑล ผู้แทนสมาคมโรงเรียนนานาชาติแห่งประเทศไทย รวมถึงผู้แทนโรงเรียนในสังกัดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน  ในการประชุมดังกล่าว ผู้เข้าร่วมประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อมูล ความเห็น และข้อเสนอแนะในประเด็นเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนในการคุ้มครองสิทธิเด็กตามกฎหมาย รวมถึงแนวปฏิบัติ นโยบาย มาตรการ หรือแนวทางป้องกันในการกำกับดูแลโรงเรียนเอกชน ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กให้เข้าถึงสิทธิในการศึกษาและพัฒนาเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพต่อไป โดยผู้เข้าร่วมประชุมได้สะท้อนปัญหา อาทิ การลงโทษที่ไม่เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงศึกษากำหนด ปัญหาการใช้และการตีความกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมาตรการทางวินัย จริยธรรมและจรรยาบรรณของวิชาชีพครูหรือบุคลากรทางการศึกษา ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. จะรวบรวมข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อท้าทาย ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคข้างต้น เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สามารถส่งเสริม สนับสนุน กำกับ ติดตาม และช่วยเหลือคุ้มครองนักเรียนได้อย่างเหมาะสมต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>28 ส.ค. 2569, 15:24</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ร่วมภาคีเครือข่ายประกาศเจตนารมณ์หยุดการเลือกปฏิบัติ และต้านการทุจริต  เพื่อสิทธิมนุษยชนที่เท่าเทียม ในงานสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17568</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันที่ 28 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดงาน “สมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “Human Rights in Action : Equality for all หยุดเลือกปฏิบัติ หยุดทุจริต เพื่อสิทธิที่เท่าเทียม” ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเปิดงานว่า กสม. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดสมัชชาสิทธิมนุษยชน ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5 โดยสมัชชาฯ ได้ทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางในการรับฟังปัญหา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประมวลสถานการณ์ และพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งติดตามให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยข้อมติของสมัชชาฯ ในปีที่ผ่านมา มีความก้าวหน้าในหลายประเด็น ทั้งประเด็นสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิผู้สูงอายุ สิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิมนุษยชนกับปัญญาประดิษฐ์ และสิทธิแรงงาน  สำหรับปี 2569 สมัชชาสิทธิมนุษยชนได้ร่วมกันขับเคลื่อน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การขจัดการเลือกปฏิบัติ และทุจริตกับสิทธิมนุษยชน เพราะการเลือกปฏิบัติทำให้คนบางกลุ่มเข้าไม่ถึงสิทธิและโอกาส ขณะที่การทุจริตทำให้ทรัพยากรและบริการที่ควรเป็นของประชาชนถูกจัดสรรอย่างไม่เป็นธรรม พรากสิทธิของประชาชน และเมื่อสองปัญหานี้เกิดขึ้นพร้อมกันก็ยิ่งซ้ำเติมความไม่เป็นธรรมในสังคม ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องไม่เพียงถามว่าใครทำผิด แต่ต้องถามต่อว่าระบบใดทำให้ปัญหานี้เกิดขึ้นและจะแก้ไขได้อย่างไร  จากนั้น นางสาวสฤณี อาชวานันทกุล กรรมการผู้จัดการด้านการพัฒนาความรู้ บริษัท ป่าสาละ จำกัด กล่าวปาฐกถาพิเศษโดยชี้ให้เห็นถึงผลกระทบของ “การยึดรัฐ” ที่มิใช่เพียงเป็นการทุจริตคอรัปชันในรูปแบบเดิม ๆ อย่างการติดสินบนหรือโกงกินงบประมาณ แต่หมายถึงกระบวนการที่กลุ่มผลประโยชน์สามารถเข้าไปมีอิทธิพลชี้นำการออกกฎหมายหรือนโยบายให้เบี่ยงเบนออกจากประโยชน์สาธารณะและนำผลประโยชน์เข้ากระเป๋ากลุ่มตน ดังนั้นแม้จะการยึดรัฐจะเป็นกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายแต่ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะและการคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างเป็นธรรม เช่น ค่าไฟฟ้า ที่ผู้มีรายได้น้อยต้องจ่ายภาษีค่าไฟในสัดส่วนที่สูงกว่าผู้มีรายได้มาก ทั้งประชาชนยังต้องจ่ายค่าไฟให้แก่โรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่องผลิต การควบรวมกิจการโทรคมนาคมของสองบริษัทใหญ่ที่ทำให้ประชาชนไม่มีตัวเลือกในบริการสาธารณะที่มีคุณภาพเหมาะสมกับราคา โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ใช้ระบบเติมเงินซึ่งมีราคาแพงกว่าระบบรายเดือน หรือการแก้ไขร่างกฎหมายบางฉบับที่กลุ่มเอกชนผู้มีส่วนได้เสียเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เป็นคุณกับตัวเอง เป็นต้น  นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่น่ากังวลคือองค์กรภาคประชาสังคมหรือผู้ที่พยายามเปิดโปงการยึดรัฐมักถูกฟ้องปิดปาก ขณะที่กระบวนการยุติธรรมซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้ายก็อาจถูกยึดได้โดยกลุ่มผลประโยชน์จากความสัมพันธ์ส่วนตัว สำหรับแนวทางที่ควรร่วมกันดำเนินต่อไปคือ การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่สร้างหลักประกันว่าองค์กรอิสระต่าง ๆ ต้องเป็นอิสระจากกลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มการเมือง ขณะที่สื่อมวลชนหรือประชาชนที่ออกมาเปิดโปงการทุจริตต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองจากการถูกฟ้องปิดปาก และควรมีการแก้ไขกฎหมายแข่งขันทางการค้าไม่ให้มีการผูกขาดพร้อมทั้งกำหนดเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนไว้ในแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ที่สำคัญ การป้องกันการยึดรัฐต้องอาศัยความกล้าหาญทางจริยธรรมของทุกภาคส่วน ความซื่อตรงในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ และพลังการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบจากภาคประชาชนเป็นสำคัญ ในเวทีมีการนำเสนอข้อมติและข้อเสนอแนะใน 2 ประเด็นขับเคลื่อนที่สำคัญของปีนี้ ได้แก่ 1. ประเด็นการขจัดการเลือกปฏิบัติ จากการสำรวจสถานการณ์และทัศนคติของประชาชนต่อการเลือกปฏิบัติในสังคมไทย โดย สำนักงาน กสม. ร่วมกับนิด้าโพล พบว่า ประชาชนร้อยละ 85.82 เห็นว่าสังคมไทยมีการเลือกปฏิบัติอยู่ในระดับค่อนข้างมากและมาก ซึ่งกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศเป็นกลุ่มที่ถูกเลือกปฏิบัติมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ ผู้ที่ไม่ได้รับการศึกษา คนพิการ และกลุ่มชาติพันธุ์ และส่วนใหญ่เกินกว่าครึ่งถูกเลือกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเห็นว่าการเลือกปฏิบัติทั้งด้านสิทธิเข้าถึงการรักษาพยาบาล สวัสดิการสังคม การศึกษา การประกอบอาชีพ และเข้าถึงบริการสาธารณะ ส่งผลกระทบอย่างมากต่อบุคคลที่มีข้อจำกัด เช่น มีทรัพยากรน้อย อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ไม่มีสถานะทางทะเบียน มีความพิการ ไม่สามารถใช้ภาษาไทย หรือมีอัตลักษณ์ของบุคคลที่ถูกตีตราในสังคม  ภาคีเครือข่ายจึงมีข้อเสนอแนะสำคัญต่อรัฐใน 5 ประเด็น ได้แก่ (1) ด้านนโยบายและกฎหมาย ให้เร่งรัดจัดทำกฎหมายกลางเพื่อคุ้มครองและขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล และจัดให้มีการทบทวนกฎหมายหรือนโยบายและระบบดิจิทัลของหน่วยงานรัฐที่เลือกปฏิบัติต่อบุคคลอย่างเป็นระบบ (2) พัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียนตามหลักการไม่ปฏิเสธผู้ร้องเพราะมาผิดหน่วยงาน เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถรับเรื่อง ให้ข้อมูล ส่งต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่และอำนาจ ติดตาม และแจ้งความคืบหน้าแก่ผู้ร้องได้ โดยไม่ผลักภาระประสานงานไปยังผู้ได้รับผลกระทบ และจัดให้มีกลไกเยียวยาบุคคลทุกกลุ่มในกรณีสาธารณภัยและสถานการณ์ฉุกเฉิน (3) พัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางในการรับเรื่องร้องเรียนของประชากรระดับประเทศและกำหนดมาตรฐานร่วมระหว่างหน่วยงาน (4) สร้างการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของประชาชน ตั้งแต่การออกแบบกฎหมาย นโยบาย บริการ และระบบข้อมูล ไปจนถึงการติดตามและประเมินผล และ (5) สร้างความตระหนักรู้ให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อลดอคติและปรับเปลี่ยนการให้บริการ รวมทั้งกำหนดกฎหมาย นโยบาย และการจัดบริการสาธารณะโดยเคารพสิทธิมนุษยชน  2. ประเด็นการทุจริตกับสิทธิมนุษยชน เห็นว่าประเทศไทยยังคงเผชิญปัญหาการทุจริตเชิงระบบที่รุนแรงและฝังรากลึก นอกจากนี้ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคมที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตยังต้องเผชิญกับการคุกคามต่อชีวิตและร่างกายและการฟ้องคดี ภาคีเครือข่ายจึงมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลใน 3 ประเด็น ดังนี้ (1) ด้านกฎหมาย รัฐต้องเร่งตรากฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสการทุจริตและกฎหมายป้องกันการฟ้องคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน (Anti-SLAPP) โดยกำหนดนิยาม “ผู้แจ้งเบาะแส” และ “นักปกป้องสิทธิมนุษยชน” ให้ครอบคลุมเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประชาชน สื่อมวลชน และภาคประชาสังคม รวมทั้งขยายความคำว่า “ประโยชน์สาธารณะ” ให้ครอบคลุมถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การตรวจสอบการทุจริตและการประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน และให้มีการชดใช้ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีแก่ผู้ถูกฟ้องโดยไม่สุจริต นอกจากนี้ ควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย เช่น กฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ซึ่งแม้จะมีวัตถุประสงค์ให้เกิดความรวดเร็วในขั้นตอนการออกใบอนุญาตและอนุมัติต่าง ๆ แต่ก็ทำให้เจ้าหน้าที่อาจใช้ดุลพินิจโดยไม่รอบคอบ นอกจากนี้ รัฐต้องจัดให้มีระบบเปิดเผยข้อมูลผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงของนิติบุคคลที่เป็นคู่สัญญากับรัฐเพื่อปิดช่องการใช้ตัวแทนอำพราง (นอมินี) และผลประโยชน์ทับซ้อนในการจัดซื้อจัดจ้างและสัมปทาน  (2) ด้านนโยบาย รัฐต้องกำหนดให้โครงการขนาดใหญ่ โครงการที่ใช้งบประมาณสูง หรือโครงการที่อาจกระทบต่อประชาชน ชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ต้องผ่านการประเมินผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน และความเสี่ยงด้านการทุจริตควบคู่กับการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมกำหนดนโยบายเปิดเผยข้อมูลภาครัฐผ่านแพลตฟอร์มกลาง และ (3) ด้านการปฏิบัติ รัฐต้องพัฒนาระบบงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างที่เน้นผลลัพธ์ จากการตรวจสอบเพียงว่าใช้เงินถูกระเบียบหรือไม่ ไปสู่การตรวจสอบว่า งบประมาณสร้างผลลัพธ์และประโยชน์ต่อประชาชนอย่างไร รวมทั้งต้องปฏิรูประบบบริการภาครัฐจากระบบเอกสารสู่ระบบดิจิทัลอย่างแท้จริง เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และปิดช่องทางการเรียกรับสินบนและผลประโยชน์ทับซ้อน ในช่วงสุดท้ายของเวทีสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 ภาคีเครือข่ายได้ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ที่จะผนึกกำลังปกป้องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ ขจัดอคติ การตีตรา และการเลือกปฏิบัติ ต่อต้านการทุจริต โดยส่งเสริมความโปร่งใสตรวจสอบได้ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิและความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม และสร้างวัฒนธรรมการเคารพสิทธิมนุษยชน ให้เป็นรากฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและยั่งยืนสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ28 สิงหาคม 2569สามารถดาวน์โหลดภาพเพิ่มเติมได้ตามลิงก์ดังแนบ https://drive.google.com/drive/folders/1dwUFgt-AJ3qB-S6nla38ypptVNUHex6k?usp=drive_link
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>28 ส.ค. 2569, 14:44</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุภัทรา ประชุมรับฟังข้อเท็จจริงเรื่องการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศในพื้นที่ จ.ชลบุรี</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17567</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 10.30 น. นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนางสาวนัยนา สุภาพึ่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิทธิของกลุ่มเปราะบาง เด็ก สตรี ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และการเลือกปฏิบัติ และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประชุมรับฟังข้อเท็จจริงกรณีที่มีผู้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐตรวจค้นจับกุมกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศในพื้นที่จังหวัดชลบุรีอย่างไม่เหมาะสมและมิชอบด้วยกฎหมาย ละเลยให้สื่อมวลชนมาบันทึกภาพผู้ถูกกล่าวหาและนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณชนทางสื่อสังคมออนไลน์ และบังคับจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับความยินยอม โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการปกครอง สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา สถานีตำรวจภูธรบางละมุง สถานีตำรวจท่องเที่ยวชลบุรี อำเภอบางละมุง มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ มูลนิธิซิสเตอร์ และเครือข่ายสุขภาพและโอกาส เข้าร่วม ณ ห้องประชุม ศาลาว่าการเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ในการประชุมดังกล่าวยังมีการหารือถึงแนวทางการดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานของรัฐและภาคประชาสังคม เพื่อป้องกันเหตุและเพิ่มการเฝ้าระวังเหตุในพื้นที่ให้มีความปลอดภัย ทั้งนี้ ข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ได้จากการประชุมจะนำไปประกอบการพิจารณาตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของ กสม. ต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>28 ส.ค. 2569, 14:01</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ร่วมกับตำรวจภูธรภาค 5 ติดตามพัฒนาการสถานีตำรวจนำร่องในพื้นที่ หนุนการปฏิบัติงานตามหลักสิทธิมนุษยชนและการป้องกันการทรมาน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17566</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันที่ 20 - 21 สิงหาคม 2569 นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช และ ผศ.สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายพิทยา จินาวัฒน์ ที่ปรึกษาประจำ กสม. พ.ต.อ. วีร์พล ใหญ่อรุณ ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเชิงป้องกัน ณ สถานีตำรวจภูธรแม่ปิง (สภ.แม่ปิง) จังหวัดเชียงใหม่ และสถานีตำรวจภูธรนิคมอุตสาหกรรม (สภ.นิคมอุตสาหกรรม) จังหวัดลำพูน พร้อมประชุมสรุปผลร่วมกับผู้แทนกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เพื่อขยายความร่วมมือ สนับสนุนการพัฒนาสถานีตำรวจในพื้นที่ และติดตามความเปลี่ยนแปลงภายหลังการสำรวจสถานีตำรวจทั้งสองแห่งเมื่อปี 2567 การตรวจเยี่ยมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาสถานีตำรวจเพื่อป้องกันการทรมานและการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม พ.ศ. 2568–2570 โดยกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 มีสถานีตำรวจนำร่อง 5 แห่ง ได้แก่ สภ.แม่ปิง สภ.แม่แฝก สภ.นิคมอุตสาหกรรม สภ.บ้านธิ และ สภ.งาว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถานีตำรวจนำร่องต้นแบบ 26 แห่งทั่วประเทศ ที่ผ่านมา กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ให้ความร่วมมือกับ กสม. ในการสำรวจสถานีตำรวจ การสนับสนุนการฝึกอบรม และการประสานติดตามการพัฒนากระบวนการปฏิบัติงาน โดยมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายของ ตร. กับการปฏิบัติงานในพื้นที่ ตลอดจนส่งเสริมการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีและร่วมแก้ไขข้อจำกัดของสถานีตำรวจ ในการลงพื้นที่ คณะตรวจเยี่ยมได้รับฟังข้อมูลเกี่ยวกับภารกิจ อัตรากำลัง ภาระงาน และพัฒนาการของสถานี พร้อมทั้งสำรวจพื้นที่ให้บริการประชาชน ห้องสอบสวน และห้องควบคุมตัว รวมทั้งแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการจับกุม การตรวจค้น การแจ้งสิทธิ การดูแลผู้ถูกควบคุมตัว การบันทึกภาพและเสียงตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และระบบรับเรื่องร้องเรียน สำหรับ สภ.แม่ปิง พบว่า สถานีให้ความสำคัญกับการป้องกันอาชญากรรมเชิงรุก โดยใช้ข้อมูลพื้นที่เสี่ยง เทคโนโลยี ระบบสายตรวจ และความร่วมมือกับชุมชน มีการประสานงานระหว่างฝ่ายสืบสวนและฝ่ายสอบสวน จัดพนักงานสอบสวนหญิงสำหรับคดีที่มีความละเอียดอ่อน และมีระบบรับแจ้งความคดีออนไลน์เฉพาะด้าน คณะตรวจเยี่ยมมีข้อสังเกตให้ปรับปรุงพื้นที่สอบสวนและห้องน้ำภายในห้องควบคุมตัวให้คุ้มครองความเป็นส่วนตัวมากขึ้น รวมทั้งพิจารณาใช้พื้นที่ด้านหลังสถานีเป็นเส้นทางหลักในการนำผู้ต้องหาเข้า-ออก เพื่อลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและการเปิดเผยตัวผู้ต้องหา ส่วน สภ.นิคมอุตสาหกรรม มีการปรับแนวทางปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่อุตสาหกรรมซึ่งมีประชากรแฝงและแรงงานจำนวนมาก โดยใช้ข้อมูลความเสี่ยงในการจัดสายตรวจ ประสานความร่วมมือกับสถานประกอบการและเครือข่ายในพื้นที่ มีห้องสอบสวนที่เป็นสัดส่วน และจัดระบบรับแจ้งความคดีออนไลน์อย่างชัดเจน คณะตรวจเยี่ยมเสนอให้จัดเจ้าหน้าที่หญิงเป็นผู้ตรวจค้นผู้ต้องหาหญิงโดยตรง จัดทำแบบประเมินสภาพร่างกาย จิตใจ และปัจจัยเสี่ยงก่อนนำเข้าสู่ห้องควบคุมตัว รวมทั้งจัดเส้นทางและพื้นที่รับตัว ตรวจค้น และควบคุมตัวให้ต่อเนื่องและปลอดภัยยิ่งขึ้น ทั้งสองสถานีมีช่องทางติดต่อและรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนหลายช่องทาง และให้ความสำคัญกับการบันทึกภาพและเสียงระหว่างการควบคุมตัวและการปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งช่วยสร้างความโปร่งใส คุ้มครองทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ และลดความเสี่ยงต่อการทรมานหรือการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม ภายหลังการตรวจเยี่ยม คณะตรวจเยี่ยมได้ร่วมกันสรุปข้อค้นพบและพิจารณาประเด็นที่ควรได้รับการสนับสนุนทั้งในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย โดยกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 จะประสานและสนับสนุนให้สถานีตำรวจนำร่องนำข้อสังเกตและข้อเสนอแนะไปปรับใช้ รวมทั้งติดตามผลและขยายแนวปฏิบัติที่ดีไปยังสถานีตำรวจอื่นในพื้นที่ นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า การตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันมิได้มุ่งค้นหาความผิด แต่เป็นการทำงานร่วมกันเพื่อค้นหาจุดแข็ง ความเสี่ยง และข้อจำกัด ตลอดจนสนับสนุนให้สถานีตำรวจสามารถให้บริการประชาชนและดูแลผู้ถูกควบคุมตัวได้อย่างปลอดภัย โปร่งใส และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยความร่วมมือของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 มีความสำคัญต่อการเชื่อมโยงนโยบายกับการปฏิบัติและขยายผลการพัฒนาให้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ กสม. จะนำข้อมูลและข้อเสนอจากการตรวจเยี่ยมไปขับเคลื่อนความร่วมมือกับ ตร. และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ในด้านมาตรฐานการปฏิบัติงาน การพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ การปรับปรุงโครงสร้างและเทคโนโลยี ตลอดจนการจัดทำคู่มือด้านสิทธิมนุษยชนและการป้องกันการทรมานสำหรับสถานีตำรวจต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>28 ส.ค. 2569, 13:57</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. จัดงานสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Human Rights in Action : Equality for All หยุดเลือกปฏิบัติ หยุดทุจริต เพื่อสิทธิที่เท่าเทียม”</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17560</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันที่ 27 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดงานสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Human Rights in Action : Equality for All หยุดเลือกปฏิบัติ หยุดทุจริต เพื่อสิทธิที่เท่าเทียม” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากองค์กรภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่สำคัญและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ตลอดจนร่วมกันแสดงเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนประเด็นสิทธิมนุษยชน เพื่อสร้างสังคมแห่งการเคารพสิทธิมนุษยชน  กิจกรรมในช่วงเช้า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและผู้บริหารสำนักงาน กสม. ร่วมกิจกรรมในงาน ซึ่งมีทั้งการจัดแสดงนิทรรศการสิทธิมนุษยชน และบูธนิทรรศการและการแสดงดนตรีจากเครือข่ายสิทธิมนุษยชน โดย วงดนตรีผู้ต้องขังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร (BRP Band) จากนั้นเป็นการนำเสนอความคืบหน้าในการขับเคลื่อนข้อมติสมัชชาสิทธิมนุษยชน 5 ประเด็น ได้แก่ 1) ประเด็นสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี หัวข้อ “การขับเคลื่อนปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด ดีต่อสุขภาพและยั่งยืนให้มีผลในทางปฏิบัติภายในประเทศไทย” 2) ประเด็นสิทธิผู้สูงอายุ หัวข้อ “การผลักดันนโยบายขยายอายุทำงานและสร้างสังคมปลอดวยาคติ” 3) ประเด็นสิทธิในกระบวนการยุติธรรม หัวข้อ “ผลักดันและเพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความยุติธรรมในการสร้างหลักประกันการเข้าถึงความยุติธรรมสำหรับทุกคน (Access to Justice for all)” 4) ประเด็นสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวโยงกับปัญญาประดิษฐ์ หัวข้อ “AI ที่เคารพสิทธิมนุษยชน: สร้างความรับผิดชอบทุกภาคส่วนและเสริมพลังประชาชนให้รู้เท่าทัน” และ 5) ประเด็นสิทธิแรงงาน หัวข้อ “การขับเคลื่อนสิทธิแรงงานไทยเพื่องานที่มีคุณค่าตามหลักสิทธิมนุษยชน”กิจกรรมในช่วงบ่าย กสม. และภาคีเครือข่าย ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเวทีสมัชชากลุ่มย่อยตามประเด็นการขจัดการเลือกปฏิบัติ “ก้าวข้ามอคติ สู่สังคมที่ปราศจากการเลือกปฏิบัติ” และประเด็นทุจริตกับสิทธิมนุษยชน “ความหวังและทางรอด” นอกจากนี้ ยังมีเวทีคู่ขนาน กิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน “Human Rights Journey” และเวทีเสวนาปัญหาทะเบียนประวัติอาชญากรกับผู้พ้นโทษ หัวข้อ “Restart ชีวิต คืนสิทธิในสังคม” การจัดงานดังกล่าว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 - 28 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ประชาชนทั่วไปหรือผู้ที่สนใจสามารถชมพิธีเปิดและติดตามการนำเสนอข้อมติจากเวทีสมัชชากลุ่มย่อย ได้ในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ผ่านระบบออนไลน์ Facebook Live สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป.สามารถดาวน์โหลดภาพเพิ่มเติมได้ตามลิงก์ดังแนบ https://drive.google.com/drive/folders/1VdzbWuisTWfmGkqpyenlVa-fixRxrTNB?fbclid=IwY2xjawT9EXhwZG9mBWV4dG4DYWVtAjEwAGJyaWQRMWxpZ1BPVXk5QnVtaElqdXhzcnRjBmFwcF9pZBAyMjIwMzkxNzg4MjAwODkyAAEeFB5wmePEa4Bpwriyyu2ggIkuvdw2yhpY16HUWs9g1wqmDF4UgIQYI_ePPFw_aem_UqDh_qL5H15N_XFOIJHndg
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>27 ส.ค. 2569, 19:58</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กำหนดการงานสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569  “Human Rights in Action  : Equality for All หยุดเลือกปฏิบัติ หยุดทุจริต เพื่อสิทธิที่เท่าเทียม”</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17557</link>

                
                <description><![CDATA[
