




<rss version="2.0">
    <channel>
        <language>th</language>
        <title>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</title>
        <link>https://www.nhrc.or.th/rss/category/89</link>
        <description>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</description>
        <counter>50</counter>
                    <item>
                <title>กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 15/2569 กสม. เผยผลการตรวจสอบกรณีพบห้อง VIP ผู้ต้องขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ชี้เป็นการเอื้อประโยชน์โดยมิชอบและละเมิดสิทธิมนุษยชน - มีหนังสือถึงนายกฯ เร่งรัด ครม. ยืนยันร่างกฎหมายอากาศสะอาดภายใน 60 วัน นับแต่วันประชุมรัฐสภาครั้งแรก เตรียมจัดเวทีผ่าทางออกวิกฤต PM 2.5 6 พ.ค. นี้</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16900</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และ นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 15/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้1. กสม. เผยผลการตรวจสอบกรณีพบห้องVIP ผู้ต้องขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ชี้เป็นการเลือกปฏิบัติเพื่อเอื้อประโยชน์โดยมิชอบและละเมิดสิทธิมนุษยชน นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏกรณีชุดปฏิบัติการพิเศษของกรมราชทัณฑ์ตรวจค้นเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 และพบห้องลับที่ถูกดัดแปลงเป็นห้องรับรองพิเศษ (VIP) เพื่ออำนวยความสะดวกและให้บริการแก่กลุ่มผู้ต้องขังชาวจีนและผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 เห็นว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ส่งผลกระทบต่อหลักความเสมอภาคอันเป็นสาระสำคัญของสิทธิมนุษยชน จึงมีมติให้หยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตามนัยมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560  กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 4 และมาตรา 27 บัญญัติรับรองและคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล พร้อมทั้งห้ามการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ไม่ว่าด้วยเหตุแห่งถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ สถานะของบุคคล หรือฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม หลักการดังกล่าวย่อมใช้บังคับแก่บุคคลทุกคน รวมถึงผู้ต้องขังด้วย สอดคล้องกับข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (Mandela Rules) ซึ่งกำหนดให้ปฏิบัติต่อผู้ต้องขังโดยไม่เลือกปฏิบัติและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และกำหนดให้มีระบบตรวจสอบเรือนจำทั้งภายในและโดยหน่วยงานอิสระภายนอก เพื่อความโปร่งใสและเกิดความรับผิดชอบ  จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่จากกรมราชทัณฑ์ได้สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่จากเรือนจำอีก 11 แห่ง เข้าจู่โจมตรวจค้นเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พบอดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และคณะเลขานุการในพื้นที่บริเวณอาคารที่ทำการ นอกจากนี้ยังพบนายหน้าชาวจีนกับผู้หญิงชาวจีนอีก 1 คน อยู่ด้านนอกห้อง VIP โดยภายในห้องดังกล่าวมีผู้ต้องขังชาวจีนกับผู้หญิงชาวจีนที่นายหน้าจัดหามากำลังปฏิบัติภารกิจส่วนตัว ซึ่งช่วงเวลาก่อนหน้านั้นในวันเดียวกันมีครอบครัวผู้ต้องขังทั้งชาวไทยและชาวจีนมาพบผู้ต้องขังที่ห้อง VIP นี้ด้วย ทั้งที่เป็นวันหยุดราชการและห้ามมิให้บุคคลภายนอกพบผู้ต้องขัง หลังเหตุการณ์จู่โจมตรวจค้นดังกล่าว กรมราชทัณฑ์ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงพบว่า พฤติการณ์ของอดีตผู้บัญชาการเรือนจำ และเจ้าพนักงานราชทัณฑ์ 1 ราย เข้าข่ายปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและไม่เป็นไปตามระเบียบราชการ จึงได้รายงานผลต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเพื่อพิจารณา ซึ่งต่อมากระทรวงยุติธรรมมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงกับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยอยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบสวน สำหรับพฤติกรรมปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและไม่เป็นไปตามระเบียบราชการซึ่งเข้าข่ายการทุจริต อยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงเชื่อได้ว่า เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์โดยมิชอบต่อผู้ต้องขังชาวจีนรวมถึงผู้ต้องขังบางคนจริง จากการชี้แจงข้อเท็จจริงของผู้แทนกรมราชทัณฑ์และเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พบว่า การเอื้อประโยชน์แก่ผู้ต้องขังบางราย ทั้งในเรื่องการเยี่ยมญาติในลักษณะเป็นครอบครัวและการใช้บริการทางเพศ มีสาเหตุเกิดจากการมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยอดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีพฤติการณ์สั่งการด้วยวาจาให้เลขานุการเบิกตัวผู้ต้องขังออกจากการควบคุมตามปกติเพื่อเลี่ยงการจัดทำเอกสารหลักฐาน ประกอบกับเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชาระดับสูง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ใต้บังคับบัญชาผู้ควบคุมตัวผู้ต้องขังไม่กล้าคัดค้านหรือบันทึกข้อมูลการเบิกตัวดังกล่าวไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 ประกอบระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการเยี่ยม การติดต่อของบุคคลภายนอกกับผู้ต้องขัง และการเข้าดูกิจการหรือติดต่อการงานกับเรือนจำ พ.ศ. 2561  จากการตรวจสอบยังปรากฏข้อเท็จจริงอีกว่า การให้ผู้ต้องขังใช้ห้อง VIP มักเกิดขึ้นในช่วงวันหยุดราชการซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจำนวนน้อย ประกอบกับห้อง VIP เป็นพื้นที่เฉพาะสำหรับผู้บริหาร ทำให้การรับรู้ของเจ้าหน้าที่เป็นไปโดยจำกัด ส่งผลให้กลไกการตรวจสอบภายในไม่อาจทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์โดยมิชอบต่อผู้ต้องขังชาวจีนรวมถึงผู้ต้องขังบางคน ส่งผลให้ผู้ต้องขังส่วนใหญ่ได้รับการปฏิบัติในสาระสำคัญเดียวกันที่แตกต่างออกไป ไม่สอดคล้องกับหลักความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติซึ่งเป็นหลักการสำคัญของสิทธิมนุษยชนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และ Mandela Rules ให้การรับรองและคุ้มครองไว้ และเมื่อการเอื้อประโยชน์ดังกล่าวมิได้กระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง จึงรับฟังได้ว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ กรณีนี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเห็นควรส่งรายงานผลการตรวจสอบฉบับนี้ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ใช้ประกอบการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจต่อไป  ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังกระทรวงยุติธรรมให้เร่งรัดการดำเนินการของคณะกรรมการสอบสวนตามคำสั่งกระทรวงยุติธรรม ที่ 240/2568 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 รวมทั้งให้รายงานความคืบหน้าผลการดำเนินการต่อสาธารณชนเป็นระยะ เพื่อสร้างการรับรู้ ความเชื่อมั่น และความไว้วางใจของประชาชนต่อระบบงานราชทัณฑ์ และให้กรมราชทัณฑ์สั่งการกำชับให้บุคลากรของเรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่ง ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 และระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการเยี่ยม การติดต่อของบุคคลภายนอกกับผู้ต้องขัง และการเข้าดูกิจการหรือติดต่อการงานกับเรือนจำ พ.ศ. 2561 รวมทั้งมาตรฐานการปฏิบัติงานด้านการควบคุมผู้ต้องขัง (Standard Operating Procedures for Custodial Measures: SOPs) อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันมิให้เกิดการเลือกปฏิบัติในลักษณะเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันนี้ขึ้นอีก พร้อมกันนี้ ให้กระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ขยายผลการดำเนินการในลักษณะเดียวกับเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปยังเรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่ง เพื่อขจัดปัญหาการเลือกปฏิบัติต่อผู้ต้องขังและพฤติกรรมที่มิชอบของเจ้าหน้าที่ด้วย2. กสม. มีหนังสือถึงนายกฯ เร่งรัด ครม. ยืนยันร่างกฎหมายอากาศสะอาดภายใน 60 วัน นับแต่วันประชุมรัฐสภาครั้งแรกเตรียมจัดเวทีผ่าทางออกวิกฤตPM 2.5 ร่วมภาครัฐ ภาคประชาสังคม และพรรคการเมือง 6 พ.