                    กำหนดการงานสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 “Human Rights in Action : Equality for All หยุดเลือกปฏิบัติ หยุดทุจริต เพื่อสิทธิที่เท่าเทียม” 🔹27 สิงหาคม 2569 การนำเสนอความคืบหน้าของการขับเคลื่อนข้อมติสมัชชาสิทธิมนุษยชนเมื่อปี 2568 ในประเด็น สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิผู้สูงอายุ สิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวโยงกับปัญญาประดิษฐ์ และสิทธิแรงงาน  🔹27 สิงหาคม 2569 กสม. ร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน ชุมชน ประชาชน รวมถึงภาคเอกชน และสื่อมวลชน ขับเคลื่อน 2 ประเด็นสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ >>> เวทีสมัชขากลุ่มย่อยประเด็นการขจัดการเลือกปฏิบัติ >>> เวทีสมัชชากลุ่มย่อยประเด็นทุจริตกับสิทธิมนุษยชน 🔹27 สิงหาคม 2569 กิจกรรมคู่ขนาน เวทีเสวนากรณีปัญหาทะเบียนประวัติอาชญากรกับผู้พ้นโทษ Restart ชีวิต คืนสิทธิในสังคม 🔹28 สิงหาคม 2569 พิธิเปิดงาน โดย ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และการกล่าวปาฐกถาพิเศษ โดย คุณสฤณี อาชวานันทกุล กรรมการผู้จัดการด้านการพัฒนาความรู้ บริษัทป่าสาละ จำกัด  🔹พบกับทุกจังหวะสำคัญของงานสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 ไปพร้อมกันติดตามการถ่ายทอดสดได้ทางแฟนเพจเฟซบุ๊ก สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 27 - 28 สิงหาคม นี้ ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>26 ส.ค. 2569, 21:36</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เรื่อง กสม. คัดค้านการใช้ประวัติการต้องโทษของบุคคลในครอบครัว เพื่อพาดพิงและลดทอนความชอบธรรมของผู้ตรวจสอบการทำงานของรัฐ .</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17556</link>

                
                <description><![CDATA[
                    ตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนโดยกล่าวตอบโต้ทนายความผู้หนึ่งซึ่งออกมาตั้งคำถามและเร่งรัดการดำเนินคดีกรณีที่ดินเขากระโดง และเปิดเผยถึงประวัติการต้องโทษของบิดาและมารดาทนายความผู้นั้น . คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เห็นว่า การนำประวัติการถูกจับกุมและต้องโทษของบุคคลในครอบครัวมาเปิดเผยต่อสาธารณะเพื่อตอบโต้ผู้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐ ย่อมกระทบต่อสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 32 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 17 ให้ความคุ้มครอง นอกจากนี้ประวัติอาชญากรเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ แม้จะกล่าวในลักษณะยกตัวอย่าง ก็มิอาจลบล้างผลของการเปิดเผยที่เกิดขึ้นแล้วต่อสาธารณะได้ กสม. ขอยืนยันหลักการว่าบุคคลย่อมรับผิดชอบเฉพาะการกระทำของตนเอง ไม่มีผู้ใดสมควรถูกตีตราหรือถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จากการกระทำของบุพการี. ยิ่งไปกว่านั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้กำกับดูแลกรมราชทัณฑ์และกรมคุมประพฤติ ซึ่งมีภารกิจโดยตรงในการแก้ไขฟื้นฟูและคืนผู้ต้องขังกลับสู่สังคมอย่างมีศักดิ์ศรี ตามข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (ข้อกำหนดแมนเดลา) การที่ผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงใช้ถ้อยคำในทางลบต่อผู้ต้องโทษจำคุกต่อสาธารณะ ย่อมมีผลเป็นการตอกย้ำการตีตราผู้ต้องขัง ผู้พ้นโทษ และครอบครัวของบุคคลเหล่านั้น และไม่สอดคล้องกับภารกิจของกระทรวง. กสม. เห็นว่าการตั้งคำถามและเร่งรัดการทำงานของหน่วยงานรัฐเป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและสิทธิในการตรวจสอบภาครัฐของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 และมาตรา 41 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 19 ซึ่งรับรองสิทธิในเสรีภาพทางความคิดและการแสดงออก และสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ  กสม. จึงขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมไม่กระทำการในลักษณะดังกล่าวอีก และพิจารณาแสดงความรับผิดชอบต่อบุคคลและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งขอให้นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลกำชับให้คณะรัฐมนตรีเป็นแบบอย่างในการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และขอให้สื่อมวลชนและสาธารณชนใช้ความระมัดระวังในการเผยแพร่ซ้ำข้อมูลส่วนบุคคลของครอบครัวผู้เกี่ยวข้อง.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ26 สิงหาคม 2569
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>26 ส.ค. 2569, 21:32</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุชาติ รับเรื่องร้องเรียน ขอให้ตรวจสอบและป้องกันการส่งกลับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17555</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เวลา 13.30 น. ที่ห้องรับรอง 604 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รับเรื่องร้องเรียนจากเครือข่ายสื่อภาคประชาสังคม Southeast Asia Legal Defense Initiative กรณีขอให้ตรวจสอบ ติดตาม และป้องกันการส่งกลับนักสื่อสารมวลชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนรายหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักการไม่ส่งกลับสู่อันตราย (Non-refoulement) และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>26 ส.ค. 2569, 21:01</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ศยามล ร่วมเป็นวิทยากรเสวนาวิชาการเรื่อง “รัฐ-ทุน-ฝุ่น โครงสร้างอำนาจที่ทำให้ประเทศไทยหายใจไม่ออก: เวทีตรวจสอบร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผ่านหลักสิทธิมนุษยชนและมาตรฐาน OECD”</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17561</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เวลา 13.00 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมเป็นวิทยากรในการเสวนาวิชาการเรื่อง “รัฐ-ทุน-ฝุ่น โครงสร้างอำนาจที่ทำให้ประเทศไทยหายใจไม่ออก: เวทีตรวจสอบร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผ่านหลักสิทธิมนุษยชนและมาตรฐาน OECD” จัดโดยคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน และ Fair Finance Thailand ณ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงประเด็นการประกอบธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเคารพสิทธิมนุษยชน กับการเปลี่ยนผ่านโดยอาศัยกฎหมายอากาศสะอาดว่ามีความเกี่ยวข้องกับหลักสิทธิมนุษยชนหลายมิติ โดยเฉพาะสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งได้รับการรับรองโดยสมัชชาสหประชาชาติว่าการเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ดีต่อสุขภาพ และยั่งยืน เป็นสิทธิมนุษยชน พร้อมทั้งยกตัวอย่างการดำเนินการของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้ยืนยันร่างกฎหมายอากาศสะอาดที่ค้างการพิจารณาในวุฒิสภา โดยเน้นย้ำหลักสิทธิมนุษยชนตลอดจนเหตุผลสำคัญประการหนึ่งคือ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่รัฐบาลไทยมีเป้าหมายเข้าเป็นสมาชิก นางสาวศยามลมีข้อสังเกตว่าร่างกฎหมายอากาศสะอาดควรมีสาระสำคัญ อาทิ กองทุนอากาศสะอาดเพื่ออุดหนุนงบประมาณการจัดการมลพิษทางอากาศ กลไกคณะกรรมการที่บูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน หลักการ PRTR หรือข้อมูลการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษ หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย บทลงโทษผู้ก่อมลพิษที่ชัดเจน มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ในการควบคุมการปล่อยสินเชื่อแก่ภาคธุรกิจที่ก่อมลพิษ ตลอดจนการสนับสนุนการฟ้องคดีแบบกลุ่ม (Class Action) เพื่อลดต้นทุนแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตเพิ่มเติมต่อร่างกฎหมายอากาศสะอาด ซึ่งกำหนดกลไกคณะกรรมการที่มีสัดส่วนผู้แทนภาคธุรกิจร่วมด้วย โดยเห็นว่าควรมีการออกแบบกลไกดังกล่าวให้เกิดความสมดุลและโปร่งใสระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม พร้อมกันนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เสนอ 3 กลยุทธ์เพื่อผลักดันภาคธุรกิจให้ตระหนักต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน ได้แก่ (1) ความโปร่งใสในภาคสมัครใจ โดยพัฒนาระบบข้อมูลสิ่งแวดล้อมแบบเปิด (Open Data) ควบคู่กับการลดขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อลดต้นทุนในการประกอบธุรกิจ (2) การปฏิรูปห่วงโซ่อุปทานเกษตรกรรม โดยพัฒนาระบบเกษตรกรรมแบบไม่เผา และระบบตรวจสอบความรับผิดชอบข้ามพรมแดน และ (3) การตั้งราคามลพิษและกลไกชุมชน โดยผสานกลไกการเงินที่นำต้นทุนมลพิษคำนวณรวมในงบลงทุน ควบคู่กับการจัดตั้งกลไกรับเรื่องร้องเรียนเพื่อเยียวยาผลกระทบในระดับชุมชนอย่างทันท่วงที นางสาวศยามล กล่าวทิ้งท้ายว่า กสม. จะติดตามความคืบหน้าในการพิจารณาร่างกฎหมายอากาศสะอาด สาระสำคัญของบทบัญญัติ รวมทั้งกลไกการบังคับใช้ในอนาคต เพื่อประเมินความสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน และผลักดันการบูรณาการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศให้เกิดความรับผิดชอบในภาคธุรกิจต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>26 ส.ค. 2569, 13:37</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. จับมือสภาองค์กรของผู้บริโภค จัดอบรม &quot;สิทธิมนุษยชนกับเยาวชนผู้บริโภคในยุคดิจิทัล&quot; นำร่อง 5 โรงเรียนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17553</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 22 – 23 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) พื้นที่ภาคเหนือ ร่วมกับหน่วยงานประจำจังหวัดเชียงใหม่ สภาองค์กรของผู้บริโภค จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ สิทธิมนุษยชนกับเยาวชนผู้บริโภคในยุคดิจิทัล เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ปลูกฝังวัฒนธรรมการเคารพสิทธิ และพัฒนาเยาวชนให้เติบโตเป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพ ท่ามกลางสถานการณ์ภัยคุกคามออนไลน์และการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบัน ณ โรงแรมเชียงใหม่ แกรนด์วิว โดยกิจกรรมครั้งนี้เป็นการขับเคลื่อนภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและสิทธิผู้บริโภค ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กับสภาองค์กรของผู้บริโภค ผ่านกรอบความร่วมมือในการสร้างการรับรู้ และกลไกการเฝ้าระวังการละเมิดสิทธิ การให้บริการ ให้คำปรึกษา รับเรื่องร้องเรียน ให้ความรู้ด้านสิทธิ และสร้างพื้นที่การเรียนรู้ร่วมกัน โดยนำร่องฝึกอบรมให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจาก 5 โรงเรียนในจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ โรงเรียนปรินส์รอยแยลวิทยาลัย โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ โรงเรียนดาราวิทยาลัย และโรงเรียนสารภีพิทยาคม วันที่ 22 สิงหาคม 2569 ได้รับเกียรติจากนางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการอบรม และบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับหน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) รวมไปถึงข้อกฎหมาย และหลักการสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ จากนั้นผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมอบรม  ในช่วงเช้าเป็นการจัดกิจกรรมสันทนาการ โดยนายทักษิณ บำรุงไทย เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมทำความรู้จัก และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน จากนั้นเป็นการเสวนา ในหัวข้อ “เสริมพลังเยาวชน : บูรณาการสิทธิมนุษยชนและผู้บริโภคในยุคดิจิทัล” มีผู้ร่วมเสวนาได้แก่ นายคเชนทร์ สิริวรเศรษฐุ์กุล ผู้แทนสำนักงานสถิติจังหวัดเชียงใหม่ นายวัชรภัทร ธรรมจักร ผู้แทนหน่วยงานประจำจังหวัดเชียงใหม่ สภาองค์กรของผู้บริโภค นางสาวแดนดี ปรีชามานพวงศ์ ผู้แทนเครือข่ายเยาวชนคุ้มครองผู้บริโภคจังหวัดเชียงใหม่ และนายจิรัฏฐ์ สถาปัตย์สิริ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพื้นที่ภาคเหนือ โดยเวทีเสวนาได้สะท้อนสถานการณ์การเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ตของเด็กและเยาวชนไทย และสถานการณ์ความรุนแรงของภัยออนไลน์ การคุกคาม และความไม่เป็นธรรมจากการใช้บริการทางออนไลน์ รวมไปถึงข้อจำกัดของกฎหมายในปัจจุบันที่ยังไม่สามารถคุ้มครองผู้บริโภคได้ครอบคลุมในทุกมิติ อีกทั้ง ชี้แนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และเครือข่ายภาคประชาสังคม ต่อมาในช่วงบ่าย ผู้เข้าร่วมอบรมได้เข้าร่วมกิจกรรมฐานความรู้ 3 ฐาน ได้แก่ ฐานที่ 1 พี่รู้ชื่อหนูได้ไงคะ : มิจฉาชีพออนไลน์ โดยร้อยตำรวจเอกหญิงภัทรนันท์ คำปวน บรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบของมิจฉาชีพบนช่องทางออนไลน์ในปัจจุบัน รวมทั้งสำรวจพฤติกรรมเสี่ยงจากการใช้งานสื่อออนไลน์  ฐานที่ 2 ฉันจะแจ้ง ฉันจะแจ้ง : การเก็บข้อมูลส่วนบุคคล โดยนายคเชนทร์ สิริวรเศรษฐุ์กุล ผู้แทนสำนักงานสถิติจังหวัดเชียงใหม่ ให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิของเจ้าของข้อมูล ตามกฎหมาย PDPA และแจ้งช่องทางร้องเรียนกรณีถูกละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลจากการใช้งานสื่อออนไลน์ ฐานที่ 3 VAT คืออะไร ไม่ได้สั่ง : การซื้อสินค้าออนไลน์ โดยนายวัชรภัทร ธรรมจักร ผู้แทนหน่วยงานประจำจังหวัดเชียงใหม่ สภาองค์กรของผู้บริโภค ให้ความรู้เกี่ยวกับการซื้อสินค้าบนช่องทางออนไลน์อย่างปลอดภัย รวมไปถึงสิทธิของผู้บริโภคที่จะต้องได้รับการปกป้อง คุ้มครอง เมื่อได้รับสินค้าไม่ตรงตามความประสงค์ หรือไม่ได้มาตรฐาน อีกทั้ง เน้นย้ำสิทธิ และเสรีภาพของผู้บริโภค ในการแสดงความคิดเห็นตามประสบการณ์จริงของตน จากนั้น ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับฟังการบรรยายในหัวข้อ คนทำสื่อเคารพสิทธิมนุษยชน โดยนายโกวิทย์ บุญธรรม ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ศูนย์ภาคเหนือ ได้กล่าวถึง พื้นฐานสำคัญของการสื่อสารประกอบไปด้วย ความถูกต้องของข้อมูลผ่านการตรวจสอบแหล่งที่มา การเลือกรูปแบบการสื่อสารให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และการปฏิบัติหน้าที่บนพื้นฐานแห่งจริยธรรมของผู้ทำสื่อ เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยภายหลังจบกิจกรรม ผู้เข้าร่วมอบรมได้ร่วมกิจกรรมการประกวดจัดทำสื่อสร้างสรรค์สะท้อนสถานการณ์ภัยคุกคามออนไลน์ ความไม่เป็นธรรมจากการใช้งานสื่อออนไลน์ และแนวทางการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สิทธิผู้บริโภค รวมไปถึงทักษะการใช้งานสื่อออนไลน์อย่างไรให้ปลอดภัย วันที่ 23 สิงหาคม 2569 ผู้เข้าร่วมอบรมได้จัดทำแผนการส่งต่อความรู้ในสถานศึกษา บรรยายโดยนายปิยะพงษ์ ปัญญาดา และคณะศูนย์สร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ โดยกิจกรรมนี้ มีวัตถุประสงค์ในการนำความรู้ที่ได้รับการจากอบรมไปเผยแพร่ต่อในสถานศึกษาผ่านการดำเนินกิจกรรม เช่น การทำสื่อสร้างสรรค์ การแสดงละครสั้น และการสำรวจความเสี่ยงการใช้งานออนไลน์ เพื่อออกแบบแนวทางแก้ไขปัญหา และชี้ช่องทางการขอรับความช่วยเหลือ โดยสำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคเหนือ จะได้ร่วมกับหน่วยงานประจำจังหวัดเชียงใหม่ สภาองค์กรของผู้บริโภค ติดตาม และสนับสนุนการเผยแพร่องค์ความรู้ในสถานศึกษาดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อให้เสริมพลังให้เด็กและเยาวชนเป็นกำลังสำคัญในการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ปลอดภัย และเป็นธรรมต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>25 ส.ค. 2569, 20:50</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ร่วมยูนิเซฟ ประเทศไทย เปิดตัวกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นมิตรกับเด็ก สร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กในการร้องเรียนการละเมิดสิทธิฯ</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17534</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลา 14.30 น. สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ร่วมกับกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย (UNICEF Thailand) จัดงาน “เปิดตัวกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นมิตรกับเด็ก” (Child-Friendly Complaint Mechanism) เพื่อสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ช่องทางรับเรื่องร้องเรียนการละเมิดสิทธิมนุษยชนสำหรับเด็กและแหล่งข้อมูลความรู้เรื่องสิทธิเด็กบนเว็บไซต์ของสำนักงาน กสม. ณ SCBX Next Tech ชั้น 4 สยามพารากอน กรุงเทพฯ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกคนและทุกช่วงวัยรวมทั้งเด็กด้วย ซึ่งเด็กมีสิทธิ สามารถใช้และปกป้องสิทธิของตัวเองได้ อย่างไรก็ตาม จากสถิติและข้อมูลการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่า จำนวนเรื่องร้องเรียนที่เด็กยื่นโดยตรงต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีสัดส่วนค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับกลุ่มประชากรอื่น สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างในการเข้าถึงกลไกร้องเรียนและการใช้สิทธิของเด็ก ซึ่งอาจเกิดจากความไม่รู้หรือไม่เข้าใจเกี่ยวกับสิทธิของตนเอง ไม่ทราบขั้นตอนและช่องทางในการร้องเรียน หรือไม่ไว้วางใจในกลไกของหน่วยงานรัฐโดยกังวลว่าการร้องเรียนอาจไม่ก่อให้เกิดผลใด ๆ หรือยิ่งทำให้ตัวเองเดือดร้อน นอกจากนี้ เด็กที่ต้องการโอกาสและการดูแลเป็นพิเศษ เช่น เด็กพิการ เด็กในพื้นที่ห่างไกล เด็กไร้สัญชาติ เด็กในสถานสงเคราะห์หรือสถานพินิจ ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงช่องทางการร้องเรียนที่เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะของเด็กทั้งด้านภาษาและรูปแบบการสื่อสาร ส่งผลให้เสียงของเด็กจำนวนมากไม่ได้รับการรับฟัง และอาจถูกละเมิดสิทธิได้โดยที่ไม่มีกลไกในการขอความช่วยเหลือหรือการเยียวยาที่เหมาะสม  ด้วยเหตุนี้ สำนักงาน กสม. จึงร่วมกับองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย จัดทำกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นมิตรกับเด็กในรูปแบบเว็บไซต์ขึ้น ซึ่งเริ่มดำเนินการออกแบบและจัดทำมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของเด็กผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นแล้วนำมาพัฒนาเป็นระบบรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นมิตรซึ่งเด็กสามารถเข้าถึงได้ เข้าใจง่าย และคำนึงถึงความปลอดภัยของเด็ก พร้อมรวบรวมแหล่งข้อมูลความรู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น หลักการและมาตรฐานระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิเด็กไว้ในเว็บไซต์ดังกล่าวเพื่อให้เด็กหรือผู้ที่สนใจเข้าไปศึกษาหาความรู้ได้ ทั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากลไกนี้จะเป็นที่พึ่งที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ๆ และสามารถคุ้มครองสิทธิเด็กในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  ในงานมีการเสวนาหัวข้อ “สถานการณ์และความท้าทายด้านสิทธิเด็กในปัจจุบันและกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นมิตรกับเด็ก (Child-Friendly Complaint Mechanism)” โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้มีประสบการณ์การทำงานขับเคลื่อนเรื่องสิทธิเด็ก ได้แก่ นายสันติ ศิริธาราเจษฐ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการคุ้มครองเด็ก องค์การยูนิเซฟ นางสาววาสนา เก้านพรัตน์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก นางสาวบุนิกา ฉุยฉาย เจ้าหน้าที่พัฒนาโครงการผู้ทุพพลภาพ มูลนิธิเส้นด้าย นางสาวนภสร จันทร์ตา ผู้แทนเครือข่ายเด็กและเยาวชน และนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  วงเสวนาได้สะท้อนถึงความสำคัญของการตระหนักรู้ในสิทธิของตนเองของเด็กทุกเพศทุกวัย ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงผู้พึ่งพิง แต่เป็นผู้ทรงสิทธิที่มีสิทธิร้องเรียนหรือขอความช่วยเหลือด้วยตนเอง และไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้ใหญ่ดำเนินการแทนในทุกกรณี อย่างไรก็ดี การที่เรื่องร้องเรียนจากเด็กมีจำนวนไม่มาก ไม่ได้หมายความว่าเด็กเผชิญปัญหาน้อย แต่อาจสะท้อนให้เห็นถึงอุปสรรคในการรับรู้สิทธิของตน การเข้าถึงช่องทางและความไว้วางใจต่อกระบวนการให้ความช่วยเหลือแม้แต่ในพื้นที่ปลอดภัยอย่างสถานศึกษา โดยเห็นว่าการพัฒนากลในการคุ้มครองเด็กต้องรับฟังและนำความคิดเห็นของเด็กมาใช้ในการออกแบบ ไม่ควรตั้งอยู่บนมุมมองของผู้ใหญ่หรือหน่วยงานเพียงฝ่ายเดียว ความเป็นมิตรกับเด็กจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการใช้ภาพ สี หรือภาษาที่ดูเป็นมิตร แต่ครอบคลุมกระบวนการทั้งหมดที่เด็กสามารถวางใจได้ ตั้งแต่การให้ข้อมูล การรับเรื่อง การสื่อสารกับเด็ก การรักษาความลับ การคุ้มครองความปลอดภัย การส่งต่อ ตลอดจนการติดตามและแจ้งผลด้วยวิธีที่เด็กเข้าใจได้ เว็บไซต์จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการช่วยลดอุปสรรคต่าง ๆ แต่ต้องทำงานควบคู่กับบุคลากรและกระบวนการรับเรื่องที่เข้าใจ เคารพในสิทธิเด็ก คำนึงถึงศักดิ์ศรี ความปลอดภัย และประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ ภายในงานยังมีการแนะนำรูปแบบและการใช้งานเว็บไซต์รับเรื่องร้องเรียนที่เป็นมิตรกับเด็กโดยเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ทั้งนี้ เด็กและเยาวชนสามารถติดต่อขอคำปรึกษาหรือส่งเรื่องร้องเรียนการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งที่เกิดกับตนเอง เพื่อน หรือผู้อื่นที่พบเห็นได้ ผ่านช่องทางเฉพาะบนเว็บไซต์สำนักงาน กสม. www.nhrc.or.th/child หรือโทรสายด่วน 1377 โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>25 ส.ค. 2569, 09:10</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ประสานความร่วมมือเครือข่ายจากภาคเหนือ ใต้ และอีสาน จัดสมัชชาเครือข่ายในระดับพื้นที่ เพื่อพัฒนานโยบายการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ประเด็นสิทธิและสถานะบุคคล ภายใต้โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17532</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 18 – 20 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ และภาคประชาสังคม กว่า 20 หน่วยงาน เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กรมการปกครอง กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ มูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล เครือข่ายการแก้ไขปัญหาคืนสัญชาติคนไทย จังหวัดพังงา ระนอง ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เป็นต้น จัดกิจกรรมโครงการสมัชชาเครือข่ายในระดับพื้นที่ เพื่อพัฒนานโยบายการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ประเด็นสิทธิและสถานะบุคคล ภายใต้โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน โดยมีกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประกอบด้วยนางปรีดา คงแป้น นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช และนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ พร้อมด้วยนายภาณุพันธ์ สมสกุล ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วมและกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมโครงการ ณ โรงแรมแสน อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อถอดบทเรียนการขับเคลื่อนงานด้านสิทธิและสถานะบุคคลของทีมบูรณาการทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาสังคมในปีที่ผ่านมา ตลอดจนติดตามความก้าวหน้าด้านกฎหมาย มติคณะรัฐมนตรีและทิศทางนโยบาย มุมมองภาครัฐต่อการแก้ไขปัญหา การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและแผนปฏิบัติการร่วมกันในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในระดับพื้นที่ที่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม รวมถึงเพื่อแสดงเจตจำนงและเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสำนักงาน กสม. หน่วยงานภาครัฐ และเครือข่ายภาคประชาสังคม มุ่งสู่การขจัดความไร้รัฐให้หมดไป (zero statelessness)  กิจกรรมในโครงการดังกล่าว มีเวทีอภิปรายหลากหลายหัวข้อ ได้แก่ งานวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสิทธิและสถานะบุคคลของเด็ก และข้อจำกัดทางกฎหมายในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสิทธิและสถานะบุคคล สถานการณ์ปัญหา การดำเนินงานและผลการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสิทธิและสถานะบุคคลในภูมิภาคต่าง ๆ และความคืบหน้าข้อกฎหมาย ระเบียบ กฎกระทรวง มติคณะรัฐมนตรี ทิศทาง นโยบาย และมุมมองภาครัฐในการแก้ไขปัญหาสิทธิและสถานะบุคคลในอนาคต รวมถึงมีการจัดประชุมกลุ่มย่อยเพื่อจัดทำข้อเสนอแนวทางและแผนงานในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาโดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เรื่อง สิทธิทางการศึกษาของเด็กและพระภิกษุสามเณรที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยให้สามารถเข้ารับการศึกษา กลุ่มที่ 2 เรื่อง การได้สิทธิและสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรและมติคณะรัฐมนตรี และกลุ่มที่ 3 เรื่อง การทบทวนปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ หนังสือสั่งการที่เกี่ยวข้อง มติคณะรัฐมนตรี เพื่อเร่งรัดกระบวนการกำหนดสถานะ ในช่วงท้ายของกิจกรรมผู้เข้าร่วมโครงการได้ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันว่า “จะไม่ยอมให้บุคคลใดต้องถูกทิ้งให้ไร้สิทธิและสถานะบุคคล ต้องได้รับการพัฒนาสิทธิและสถานะตามข้อเท็จจริงของแต่ละบุคคล พร้อมร่วมมือกับภาครัฐ ภาคประชาสังคม สถานศึกษา ชุมชน และทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูล ระบบบริหารจัดการสิทธิและสถานะบุคคลที่เชื่อมโยง เป็นธรรม โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ พร้อมก้าวสู่เป้าหมายร่วมกันคือ การขจัดความไร้รัฐไร้สัญชาติ โดย “ไม่มีใครถูกทิ้งไว้โดยไร้ตัวตน”  นอกจากนี้ สำนักงาน กสม. และภาคีเครือข่าย ในฐานะทีมบูรณาการ ได้จัดให้มีกิจกรรมออกหน่วยเคลื่อนที่เพื่อคัดกรอง ตรวจสอบคุณสมบัติตามกฎหมาย และจัดทำบัตรประจำตัวให้แก่เด็กนักเรียนที่มีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยอักษร G ในพื้นที่ทุกอำเภอของจังหวัดเชียงราย โดยมีเด็กนักเรียนที่มีคุณสมบัติที่จะได้รับบัตรประจำตัวรวมทั้งสิ้น 965 ราย ทั้งนี้ ในวันที่ 20 สิงหาคม 2569 นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย รวมถึงผู้แทนจากส่วนราชการ และภาคีเครือข่าย ได้มอบบัตรประจำตัวให้แก่ตัวแทนเด็กนักเรียนดังกล่าว ณ หอประชุม ศาลากลางจังหวัดเชียงราย
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>25 ส.ค. 2569, 08:44</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 30/2569 กสม. แนะแก้หลักเกณฑ์การก่อสร้างโครงการอยู่อาศัยที่ต้องจัดทำ EIA  หลังปรากฏกรณีการสร้างคอนโดที่ จ.เชียงใหม่ หลุดเกณฑ์และก่อให้เกิดผลกระทบ - เผยผลการตรวจสอบกรณีเพลิงไหม้ซ้ำโรงงานเก็บกากอุตสาหกรรม บ. วิน โพรเสสฯ  ชี้ละเมิดสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17525</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายภาณุวัฒน์ ทองสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 30/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้1. กสม. แนะหน่วยงานพิจารณาแก้กฎหมายการก่อสร้างโครงการอยู่อาศัยที่เข้าเกณฑ์ต้องจัดทำ EIA และประชาคมหลังปรากฏกรณีการสร้างคอนโดบริเวณถนนสิโรรส จ.เชียงใหม่ หลุดเกณฑ์และก่อให้เกิดผลกระทบ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนผ่านสำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคเหนือ เมื่อเดือนมกราคม 2569 จากผู้ร้องรายหนึ่งระบุว่า ผู้ร้องอาศัยอยู่บริเวณถนนสิโรรส ซอย 5 ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับความเดือดร้อนจากโครงการก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง (ผู้ถูกร้องที่ 2) ที่ตั้งอยู่ภายในซอยดังกล่าว ซึ่งซอยมีลักษณะคับแคบไม่เหมาะสมต่อการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ การก่อสร้างส่งผลให้ถนนและทางระบายน้ำได้รับความเสียหาย ทั้งยังก่อผลกระทบต่อชุมชนทั้งด้านมลพิษทางเสียง ฝุ่นละออง กลิ่น และการสั่นสะเทือน โดยที่เทศบาลนครเชียงใหม่ (ผู้ถูกร้องที่ 1) ไม่จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นหรือตรวจสอบผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นก่อนการอนุญาตให้ก่อสร้าง ทำให้ประชาชนในชุมชนไม่มีโอกาสได้รับทราบข้อมูล จึงขอให้ตรวจสอบ กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า โครงการก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยตามคำร้องมีจำนวนห้องพักและพื้นที่ใช้สอยไม่ถึงเกณฑ์ที่จะต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และไม่ใช่กิจการที่ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนการพิจารณาอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข ดังนั้น การที่เทศบาลนครเชียงใหม่ (ผู้ถูกร้องที่ 1) ออกใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคาร และบริษัทเอกชน (ผู้ถูกร้องที่ 2) ก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้จัดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนโดยรอบ จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ดี กสม. มีข้อสังเกตว่าการที่โครงการมีจำนวนห้องพักและพื้นที่ใช้สอยต่ำกว่าเกณฑ์การทำ EIA จึงไม่เข้าข่ายกิจการที่ต้องจัดรับฟังความคิดเห็นตามกฎหมาย ทำให้ไม่มีกลไกที่เปิดโอกาสให้ประชาชนในชุมชนได้รับทราบข้อมูลและแสดงความคิดเห็นก่อนการพิจารณาอนุญาต เพื่อให้สามารถเสนอข้อห่วงกังวลและร่วมกำหนดมาตรการป้องกันและลดผลกระทบได้ตั้งแต่ต้น อันเป็นสาระสำคัญของสิทธิในการมีส่วนร่วมของบุคคลและชุมชนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด  ส่วนประเด็นผลกระทบ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อในช่วงเริ่มต้นของการก่อสร้างอาคาร กิจกรรมการก่อสร้างได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนและชุมชนที่อาศัยอยู่ภายในซอยจริงซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ต่อมาบริษัทผู้ถูกร้องได้กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหา ทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้างทั้งด้านเสียง ฝุ่นละออง กลิ่น สิ่งสกปรก และแรงสั่นสะเทือนลดลง รวมทั้งมีแผนที่จะปรับปรุงระบบระบายน้ำและปรับปรุงถนนภายในซอยจนเป็นที่พอใจของผู้ร้องแล้ว ส่วนข้อห่วงกังวลเรื่องผลกระทบด้านการจราจรยังไม่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากโครงการอยู่ระหว่างการก่อสร้างและยังไม่มีผู้เข้าพักอาศัย ทั้งนี้ ปรากฏว่าผู้ถูกร้องทั้งสองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านการจราจรดังกล่าวไว้แล้ว ในชั้นนี้จึงรับฟังได้ว่าปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสมแล้ว ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังเทศบาลนครเชียงใหม่ (ผู้ถูกร้องที่ 1) ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ให้ควบคุมและกำกับดูแลการก่อสร้างของบริษัทเอกชน (ผู้ถูกร้องที่ 2) ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารและกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด โดยให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่ก่อสร้างอย่างสม่ำเสมอ และหากพบว่าการก่อสร้างส่งผลกระทบต่อประชาชนและชุมชนให้ใช้อำนาจระงับหรือแก้ไขเหตุรำคาญตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องโดยทันที รวมทั้งติดตามให้บริษัทเร่งวางท่อระบายน้ำและปรับปรุงถนนภายในซอยตามแบบที่กำหนดให้แล้วเสร็จก่อนการเปิดใช้อาคาร พร้อมกันนี้ ให้จัดทำประชาคมเพื่อกำหนดระเบียบการจราจรและแผนการป้องกันผลกระทบด้านการจราจรร่วมกับสถานีตำรวจภูธรภูพิงคราชนิเวศน์และประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณซอยดังกล่าว ในส่วนของบริษัทผู้ก่อสร้างอาคาร ให้นำหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) ไปปรับใช้ในการประกอบธุรกิจ โดยดำเนินมาตรการป้องกันและลดผลกระทบต่อชุมชนอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาการก่อสร้าง เร่งวางท่อระบายน้ำและปรับปรุงถนนตามแบบที่เทศบาลฯ กำหนดให้แล้วเสร็จก่อนเปิดใช้อาคาร ซ่อมแซมหรือชดเชยความเสียหายต่อสาธารณูปโภคหรือทรัพย์สินของประชาชนที่เกิดขึ้นจริงโดยไม่ชักช้า และแจ้งข้อมูลพื้นที่จอดรถของโครงการให้ผู้ซื้อทราบตั้งแต่ขั้นตอนการประชาสัมพันธ์การขาย เพื่อป้องกันปัญหาการนำรถมาจอดบนถนนสาธารณะ นอกจากนี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ (1) สถานีตำรวจภูธรภูพิงคราชนิเวศน์กวดขันวินัยจราจรและตรวจตราการจอดรถในพื้นที่ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายหรือกีดขวางการจราจรบริเวณเส้นทางหลักและภายในซอยโดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน (2) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ให้นำข้อสังเกตของ กสม. เรื่องประเภทและขนาดโครงการอาคารอยู่อาศัยรวมที่ไม่ต้องจัดทำ EIA ไปพิจารณาเป็นแนวทางในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันการออกแบบโครงการให้มีขนาดต่ำกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดเพียงเล็กน้อยเพื่อหลีกเลี่ยงการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และ (3) กรมโยธาธิการและผังเมืองในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมอาคาร ให้นำข้อสังเกตเดียวกันไปเป็นแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายกรณีโครงการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ที่อาจกระทบต่อประชาชนหรือชุมชน ซึ่งควรกำหนดให้มีการจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อประกอบการพิจารณาก่อนการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารด้วย2. กสม. เผยผลการตรวจสอบกรณีเพลิงไหม้ซ้ำโรงงานเก็บกากอุตสาหกรรม บ. วิน โพรเสสฯชี้ละเมิดสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชนแนะปรับแก้กฎหมายโรงงานเพื่อให้กำกับดูแลได้ต่อเนื่อง นายภาณุวัฒน์ ทองสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้หยิบยกกรณีเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงงานเก็บกากสารเคมีอุตสาหกรรมของบริษัท วิน โพรเสส จำกัด ในพื้นที่ตำบลบางบุตร อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2567 ขึ้นตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน หลังพบว่าเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวส่งผลให้มลพิษและสารเคมีแพร่กระจายสู่ชุมชนโดยรอบ ในเวลานั้นจังหวัดระยองจึงประกาศพื้นที่ประสบสาธารณภัยและอพยพประชาชน อีกทั้งยังตรวจพบการปนเปื้อนสารเคมีในดินและแหล่งน้ำในพื้นที่ ทั้งนี้ ก่อนเกิดเหตุ ศาลจังหวัดระยองเคยมีคำพิพากษาให้บริษัท วิน โพรเสสฯ และกรรมการต้องกำจัดและบำบัดวัตถุอันตรายของกลางมาแล้ว แต่บริษัทดำเนินการอย่างล่าช้าและขาดประสิทธิภาพ จนเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ซ้ำอีก 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2567 และ 27 มกราคม 2568 จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้อง กสม. เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 43 (2) และมาตรา 57 รับรองสิทธิของบุคคลและชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ข้อ 12 และหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) ที่กำหนดให้ภาคธุรกิจต้องหลีกเลี่ยงการก่อผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและต้องตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้บริษัท วิน โพรเสส จำกัด จะว่าจ้างเอกชนเข้าบำบัดกำจัดวัตถุอันตรายภายใต้การกำกับของกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) แต่การดำเนินการเป็นไปอย่างล่าช้าและไม่มีประสิทธิภาพ จนก่อให้เกิดภัยพิบัติเพลิงไหม้ซ้ำซ้อนในช่วงปี 2567-2568 ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยและทรัพย์สินของประชาชนอย่างรุนแรง และกระทบต่อเนื่องต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การกระทำของบริษัท วิน โพรเสสฯ และกรรมการบริษัทจึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิในการดำรงชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชน  ส่วนการปฏิบัติหน้าที่ของ กรอ. และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้ใช้สิทธิทางศาลเพื่อขอเข้าดำเนินการแทนบริษัทในการกำจัดและบำบัดของกลาง ส่วนการบำบัดสารเคมีส่วนที่เหลือซึ่งยังไม่สามารถดำเนินการได้ในทันทีด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ต้องใช้จำนวนมาก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ระหว่างการขออนุมัติงบกลางเพื่อเร่งแก้ไขปัญหา จึงถือได้ว่าได้ใช้หน้าที่และอำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างต่อเนื่องในกรอบที่สามารถกระทำได้ จึงยังไม่ถือว่าหน่วยงานมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ กสม. ยังเห็นว่ากฎหมายว่าด้วยโรงงานที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันมีช่องว่างหลายประการที่เป็นอุปสรรคต่อการคุ้มครองสิทธิของประชาชน เช่น นิยามคำว่า โรงงาน ที่กำหนดเฉพาะจำนวนแรงม้าหรือคนงานทำให้กิจการที่มีการปล่อยมลพิษสูงบางประเภทอาจหลุดพ้นจากการกำกับดูแล การที่อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานจะสิ้นสุดลงทันทีเมื่อโรงงานถูกสั่งปิดหรือแจ้งเลิกกิจการ ส่งผลให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าจัดการมลพิษที่ตกค้างในพื้นที่โรงงานได้ ขณะที่บทกำหนดโทษที่มีอยู่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและไม่มีโทษปรับรายวันสำหรับการฝ่าฝืนต่อเนื่อง ทำให้ขาดแรงจูงใจเพียงพอที่จะป้องปรามการกระทำผิด นอกจากนี้ยังไม่มีกองทุนเฉพาะเพื่อฟื้นฟูเยียวยาสิ่งแวดล้อม และไม่มีระบบบังคับรายงานการปลดปล่อยมลพิษ (PRTR) ที่เป็นระบบด้วย  ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะโดยสรุปไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสรุปได้ดังนี้  (1) ให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนดมาตรการควบคุมป้องกันการรั่วไหลของสารเคมีอย่างเคร่งครัด ตลอดจนฟื้นฟูสภาพดินและแหล่งน้ำสาธารณะหนองพะวาและที่ดินของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการของบริษัท วิน โพรเสสฯ ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม พร้อมจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจตรวจสอบเชิงรุกและระงับอุบัติภัยและการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอย่างทันท่วงที โดยต้องเร่งรัดการกำจัด บำบัดวัตถุอันตราย และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในพื้นที่ปนเปื้อนทั่วประเทศให้กลับคืนสู่สภาพเดิมตามมาตรฐานสากลและเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งให้เร่งพัฒนาระบบติดตามการเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรมแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Manifest) ที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างผู้ก่อกำเนิดกาก ผู้ขนส่ง และผู้กำจัดแบบเรียลไทม์ พร้อมกันนี้ให้ร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษเร่งรัดการดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด ตลอดจนเจ้าของหรือผู้ครอบครองวัตถุอันตรายให้ถึงที่สุด กรณีตรวจสอบพบว่ามีการกระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานและพบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมจากการประกอบกิจการภายในโรงงาน (2) ให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยแก่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมที่แจ้งเบาะแสการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและให้กรมอนามัยจัดระบบเฝ้าระวังและฟื้นฟูสุขภาพประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง (3) ให้กระทรวงอุตสาหกรรมผลักดันและปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ให้ครอบคลุมการเพิ่มนิยาม โรงงาน ให้รวมถึงกิจการที่มีความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม การจัดตั้งกองทุนโรงงานเพื่อเยียวยาความเสียหาย การบังคับทำประกันภัยหรือวางหลักประกันตามหลัก ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย การกำหนดให้โรงงานที่ถูกสั่งปิดยังมีสถานะเสมือนผู้รับอนุญาตจนกว่าจะจัดการมลพิษเรียบร้อย การกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานหรือผู้ครอบครองวัตถุอันตรายต้องจัดทำรายงานการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) ตลอดจนเพิ่มอัตราโทษปรับและยกเลิกการเปรียบเทียบปรับในความผิดร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งผลักดันให้มีกฎหมายว่าด้วยการจัดการกากอุตสาหกรรมเป็นการเฉพาะเพื่อควบคุมการประกอบกิจการโรงงาน และให้มีบทบัญญัติกำหนดให้โรงงานที่ประกอบกิจการเกี่ยวข้องกับกากอุตสาหกรรม วัตถุอันตราย หรือโรงงานที่มีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ต้องตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน และจัดให้มีกลไกร้องเรียนเยียวยาที่มีประสิทธิภาพสำหรับประชาชนผู้ได้รับผลกระทบสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ21 สิงหาคม2569
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>21 ส.ค. 2569, 11:35</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุภัทรา รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มลูกจ้างกรณีบริษัทค้างจ่ายค่าจ้างพนักงานเป็นเหตุให้ได้รับความเดือดร้อน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17521</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 15.00 น. ที่ห้องประชุม 604 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มลูกจ้างบริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) กรณีถูกค้างจ่ายค่าจ้างพนักงานตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 จนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้พนักงานจำนวน 35 ราย ประสบปัญหาในการดำรงชีพ เนื่องจากขาดรายได้และไม่มีเงินเพียงพอสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวไว้พิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>20 ส.ค. 2569, 14:14</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ศยามล ร่วมเวทีวิชาการให้ความเห็นต่อร่างกฎหมาย TOD และลงพื้นที่รับฟังปัญหาชุมชนริมทางรถไฟเขารูปช้าง จ.สงขลา</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17520</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 เวลา 9.30 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมให้ความเห็นในเวทีวิชาการ เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาพื้นที่ในและรอบโครงสร้างพื้นฐานทางราง พ.ศ. .... (กฎหมาย TOD : Transit Oriented Development Act) จัดโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและรับฟังข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้อง สำหรับนำไปปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติให้มีความถูกต้อง ครบถ้วน และสอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ โดยมีนายพรชัย พัฒนาพงษ์สถิตย์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบการขนส่งและจราจร และนางสาวเพ็ญศรี เหลืองอร่ามศรี หัวหน้ากลุ่มขนส่งสาธารณะและสิ่งอำนวยความสะดวก สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม ร่วมกล่าวชี้แจงสาระสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าว ณ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ทั้งนี้ เมื่อเดือนกรกฎาคม สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้จัดกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “กสม. อีสานสัญจร ครั้งที่ 2” หัวข้อ “การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อร่างกฎหมายการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (Transit-Oriented Development หรือ TOD)” เพื่อทำหน้าที่ตามกฎหมายในการติดตามตรวจสอบนโยบายและโครงการของรัฐที่อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนของประชาชน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวมีข้อเสนอแนะให้ สนข. ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมในพื้นที่ภาคใต้ จึงเป็นที่มาของกิจกรรมในวันนี้ เพื่อให้ตัวแทนชุมชนในพื้นที่ภาคใต้ได้เข้าใจข้อกฎหมายและสามารถเสนอประเด็นเพิ่มเติมได้ วันเดียวกัน เวลา 13.30 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ลงพื้นที่ชุมชนเขารูปช้าง ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เพื่อรับฟังปัญหาจากผู้แทนชุมชนริมทางรถไฟ ซึ่งมีข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับการพัฒนาโครงการรถไฟรางคู่ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ด้วย ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จะจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี โดยเห็นว่าทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมในการออกแบบพัฒนาเมือง การจัดทำกฎหมายต้องครอบคลุมถึงการพัฒนาพื้นที่ในและรอบโครงการพัฒนาขนส่งทางราง และต้องคำนึงถึงมิติผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต่อคุณภาพชีวิต และต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของประชาชนโดยรอบโครงการ
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>20 ส.ค. 2569, 14:11</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุภัทรา ประชุมรับฟังข้อเท็จจริงกรณีร้องเรียนเรื่องการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลในระบบฐานข้อมูลผู้ป่วยของโรงพยาบาลและนำไปเผยแพร่ให้ได้รับความเสียหาย</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17517</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 เวลา 9.30 น. นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ประชุมรับฟังข้อเท็จจริงกรณีที่มีผู้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ว่า เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลนครท่าฉลอมซึ่งเป็นโรงพยาบาล สาขาของโรงพยาบาลสมุทรสาครได้เข้าถึงข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลในระบบฐานข้อมูลผู้ป่วย (ระบบ HOSxP) แล้วนำไปเผยแพร่สร้างความเสียหายแก่เจ้าของข้อมูล โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร โรงพยาบาลสมุทรสาคร และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 606 สำนักงาน กสม. ในการประชุมดังกล่าวยังมีการหารือถึงแนวทางการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในความครอบครองของโรงพยาบาลให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ได้จากการประชุมจะนำไปประกอบการพิจารณาตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของ กสม. ต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>20 ส.ค. 2569, 14:00</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ศยามลประชุมหารือร่วมอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ กรณีการกำหนดเขตพื้นที่เตรียมการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17516</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการสรุปผลโครงการคลินิกสิทธิมนุษยชนประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชน และชุมชนในการกำหนดเขตพื้นที่เตรียมการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า โดยมีนางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดการประชุมหารือ และมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วยผู้แทนเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ ภาคประชาชน ผู้แทนชุมชนในพื้นที่ ณ ห้อง Tulip โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพถนนวิภาวดี-รังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร การประชุมดังกล่าว เริ่มด้วยการกล่าวสรุปผลโครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน ประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชน และชุมชนในการกำหนดเขตพื้นที่เตรียมการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า โดยนายไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จากนั้นมีการแลกเปลี่ยนผลการจัดกิจกรรมโครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน ปัญหา อุปสรรคและข้อค้นพบ โดยนายไพโรจน์ พลเพชร นางสาวมณีรัตน์ มิตรปราสาท ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รองศาสตราจารย์ ธนพร ศรียากูล และนายประทีป มีคติธรรม วิทยากร และการแลกเปลี่ยนบทเรียนการจัดกิจกรรมโครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหาดขนอม-หมู่เกาะทะเลใต้ (เตรียมการ)/อุทยานแห่งชาตินายูง – น้ำโสม (เตรียมการ) และพื้นที่เตรียมการกำหนดเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่แจ่ม โดยเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ภาคประชาสังคม และประชาชนในพื้นที่ ช่วงบ่าย มีการเปิดประชุมหารือ โดยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดขนอม – หมู่เกาะทะเลใต้ (เตรียมการ) หัวหน้าอุทยานแห่งชาตินายูง – น้ำโสม (เตรียมการ) และหัวหน้าพื้นที่เตรียมการกำหนดเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่แจ่ม ได้นำเสนอผลการแลกเปลี่ยนบทเรียน แผนการดำเนินงานและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จากนั้นมีการนำเสนอ “หลักการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพื้นที่คุ้มครอง” โดย นายประทีป มีคติธรรม วิทยากร  จากนั้น มีประชุมหารือระหว่าง กสม. กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ถึงแนวทางการดำเนินการประกาศเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติหาดขนอม-หมู่เกาะทะเลใต้ (เตรียมการ)/อุทยานแห่งชาตินายูง – น้ำโสม (เตรียมการ) พื้นที่เตรียมการกำหนดเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่แจ่ม การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของประชาชนและชุมชนในเขตพื้นที่อนุรักษ์ซึ่งประกาศภายหลังพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 รวมทั้งมีการหารือติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะในรายงานการตรวจสอบของ กสม. เรื่องสิทธิชุมชน กรณีการสำรวจการถือครองที่ดินของชุมชนในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ จ.