ค. นี้ นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า สถานการณ์ปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM 2.5 ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในภาคเหนือและในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการตรากฎหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชน โดยที่ผ่านมา เมื่อเดือนสิงหาคม 2566 กสม. มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี แจ้งข้อเสนอแนะกรณีปัญหามลภาวะทางอากาศในพื้นที่ 8 จังหวัด ภาคเหนือตอนบน ต่อมาเมื่อเดือนมีนาคม 2567 มีหนังสือถึงประธานวุฒิสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ซึ่งในเวลานั้นมีการเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร 7 ฉบับ และเมื่อเดือนธันวาคม 2568 มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีแจ้งข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM 2.5 อย่างไรก็ตาม เมื่อมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของวุฒิสภาจึงเป็นอันตกไป  กสม. เห็นว่า ปัจจุบันประชาชนยังคงประสบปัญหาจาก PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างร้ายแรงและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อีกทั้งประเทศไทยอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อมาตรฐานด้านอากาศสะอาดและนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยมีกฎหมายที่จะเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและหลักการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยเฉพาะหลักการป้องกัน หลักการระวังไว้ก่อน หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย และหลักการกระจายอำนาจ ล่าสุด ประธาน กสม. (นางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์) จึงมีหนังสือ ลงวันที่ 23 เมษายน 2569 ถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้เร่งรัดคณะรัฐมนตรียืนยันร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... ภายในกรอบระยะเวลา 60 วัน นับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีจากการมีอากาศที่สะอาดคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับ ปัญหามลพิษทางอากาศในประเทศไทยมีแหล่งกำเนิดจากหลายภาคส่วน ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคคมนาคม ภาคป่าไม้ ภาคเกษตรกรรม ภาคเมือง รวมทั้งจากมลพิษข้ามพรมแดน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิในสุขภาพของประชาชน สิทธิทางเศรษฐกิจและมาตรฐานการครองชีพ รวมตลอดทั้งสิทธิในการรับรู้ข่าวสาร เช่น การแจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นที่รวดเร็ว ครอบคลุม และเข้าใจง่าย โดยธนาคารโลก (World Bank) ประเมินความเสียหายทางสุขภาพจากมลพิษทางอากาศของไทยมีมูลค่ากว่า 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 3.89 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบหนักในภาคการท่องเที่ยว ในการนี้ เพื่อผนึกกำลังของทุกภาคส่วนในประเทศไทยในการหาทางออกเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วน กสม. จึงมีกำหนดจัดเวทีเสวนา “ผนึกกำลังผ่าทางออกวิกฤตฝุ่น PM 2.5 การคุ้มครองสิทธิและการก้าวต่อไปของกฎหมายอากาศสะอาด” ในวันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 – 16.30 น. ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพปัญหา ผลกระทบและแนวทางการแก้ไขปัญหา PM 2.5 ร่วมกับภาครัฐ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และพรรคการเมือง โดยจะรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะในการปรับปรุงกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในประเทศไทยต่อไปสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ1 พฤษภาคม2569
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>1 พ.ค. 2569, 11:02</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>สารคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เนื่องใน “วันแรงงานสากล” 1 พฤษภาคม ประจำปี 2569</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16895</link>

                
                <description><![CDATA[
                    “แรงงานไม่ใช่สินค้า” คือกระบวนทัศน์สำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิแรงงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) โดยมุ่งเน้นให้นานาประเทศร่วมกันขจัดแรงงานบังคับ การใช้แรงงานเด็ก การเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงานทุกรูปแบบ รวมทั้งส่งเสริมให้แรงงานมีเสรีภาพในการสมาคม การเจรจาต่อรอง มีสุขภาพที่ดีและมีความปลอดภัยในการทำงาน  ที่ประชุมสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2568 ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายคนทำงาน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ ภาคเอกชน และหน่วยงานของรัฐ ได้พิจารณาสถานการณ์และประเด็นท้าทายของสิทธิแรงงาน เห็นว่า รัฐมีความพยายามแก้ไขและจัดทำกฎหมายหลายฉบับเพื่อคุ้มครองแรงงาน แต่ยังคงไม่สอดคล้องกับสถานการณ์และรูปแบบการจ้างงานที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ส่งผลให้การคุ้มครองแรงงานที่มีลักษณะงานแตกต่างกันไม่ครอบคลุมตามมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ แรงงานกลุ่มต่าง ๆ ได้แก่ แรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบ แรงงานแพลตฟอร์ม แรงงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศ แรงงานข้ามชาติ แรงงานในสถานบริการ และแรงงานจ้างเหมาบริการ ยังเผชิญปัญหาสำคัญ เช่น ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ความปลอดภัยและการถูกคุกคามทางเพศในการทำงาน สัญญาที่ไม่เป็นธรรม รูปแบบการทำงานที่ไม่มั่นคง เข้าไม่ถึงระบบประกันสังคม เสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ เนื่องในโอกาสวันแรงงานสากล 1 พฤษภาคม ประจำปี 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จึงขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 และฉบับที่ 98 ซึ่งรับรองเสรีภาพในการสมาคม และสิทธิในการรวมตัวและการเจรจาต่อรอง เพื่อประโยชน์ในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และการทำข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรป (FTA Thai-EU) รวมทั้งเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานและสมาชิกในครอบครัว ค.ศ. 1990 ขององค์การสหประชาชาติ  พร้อมกันนี้ ขอให้กระทรวงแรงงานดำเนินการปฏิรูปกฎหมายแรงงานทั้งระบบเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานสากล โดยจัดทำเป็นประมวลกฎหมายแรงงาน ออกกฎกระทรวงแรงงานเพื่อคุ้มครองแรงงานแฟลตฟอร์ม และแรงงานที่ทำงานในสถานบริการ ซึ่งมีลักษณะงานพิเศษ เพื่อให้แรงงานทุกคนได้รับความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม บรรลุเป้าหมายการเข้าถึงงานที่มีคุณค่า (decent work) และการจ้างงานที่เป็นธรรม (fair work) โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ30 เมษายน 2569
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>30 เม.ย. 2569, 14:50</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ประชุมร่วมสภาองค์กรของผู้บริโภค หารือแนวทางคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาของเด็ก และการเก็บเงินบํารุงการศึกษา</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16894</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พรประไพ กาญจนรินทร์ พร้อมด้วย กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ วสันต์ ภัยหลีกลี้ เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรรษา หอมหวล ที่ปรึกษาสำนักงาน กสม. ด้านสิทธิมนุษยชน วรพร นรเศรษฐวิวัฒน์ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ร่วมประชุมหารือแนวทางคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาของเด็ก และการเก็บเงินบํารุงการศึกษา ระหว่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กับสภาองค์กรของผู้บริโภค ณ ห้องประชุม 704 ชั้น 7 สำนักงาน กสม. ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางคุ้มครองสิทธิเด็กในการเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่ถูกผูกโยงกับความสามารถในการชำระเงินบำรุงการศึกษา การกำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการป้องกันการละเมิดสิทธิจากการเรียกเก็บเงินของสถานศึกษา การจัดทำกลไกรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้ร้องเรียนจากการถูกเลือกปฏิบัติ และการยกระดับข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเสนอต่อกระทรวงศึกษาธิการ นำเสนอร่างข้อเสนอโดยฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาองค์กรของผู้บริโภค ทั้งนี้ กสม. และสภาองค์กรของผู้บริโภค จะประสานความร่วมมือเพื่อการคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาของเด็กต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>30 เม.