อุบลราชธานี กรณีอุทยานแห่งชาติน้ำตกชีโป (เตรียมการ) และแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>20 ส.ค. 2569, 13:55</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ปรีดา ลงพื้นที่เกาะลันตา จ. กระบี่ ชู “ลันตาโมเดล” มุ่งเตรียมการการประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลอูรักลาโว้ยในพื้นที่เกาะลันตา</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17511</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 12 – 14 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพื้นที่ภาคใต้ (สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคใต้) ร่วมกับสถาบันส่งเสริมการบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยทักษิณ และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องจัดกิจกรรม “การถ่ายทอดข้อมูลและแนวทางในการแก้ไขปัญหาแก่ชุมชนชาวเลอูรักลาโว้ย ในพื้นที่อำเภอเกาะลันตา” ณ โรงแรมอนันดา ลันตา รีสอร์ท อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นกิจกรรมสุดท้ายภายใต้โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน เพื่อแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569  ในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคใต้ ได้ประชุมหารือเพื่อพิจารณาภาพรวมข้อมูลการดำเนินโครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน เพื่อแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ภาคใต้ และวันที่ 13 สิงหาคม 2569 กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เป็นประธานกล่าวเปิดกิจกรรม“การถ่ายทอดข้อมูลและแนวทางในการแก้ไขปัญหาแก่ชุมชนชาวเลอูรักลาโว้ย ในพื้นที่อำเภอเกาะลันตา” โดยมี นางสาวอณิชภัทร สิทธิดำรงค์ หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมและเฝ้าระวังสถานการณ์สิทธิมนุษยชน รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคใต้ เป็นผู้กล่าวรายงาน กิจกรรมในครั้งนี้ประกอบด้วย การนำเสนอ หัวข้อ “แนวทางในการแก้ไขปัญหาแก่ชุมชนชาวเลอูรักลาโว้ย ในพื้นที่เกาะลันตา ตามโครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน และแนวทางการขับเคลื่อนเกาะลันตา สู่พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์” ซึ่งเป็นข้อมูลการดำเนินการที่ผ่านมา โดยวิทยากรจาก ม. ทักษิณ และการเสวนา หัวข้อ “บทบาทของภาคีเครือข่ายในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล” โดยวิทยากรจากภาคส่วนที่หลากหลาย ดำเนินรายการโดยนางมณีรัตน์ มิตรปราสาท ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  โครงการนี้เป็นการดำเนินงานเชิงรุก เพื่อแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล โดยเฉพาะประเด็นที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย ผลกระทบจากนโยบายรัฐและการพัฒนาการท่องเที่ยว ผลักดัน “ลันตาโมเดล” ซึ่งได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของชาวเล เพื่อยกระดับเกาะลันตาให้เป็นต้นแบบพื้นที่ที่ชาวเลสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีศักดิ์ศรีท่ามกลางสถานการณ์และบริบทพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงไปจากการรุกคืบของเศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการสลายไปของวิถีชีวิตดั้งเดิม การเร่งรวบรวมข้อมูลประวัติศาสตร์ พื้นที่สุสาน และ “บาฆัด” (พื้นที่พักอาศัยชั่วคราวเพื่อทำการประมงดั้งเดิม) และข้อมูลอื่นเชิงพื้นที่ การมีร่างกติกาชุมชนหรือร่างธรรมนูญชาติพันธุ์อูรักลาโว้ยเกาะลันตา พุทธศักราช 2569 เพื่อเป็นกฎกติกาในการปกครองตนเอง การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม โดยมุ่งหวังให้เป็นพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ทางนิติศาสตร์ตลอดจนเป็นเครื่องมือทางสังคมในการรองรับการประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ตามเจตนารมณ์แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 การหารือที่ผ่านมาภาคีเครือข่ายได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการสนับสนุนให้ชุมชนเป็นเจ้าของเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับวิถีธรรมชาติ แผนการดำเนินงานระยะต่อไปสำนักงาน กสม. ร่วมกับมหาวิทยาลัยทักษิณ และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) สรุปฐานข้อมูลพื้นที่การใช้ประโยชน์ดั้งเดิม เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันสิทธิในระดับนโยบาย เร่งประสานงานและผลักดันทางออกในการแก้ไขปัญหา นำข้อมูลจากพื้นที่เสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>19 ส.ค. 2569, 07:30</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ศยามล ประชุมหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน กรณีทายาทสมาชิก อส. ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ขอรับสิทธิบำนาญพิเศษ</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17509</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ที่ห้องประชุม 606 สำนักงาน กสม. และสื่อออนไลน์ zoom meeting นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายสุเรนทร์ ปะดุกา ผู้ตรวจราชการ และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. จัดประชุมประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน กรณีทายาทสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ที่เสียชีวิต ขอความช่วยเหลือให้ประสานหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อรับสิทธิบำนาญพิเศษ โดยมีผู้แทนหน่วยงานของรัฐเข้าร่วมประชุมประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลังและกรมบัญชีกลาง จังหวัดปัตตานี และเจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานงานพุทธวิธีเพื่อสิทธิมนุษยชน วัดตานีนรสโมสร จังหวัดปัตตานี  ในการนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความต้องการเข้าถึงสิทธิบำนาญพิเศษของทายาท อส. ในพื้นที่จังหวัดปัตตานีจำนวน 9 ราย แบ่งออกเป็น 1) กลุ่มที่ยังไม่ได้ยื่นขอรับสิทธิเนื่องจากไม่ทราบสิทธิของตน 2) กลุ่มที่ยื่นคำขอรับสิทธิแล้วแต่ยังไม่ทราบผลการพิจารณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3) กลุ่มที่ยื่นคำขอรับสิทธิแล้ว และกรมบัญชีกลางพิจารณาไม่อนุมัติจ่ายเนื่องจากพ้นระยะเวลา 10 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลทายาท อส. ในพื้นที่จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส ที่มีความต้องการเข้าถึงสิทธิลักษณะเดียวกัน ซึ่งผู้แทนกรมบัญชีกลางและกระทรวงการคลังได้ชี้แจงหลักเกณฑ์การกำหนดสิทธิ การเข้าถึงสิทธิ และกระบวนการพิจารณาคำขอรับสิทธิ ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน พ.ศ. 2497 และระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักเกณฑ์การกำหนดอายุความการยื่นขอรับสิทธิภายในเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ อส. เสียชีวิต รวมถึงสภาพปัญหาที่ค้นพบและแนวทางการแก้ไขเพื่อให้ผู้ทรงสิทธิสามารถเข้าถึงสิทธิได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยและจังหวัดปัตตานีที่ชี้แจงกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนการปฏิบัติของหน่วยงานต้นสังกัดของ อส. รวมถึงการสะท้อนสภาพปัญหาในอดีตเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารกับทายาท การสืบค้นหลักฐานและการรวบรวมข้อเท็จจริงประกอบคำขอรับสิทธิ ส่งผลให้เกิดปัญหาตามเรื่องร้องเรียนนี้ ทั้งนี้ ที่ประชุมได้หารือแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ดังนี้ 1. ผู้แทนจังหวัดปัตตานีและผู้แทนกระทรวงมหาดไทย จะตรวจสอบและเร่งรัดการรวบรวมข้อมูลและเร่งรัดการพิจารณาคำขอของผู้ร้องกลุ่มที่รอผลการพิจารณาข้างต้นให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และจะแจ้งผลให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ทราบด้วย  2. ผู้แทนจังหวัดปัตตานี กำหนดกลไกการแจ้งสิทธิและการอำนวยการเข้าถึงสิทธิของทายาท โดยมอบหมายปลัดอำเภอที่รับผิดชอบเรื่องการเยียวยาประจำท้องที่อำเภอเป็นผู้รับผิดชอบ 3. ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย เห็นชอบให้มีการอบรม สร้างความรู้ความเข้าใจกฎหมาย ระเบียบ และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานโดยจะเผยแพร่ในเว็บไซต์ของหน่วยงานต่อไป 4. กรมบัญชีกลาง จะจัดอบรมเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ หลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับบำเหน็จบำนาญ ให้กับข้าราชการกรมการปกครองระดับอำนวยการสูง (นายอำเภอ) ในเดือนสิงหาคม 2569 5 สร้างการรับรู้และส่งเสริมให้ทายาทที่ยังไม่ขอรับสิทธิบำนาญพิเศษและพ้นอายุความการยื่นขอแล้ว ยื่นขอรับเงินช่วยเหลือตามพระราชบัญญัติสงเคราะห์ผู้ประสบภัยเนื่องจากช่วยเหลือราชการ การปฏิบัติงานของชาติ หรือการปฏิบัติตามหน้าที่มนุษยธรรม พ.ศ. 2543  ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. จะรวบรวมข้อมูลและความคิดเห็นเสนอ กสม. พิจารณา ต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>19 ส.ค. 2569, 07:25</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. เปิดเวทีติดตามข้อมติสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประเด็น “สิทธิมนุษยชนกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ประสานหน่วยงานภาครัฐ–เอกชนทบทวนความคืบหน้า 5 ข้อเสนอแนะ</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17508</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ เศรษฐมาลินี และนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการ กสม. เป็นประธานและนำการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานตามมติสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2568 ประเด็นสิทธิใน อนาคต “สิทธิมนุษยชนกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)” โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคมเข้าร่วม อาทิ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานพัฒนา ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) หน่วยงานด้านแรงงานและการศึกษา สมาคมผู้ประกอบการ ปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) ตลอดจนผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ ในการประชุม ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ กล่าวเน้นย้ำว่า การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อทบทวนข้อมติด้านปัญญา ประดิษฐ์และสิทธิมนุษยชนเมื่อปี 2568 ติดตามความคืบหน้า และปัญหาอุปสรรค ตลอดจนข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อนข้อมติร่วมกัน โดยคนไทยใช้ AI ในชีวิตประจำวันสูงมาก และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นขณะที่การเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบจากการใช้ AI ยังมีความท้าทาย การพัฒนากลไกกำกับดูแลที่มีความโปร่งใส เป็นธรรม และกำหนดความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งดำเนินการควบคู่ไปกับการส่งเสริมนวัตกรรม ด้าน นายวสันต์ นำเสนอภาพรวมและที่มาของข้อมติซึ่งผ่านการรับฟังความคิดเห็นใน 4 จังหวัด โดยย้ำว่าข้อมติวางอยู่บน “หลักสมดุล” ไม่ใช่ “หลักห้าม” เพราะ AI สามารถเป็นครื่องมือส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ในขณะเดียวกัน หากขาดกลไกการกำกับดูแลที่เหมาะสม AI อาจเพิ่มความเสี่ยงหรือขยายผลกระทบของการละเมิดสิทธิที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะสิทธิในความเป็นส่วนตัว การไม่ถูกเลือก ปฏิบัติ และเสรีภาพในการแสดงออก  ในโอกาสนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาความคืบหน้าตามข้อมติหลัก 5 ด้าน ได้แก่ (1) การใช้และพัฒนา AI อย่างรับผิดชอบโดยไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน (2) การพัฒนากฎหมายและกลไกกำกับ ดูแล AI ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ควบคู่กับ การส่งเสริมนวัตกรรม (3) การส่งเสริมให้ภาคธุรกิจพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible AI) ภายใต้การแข่งขันที่เป็นธรรม (4) การส่งเสริมให้ประชาชน ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง มีทักษะด้านดิจิทัลและ AI และ (5) การเตรียมมาตรการ ติดตาม ประเมิน ป้องกัน คุ้มครอง และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยในช่วงการรับฟังและแลกเปลี่ยนการดำเนินงานตามข้อมติ สำนักงาน กสม. ได้รับเกียรติจากวิทยากร 3 ท่านร่วมนำเสนอข้อมูลเชิงลึกในแต่ละประเด็น ดังนี้ นายธิติกร ตระกูลศิริศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ ETDA นำเสนอแผน AI ของไทยที่ยึดหลักจริยธรรมสากล พร้อมยกตัวอย่างงานของ ETDA เช่น ศูนย์ AIGPC คู่มือประเมินผลกระทบ ด้านจริยธรรม (EIA Playbook) ที่คาดว่าจะประกาศใช้ภายในปีนี้ และโครงการ Thailand Banking AI Red Teaming Challenge ซึ่งพบความเสี่ยงจาก hallucination และผลลัพธ์ที่ต่างกันตามภาษาที่ใช้ ทั้งนี้ เห็นว่าไทยควรมีกติกาชัดเจนเกี่ยวกับประเภทและลักษณะการใช้ AI ที่ควรอนุญาตหรือไม่อนุญาต โดยคำนึงถึงบริบทและระดับความพร้อมของแต่ละองค์กร นายหัตถพงษ์ หิรัญรัตน์ เจ้าหน้าที่ศูนย์พัฒนากฎหมาย ETDA นำเสนอความเสี่ยงของ AI ใน 3 มิติ ได้แก่ มิติเชิงระบบ มิติผู้ใช้งาน และมิติเศรษฐกิจสังคม โดยย้ำว่าการกำกับดูแลจำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่หลากหลาย ไม่ควรพึ่งพากฎหมายเพียงอย่างเดียว ส่วนร่างพระราชบัญญัติปัญญาประดิษฐ์ พ.ศ. .... มีแนวทางที่จะไม่สร้างความซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่ แต่เป็นการกำกับดูแลที่มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับให้เท่าทันสถานการณ์ (agile regulation) ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การประเมินผลกระทบก่อนการใช้งาน AI ของหน่วยงานภาครัฐ อธิปไตยด้านข้อมูล (AI sovereignty) และมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ดร. ทัชนันท์ กังวานตระกูล อุปนายก AIEAT นำเสนอมุมมองจากภาคธุรกิจว่า AI สามารถช่วยลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อนและลดอคติในกระบวนการตัดสินใจได้ หากมีการใช้ข้อมูลที่มีคุณภาพและปราศจากอคติตั้งแต่ต้น พร้อมเสนอให้มีมาตรฐานด้านความโปร่งใสของ AI ที่สามารถอธิบายกระบวนการทำงานได้อย่างเหมาะสม มีมาตรการจูงใจสำหรับภาคธุรกิจที่พัฒนาและใช้ AI อย่างรับผิดชอบ ควบคู่กับมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ตลอดจนยกระดับ AI literacy สำหรับประชาชนทั่วไป แรงงาน และผู้กำหนดนโยบาย เพื่อให้การใช้ AI เป็นไปอย่างเหมาะสม ปลอดภัย และรับผิดชอบ ในภาพรวม ผู้เข้าร่วมประชุมมีความเห็นร่วมกันว่า การกำกับดูแล AI จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือและมาตรการที่หลากหลาย มิใช่กฎหมายเพียงอย่างเดียว และควรมีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเทคโนโลยีและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะ หน่วยงานที่มีกฎหมายหรือแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องอยู่แล้วสามารถทบทวนและปรับใช้เครื่องมือที่มีอยู่ให้ครอบคลุมความเสี่ยงและผลกระทบจาก AI ได้ ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะนำข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากการประชุมครั้งนี้ไปประมวลผลและจัดทำสรุปความคืบหน้าการดำเนินงานตามข้อมติสมัชชาสิทธิมนุษยชน “สิทธิมนุษยชนกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)” โดยจะนำเสนอผลดังกล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 ในวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>19 ส.ค. 2569, 07:22</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. จับมือกรมราชทัณฑ์ พัฒนาแนวทางการปฏิบัติงานตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสำหรับเจ้าหน้าที่เรือนจำ มุ่งป้องกันปัญหาและลดความเสี่ยงจากการปฏิบัติงาน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17507</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 13 - 14 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ร่วมกับกรมราชทัณฑ์ จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาแนวทางการปฏิบัติงานตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสำหรับเจ้าหน้าที่เรือนจำ ณ โรงแรมทอแสงเฮอริเทจอุบล จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีนางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการอบรม และนายพิทยา จินาวัฒน์ ที่ปรึกษาประจำ กสม. นายวิทยา สุริยสงค์ ผู้ทรงคุณวุฒิ นางสาวชลธิช ชื่นอุระ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมข้อกำหนดกรุงเทพและการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ผู้บริหารสำนักงาน กสม. และผู้แทนกรมราชทัณฑ์ ร่วมเป็นวิทยากร โดยมีเจ้าหน้าที่จากเรือนจำและสถานกักขังในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าร่วม การอบรมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิดว่า การเคารพสิทธิมนุษยชนกับการรักษาความมั่นคง ความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยของเรือนจำมิใช่เรื่องที่แยกออกจากกัน หากแต่สามารถดำเนินไปควบคู่กันได้ โดยการนำหลักสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ จะช่วยให้เจ้าหน้าที่มีกรอบในการตัดสินใจที่ชัดเจน สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยยิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยป้องกันความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือข้อร้องเรียนจากการปฏิบัติงาน กิจกรรมตลอด 2 วันมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนระหว่างสำนักงาน กสม. กรมราชทัณฑ์ วิทยากร และผู้ปฏิบัติงาน โดยมีทั้งการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสิทธิมนุษยชน มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง การป้องกันการทรมาน การตรวจเยี่ยมเชิงป้องกัน และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ตลอดจนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อจำกัดที่เจ้าหน้าที่เรือนจำต้องเผชิญในการปฏิบัติงานจริง เพื่อเชื่อมโยงหลักการและมาตรฐานต่าง ๆ เข้ากับบริบทของงานราชทัณฑ์ ส่วนสำคัญของการอบรมเป็นกิจกรรมเชิงปฏิบัติการที่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่จากแต่ละเรือนจำร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจริงในการปฏิบัติงาน ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การตรวจค้น การแจ้งสิทธิและการร้องเรียน การดูแลสุขภาพและเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังกลุ่มเปราะบาง การดูแลความเป็นอยู่ การป้องกันความรุนแรงระหว่างผู้ต้องขัง การลงโทษทางวินัยและการขังเดี่ยว ตลอดจนการใช้กำลังและเครื่องพันธนาการ โดยร่วมกันพิจารณาความเสี่ยง สาเหตุ วิธีการจัดการ และแนวปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริง จากการแลกเปลี่ยนดังกล่าว คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้นำข้อคิดเห็นและประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมมาสังเคราะห์เป็นร่างเบื้องต้น และนำกลับมาให้ผู้เข้าร่วมร่วมกันพิจารณาและพัฒนาเป็นข้อควรปฏิบัติ (DOs) ข้อควรหลีกเลี่ยง (DON’Ts) และรายการตรวจสอบ (Checklist) สำหรับประกอบการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ โดยมุ่งให้เป็นเครื่องมือที่สอดคล้องทั้งกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชน ความมั่นคงและความปลอดภัยของเรือนจำ ตลอดจนข้อจำกัดและสภาพการปฏิบัติงานจริง ทั้งนี้ ผลจากกิจกรรมจะนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการพัฒนาคู่มือและแนวทางการปฏิบัติงานสำหรับเจ้าหน้าที่เรือนจำต่อไป ในช่วงท้าย นางสาวจำปา ไขแสง ผู้บัญชาการเรือนจำกลางอุบลราชธานี ได้สะท้อนแนวทางการนำผลจากการอบรมไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ โดยจะนำข้อเสนอและผลผลิตจากกิจกรรมกลับไปพิจารณาร่วมกับแนวทางการปฏิบัติงานของเรือนจำ ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ ตลอดจนให้ความสำคัญกับการค้นหาและจัดการความเสี่ยงตั้งแต่ก่อนเกิดปัญหา พร้อมทั้งร่วมแลกเปลี่ยนและพัฒนาแนวทางการทำงานกับกรมราชทัณฑ์ และ กสม. อย่างต่อเนื่อง กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ย้ำว่า การส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในเรือนจำ มิได้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มภาระให้แก่เจ้าหน้าที่ แต่ต้องการให้หลักสิทธิมนุษยชนเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้ง่ายขึ้น มีหลักในการตัดสินใจที่ชัดเจนขึ้น และมีความปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่มากขึ้น โดย กสม. พร้อมสนับสนุนและทำงานร่วมกับกรมราชทัณฑ์และผู้ปฏิบัติงาน เพื่อร่วมกันพัฒนางานเรือนจำให้มีมาตรฐาน ปลอดภัย และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตลอดจนป้องกันปัญหาก่อนที่จะพัฒนาไปสู่การละเมิดสิทธิหรือข้อร้องเรียน ทั้งนี้ การอบรมครั้งนี้นับเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความร่วมมือและช่องทางการประสานงานระหว่าง กสม. กรมราชทัณฑ์ และเจ้าหน้าที่เรือนจำ เพื่อให้การแลกเปลี่ยนและพัฒนาแนวทางด้านสิทธิมนุษยชนและการป้องกันการทรมานสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างเป็นรูปธรรมและสอดคล้องกับบริบทการปฏิบัติงานจริง
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>19 ส.ค. 2569, 07:18</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน จัดทำข้อมูลประกอบประเด็นคำถามประเทศไทย ภายใต้ ICCPR และ ICPPED</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17499</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พรประไพ กาญจนรินทร์ พร้อมด้วยกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปิติกาญจน์ สิทธิเดช และสุภัทรา นาคะผิว รวมถึงเลขาธิการ กสม. หรรษา หอมหวล นำการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความเห็นและรวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วนสำหรับประกอบการจัดทำข้อมูลเสนอประเด็นคำถามล่วงหน้า (List of Issues Prior Reporting: LOIPR) ภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และข้อมูลประกอบการจัดทำประเด็นคำถาม (List of Issues: LOI) ภายใต้อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (ICPPED) ในการนี้ รองเลขาธิการ กสม. จุมพล ขุนอ่อน เข้าร่วม ณ โรงแรม ทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าร่วมประมาณ 60 คน นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ และประธานกรรมการมูลนิธิสิทธิเพื่อสันติภาพ กัณวีร์ สืบแสง เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเน้นย้ำว่า การคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยการทำความเข้าใจสถานการณ์ สิทธิมนุษยชนของประเทศอย่างรอบด้าน ต้องอาศัยข้อมูลจากทุกภาคส่วน รวมถึงการรับฟังมุมมองจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ และผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง โดย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลและมุมมองจากทุกภาคส่วนเพื่อนำเสนอข้อมูลที่เป็นกลางและอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงต่อกลไกสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยมิได้มุ่งวิพากษ์หรือกล่าวโทษฝ่ายใด การประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการร่วมกันระบุประเด็นสิทธิมนุษยชนสำคัญของประเทศไทยเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการประจำสนธิสัญญาแห่งสหประชาชาติ ด้านกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปิติกาญจน์ สิทธิเดช ได้นำเสนอภาพรวมการดำเนินงานของ กสม. ในประเด็นสำคัญ อาทิ สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง สิทธิในกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนการป้องกันการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย ซึ่ง กสม. ติดตามอย่างต่อเนื่องผ่าน การตรวจสอบเรื่องร้องเรียน การประเมินสถานการณ์ และการจัดทำข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมย้ำว่า แม้ประเทศไทยจะมีพัฒนาการหลายด้าน เช่น การประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ICPPED แต่ยังมีความท้าทายในการทำให้หลักประกันตามกฎหมายเกิดผลในทางปฏิบัติ และข้อมูลจาก การทำงานภายในประเทศมีความสำคัญต่อการติดตามพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้ ICCPR และ ICPPED เลขาธิการ กสม. หรรษา หอมหวล ได้ชี้แจงกระบวนการจัดทำประเด็นคำถามภายใต้ ICCPR และ ICPPED โดยประเทศไทยอยู่ในกระบวนการรายงานแบบย่อภายใต้ ICCPR ซึ่ง กสม. สามารถเสนอข้อมูลประกอบการจัดทำ LOIPR ได้ภายในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ขณะที่ภายใต้ ICPPED กสม. สามารถเสนอข้อมูลประกอบการจัดทำ LOI ได้ภายหลังที่รัฐบาลส่งรายงานประเทศฉบับแรกซึ่งคาดว่าจะจัดส่งภายในปี 2569  จากนั้น ที่ประชุมได้ร่วมกันสะท้อนสถานการณ์ ข้อห่วงกังวล และข้อเสนอแนะจากมุมมองและประสบการณ์ใน 4 กลุ่มประเด็น ได้แก่ (1) สิทธิในชีวิตและสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ครอบคลุมประเด็นโทษประหารชีวิต การเสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัว และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม (2) การทรมาน การบังคับบุคคลให้สูญหาย และสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ (3) เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก เสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม การฟ้องคดีปิดปาก การคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และสิทธิในความเป็นส่วนตัว และ (4) สถานะบุคคล ผู้แสวงหาที่พักพิง หลักการไม่ผลักดันบุคคลกลับไปสู่อันตราย และการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์  ทั้งนี้ กสม. จะนำข้อมูลและข้อคิดเห็นที่ได้รับจากการประชุมไปประกอบการจัดทำข้อมูลเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (Human Rights Committee) ภายใต้กติกา ICCPR และคณะกรรมการว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (CED) ภายใต้อนุสัญญา ICPPED เพื่อให้ประเด็นสำคัญด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยได้รับการพิจารณาในกระบวนการติดตามการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>15 ส.ค. 2569, 10:37</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 29/2569 กสม. ตรวจสอบกรณีธนาคารพาณิชย์ห้ามผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไปใช้บริการแอปพลิเคชันธนาคาร แนะยกเลิกข้อกำหนดที่เป็นการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งอายุ  - เชิญร่วมงานสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 วันที่ 27 – 28 สิงหาคม นี้  ขับเคลื่อนประเด็นทุจริตกับสิทธิมนุษยชน และการขจัดการเลือกปฏิบัติ</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17495</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 29/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้ 1. กสม. ตรวจสอบกรณีธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งห้ามผู้สูงอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไปใช้บริการแอปพลิเคชันธนาคาร แนะยกเลิกข้อกำหนดที่เป็นการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งอายุ       นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนเมษายน 2569 ระบุว่า ธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง (ผู้ถูกร้อง) ออกข้อกำหนดและเงื่อนไขห้ามผู้ใช้บัญชีธนาคารที่มีอายุเกิน 70 ปีบริบูรณ์ สมัครใช้บริการแอปพลิเคชันซึ่งเป็นบริการ Mobile Banking บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ขณะที่ธนาคารอื่น ๆ ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขเช่นนี้ ส่งผลให้ผู้สูงอายุไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินหรือเข้าถึงข้อมูลทางการเงินอื่น ๆ ผ่านช่องทางดิจิทัลเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป จึงขอให้ตรวจสอบ จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อปี 2561 ธนาคารพาณิชย์แห่งดังกล่าว ตรวจพบว่ากลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวงนำข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้ากลุ่มผู้สูงอายุไปใช้ลงทะเบียนใช้บริการแอปพลิเคชันธนาคาร ส่งผลให้ลูกค้ากลุ่มดังกล่าวได้รับความเสียหาย จึงกำหนดมาตรการชั่วคราวให้ผู้ใช้บัญชีธนาคารที่อายุเกิน 50 ปีบริบูรณ์ ต้องสมัครใช้บริการที่สาขาเท่านั้น ต่อมาเมื่อปี 2562 ธนาคารได้ยกเลิกมาตรการเดิมและปรับปรุงข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บริการแอปพลิเคชัน โดยกำหนดว่าผู้ใช้บัญชีธนาคารต้องอายุไม่เกิน 70 ปีบริบูรณ์ ทั้งนี้ ไม่ได้กำหนดข้อยกเว้นให้ผู้ที่อายุเกิน 70 ปีบริบูรณ์ สมัครใช้บริการผ่านแอปพลิเคชันหรือสาขาแต่อย่างใด ในขณะที่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดเพียงกระบวนการควบคุมการสมัครใช้บริการที่รัดกุมและปลอดภัย รวมทั้งป้องกันการสวมรอยทำธุรกรรม อีกทั้งธนาคารอื่น ๆ ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขอายุขั้นสูงไว้ในลักษณะเช่นนั้น  กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า ธนาคารผู้ถูกร้อง มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ประกอบกับธนาคารแห่งประเทศไทยมีประกาศเรื่องการบริหารจัดการด้านการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม ที่มุ่งส่งเสริมให้สถาบันการเงินให้บริการที่เหมาะสมเพื่ออำนวยความสะดวกและสนับสนุนการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึงสำหรับลูกค้าผู้สูงอายุ การที่ผู้ถูกร้องออกข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้แอปพลิเคชันโดยกำหนดเงื่อนไขให้บริการผู้ใช้บัญชีธนาคารรายใหม่เฉพาะที่อายุไม่เกิน 70 ปีบริบูรณ์ เป็นการให้บริการทางการเงินดิจิทัลที่ไม่เท่าเทียมกันในลักษณะเหมารวมช่วงอายุใดอายุหนึ่ง โดยไม่พิจารณาถึงความสามารถของผู้สูงอายุแต่ละคน เงื่อนไขการใช้บริการดังกล่าวจึงเป็นการกีดกันหรือจำกัดลูกค้าอย่างไม่เป็นธรรม อันเป็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องอายุ ไม่สอดคล้องกับหลักความเสมอภาคและหลักการไม่เลือกปฏิบัติต่อบุคคล ตลอดจนเป็นการจำกัดสิทธิในการเข้าถึงบริการทางการเงินในบริบทดิจิทัลเกี่ยวเนื่องกับสิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอสำหรับความเป็นอยู่ที่ดี ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ได้บัญญัติรับรองไว้ นอกจากนี้ หลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNGPs) ยังกำหนดให้ภาคธุรกิจรับผิดชอบในการเคารพสิทธิมนุษยชนและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังนั้น เมื่อข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บริการแอปพลิเคชันของผู้ถูกร้องเป็นการเลือกปฏิบัติต่อผู้สูงอายุ ส่งผลให้ผู้สูงอายุในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคมถูกแยกหรือกีดกันออกจากบริการทางการเงินพื้นฐาน จึงรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน  ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะธนาคารพาณิชย์ผู้ถูกร้อง ให้แก้ไขปรับปรุงข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บริการแอปพลิเคชัน โดยให้ยกเลิกเกณฑ์จำกัดอายุขั้นสูง 70 ปีบริบูรณ์ ในการสมัครใช้บริการ Mobile Banking และแจ้งข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บริการฉบับใหม่แก่ผู้ใช้บัญชีธนาคารที่อายุเกิน 70 ปีบริบูรณ์ ซึ่งเคยถูกปฏิเสธการสมัครใช้บริการและเปิดช่องทางเฉพาะให้สามารถสมัครใช้บริการใหม่ได้ นอกจากนี้ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยแก้ไขปรับปรุงประกาศ เรื่อง การบริหารจัดการด้านการให้บริการแก่ลูกค้าที่เป็นธรรม (market conduct) เพื่อวางหลักการห้ามเลือกปฏิบัติต่อบุคคลและคุ้มครองกลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง และศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงการให้บริการทางการเงินดิจิทัลที่มุ่งไปสู่สังคมไร้เงินสด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับและคุ้มครองสิทธิสำหรับบุคคลที่ไม่ประสงค์จะใช้บริการ หรือไม่สามารถเข้าถึงบริการแอปพลิเคชันทางการเงิน เพื่อไม่ให้บุคคลดังกล่าวถูกแยกหรือกีดกันออกจากระบบการเงินพื้นฐาน พร้อมกันนี้ ให้ร่วมกับสมาคมธนาคารไทยและกรมกิจการผู้สูงอายุ พัฒนาและปรับปรุงส่วนต่อประสานผู้ใช้งาน (user interface) ของแอปพลิเคชัน Mobile Banking ให้มีรูปแบบการใช้งานเฉพาะที่รองรับความต้องการของกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง  สุดท้ายนี้ ให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และสมาคมธนาคารไทยร่วมกันสร้างความตระหนักรู้เรื่องสิทธิมนุษยชน และธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน เพื่อให้สถาบันการเงินดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคมตามหลักการความยั่งยืนสากล 2. กสม. กำหนดจัดงานสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “หยุดเลือกปฏิบัติ หยุดทุจริต เพื่อสิทธิที่เท่าเทียม”ชวนขับเคลื่อนประเด็นทุจริตกับสิทธิมนุษยชน และการขจัดการเลือกปฏิบัติ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กำหนดจัดงานสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Human Rights in Action: Equality for all หยุดเลือกปฏิบัติ หยุดทุจริต เพื่อสิทธิที่เท่าเทียม” ระหว่างวันที่ 27 - 28 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ การจัดสมัชชาสิทธิมนุษยชนในปีนี้ กสม. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน ชุมชน ประชาชน รวมถึงภาคเอกชน และสื่อมวลชน ขับเคลื่อน 2 ประเด็นสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ ได้แก่ ทุจริตกับสิทธิมนุษยชน และการขจัดการเลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ ยังมีการติดตามความคืบหน้าของการขับเคลื่อนข้อมติสมัชชาสิทธิมนุษยชนเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมาในประเด็น สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิผู้สูงอายุ สิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวโยงกับปัญญาประดิษฐ์ และสิทธิแรงงาน โดยข้อมูลและข้อคิดเห็นที่ได้จากการแลกเปลี่ยนร่วมกันจะเป็นข้อมูลสำคัญในการจัดทำรายงานประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย หรือข้อเสนอแนะในการแก้ไขกฎหมายเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เสนอไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบและดำเนินการต่อไป งานสมัชชาสิทธิมนุษยชนประจำปี 2569 ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ กิจกรรม “Human Rights Journey” ส่งเสริมความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน และการเสวนากรณีปัญหาทะเบียนประวัติอาชญากรกับผู้พ้นโทษ หัวข้อ Restart ชีวิต คืนสิทธิในสังคม กสม. ขอเชิญชวนประชาชนทั่วไปหรือผู้ที่สนใจเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นและให้ข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนร่วมกับสมัชชาสิทธิมนุษยชนได้ ผ่านระบบออนไลน์ zoom meeting หรือติดตามการถ่ายทอดสดและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางแฟนเพจเฟซบุ๊ก สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ14 สิงหาคม 2569
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>15 ส.ค. 2569, 10:17</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ร่วมพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17488</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 เวลา 07.00 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายศรุติพงศ์ จิราดิษพงศ์ ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม ประจำปี 2569 ณ ท้องสนามหลวง
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>13 ส.ค. 2569, 07:32</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ศยามล ร่วมเสวนาเรื่องบทบาทรัฐในการสนับสนุนกลุ่มชาติพันธุ์ของประเทศไทย แนะฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการอนุรักษ์และรับมือภัยพิบัติ หนุนการบังคับใช้กฎหมายชาติพันธุ์บนฐานการมีส่วนร่วม</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17487</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันที่ 11 สิงหาคม 2569 เวลา 11.00 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วม เวทีเสวนาหัวข้อ “กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง: กระแสโลกสู่สังคมไทย” ในงานรณรงค์สาธารณะเนื่องในวันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ประจำปี 2569 ณ ห้องประชุมสัมมนา ชั้น B2 อาคารรัฐสภา เขตดุสิต กรุงเทพฯ ในการนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เสวนาและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทรัฐในการสนับสนุนเผ่าพื้นเมืองของประเทศไทย ร่วมกับ ผศ.ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร นางเรไร เที่ยงธรรม ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นายณัฐวุฒิ บัวประทุม รองประธานคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร และนางสาวพิราวรรณ วงศ์นิธิสถาพร มูลนิธิเพื่อการประสานงานชนเผ่าพื้นเมืองเอเชีย (AIPP) โดยมีนางสาวนาตยา แวววีรคุปต์ สถานีโทรทัศน์ ThaiPBS เป็นผู้ดำเนินรายการ วงเสวนาสะท้อนประเด็นสำคัญเกี่ยวกับภูมิปัญญาดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งในด้านองค์ความรู้และมรดกวัฒนธรรมที่ล้วนเกื้อหนุนการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การบวชป่าและป่าศักดิ์สิทธิ์ การทำเหมืองฝาย และการทำไร่หมุนเวียนเพื่อให้เกิดการพักฟื้นและฟื้นฟูของระบบนิเวศตามธรรมชาติ ซึ่งภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์เป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่าและสอดคล้องกับการอนุรักษ์ และเป็นองค์ความรู้ที่รัฐไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่ม อย่างไรก็ดี การพรากหรือบังคับกลุ่มชาติพันธุ์ให้ออกจากพื้นที่ป่าดั้งเดิม หรือการจำกัดการเข้าถึงพื้นที่โดยไม่เคารพสิทธิมนุษยชนของคนกลุ่มนี้ อาจเป็นการตัดวงจรความรู้และภูมิปัญญาอันมีค่า โดยเห็นว่ากรอบใหม่ของการอนุรักษ์ทรัพยากรในโลกต้องมิใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่คุ้มครอง แต่ต้องเพิ่มความเป็นธรรม สิทธิ และการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นและกลุ่มชาติพันธ์ เพื่อให้คนที่มีความสัมพันธ์กับป่าและระบบวัฒนธรรมที่ค้ำจุนระบบนิเวศได้ทำหน้าที่ดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน สำหรับประเทศไทย การมีและบังคับใช้กฎหมายชาติพันธุ์ หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 เมื่อปีที่ผ่านมา นับเป็นความก้าวหน้าเชิงนโยบายในการคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งด้านความมั่นคงในที่ดินที่อาศัยและการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติเวทีเสวนาสะท้อนว่ายังมีข้อท้าทายหลายประการที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไข เช่น การทำงานแยกส่วนของหน่วยงานรัฐที่บังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับที่ดินและป่าไม้ การมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ยังอยู่ในระดับล่าง ไม่ใช่ระดับตัดสินใจ องค์ความรู้ทางธรรมชาติ และภูมิปัญญาทางพันธุกรรมที่เกี่ยวกับการใช้ การคัดเลือก ดูแลรักษา และพัฒนาทรัพยากรชีวภาพพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์พื้นบ้าน ยังไม่ถูกนำไปปรับใช้ในการจัดการทรัพยากรและภัยพิบัติ ซึ่งในประเด็นหลังนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีความเห็นให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ฟื้นฟูภูมิปัญญาดั้งเดิมและนำไปบูรณาการปรับใช้กับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่อเสริมศักยภาพในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ และภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น กรรมการสิทธิมนุษยชนกล่าวเพิ่มเติมว่า หากรัฐปล่อยปละละเลยหรือบีบบังคับให้กลุ่มชาติพันธุ์อยู่ตามยถากรรมภายใต้ข้อจำกัดทางกฎหมาย เช่น การจำกัดพื้นที่ แต่เพียงอย่างเดียว การแก้ไขปัญหาเรื่องการอนุรักษ์ป่ายอมไม่ประสบผล แนวทางที่ยั่งยืนคือการส่งเสริมการมีส่วนร่วม การเคารพในวิถีวัฒนธรรม และนำภูมิปัญญาดั้งเดิมมาปรับใช้ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญได้ทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการประสานความร่วมมือกับทุกกลไกของรัฐและภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาตพันธุ์ โดยที่ผ่านมามีการออกหน่วยเคลื่อนที่ “คลินิกสิทธิมนุษยชน” เพื่อให้ความช่วยเหลือเรื่องสถานะบุคคล ตลอดจนให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องสิทธิในที่ดินและที่อยู่อาศัยแก่กลุ่มชาติพันธุ์และผู้ไร้สถานะ โดยแผนการดำเนินการนับจากนี้ กสม. จะมุ่งขับเคลื่อนการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 เพื่อให้มีการประกาศพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรม รวมทั้งจะร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรเสริมสร้างศักยภาพด้านกฎหมายให้กับประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ต่อไปด้วย  ทั้งนี้ งานวันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ประจำปี 2569 มีการจัดกิจกรรมตั้งแต่วันที่ 9 – 11 สิงหาคม 2569 โดยมีทั้งกิจกรรมการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ การแสดงเชิงวัฒนธรรม และการประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อนกฎหมายชาติพันธุ์ เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ตลอดจนติดตามความคืบหน้าการขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์และการเลือกสมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย (สคสช.) รวมถึงเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมือง หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคมและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันผลักดันการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเป็นรูปธรรม
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>13 ส.ค. 2569, 07:29</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวแกงตกต่ำและพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17486</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ที่ห้องประชุม 709 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) นายไพโรจน์ พลเพชร และนางรัตติกุล จันทร์สุริยา ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายสุเรนทร์ ปะดุกา ผู้ตรวจราชการ และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. จัดประชุมประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน กรณีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนมะพร้าวแกงในพื้นที่อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร้องเรียนขอให้ช่วยเหลือในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของเกษตรกรจากปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำและขอให้ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี โดยมีผู้แทนหน่วยงานเข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าต่างประเทศ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมศุลกากร คณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้ทรงคุณวุฒิที่ กสม. กำหนดและเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว ในการนี้ ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและรับทราบสถานการณ์มะพร้าวแกงสรุปว่า สถานการณ์มะพร้าวแกงของประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การผลิต การบริหารจัดการภาครัฐ และการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการประกอบอาชีพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเกษตรกร โดยในด้านเศรษฐกิจพบว่าเกษตรกรประสบปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ค่าปุ๋ยและสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ค่าแรงงาน ค่าขนส่ง ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพและต้องหารายได้เสริม อันเป็นการสร้างภาระแก่เกษตรกรมากขึ้น ในด้านการผลิตพบว่าเกษตรกรเผชิญปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยแล้ง การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำไม่เพียงพอ ขณะที่ภาครัฐดำเนินมาตรการส่งเสริมการผลิตแต่ยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากร งบประมาณ และเงื่อนไขการดำเนินงาน ทำให้การส่งเสริมยังไม่ครอบคลุมเกษตรกรส่วนใหญ่  นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายการค้าภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศ การนำเข้ามะพร้าวและผลิตภัณฑ์มะพร้าวจากต่างประเทศ ก่อให้เกิดข้อกังวลผลกระทบต่อกลไกราคาภายในประเทศ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ผลผลิตภายในประเทศมีปริมาณออกสู่ตลาดจำนวนมาก ประกอบกับการบริหารจัดการฐานข้อมูลผลผลิตที่ยังไม่สะท้อนข้อเท็จจริงในพื้นที่ ส่งผลให้การวางแผนด้านอุปสงค์ อุปทาน และการกำหนดมาตรการบริหารจัดการสินค้าเกษตรขาดความแม่นยำและส่งผลต่อการกำหนดนโยบายของรัฐบาล จากสถานการณ์ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าปัญหามะพร้าวแกงของประเทศไทยมิได้เป็นเพียงปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ หากแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การนำเข้า การตลาด ตลอดจนระบบฐานข้อมูลและกลไกการกำหนดนโยบาย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกร  ในการนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ข้อมูลและเสนอความเห็นในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของเกษตรกร สรุปว่า การแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำมีความเชื่อมโยงกับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งเรื่องการผลิต ผลผลิตของเกษตรกร การนำเข้า การส่งออก และความต้องการตลาด และพบว่าการดำเนินการของประเทศไทยภายใต้พันธกรณีเขตการค้าเสรี WTO และ AFTA ในการนำเข้ามะพร้าวปอกเปลือก เนื้อแห้ง และน้ำมันมะพร้าวซึ่งมีปริมาณนำเข้าในปีปัจจุบันลดลง 7% จากปีที่แล้ว และได้ขอความร่วมมือผู้นำเข้าให้หยุดนำเข้าชั่วคราวเพื่อช่วยเกษตรกร ส่วนตัวเลขการนำเข้ากะทิสำเร็จรูปและกะทิแช่แข็งพบการเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2566-2568 ซึ่งอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาในประเทศตกต่ำ เนื่องจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีอายุเก็บรักษานาน และอาจไปกดดันตลาด นอกจากนี้ พบข้อมูลว่า ปัจจุบันสถานการณ์ราคามะพร้าวมีแนวโน้มดีขึ้น โดยมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับข้อเรียกร้องให้กำหนดกลไกคณะกรรมการมะพร้าวแห่งชาตินั้น หน่วยงานเสนอให้ใช้กลไกคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชซึ่งมีคณะอนุกรรมการมะพร้าวอยู่ภายใต้กลไกดังกล่าวด้วย โดยให้เกษตรกรเสนอผู้แทนเข้าไปเป็นองค์ประกอบของคณะ และขับเคลื่อนไปสู่การจัดตั้งเป็นคณะกรรมการมะพร้าวแห่งชาติต่อไป อย่าไรก็ตาม เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวเรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการ ให้การบริหารจัดการมะพร้าวอยู่ภายใต้กลไกถาวร ไม่เปลี่ยนแปลงตามรัฐบาล เพื่อให้เกิดเสถียรภาพและแผนงานระยะยาว เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจที่แยกออกมาจากคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชโดยมีสัดส่วนของผู้แทนเกษตรกรที่แท้จริงจากการเลือกตั้งตามพื้นที่เพาะปลูก การประกาศให้มะพร้าวเป็นพืชเศรษฐกิจเพื่อให้มีกฎหมายรองรับและมีมาตรการคุ้มครองที่ชัดเจน การควบคุมสินค้านำเข้าโดยกำหนดให้มะพร้าวผลแก่และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวเป็นสินค้าควบคุมเพื่อจำกัดปริมาณการนำเข้าและปกป้องราคาในประเทศ รวมถึงการส่งเสริมและปกป้องสินค้า GI การแสดงฉลากผลิตภัณฑ์เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ของประเทศไทยได้ และการแก้ไขปัญหาแรงงานสัตว์เพื่อขจัดข้ออ้างในการกีดกันทางการค้าโดยคำนึงถึงบริบทของเกษตรกรรายย่อย ทั้งนี้ เพื่อให้การแก้ไขปัญหามะพร้าวแกงเป็นไปอย่างเป็นระบบและยั่งยืน อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเกษตรกรไทยอย่างแท้จริง สำนักงาน กสม. จะรวบรวมข้อมูลและความคิดเห็นทั้งหมดเสนอคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพิจารณา และเสนอแนะต่อรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>13 ส.ค. 2569, 07:20</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม.ศยามล จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในการจัดการพื้นที่ป่าแม่แจ่มในพื้นที่ ต.แม่ศึกและต.แม่นาจร อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ภายใต้โครงการ “คลินิกสิทธิมนุษยชน”</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17485</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมกับนายศักดิ์สิทธิ์ บุตรอุมดม หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่แจ่ม (เตรียมการ) จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในการจัดการพื้นที่ป่าแม่แจ่มในพื้นที่ ตำบลแม่ศึกและตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้โครงการ “คลินิกสิทธิมนุษยชน” โดยมีนายประทีป มีคติธรรม ผู้ทรงคุณวุฒิ/WWF Thailand นายชัชช์ แก้วบุตร ปลัดอำเภอแม่แจ่ม นายพิศุทธิ์ ลักษวุธ ผู้แทนสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) พร้อมด้วยผู้แทนองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ศึก ผู้แทนสมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคเหนือ และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพื้นที่ภาคเหนือ (สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคเหนือ) ร่วมให้ข้อมูลและรับฟังข้อคิดเห็นจากประชาชน โดยการประชุมดังกล่าวมีผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ตำบลแม่ศึกและตำบลแม่นาจรเข้าร่วมกว่า 60 คน ณ ห้องประชุมอำเภอแม่แจ่ม ในการประชุมผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนมีความเห็นและข้อเสนอในภาพรวมสอดคล้องกันว่า ไม่เห็นด้วยกับการประกาศพื้นที่เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่แจ่มเนื้อที่ประมาณ 67,321 ไร่ โดยเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งต้นน้ำที่ชุมชนดูแลรักษาสืบเนื่องมายาวนาน มีกฎกติกา แผนที่การใช้ประโยชน์ที่ดิน และระบบการจัดการไฟป่าของชุมชนอยู่แล้ว อีกทั้งพื้นที่ยังคงมีสถานะเป็นป่าสงวนแห่งชาติที่มีกฎหมายกำกับดูแลจึงเสนอแนวทางการจัดการพื้นที่โดยภาพรวม ดังนี้  (1) ให้ชุมชนเป็นผู้ดูแลจัดการพื้นที่ของตนเองผ่านกลไกป่าชุมชน และ/หรือ พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งสามารถดำเนินการควบคู่กันได้ โดยมีหน่วยงานภาครัฐทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและสนับสนุน (2) ปรับบทบาทของภาครัฐจากการประกาศเขตควบคุมทับพื้นที่ มาเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรที่ชุมชนดำเนินการอยู่แล้วให้เข้มแข็งและยั่งยืนยิ่งขึ้น (3) พิจารณาแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนอื่นในอำเภอแม่แจ่มในคราวเดียวกันอย่างเป็นระบบ  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีหน้าที่ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน จะดำเนินการต่อกรณีนี้โดยยึดโยงกับหลักสิทธิมนุษยชนเป็นสำคัญ ทั้งสิทธิชุมชนในการจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน สิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ในการดำรงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของตน ตลอดจนหลักการมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นของผู้ได้รับผลกระทบก่อนการดำเนินการของรัฐ ควบคู่กับหลักการอนุรักษ์ทรัพยากรบนฐานสิทธิมนุษยชน  ทั้งนี้ กสม. จะรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอของชุมชน เพื่อประสานและเสนอแนะเชิงนโยบายต่อกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติดำเนินไปควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของประชาชน โดยมิให้เกิดการละเมิดสิทธิหรือการเลือกปฏิบัติ พร้อมผลักดันให้ชุมชนเข้าถึงสิทธิตามกฎหมายอย่างแท้จริงและมีระบบสนับสนุนที่ยั่งยืนต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>13 ส.ค. 2569, 07:16</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ร่วมงานรณรงค์สาธารณะเสริมพลังร่วมขับเคลื่อนพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17477</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (Thai PBS) นางสาวปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชน สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ร่วมงานวันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ประจำปี 2569 เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ตลอดจนติดตามความคืบหน้าการขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์และการเลือกสมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย (สคสช.) รวมถึงเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคมและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันผลักดันการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเป็นรูปธรรม นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ร่วมเป็นวิทยากรในเวที Policy Forum ครั้งที่ 79 ตรวจการบ้าน 1 ปี บังคับใช้ - ไปต่อ กฎหมายชาติพันธุ์” โดยมีผู้แทนจากสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ประธานกรรมการนโยบาย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) กรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ร่วมในการเสวนาดังกล่าว นอกจากนี้ นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ และนางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เข้าร่วมงานและรับฟังในเวทีดังกล่าว นางปรีดา กล่าวว่า การมีกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ถือเป็นพัฒนาการสำคัญในการรับรองและคุ้มครองสิทธิ อัตลักษณ์ ภาษา วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ สิ่งสำคัญคือการทำให้กลไกและมาตรการตามกฎหมายสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับพื้นที่ และทำให้สิทธิที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายเกิดขึ้นจริงในชีวิตของประชาชน ซึ่งประเด็นสำคัญที่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ การขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ การจัดทำกฎหมายลำดับรองและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง การจัดตั้งและพัฒนากลไกคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ การจัดทำระบบและศูนย์ข้อมูลด้านชาติพันธุ์ ตลอดจนการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ในการกำหนดนโยบายและมาตรการที่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของตนเอง โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการดังกล่าว เพื่อให้การดำเนินงานของภาครัฐสอดคล้องกับความต้องการและบริบทของแต่ละชุมชน  ทั้งนี้ ในสถานการณ์และปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน นางปรีดา ได้กล่าวถึง ปัญหาสิทธิในที่ดินและที่ทำกิน ตลอดจนสถานะบุคคลและสัญชาติ ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ป่าไม้หรือพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งอาจเกิดความทับซ้อนระหว่างการใช้ประโยชน์ในที่ดินของชุมชนกับการบังคับใช้กฎหมายด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ได้ยกตัวอย่างกรณี พื้นที่เตรียมการประกาศจัดตั้งอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท จังหวัดลำปาง เป็นกรณีตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการบูรณาการและประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชนและชุมชนในพื้นที่ โดยการดำเนินการของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดแนวเขต การประกาศหรือเตรียมการจัดตั้งพื้นที่อนุรักษ์ และการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควรคำนึงถึงข้อเท็จจริงและสภาพพื้นที่เป็นรายกรณี รวมถึงประวัติการตั้งถิ่นฐานและการครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินของประชาชน วิถีชีวิตและการดำรงชีพของชุมชน ตลอดจนพยานหลักฐานและข้อมูลเชิงพื้นที่ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน  ทั้งนี้ การขับเคลื่อนการคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ควรดำเนินควบคู่กับหลักการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 70 ซึ่งกำหนดให้รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมได้อย่างสงบสุขโดยไม่ถูกรบกวน รวมทั้งสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะปฏิญญาว่าด้วยสิทธิของประชาชาติท้องถิ่นดั้งเดิมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Declaration on the Rights of Indigenous Peoples: UNDRIP) ซึ่งให้ความสำคัญกับสิทธิในการกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง สิทธิทางวัฒนธรรม การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องที่มีผลกระทบต่อตนเอง ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับที่ดิน เขตแดน และทรัพยากรธรรมชาติ ในเวทีเสวนาดังกล่าว ยังมีการแลกเปลี่ยนมุมมองและให้ความสำคัญกับการแก้ไขอคติและภาพเหมารวมต่อกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกลุ่มชาติพันธุ์กับปัญหาไฟป่า การเผา ฝุ่นละออง PM2.5 หรือการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในลักษณะเหมารวม ซึ่งอาจนำไปสู่การตีตรา การเลือกปฏิบัติ และการลดทอนคุณค่าของกลุ่มชาติพันธุ์ การสื่อสารสาธารณะเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวจึงควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง หลักสิทธิมนุษยชน และบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงนำองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวิถีปฏิบัติของชุมชนมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม การจัดงานในครั้งนี้ สำนักงาน กสม. ในฐานะองค์กรร่วมจัดงานได้ร่วมจัดกิจกรรมที่สำคัญ ประกอบด้วย กิจกรรมประกาศเจตนารมณ์ ร่วมก่อ ทอฝัน สานพลัง ขับเคลื่อนกฎหมายชาติพันธุ์ การจัดตั้งนิทรรศการ ร่วมกิจกรรมเฉลิมฉลองเนื่องในวันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยและวันชนเผ่าพื้นเมืองโลก และร่วมเรียนรู้และลิ้มรส อาหารชนเผ่าพื้นเมืองจากภูผาสู่มหานที  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยมุ่งผลักดันให้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 สามารถนำไปสู่การคุ้มครองสิทธิในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการดำรงวิถีชีวิต อัตลักษณ์ วัฒนธรรม การมีส่วนร่วมของชุมชน และการเข้าถึงสิทธิและบริการของรัฐ โดย กสม. มีบทบาทในการติดตาม ตรวจสอบข้อเท็จจริง รับเรื่องร้องเรียน ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะประเด็นที่ดินและที่ทำกิน พื้นที่ทับซ้อนกับพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่อนุรักษ์ สถานะบุคคลและสัญชาติ ตลอดจนการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ดังนั้นเวที Policy Forum ครั้งที่ 79 จึงนับเป็นพื้นที่สำคัญในการทบทวนผลการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ในช่วง 1 ปีแรก และร่วมกันกำหนดทิศทางการดำเนินงานในระยะต่อไป โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจาก “การรับรองสิทธิในบทบัญญัติของกฎหมาย” ไปสู่ “การคุ้มครองสิทธิที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของประชาชน” พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจต่อสังคมว่า ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภาษา วัฒนธรรม และวิถีชีวิต มิใช่อุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ หากแต่เป็นคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรมที่ควรได้รับการยอมรับ เคารพ และคุ้มครองภายใต้หลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค และหลักสิทธิมนุษยชน
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>11 ส.ค. 2569, 09:22</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุภัทราเป็นวิทยากรกิจกรรมเสริมสร้างทักษะการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนแก่องค์กรภาคีเครือข่าย</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17475</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 6 - 7 สิงหาคม 2569 นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นวิทยากรในกิจกรรมเสริมสร้างทักษะการจัดกิจกรรมด้านการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนแก่องค์กรภาคีเครือข่าย ภายใต้โครงการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักด้านสิทธิมนุษยชน จัดโดยสำนักงาน กสม. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้และพัฒนาองค์ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนแก่ผู้แทนองค์กรเครือข่าย ภาคประชาสังคม ให้มีความรู้ความเข้าใจและมีทักษะในการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้านสิทธิมนุษยชน รวมถึงเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การปฏิบัติงานภายใต้หลักการสิทธิมนุษยชน และพัฒนาความร่วมมือในการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชน โดยมีกลุ่มเป้าหมายจากองค์กรภาคประชาสังคมที่ลงนามในบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับสำนักงาน กสม. องค์กรที่ได้รับการจดแจ้ง และภาคประชาสังคมเข้าร่วมกิจกรรม จำนวนรวมประมาณ 40 คน ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร กิจกรรมดังกล่าวมีการฝึกทักษะกิจกรรมกลุ่มเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ โดยวิทยากรจาก Stone Activity และกิจกรรมกระบวนการสร้างการเรียนรู้สิทธิมนุษยชน หัวข้อ “Need and Want” และ หัวข้อ “การตีตรา การเลือกปฏิบัติ” ซึ่งเป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับแนวคิดพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชน ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) รวมถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านกรณีศึกษาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน โดย นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทั้งนี้ กสม. มุ่งเน้นการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในหลักการสิทธิมนุษยชนแก่ผู้ปฏิบัติงานด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับหลักการด้านสิทธิมนุษยชน และเพิ่มศักยภาพในการนำองค์ความรู้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนไปบูรณาการขับเคลื่อนภารกิจภายในองค์กรของตนได้อย่างเป็นรูปธรรม
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>11 ส.ค. 2569, 09:14</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม.ศยามล ประชุมการแก้ไขปัญหาการจัดตั้ง การขยายเขตป่าชุมชนที่มีการทับซ้อนที่ดินของรัฐ การบริหารจัดการ และการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชุมชน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17470</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายเดโช ไชยทัพ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) นางสาวพิมพ์ดาว จันทรขันตี ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 1 และคณะเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ได้ประชุมหารือเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหาสิทธิที่ดินในกระบวนการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้แทนกรมป่าไม้ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาและติดตามการปฏิรูปกฎหมายและการยกเลิกกฎระเบียบล้าสมัย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย จังหวัดเชียงใหม่ กรมที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และตัวแทนผู้ร้อง ณ ห้องประชุม 606 สำนักงาน กสม. ที่ประชุมได้รับทราบปัญหาสำคัญจากประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งประสบปัญหาความล่าช้าในการขอจัดตั้งและขยายเขตป่าชุมชน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีปัญหาการทับซ้อนกับที่ดินของรัฐประเภทอื่น อาทิ อุทยานแห่งชาติแม่โถ (เตรียมการ) ป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ป่าเศรษฐกิจ เขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และที่สาธารณประโยชน์ โดยแม้จะมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 แล้ว แต่ยังคงประสบปัญหาในทางปฏิบัติ เนื่องจากขาดความชัดเจนของแนวเขตที่ดินของรัฐที่ทับซ้อนกันการบังคับใช้กฎหมายที่แตกต่างกัน รวมถึงพิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชุมชน โดยเห็นว่าความล่าช้าในกระบวนการดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนสูญเสียโอกาสในการดูแลรักษาและใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนอย่างเต็มศักยภาพ ทั้งในด้านการป้องกันไฟป่า การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเห็นว่า ปัญหาป่าชุมชนในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางภูมิประเทศและมีความทับซ้อนของเขตที่ดินของรัฐหลายประเภท การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยการปฏิรูปกฎหมายที่ครอบคลุมและการสร้างกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส โดยกลไกในระดับจังหวัดจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้น ควบคู่ไปกับการผลักดันให้มีกฎหมายกลางที่จะบัญญัติให้ทุกพื้นที่สามารถมีการตั้งป่าชุมชนได้ และการสนับสนุนด้านงบประมาณและบุคลากร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญเพื่อความยั่งยืนในระยะยาวต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>10 ส.ค. 2569, 10:59</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>สำนักงาน กสม. เสริมสร้างศักยภาพบุคลากร พัฒนากลไกรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นมิตรกับเด็ก (Child-Friendly Complaint Mechanism)</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17468</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 6 - 7 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) จัดฝึกอบรมเกี่ยวกับการเสริมสร้างกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นมิตรกับเด็ก (Child-Friendly Complaint Mechanism) เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะในการรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองสิทธิเด็กตามหลักสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานสากล ให้กับบุคลากรของสำนักงาน กสม. โดยกิจกรรมดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ประเทศไทย ภายใต้แผนงานความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับ UNICEF เพื่อพัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นมิตรกับเด็ก โดยมีบุคลากรของสำนักงาน กสม. ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการรับเรื่องร้องเรียน ประมาณ 40 คน ในการนี้ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางสรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วมการอบรมดังกล่าวด้วย ณ โรงแรมเดอะ คาวาลิ คาซ่า รีสอร์ท จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเปิดการอบรมว่า เด็กเป็นบุคคลที่มีความเปราะบางและต้องได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ การพัฒนากลไกรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นมิตรกับเด็กจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มช่องทางการร้องเรียนหรือพัฒนาระบบเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นการสร้างหลักประกันให้เด็กสามารถเข้าถึงความยุติธรรม ได้รับการรับฟัง และได้รับการคุ้มครองสิทธิตามหลักสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า สำนักงาน กสม. ให้ความสำคัญกับสิทธิเด็ก จึงจัดอบรมเพื่อยกระดับศักยภาพของบุคลากรให้สามารถปฏิบัติงานโดยยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก และสร้างความเชื่อมั่นในกลไกการคุ้มครองสิทธิให้กับเด็กเมื่อถูกละเมิด การอบรมได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานด้านการคุ้มครองเด็กและกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ นางธีราพร สุริสีหเสถียร ผู้อำนวยการสำนักงานยุทธศาสตร์กระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child: CRC) มาตรฐานสากล และกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็กที่เกี่ยวข้อง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ปรียานุช โชคธนวณิชย์ ชูพินิจ อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรยายแนวทางการสื่อสารกับเด็กตามหลักการดูแลที่คำนึงถึงผลกระทบจากบาดแผลทางใจ (Trauma-Informed Care) เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถสร้างความไว้วางใจ รับฟัง และสื่อสารกับเด็กได้อย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงผลกระทบทางจิตใจและประสบการณ์ของเด็กที่เคยเผชิญความรุนแรงหรือการละเมิดสิทธิ  สำนักงาน กสม. ยังได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิเด็ก ประกอบด้วย นางสาววาสนา เก้านพรัตน์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก นางสาวพรสวรรค์ วรวิศัลย์กุล ผู้อำนวยการศูนย์ช่วยเหลือสังคม และนายชูชาติ ไตรกลิ่น นักพัฒนาสังคม จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ด้านการคุ้มครองเด็ก และฝึกปฏิบัติ (Workshop) ให้กับผู้เข้ารับการอบรม ผ่านกรณีศึกษา เพื่อฝึกทักษะการวิเคราะห์ข้อเท็จจริง การสื่อสาร และการดำเนินการที่เหมาะสมกับเด็ก นอกจากนี้ ผู้เข้ารับการอบรมยังได้เรียนรู้การใช้งานเว็บไซต์เพื่อรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นมิตรกับเด็ก ซึ่งเป็นช่องทางใหม่ที่สำนักงาน กสม. พัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มการเข้าถึงกระบวนการร้องเรียนของเด็กและส่งเสริมให้เด็กสามารถใช้สิทธิในการร้องเรียนได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และเหมาะสมกับวัย การอบรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับกระบวนการรับเรื่องร้องเรียนและการปฏิบัติงานของบุคลากร เพื่อพัฒนากลไกการรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นมิตรกับเด็กของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยคาดหวังว่าเด็กทุกคนจะสามารถเข้าถึงการร้องเรียนเมื่อประสบปัญหาหรือถูกละเมิดสิทธิได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และสบายใจ อันจะนำไปสู่การคุ้มครองสิทธิเด็กและการเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมตามหลักสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>10 ส.ค. 2569, 10:51</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. และกองทัพอากาศร่วมจัดทำแนวทางปฏิบัติและข้อห้ามปฏิบัติ (DOs &amp; DON’Ts) ด้านสิทธิมนุษยชนในการฝึกทหารกองประจำการ กองทัพอากาศ มุ่งยกระดับมาตรฐานการฝึกที่เคารพสิทธิมนุษยชน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17467</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 5-6 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ร่วมกับกองทัพอากาศ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมการฝึกทหารกองประจำการที่เคารพสิทธิมนุษยชน และจัดทำแนวทางปฏิบัติและข้อห้ามปฏิบัติ (DOs & DON’Ts) สำหรับผู้บังคับบัญชาและครูฝึก โดยมีนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายบุญเกื้อ สมนึก นายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. เข้าร่วม ณ โรงแรมโนโวเทล ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต จังหวัดปทุมธานี ในการนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างสำนักงาน กสม. และกองทัพอากาศในการยกระดับมาตรฐานการฝึกทหารใหม่และทหารกองประจำการที่มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง โดยจากการตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันที่ผ่านมา พบว่ากองทัพอากาศให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของกำลังพล และหน่วยรับการตรวจเยี่ยมได้นำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม การจัดทำแนวทางปฏิบัติ DOs & DON’Ts ครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการร่วมกันพัฒนาการฝึกให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน รวมถึงส่งเสริมความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะ ขณะที่นาวาอากาศเอก นรัญจ์ หิญชีระนันทน์ รองเสนาธิการหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน ในฐานะผู้แทนกองทัพอากาศ กล่าวว่า กองทัพอากาศยินดีที่ได้ร่วมมือกับสำนักงาน กสม. ในการจัดทำแนวทางปฏิบัติ DOs & DON’Ts ซึ่งจะช่วยพัฒนากำลังพลให้มีความเป็นมืออาชีพและปฏิบัติหน้าที่สอดคล้องกับกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ กองทัพอากาศได้พัฒนาแนวทางการฝึกอย่างต่อเนื่อง โดยปรับบทบาทครูฝึกจากผู้ฝึกสอน (Instructor) ไปสู่การเป็นโค้ช (Coach) ควบคู่กับการดูแลกำลังพลในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต การป้องกันโรคลมร้อน และการให้คำปรึกษา โดยคาดหวังว่าแนวทางปฏิบัติที่ร่วมกันจัดทำจะสามารถนำไปใช้ได้จริง และช่วยเสริมสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และความเชื่อมั่นต่อกองทัพอากาศ ในการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ผู้บังคับบัญชาและผู้แทนจากหน่วยฝึกทหารกองประจำการของกองทัพอากาศจากทั่วประเทศได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริง พร้อมให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างแนวทางปฏิบัติในประเด็นต่าง ๆ เพื่อให้มีความสอดคล้องกับบริบทของหน่วยฝึกและสามารถนำไปใช้ได้จริง อันสะท้อนถึงความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ระหว่างสำนักงาน กสม. และกองทัพอากาศในการพัฒนามาตรฐานการฝึกทหารกองประจำการของกองทัพอากาศ สำนักงาน กสม. จะนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประชุมครั้งนี้ไปปรับปรุงร่างแนวทางปฏิบัติดังกล่าวให้มีความสมบูรณ์ ก่อนนำเรียนผู้บัญชาการทหารอากาศเพื่อพิจารณาใช้เป็นแนวปฏิบัติสำหรับหน่วยต่าง ๆ ในสังกัดกองทัพอากาศทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้การฝึกทหารกองประจำการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ตลอดจนระเบียบและคำสั่งของกองทัพอากาศที่เกี่ยวข้อง
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>10 ส.ค. 2569, 10:45</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ศยามล ลงพื้นที่ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีโครงการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็ก และทางเดินริมเขื่อนคลองพระโขนงในพื้นที่แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17466</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายอัตถพงษ์ ฉันทานุมัติ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) และคณะเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. รับฟังข้อเท็จจริงและลงพื้นที่ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีโครงการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็ก (ค.ส.ล.) และทางเดินริมเขื่อนคลองพระโขนงในพื้นที่แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ ก่อสร้างชิดแนวเขตที่ดินของอาคารชุดริมคลองพระโขนง ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้พักอาศัยในอาคารชุด รวมถึงก่อให้เกิดผลกระทบด้านเสียง ความเป็นส่วนตัว และทัศนียภาพของอาคารชุดที่เปลี่ยนแปลงไปจากสภาพแวดล้อมเดิมอันเป็นพื้นที่คลองและชุมชนพักอาศัยที่สงบ และการดำเนินโครงการดังกล่าว มิได้สอบถามหรือจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากนิติบุคคลอาคารชุดและผู้พักอาศัยในพื้นที่อย่างเพียงพอ รับฟังข้อเท็จจริงจากผู้ร้อง  ต่อมาเวลา 11.00 น. กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและคณะลงพื้นที่ดูการก่อนสร้างเขื่อนและทางเดินทางเดินริมเขื่อนคลองพระโขนง ตั้งแต่สถานีสูบน้ำคลองพระโขนง ถึงสถานีสูบน้ำคลองเคล็ด ร่วมกับผู้แทนกรุงเทพมหานคร โดยสำนักการระบายน้ำ  ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. จะรับฟังและรวบรวมข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน เพื่อประกอบการจัดทำรายงานผลการตรวจสอบ และเพื่อมุ่งผลักดันให้หน่วยงานรัฐดำเนินโครงการคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและหลักสิทธิมนุษยชน ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาการระบายน้ำของกรุงเทพมหานครอย่างยั่งยืนต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>10 ส.ค. 2569, 10:37</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ศยามลประชุมเชิงปฏิบัติการรับฟังสถานการณ์ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย/ผู้ลี้ภัยในเขตเมือง และผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมากลุ่มใหม่ เพื่อหารือแนวทางการบริหารจัดการการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติอย่างเป็นระบบตามหลักสิทธิมนุษยชน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17465</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังสถานการณ์ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย/ผู้ลี้ภัยในเขตเมือง และผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมากลุ่มใหม่ เพื่อรวบรวมข้อมูลสถานการณ์และข้อเสนอแนะจาก ทุกภาคส่วน เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้แสวงหาที่ลี้ภัย/ผู้ลี้ภัยในเขตเมือง และผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมากลุ่มใหม่ รวมทั้งสนับสนุนการกำหนดมาตรการและแนวทางการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีนางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยนายภาณุพันธ์ สมสกุล ที่ปรึกษาสำนักงาน กสม. เจ้าหน้าที่ กสม. ผู้แทนภาคประชาสังคม ภาควิชาการ องค์การระหว่างประเทศ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อเสนอแนะ ณ โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ ในการนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุมฯ โดยกล่าวถึงหน้าที่ อำนาจ และการดำเนินงานในการส่งเสริม คุ้มครอง และเฝ้าระวังสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับผู้แสวงหาที่ลี้ภัย/ผู้ลี้ภัยในเขตเมือง และผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมากลุ่มใหม่ นอกจากนี้ ดร. พีรดา ภูมิสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ได้นำเสนอผลการทบทวนเอกสารสถานการณ์ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย/ผู้ลี้ภัยในเขตเมืองและผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมากลุ่มใหม่ ข้อท้าทายในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการบริหารจัดการกลุ่มบุคคลดังกล่าวอย่างยั่งยืน  ในการประชุมได้รับเกียรติจาก ดร. ศรีประภา เพชรมีศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาณุภัทร จิตเที่ยง ผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียน ว่าด้วยสิทธิมนุษยชน(AICHR) และ ดร. ศิรดา เขมานิฏฐาไท อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมเป็นวิทยากรแลกเปลี่ยนสถานการณ์ ข้อท้าทาย และข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาและให้การส่งเสริม คุ้มครอง และเฝ้าระวังสิทธิมนุษยชนของผู้แสวงหาที่ลี้ภัย/ผู้ลี้ภัยในเขตเมือง และผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมากลุ่มใหม่อย่างเป็นรูปธรรม ผู้เข้าร่วมประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย/ผู้ลี้ภัยในเขตเมืองและผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมากลุ่มใหม่ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยภายหลังปี 2564 ซึ่งเป็นการโยกย้ายถิ่นฐานแบบผสมผสาน (mixed migration) ทำให้ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนของกลุ่มบุคคลดังกล่าวมีความซับซ้อน ประกอบกับประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองผู้ลี้ภัยและกลไกในการให้ความคุ้มครองผู้ลี้ภัยเป็นการเฉพาะ เนื่องจากไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951 ทำให้การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนมีความท้าทายทั้งด้านสถานะทางกฎหมาย การจัดทำเอกสารแสดงตนหรือที่ใช้พิสูจน์ตัวบุคคล การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะการประกอบอาชีพ การเข้าถึงการศึกษา และบริการสาธารณสุข ตลอดจนมีความเสี่ยงต่อการถูกจับกุม กักขัง และถูกแสวงหาประโยชน์หรือละเมิดสิทธิมนุษยชน อีกทั้งได้แลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางแก้ไขปัญหา อาทิ การจัดทำกฎหมายและนโยบายคนเข้าเมืองระยะยาวอย่างครอบคลุม การสร้างกลไกคัดกรองตามหลักการห้ามผลักดันกลับไปเผชิญอันตราย (Non-Refoulement) การจัดทำฐานข้อมูลและระบบทะเบียนประวัติที่มีความปลอดภัย ตลอดจนการสร้างความรู้ความเข้าใจ และความตระหนักถึงสิทธิมนุษยชน รวมทั้งบทบาทและศักยภาพของผู้แสวงหาที่ลี้ภัย/ผู้ลี้ภัยในการมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย โดยเฉพาะในบริบทของการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged society) สำนักงาน กสม. จะได้นำข้อมูล ความเห็น และข้อเสนอแนะจากการประชุมครั้งนี้ ไปประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้แสวงหาที่ลี้ภัย/ผู้ลี้ภัยในเขตเมือง และผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมากลุ่มใหม่อย่างยั่งยืน และนำไปหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของกลุ่มบุคคลดังกล่าวอย่างเป็นระบบสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>10 ส.ค. 2569, 10:32</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. แลกเปลี่ยนบทบาทการผลักดันกฎหมายตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านภาคบังคับในเวที GANHRI ย้ำความร่วมมือระดับโลกขับเคลื่อนธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17464</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พรประไพ กาญจนรินทร์ พร้อมด้วยที่ปรึกษาประจำ กสม. รัตติกุล จันทร์สุริยา เลขาธิการ กสม. หรรษา หอมหวล และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. เข้าร่วมการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หัวข้อ NHRI Experiences with Mandatory Human Rights Due Diligence (mHRDD) Laws ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งจัดโดยคณะทำงานด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของเครือข่ายพันธมิตรระดับโลกว่าด้วยสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (GANHRI Working Group on Business and Human Rights) การประชุมมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ บทเรียน และบทบาทของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการผลักดันกฎหมายว่าด้วยการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านภาคบังคับ (Mandatory Human Rights Due Diligence: mHRDD) ตลอดจนการส่งเสริมการเข้าถึงการเยียวยาและการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชนในระดับภูมิภาคและระดับสากล ในช่วงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ประธาน กสม. ได้นำเสนอความก้าวหน้าของประเทศไทยในการขับเคลื่อนธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน โดยระบุว่า ภายหลังการประกาศใช้แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (National Action Plan on Business and Human Rights: NAP) ฉบับที่ 1 เมื่อปี 2562 และฉบับที่ 2 เมื่อปี 2566 ประเทศไทยได้พัฒนาสู่การยกร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ พ.ศ. .... (HRDD Law) ซึ่งสะท้อนแนวคิด Smart Mix ที่ผสมผสานมาตรการสมัครใจกับมาตรการทางกฎหมาย พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับกฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ประธาน กสม. ยังได้เน้นย้ำบทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในการส่งเสริมธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมองค์ความรู้และการศึกษาวิจัย การผลักดันเชิงนโยบายผ่านข้อมติสมัชชาสิทธิมนุษยชนเพื่อผลักดันให้บรรจุประเด็น HRDD ไว้ในนโยบายและแผนพัฒนาระดับชาติ รวมถึงการส่งเสริมการจัดตั้งคลินิกด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (BHR Clinic) สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และการร่วมให้ข้อคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ พ.ศ. .... ตลอดจนการผลักดันร่างพระราชบัญญัติป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน (Anti-SLAPP) ประธาน กสม. กล่าวว่า กสม. ได้นำประสบการณ์จากการจัดการเรื่องร้องเรียนด้านสิทธิมนุษยชนและข้อคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ มาใช้ประกอบการเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อให้กฎหมายมีความสมดุล เป็นธรรม และคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง พร้อมทั้งย้ำว่า สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทั่วโลกควรร่วมมือกันแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ เพื่อพัฒนาให้หน้าที่ตามกฎหมายสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง มีประสิทธิภาพ และไม่ก่อให้เกิดภาระเกินสมควรต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ในการประชุม ผู้แทนสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจากสาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐมาลาวี และราชอาณาจักรเดนมาร์ก ได้ร่วมนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนกฎหมายว่าด้วยการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านของภาคธุรกิจ (mHRDD Laws) โดย กสม. สาธารณรัฐเกาหลี ได้ผลักดันให้ภาคเอกชนยกระดับจากมาตรการสมัครใจสู่กฎหมายที่มีผลบังคับใช้ พร้อมจัดทำคู่มือและเครื่องมือประเมินตนเองสำหรับผู้ประกอบการ SMEs เพื่อสร้างความเข้าใจว่ากระบวนการดังกล่าวเป็นการบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจ มิใช่ภาระเพิ่มเติม ด้าน กสม.สาธารณรัฐมาลาวี ได้สะท้อนความสำคัญของการคุ้มครองชุมชนท้องถิ่นและสิทธิแรงงานจากผลกระทบของภาคเกษตรกรรมและเหมืองแร่ พร้อมเสนอให้กฎหมายกำหนดกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่เชื่อมโยงกับการตรวจสอบของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนฐานรากเข้าถึงการเยียวยาได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งเดนมาร์กได้แบ่งปันบทบาทการเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายแก่รัฐบาล เพื่อปรับปรุงกฎหมายภายในให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและกฎระเบียบสหภาพยุโรป พร้อมสนับสนุนเครื่องมือเชิงปฏิบัติการแก่สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อร่วมขับเคลื่อนการยกร่างกฎหมาย mHRDD อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป การประชุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการขับเคลื่อนกฎหมายและมาตรการด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อผลักดันให้การดำเนินธุรกิจเคารพสิทธิมนุษยชนและมีกลไกการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>10 ส.ค. 2569, 10:28</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เรื่อง ขอแสดงความเสียใจต่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์ จังหวัดนนทบุรี</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17459</link>

                
                <description><![CDATA[
                    ตามที่ปรากฏกรณีเด็กนักเรียนชายรายหนึ่งใช้อาวุธปืนกราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ จังหวัดนนทบุรี เมื่อช่วงสายของวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เป็นเหตุให้ครูและนักเรียนหลายรายได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต ขณะที่นักเรียนผู้ก่อเหตุได้ปลิดชีวิตตัวเองในเวลาต่อมานั้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปยังครอบครัวของผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว เหตุการณ์นี้นับเป็นเหตุสลดและสะเทือนขวัญที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของสังคมอย่างยิ่ง เนื่องจากเกิดขึ้นในสถานศึกษาซึ่งควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็กทุกคน และเป็นการก่อเหตุโดยเยาวชนซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ กสม. ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเยียวยาความเสียหายทั้งต่อชีวิตและจิตใจของเด็กนักเรียน ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องทันที ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อลดภาวะบาดแผลทางจิตใจจากเหตุการณ์รุนแรง รวมถึงหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะนี้ขึ้นอีก พร้อมกันนี้ ขอเน้นย้ำถึงหลักการสิทธิเด็กตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม โดยขอความร่วมมือสื่อมวลชนและประชาชนผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์งดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลหรืออัตลักษณ์ส่วนบุคคลที่อาจระบุตัวตนของนักเรียนผู้ก่อเหตุและครอบครัว และขอให้ทุกฝ่ายเคารพในสิทธิความเป็นส่วนตัวของเด็กทุกคนทั้งผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บเพื่อมิให้เกิดการตอกย้ำบาดแผลจากเหตุรุนแรงโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กทุกคนเป็นสำคัญ สุดท้ายนี้ กสม. ขอให้กำลังใจผู้ได้รับผลกระทบทุกฝ่ายและเชื่อมั่นว่าสังคมไทยจะเรียนรู้และก้าวผ่านเหตุรุนแรงนี้ได้ เพื่อปกป้องเด็กทุกคนให้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 7 สิงหาคม 2569--------------English Below-----------Statement of the National Human Rights Commission of Thailand (NHRCT)Expressing Deep Condolences over the Shooting Incident at Debsirin School The National Human Rights Commission of Thailand (NHRCT) expresses its profound sorrow over the tragic shooting incident that occurred at Debsirin Nonthaburi School in Nonthaburi Province during the late morning of 7 August 2026. The incident reportedly involved a male student who opened fire within the school premises, resulting in several teachers and students being injured and killed. The student involved subsequently took his own life.  The NHRCT wishes to extend its deepest condolences to the families of those who lost their lives, to the injured, and to all those affected by this incident. The incident is deeply distressing and has profoundly affected society, particularly as it occurred in an educational institution, which should be a safe and secure environment for every child, and involved a minor who had not yet reached the age of majority. The NHRCT calls upon the relevant authorities to expedite remedies for the loss of lives and mental distress to the students, parents, and education personnel affected by the incident, both in the short and long term to help them cope with and recover from the trauma. At the same time, the authorities should undertake appropriate measures to prevent recurrence of similar incidents. The NHRCT further emphasizes the importance of upholding the principles enshrined in the Convention on the Rights of the Child (CRC), to which Thailand is a State Party and is therefore bound to respect, protect and fulfil the rights recognized therein. In this regard, the NHRCT calls upon members of the media and the public, including users of social media platforms, to refrain from disseminating personal information or identifying details concerning the student involved in the incident and his family. All parties are urged to respect the right to privacy of every child, including both those who lost their lives and those who were injured or otherwise affected. This is to avoid further traumatizing children and their families, keeping the best interests of the child a primary consideration. The NHRCT extends its solidarity to all those affected and remains confident that Thai society can learn from this tragedy and work together to ensure that every child can grow and develop in a safe and supportive environment.National Human Rights Commissions of Thailand7 August 2026
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>7 ส.ค. 2569, 14:55</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 28/2569 กสม. ตรวจสอบกิจการฟาร์มไก่ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนประชาชนกว่า 10 ปี แนะหน่วยงานพิจารณาไม่ต่อใบอนุญาตหากไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ - ชี้กรณีพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรยะลาตรวจเก็บดีเอ็นเอเด็กจากเหตุระเบิดเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก แนะ ตร. ลบข้อมูลและวางแนวปฏิบัติคุ้มครองสิทธิเด็ก - มีหนังสือด่วนที่สุดถึงนายกฯ ขอให้ทบทวนการยุบเลิกธนาคารที่ดิน และปรับปรุงกลไกการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินของประเทศ</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17455</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 28/2569 โดยมีวาระสำคัญ 3 วาระ ดังนี้1. กสม. ตรวจสอบกิจการฟาร์มไก่ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ หลังประชาชนร้องเรียนส่งกลิ่นเหม็นรบกวนนานกว่า 10 ปีแนะหน่วยงานพิจารณาไม่ต่อใบอนุญาตหากไม่สามารถแก้ไขเหตุเดือดร้อนรำคาญได้ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ระบุว่า การประกอบกิจการฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง (ผู้ถูกร้องที่ 1) ในพื้นที่อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทมาตั้งแต่ปี 2557 ได้ส่งกลิ่นเหม็นสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ชุมชนรอบบริเวณฟาร์ม โดยประชาชนในเขตหมู่ที่ 6 และ 8 ตำบลบ้านกลาง อำเภอสันป่าตอง ต้องทนดมกลิ่นเหม็นนานกว่า 10 ปี แม้จะมีผู้ร้องเรียนต่อเทศบาลตำบลบ้านกลาง (ผู้ถูกร้องที่ 2) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหา จึงขอให้ตรวจสอบ กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วปรากฏว่า การประกอบกิจการของฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่แห่งดังกล่าวเป็นระบบปิดที่ได้รับการรับรอง หรือการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการใช้เทคโนโลยีซึ่งคาดว่ามีประสิทธิภาพในระบบบำบัดป้องกันกลิ่น แต่ยังคงสร้างผลกระทบปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นต่อประชาชนโดยรอบ จึงเชื่อได้ว่ามาตรการจัดการกลิ่นเหม็นของฟาร์มไก่ไข่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาผลกระทบได้ทั้งหมด เนื่องจากฟาร์มมีขนาดใหญ่ เลี้ยงไก่จำนวนมากถึง 1.8 แสนตัว อีกทั้งยังอยู่ใกล้ชุมชน ฟาร์มจึงต้องมีมาตรการป้องกันผลกระทบในระดับที่เข้มงวดอย่างมาก       ส่วนเทศบาลตำบลบ้านกลาง แม้จะได้รับเรื่องร้องเรียนและตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกครั้ง พร้อมให้คำแนะนำในการแก้ไขปรับปรุงระบบบำบัดป้องกันกลิ่น ฝุ่นละออง และเสียง จากการประกอบกิจการฟาร์มไก่ไข่แล้วก็ตาม แต่ด้วยเหตุที่ระยะทางของฟาร์มไก่อยู่ใกล้กับชุมชนมาก และมาตรการที่มีอยู่ไม่อาจป้องกันผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ ผู้ร้องและประชาชนที่อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงจึงยังคงได้รับผลกระทบมาต่อเนื่อง และเมื่อพิจารณาแนวคำพิพากษาเกี่ยวกับเหตุรำคาญจากการประกอบกิจการเลี้ยงไก่ของศาลปกครองสูงสุดที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องพิจารณาเรื่องระยะห่างของสถานที่ประกอบกิจการเลี้ยงไก่ตามคำแนะนำของกรรมการสาธารณสุข เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและไม่ก่อเหตุรำคาญ ประกอบกับเทศบาลตำบลบ้านกลางไม่ได้ออกคำสั่งแก้ไขปัญหาเหตุรำคาญให้แก่ประชาชนตามข้อร้องเรียน จึงเป็นการดำเนินการที่ล่าช้าไม่สามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนจนเป็นที่ยุติได้ กสม. เห็นได้ว่าปัญหากลิ่นเหม็นจากการประกอบกิจการของฟาร์มไก่ไข่ (ผู้ถูกร้องที่ 1) ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงสิทธิในการดำรงชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่ดี และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดีของประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม (ICESCR) และข้อมติสหประชาชาติที่ 76/300 ให้การรับรองและคุ้มครองไว้ ทั้งยังไม่สอดคล้องกับหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) และแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) ซึ่งเป็นกรอบนโยบายสำคัญที่รัฐบาลไทยใช้ขับเคลื่อนการทำธุรกิจควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ในขณะที่เทศบาลตำบลบ้านกลาง (ผู้ถูกร้องที่ 2) ก็ไม่ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหากลิ่นเหม็นซึ่งเป็นเหตุรำคาญตามพระราชบัญญัติสาธารณสุข พ.ศ.2535ให้หมดสิ้นไป การประกอบกิจการฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ของผู้ถูกร้องที่ 1 และการละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นของผู้ถูกร้องที่ 2 จึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน  ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปยังบริษัทเอกชน ผู้ถูกร้องที่ 1 ให้สำรวจและแก้ไขปัญหาสาเหตุของกลิ่นเหม็นในทุกขั้นตอน เพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุและปรับปรุงระบบบำบัดกลิ่นเหม็น รวมถึงกำชับเจ้าหน้าที่ในการตรวจตราการทำงานอย่างเคร่งครัด และให้มีช่องทางการแจ้งเรื่องร้องเรียนจากกลิ่นเหม็นสำหรับประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหากลิ่นเหม็นที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกันนี้ให้เทศบาลตำบลบ้านกลาง ผู้ถูกร้องที่ 2 ตรวจสอบและออกคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติสาธารณสุข พ.ศ. 2535 เพื่อให้ฟาร์มไก่ไข่แห่งดังกล่าวปรับปรุงแก้ไขเหตุเดือดร้อนรำคาญ หรือปรับปรุงสถานประกอบการและติดตามผลจนกว่าการแก้ไขจะเสร็จสิ้น หากยังมีเรื่องร้องเรียนโดยไม่เป็นที่ยุติ ให้พิจารณาระงับการต่อใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ถูกร้องที่ 1 รวมทั้งกำหนดแผนงานในการตรวจติดตามการแก้ไขปัญหากลิ่นเหม็นจากสถานประกอบการของฟาร์มอย่างน้อยปีละ 2 ครั้งกสม. ยังมีข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยระบุให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการดำเนินธุรกิจโดยเคารพสิทธิมนุษยชนตามหลักการ UNGPs ให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่ต้องปฏิบัติตามแผน NAP ระยะที่ 2 และให้ร่วมกับกรมปศุสัตว์ จัดอบรมให้ความรู้เรื่องการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) แก่ผู้ถูกร้องที่ 1 เพื่อให้ประกอบกิจการฟาร์มเลี้ยงไก่โดยเคารพสิทธิมนุษยชน  ในส่วนเทศบาลตำบลบ้านกลางให้กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาให้สถานประกอบกิจการเลี้ยงไก่สอดคล้องตามคำแนะนำของคณะกรรมการพิจารณาต่อใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และควรประสานหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยในพื้นที่ อาทิ ศูนย์อนามัยที่ 1 (เชียงใหม่) เพื่อให้ความเห็นประกอบการพิจารณาและกำหนดเงื่อนไขการต่อใบอนุญาตให้แก่ผู้ถูกร้องที่ 1 ด้วย ทั้งนี้ ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ศึกษาและติดตามผลกระทบด้านสุขภาพอนามัยสิ่งแวดล้อมของประชาชนในพื้นที่ต่อไป2. กสม. ชี้กรณีพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรยะลา ตรวจเก็บดีเอ็นเอของเด็กจากเหตุระเบิดเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก แนะ ตร. ลบข้อมูลและวางแนวปฏิบัติคุ้มครองสิทธิเด็ก นายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ผ่านเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ ระบุว่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดเหตุระเบิดขึ้นในบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ตำบลยะลา อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ต่อมาพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัดยะลา (ผู้ถูกร้อง) ได้เชิญตัวมารดาซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน พร้อมบุตรชายอายุ 10 ปี และบุตรสาวอายุ 8 ปี (ผู้เสียหาย) ไปยังสถานีตำรวจ และได้เก็บตัวอย่างสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) ของทั้งสามคนโดยใช้สำลีป้ายกระพุ้งแก้ม พร้อมให้ลงนามในเอกสารยินยอม โดยผู้ร้องอ้างว่าเจ้าหน้าที่มิได้แจ้งเหตุผลหรือแจ้งสิทธิใด ๆ ให้ครอบครัวทราบ ผู้ร้องเห็นว่าการเก็บข้อมูลดีเอ็นเอของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย จึงขอให้ตรวจสอบและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลบหรือทำลายข้อมูลดังกล่าว กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 28 รับรองสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย และมาตรา 32 คุ้มครองสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งการจำกัดสิทธิดังกล่าวจะกระทำได้ต่อเมื่ออาศัยอำนาจตามกฎหมาย เพื่อประโยชน์สาธารณะ และเพียงเท่าที่จำเป็นและได้สัดส่วนเท่านั้น ประกอบกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ข้อ 3 กำหนดให้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นลำดับแรกในการกระทำทุกประการที่เกี่ยวกับเด็ก ขณะที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131 และมาตรา 131/1 ให้อำนาจพนักงานสอบสวนตรวจเก็บสารพันธุกรรมจากผู้ต้องหา ผู้เสียหาย หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องได้เฉพาะในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี โดยต้องกระทำเพียงเท่าที่จำเป็นและสมควร ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และต้องได้รับความยินยอม  จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า เหตุระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นในบ้านซึ่งมารดาของเด็กทั้งสองเป็นเจ้าของและผู้ครอบครอง โดยขณะเกิดเหตุมีสามีของมารดาพร้อมกลุ่มเพื่อนอยู่ในบ้านและหลบหนีไปทันทีหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตรวจพบวัสดุอุปกรณ์ประกอบวัตถุระเบิดและคราบโลหิตหลายจุดในที่เกิดเหตุ ต่อมาพนักงานสอบสวนได้ประสานผ่านกำนันในพื้นที่ให้เชิญตัวมารดาพร้อมบุตรทั้งสองมายังสถานีตำรวจ และเก็บดีเอ็นเอของทั้งสามคนโดยใช้สำลีป้ายกระพุ้งแก้ม พร้อมอธิบายเหตุผลก่อนดำเนินการและมีกำนันในพื้นที่ร่วมเป็นพยาน โดยมารดาได้ลงนามยินยอมให้ตรวจเก็บดีเอ็นเอของตนเองและบุตรทั้งสอง ผลการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าดีเอ็นเอของบุตรทั้งสองมีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตกับเจ้าของคราบโลหิตในที่เกิดเหตุ ต่อมาศาลจังหวัดยะลาได้ออกหมายจับมารดาและสามีในความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายและวัตถุระเบิด กสม. พิจารณาเห็นว่า กรณีพนักงานสอบสวนตรวจเก็บ ดีเอ็นเอของมารดา (ผู้เสียหายที่ 1) เนื่องจากเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองบ้านที่เกิดเหตุ จึงมีเหตุอันควรเชื่อว่าสารพันธุกรรมของมารดาอาจปะปนอยู่กับวัตถุพยานในที่เกิดเหตุ จึงมีสถานะเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งจำเป็นต้องตรวจเก็บเพื่อคัดแยกจากสารพันธุกรรมของผู้กระทำความผิด อีกทั้งผู้ถูกร้องใช้วิธีการที่กระทบร่างกายน้อยที่สุดและได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร แม้ความยินยอมจะให้ไว้ขณะอยู่ที่สถานีตำรวจ แต่ยังไม่ถึงขนาดทำให้การดำเนินการขาดความได้สัดส่วน ในชั้นนี้จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในส่วนของบุตรทั้งสองซึ่งเป็นเด็ก กสม. เห็นว่าเด็กทั้งสองมิได้มีสถานะเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีการเก็บดีเอ็นเอมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานทางชีวภาพพิสูจน์ความสัมพันธ์กับบิดาซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยที่หลบหนี แม้กฎหมายจะให้อำนาจตรวจเก็บจาก บุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการใช้เด็กเป็นพยานหลักฐานทางชีวภาพเพื่อความสะดวกในการสืบสวน แต่ยังมีทางเลือกอื่น เช่น การเก็บจากสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ต้องสงสัยได้ ประกอบกับขณะให้ความยินยอม มารดาอยู่ในสถานะที่ถูกกดดันและต่อมาถูกดำเนินคดี ทำให้ความยินยอมที่ได้รับจากมารดาในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมมีข้อบกพร่อง การตรวจเก็บดีเอ็นเอของเด็กทั้งสองจึงขัดต่อหลักความจำเป็นและหลักความได้สัดส่วน ไม่คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) จึงรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่27 กรกฎาคม 2569 จึงมีมติเห็นควรมีข้อเสนอแนะให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สั่งการให้ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 ทำลายตัวอย่างชีวภาพและลบข้อมูลสารพันธุกรรม (DNA) ของเด็กทั้งสองออกจากฐานข้อมูลทุกระบบ พร้อมจัดทำบันทึกการทำลายไว้เป็นหลักฐานและให้ตำรวจภูธรจังหวัดยะลากำหนดแนวปฏิบัติเป็นลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับการตรวจเก็บดีเอ็นเอของเด็กและเยาวชน อย่างน้อยต้องมีการเปรียบเทียบทางเลือกอื่นที่กระทบสิทธิของเด็กน้อยที่สุด การประเมินและจัดทำบันทึกประโยชน์สูงสุดของเด็กก่อนดำเนินการ และการตรวจสอบสภาพแวดล้อมที่อาจกระทบต่อการให้ความยินยอมโดยเสรีของผู้แทนโดยชอบธรรม3. กสม. มีหนังสือด่วนที่สุดถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้ทบทวนการยุบเลิกธนาคารที่ดินและปรับปรุงกลไกการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินของประเทศ เพื่อคุ้มครองสิทธิเกษตรกรยากไร้นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 4 แห่งในจังหวัดจันทบุรีเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ระบุว่าได้รับผลกระทบจากมติคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน (กพม.) ที่ให้ยุติการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. และโดยที่ กสม. เห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นเรื่องสิทธิในมาตรฐานการครองชีพ อันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิในที่ดินและสิทธิชุมชน จึงได้ประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยรับฟังข้อเท็จจริงและความเห็นจากหน่วยงาน ตลอดจนนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงและสภาพปัญหาเกี่ยวกับการจัดการที่ดิน สรุปได้ดังนี้ ประเทศไทยประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองที่ดินมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกษตรกรผู้ยากไร้จำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยได้อย่างมั่นคง รัฐบาลจึงจัดตั้ง บจธ. ขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2554 โดยวัตถุประสงค์สำคัญในการจัดตั้ง “ธนาคารที่ดิน” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองที่ดิน สนับสนุนเกษตรกรผู้ยากไร้ให้เข้าถึงที่ดินทำกิน และส่งเสริมการบริหารจัดการที่ดินในรูปแบบกลุ่มหรือชุมชน โดยกำหนดให้ บจธ. เป็นองค์การมหาชนที่มีกรอบระยะเวลาการดำเนินงาน โดยระหว่างปี 2559 – 2568 บจธ. ได้ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรยากไร้จำนวนมากผ่านโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน โครงการป้องกันการสูญเสียสิทธิในที่ดิน โครงการตลาดกลางที่ดิน และโครงการนำร่องธนาคารที่ดิน ทำให้เกษตรกรมีความมั่นคงในการดำรงชีพ ลดภาระหนี้สิน และรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก อย่างไรก็ตาม พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งฯ พ.ศ. 2554 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2568 กำหนดให้ บจธ. ยุบเลิกเมื่อพ้นวันที่ 30 กันยายน 2569 ที่จะถึงนี้ โดยเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 กพม. มีมติให้ บจธ. ยุติการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณ  กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่าการยุติการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณของ บจธ. ส่งผลให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ในโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการจำนวนมากต้องหยุดชะงักลง ทั้งการจัดซื้อที่ดิน การพัฒนาสาธารณูปโภคในพื้นที่ชุมชน การป้องกันการสูญเสียสิทธิในที่ดิน และการช่วยเหลือเกษตรกรที่มีภาระหนี้สิน เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบมีความเสี่ยงในการถูกยึดหรือสูญเสียที่ดิน ถูกฟ้องขับไล่ สูญเสียโอกาสทางการศึกษาของบุตรหลาน และสูญเสียอาชีพ ตลอดจนได้รับผลกระทบต่อสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตของครอบครัว หากไม่มีมาตรการรองรับหรือกลไกทดแทนที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ อาจส่งผลให้การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินของประเทศเกิดภาวะชะงักงัน และก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้างต่อเกษตรกรผู้ยากไร้ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง การดำเนินการของ บจธ. จึงไม่ควรคำนึงถึงเพียงการประเมินความคุ้มค่าเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะสิทธิในมาตรฐานการครองชีพ สิทธิในที่ดิน และสิทธิชุมชน ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 72 และมาตรา 73 ที่กำหนดหน้าที่ของรัฐในการกระจายการถือครองที่ดินและช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ให้มีที่ดินทำกินอย่างเป็นธรรม ประกอบกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) รวมถึงปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของเกษตรกร (UNDROP) ยืนยันว่า การเข้าถึงที่ดินเป็นองค์ประกอบสำคัญของสิทธิในการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี  กสม. เห็นว่า การยุบเลิก บจธ. ไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหาการจัดการที่ดินของประเทศ ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยกลไกการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในระยะยาว อีกทั้งสำนักงบประมาณเห็นว่า บจธ. มีความคุ้มค่าทั้งด้านความสอดคล้องและความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ผลกระทบ และความยั่งยืน โดย บจธ. สามารถจัดซื้อที่ดินได้ต่ำกว่าราคาประเมินและสร้างรายได้เฉลี่ยให้ครัวเรือนประมาณ 16,000 บาทต่อเดือน อย่างไรก็ตาม ภารกิจของ บจธ. ไม่ได้ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นโดยตรง หากโอนถ่ายภารกิจไปหลายหน่วยงานอาจทำให้ประสิทธิภาพ บจธ. ลดลง และกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณ ด้วยเหตุนี้ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (นางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์) จึงมีหนังสือด่วนที่สุด ที่ สม 0502/28 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้พิจารณาทบทวนการยุบเลิก บจธ. และปรับปรุงกลไกการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิในที่ดินของประเทศ โดยพิจารณามอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านที่ดินของประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งฯ โดยไม่กำหนดระยะเวลายุบเลิก บจธ. พร้อมทั้งทบทวนและปรับปรุงรูปแบบและภารกิจของ บจธ. ให้เป็นกลไกของรัฐเชิงธุรกิจควบคู่กับการบริการสังคมด้านการลดความเหลื่อมล้ำและกระจายการถือครองที่ดินเพื่อคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรผู้ยากไร้อย่างครบวงจร ทั้งนี้ กสม. ได้หารือแลกเปลี่ยนในเบื้องต้นกับรองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินในบริบทของ บจธ. ด้วยแล้วสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ7 สิงหาคม2569
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>7 ส.ค. 2569, 13:40</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>ประธาน กสม. หารือผู้แทนไทยใน AICHR ขับเคลื่อนความร่วมมือด้านสิทธิมนุษยชนระดับภูมิภาคเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประธานอาเซียน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17452</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พรประไพ กาญจนรินทร์ พร้อมด้วยที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รัตติกุล จันทร์สุริยา เลขาธิการ กสม. หรรษา หอมหวล และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ได้หารือร่วมกับผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AICHR) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ภาณุภัทร จิตเที่ยง พร้อมด้วยนักการทูตชำนาญการ (ที่ปรึกษา) กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ หลุยส์มงคล ทรัพย์กุล และคณะเจ้าหน้าที่ AICHR ประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยและแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือร่วมกัน ตลอดจนการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยที่จะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนและประธาน AICHR ในปี 2571 ประธาน กสม. เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่าง AICHR ในฐานะกลไกด้านสิทธิมนุษยชนของอาเซียนกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อผลักดันประเด็นสิทธิมนุษยชนทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค อาทิ การเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD) ที่ควรให้ความสำคัญกับมิติสิทธิมนุษยชนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิในการได้รับการประกันตัว สถานการณ์ผู้ลี้ภัยและผู้หนีภัยการสู้รบ ตลอดจนปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน เช่น มลพิษจากฝุ่น PM 2.5 การทำเหมืองหรือการสร้างเขื่อนในลักษณะที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนและวิถีชุมชน ในโอกาสนี้ ผู้แทนไทยใน AICHR นำเสนอทิศทางการดำเนินงานของ AICHR ที่ยังคงให้ความสำคัญกับการสานต่อประเด็นที่ดำเนินการอยู่และการผลักดันประเด็นใหม่ ๆ เช่น ประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (Business and Human Rights: BHR) ประเด็นเมืองสิทธิมนุษยชน (Human Rights City) การรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติ ปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน สิทธิคนพิการ และประเด็นการโยกย้ายถิ่นฐาน โดย AICHR ประเทศไทยมีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการผลักดันวาระสำคัญทางสิทธิมนุษยชน ผ่านรูปแบบการทำงานและช่องทางที่หลากหลาย เพื่อส่งเสริมบทบาทและการรับรู้เกี่ยวกับ AICHR ตลอดจนเพื่อให้ประเด็นสิทธิมนุษยชนได้รับการผลักดันในระดับนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในประเด็นที่มีความสนใจร่วมกัน โดยเฉพาะประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ประเด็นสิ่งแวดล้อม รวมถึงการผลักดันประเด็นสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ ในเวทีอาเซียนและเวทีอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในระดับประเทศและภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>7 ส.ค. 2569, 07:35</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ปรีดา ลงพื้นที่พบปะผู้ชุมนุมและรับฟังข้อมูล ณ บริเวณทำเนียบรัฐบาล</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17451</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ลงพื้นที่พบปะผู้ชุมนุมจากขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move) และเครือข่ายประชาชนจากทั่วประเทศ เพื่อติดตามสถานการณ์และรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับกรณีที่รัฐบาลมีคำสั่งยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 และมีแนวทางปรับโครงสร้างสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิในที่ดินทำกินและความมั่นคงในการดำรงชีวิตของเกษตรกรและชุมชนทั่วประเทศ โดยผลการหารือของตัวแทนของขบวนการ P-move ร่วมกับนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี มีข้อสรุปสำคัญ คือ รัฐบาลจะคุ้มครองพื้นที่ที่ประสงค์ดำเนินงานในรูปแบบโฉนดชุมชนไม่ให้ถูกคุกคามหรือบีบบังคับให้เข้าสู่แนวทางการจัดการที่ดินของรัฐ และจะส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเข้าถึงการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้ พร้อมทั้งมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติเร่งรัดการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จโดยเร็ว สำหรับประเด็นเกี่ยวกับ บจธ. ที่ประชุมเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาการกระจายการถือครองที่ดินตามแนวทางของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) และกำหนดว่าจะยังไม่มีการยุบ บจธ. จนกว่าการดำเนินงานด้านการกระจายการถือครองที่ดินจะแล้วเสร็จ ทั้งนี้ รัฐบาลได้ลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาของ P-move แล้วจำนวน 13 คณะ และมอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติเร่งรัดการพิจารณาแนวทางเกี่ยวกับสิทธิและสถานะของโฉนดชุมชนให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ก่อนเสนอผลการดำเนินงานต่อคณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังได้กำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวเพื่อป้องกันมิให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากการขับไล่ การรื้อถอน หรือการดำเนินการของรัฐที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายเกินสมควรในช่วงเปลี่ยนผ่าน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง รวมทั้งติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการตามข้อสรุปของรัฐบาล เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชน โดยเฉพาะสิทธิในที่ดินทำกิน สิทธิในการมีมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ และสิทธิในการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะที่อาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและชุมชนของประชาชน
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>7 ส.ค. 2569, 07:33</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ศยามล รับเรื่องร้องเรียนกรณีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนถูกคุกคาม</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17450</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 เวลา 16.00 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รับเรื่องร้องเรียนจากเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง กรณีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนถูกดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะ หรือ ฟ้องปิดปาก (SLAPPs) และถูกคุกคามชีวิต ณ ห้องรับรอง 604 สำนักงาน กสม.
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>7 ส.ค. 2569, 07:30</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ร่วมกรมประมง–ทช. รับฟังความเห็นประชาชน กรณีแนวเขตทำการประมงชุมชนในทะเลนอกเขตอุทยานฯ หาดขนอม–หมู่เกาะทะเลใต้ (เตรียมการ)</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/17449</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30–13.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับกรมประมงและกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับแนวเขตทำการประมงของชุมชนในทะเลนอกเขตอุทยานแห่งชาติหาดขนอม–หมู่เกาะทะเลใต้ (เตรียมการ) ภายใต้โครงการ “คลินิกสิทธิมนุษยชน” ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารปฏิบัติการโรงแรมและศูนย์ฝึกอบรม ชั้น 3 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมี นางสาวมณีรัตน์ มิตรปราสาท ที่ปรึกษาประจำ กสม. รองศาสตราจารย์ธนพร ศรียากูล ผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมด้วยนายธรรมรัฐ สิงห์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้แทน ทช. และนายพาสนกร ใจสนุก ประมงอำเภอขนอม ผู้แทนกรมประมง ร่วมชี้แจงข้อมูลและรับฟังข้อคิดเห็นจากประชาชน โดยการประชุมดังกล่าว มีผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น ผู้แทนภาคประมง และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกว่า 100 คน  ในการนี้ผู้แทน ทช. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเตรียมประกาศพื้นที่คุ้มครองโลมาในอ่าวขนอม ซึ่งมีการกำหนดมาตรการคุ้มครองทรัพยากรและควบคุมกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อโลมา ขณะที่ผู้แทนจากกรมประมงให้ข้อมูลว่า อำเภอขนอมมีองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น 18 องค์กร ซึ่งมีกฎกติกาชุมชนในการดูแลทรัพยากร และดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำและการจัดทำซั้ง เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ชุมชน สำหรับในประเด็นเรื่องพื้นที่เตรียมการประกาศเขตอุทยานแห่งชาตินั้น นายอเนตฐา อุ้ยกิ้ม หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดขนอม–หมู่เกาะทะเลใต้ (เตรียมการ) ให้ข้อมูลว่า ได้ปรับปรุงแนวเขตพื้นที่เตรียมการมาอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูล ณ วันที่ 17 เมษายน 2569 เหลือพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการเตรียมประกาศเพียง 73,092 ไร่ จากเดิม 197,614 ไร่  ขณะที่ประชาชนได้สะท้อนข้อห่วงกังวลว่า การประกาศพื้นที่คุ้มครองและการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิในการประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน การตกปลา และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการนำเที่ยวชมโลมา พร้อมเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยแนวเขตและแผนที่ฉบับปัจจุบันอย่างชัดเจน กำหนดหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์พื้นที่ให้มีความชัดเจน และเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาอย่างแท้จริง ทั้งนี้ กสม. จะนำความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อห่วงกังวลของประชาชนจากเวทีดังกล่าวประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่และอำนาจ โดยมุ่งให้การคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งดำเนินควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิทธิ วิถีชีวิต และการประกอบอาชีพของประชาชนในพื้นที่อย่างสมดุล ต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>7 ส.ค. 2569, 07:28</pubDate>
            </item>
            </channel>
</rss> 