ย. 2569, 14:16</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุภัทรา ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานด้านสิทธิมนุษยชนกับผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารด้านสิทธิมนุษยชน ระดับกลาง</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16892</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมเป็นวิทยากรการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารด้านสิทธิมนุษยชน ระดับกลาง (บสก.) รุ่นที่ 4 จัดโดย กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างองค์ความรู้สิทธิมนุษยชน สร้างเครือข่ายนักบริหารด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศ ยกระดับหน่วยงานต่าง ๆ สู่องค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน และลดการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในการนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานด้านสิทธิมนุษยชน และแนะนำบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้แก่ผู้เข้ารับการอบรม ณ โรงแรมทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น แบงคอก กรุงเทพมหานคร
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>30 เม.ย. 2569, 14:11</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. จัดประชุมรับฟังความเห็นต่อร่างข้อเสนอแนะในการกำหนดอัตราราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อภาคครัวเรือน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16886</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ที่ห้อง Balcony โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานกล่าวเปิดการประชุมรับฟังความเห็นต่อร่างข้อเสนอแนะในการกำหนดอัตราราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อภาคครัวเรือน โดยการประชุมดังกล่าวจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ภาคเช้า เป็นการรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ (expert meeting) และในช่วงบ่ายจะเป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความเห็นจากผู้แทนกลุ่มย่อยที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้เชิญมาให้ความเห็นในช่วงการรวบรวมข้อมูล ซึ่งจะประกอบไปด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และนักวิชาการ รวมถึงภาคประชาสังคมที่ติดตามสถาการณ์ด้านพลังงาน ในการนี้ ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย จากนั้น นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ประธานอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดอัตราราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อภาคครัวเรือน ได้นำเสนอความก้าวหน้าและผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ทั้งการจัดประชุมรับฟังข้อมูลจากกลุ่มย่อย รวม 3 ครั้ง การรับฟังความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องในระดับภูมิภาค รวม 4 ครั้ง และการสำรวจความคิดเห็นสาธารณะผ่านการทำโพล (poll) และแบบสำรวจออนไลน์ ซึ่งข้อมูลที่ได้รับจะนำไปสังเคราะห์เพื่อจัดทำรายงานข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป ก่อนเริ่มการรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ได้นำเสนอปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่ค้นพบและกรอบโครงร่างข้อเสนอแนะ อาทิ  - ประเด็นเรื่องสิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ และความยุติธรรมเชิงการแบ่งสรรผลประโยชน์ (Distributive Justice) พบปัญหาโครงสร้างราคาและต้นทุนแฝงของค่าไฟฟ้า (ค่าไฟฟ้าฐานและค่า Ft) เสนอให้ลดการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ชะลอแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ เจรจาทบทวนเงื่อนไขสัญญากับโรงไฟฟ้าเดิมเพื่อปรับลดค่าความพร้อมจ่าย (AP) ให้เหมาะสม ทบทวนโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น  - ประเด็นเรื่องความเสมอภาค การไม่เลือกปฏิบัติ และสิทธิในชีวิตและสุขภาพ พบปัญหาเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือที่ยังไม่ครอบคลุม และกลุ่มเปราะบางที่ยังเข้าไม่ถึงการคุ้มครอง เช่น ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้ไฟฟ้า ชุมชนในพื้นที่ทับซ้อน เช่น พื้นที่ริมทางรถไฟ หรือชุมชนเกาะ เสนอให้ปรับระบบสวัสดิการค่าไฟฟ้าสำหรับกลุ่มเปราะบางให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยคำนึงถึงจำนวนสมาชิกในครัวเรือน รูปแบบการใช้ไฟฟ้า และบริบทตามฤดูกาล ปรับระเบียบหรืออัตราค่าไฟเพื่อให้ชุมชนในพื้นที่ทับซ้อนเข้าถึงมิเตอร์ไฟฟ้าถาวร จัดทำและบูรณากรรฐานข้อมูลผู้ป่วยที่ต้องพึ่งพาเครื่องมือแพทย์ที่ใช้ไฟฟ้า บังคับใช้กฎหมายควบคุมกิจการหอพักอย่างเข้มงวด เป็นต้น - ประเด็นเรื่องสิทธิในการพัฒนา สิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร และประชาธิปไตยทางพลังงาน พบปัญหาเรื่องการกระจายอำนาจและการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรม โครงสร้างกิจการไฟฟ้าในรูปแบบผู้ซื้อรายเดียว (Single Buyer) อัตราการรับซื้อไฟฟ้าคืนจากระบบโซลาร์ภาคครัวเรือน ความสามารถในการเข้าถึงการติดตั้ง Solar Rooftop ของกลุ่มรายได้น้อย เสนอให้ส่งเสริมการพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ระดับชุมชน ทบทวนการรับซื้อไฟฟ้าคืนในระบบ Net Billing ให้เหมาะสมและจูงใจมากขึ้น จัดตั้งกองทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรม เพื่อสนับสนุนให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาด เป็นต้น - ประเด็นเรื่องสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สิทธิในการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ สิทธิในการได้รับการเยียวยา หลักความโปร่งใสและความรับผิดชอบทางนโยบาย พบปัญหาธรรมาภิบาลในเรื่องพลังงาน เช่น การจำกัดการเข้าถึงข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า เช่น ต้นทุนการผลิต ต้นทุน Pool Gas การจัดทำแผน PDP ยังขาดการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย องค์ประกอบของคณะกรรมการต่างๆที่เกี่ยวข้องยังไม่ครอบคลุมตัวแทนของภาคประชาชน ผู้บริโภคระดับฐานรากอย่างแท้จริง รวมทั้งการขาดกลไกการเยียวยาที่ชัดเจนสำหรับประชาชนและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายพลังงาน เสนอให้เปิดเผยข้อมูลที่สำคัญต่อสาธารณะเพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ ปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการสรรหาคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการทบทวนแผน PDP อย่างสม่ำเสมอ เพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลและการมีส่วนร่วม กำหนดให้ต้นทุนด้านความพร้อมจ่ายของระบบไฟฟ้าถูกกำกับดูแลอย่างโปร่งใสและเหมาะสม เป็นต้น  จากนั้นผู้เข้าร่วมประชุมทั้งในภาคเช้าและภาคบ่ายได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในการพัฒนาข้อเสนอแนะให้มีประสิทธิภาพและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายหากจะต้องเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไฟฟ้า ซึ่งสำนักงาน กสม. จะรวบรวมความเห็นดังกล่าวเพื่อไปประกอบการจัดทำร่างรายงานข้อเสนอแนะในเรื่องดังกล่าวตามหน้าที่และอำนาจต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>28 เม.ย. 2569, 09:11</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ศยามล ร่วมเวทีเสวนาเชิงนโยบายถกปัญหาเรื่องความร้อนในเมือง (Urban Heat Island)</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16885</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วมเป็นวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในกิจกรรม Policy Café ครั้งที่ 7 หัวข้อ Urban Heat Island: จิบกาแฟ แชร์เรื่องความร้อนในเมือง จัดโดย เครือข่ายเยาวชนระดับโลกเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ ประจำประเทศไทย เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและผลักดันนโยบายที่เชื่อมโยงปัญหาสภาพอากาศในเมืองใหญ่เข้ากับหลักสิทธิมนุษยชน ณ อาคาร Glowfish Sathon ในเวที กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างจากการเติบโตของเมืองแบบไร้ทิศทางและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนที่ต้องปรับตัว และได้เน้นย้ำถึงสถานการณ์เสี่ยงของกลุ่มที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบาง เช่น คนไร้บ้าน ผู้พักอาศัยในชุมชนแออัด ผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพ รวมถึงผู้สูญเสียพื้นที่การเกษตรจากการเวนคืน โดยยกตัวอย่างข้อร้องเรียนเรื่องผลกระทบความร้อนจากเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ที่รบกวนบ้านเรือนประชาชน สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการใช้พื้นที่ร่วมกัน ทั้งนี้ เพื่อนำไปสู่ทางออกที่ยั่งยืน ในการนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เสนอแนวทางนโยบายที่รัฐและกรุงเทพมหานคร ควรดำเนินการ ได้แก่ การจัดทำผังเมืองรวมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมเพื่อให้คนทุกกลุ่มใช้พื้นที่ร่วมกันได้โดยไม่เบียดเบียนกันและมีกฎหมายควบคุมอาคารที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม การสำรวจและออกแบบที่อยู่อาศัยที่สนับสนุนกลุ่มเปราะบางให้สามารถรับมือกับความร้อนได้จริงและการให้สวัสดิการด้านสุขภาพ พร้อมทั้งการมีมาตรการอุดหนุนให้ประชาชนระดับกลางและล่างสามารถเข้าถึงวัสดุก่อสร้างที่ช่วยลดความร้อนได้ในราคาที่เหมาะสมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการรับมือกับภาวะโลกร้อน นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญในเวทีเสวนายังได้ร่วมกันอภิปรายแนวทางแก้ไข โดยเสนอการจัดการความร้อนด้วยพื้นที่ธรรมชาติและการใช้ระบบทำความเย็นรวมศูนย์ (Cooling District) การสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนร่วมปรับปรุงพื้นที่ และได้สะท้อนการทำงานเชิงรุกของกรุงเทพมหานครในการสร้าง ห้องหลบร้อน และนโยบาย สวน 15 นาที เพื่อกระจายพื้นที่สีเขียวให้ครอบคลุมทั่วเมือง ในการระดมสมองวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาความร้อนในเมือง ที่ประชุมได้แบ่งสาเหตุออกเป็น 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) นโยบายภาครัฐที่ยังขาดมาตรการอุดหนุนการเข้าถึงวัสดุลดความร้อนและเน้นการพัฒนาทางกายภาพมากกว่ามิติด้านสิทธิมนุษยชน 2) ผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งผลให้พื้นที่ซึมน้ำลดลง และส่งเสริมการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลมากกว่าขนส่งสาธารณะ 3) ผลิตภาพทางเศรษฐกิจซึ่งกระตุ้นการอพยพเข้าสู่เมืองและกิจกรรมทางเศรษฐกิจยุคใหม่ที่เพิ่มมลพิษและความร้อน และ 4) การเผชิญความร้อนโดยตรง อาทิ การขาดพื้นที่ปลอดภัยจากความร้อนสำหรับแรงงานกลางแจ้ง โดยที่ประชุมได้ร่วมกันวางภาพอนาคตที่อยากเห็นและสิ่งที่ต้องทำในระยะ 1 ปีถึง 10 ปี ด้วย การเข้าร่วมเวทีในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำบทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่ต้องให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการสร้างกลไกให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีและปลอดภัยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้เมืองเป็นพื้นที่ที่น่าอยู่และเป็นธรรมสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>28 เม.ย. 2569, 09:02</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม.ศยามล เป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่อง “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีคือสิทธิมนุษยชน” ในกิจกรรม &quot;Youth Voice for Eco-Law ผู้นำเยาวชนพิทักษ์สิทธิสิ่งแวดล้อม&quot;</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16884</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่อง “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีคือสิทธิมนุษยชน” ในกิจกรรม Youth Voice for Eco-Law ผู้นำเยาวชนพิทักษ์สิทธิสิ่งแวดล้อม ภายใต้โครงการ “พัฒนาผู้นำเยาวชน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง Ashoka NextGen Changemakers” จัดโดย มูลนิธิอโชก้า ผู้ริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อสังคม (ประเทศไทย) ผ่านระบบ Zoom Meeting  ในการบรรยาย กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้กล่าวถึงภารกิจและบทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนต่อเยาวชน (กสม.) ซึ่งการให้ความรู้ความเข้าใจต่อเรื่องสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีคือสิทธิมนุษยชนถือเป็นภารกิจของ กสม. อย่างหนึ่ง โดยพบว่า 4-5 ปีให้หลัง เยาวชนนั้นมีความตื่นตัวในเรื่องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในเรื่องสิ่งแวดล้อมที่มีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์ทุกคน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 จึงกำหนดเป็นสิทธิชุมชน คือ สิทธิของคนในชุมชนในการร่วมกันดูแล จัดการ และตัดสินใจเกี่ยวกับทรัพยากร วิถีชีวิต และสิ่งแวดล้อมของตนเอง รวมถึงการสร้างความตระหนักในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่เกินจำเป็น และความรับผิดชอบต่อสิทธิในสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะภาคธุรกิจที่ประกอบกิจการที่ปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมที่รัฐต้องมีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในการบังคับใช้กฎหมายหรือมาตรการโดยยึดหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย และผู้ได้รับผลกระทบสามารถเข้าถึงการเยียวยาที่เป็นธรรมได้ ช่วงท้ายของการบรรยายได้เปิดโอกาสแลกเปลี่ยนกรณีตัวอย่างที่ กสม. เคยตรวจสอบเกี่ยวสิทธิในสิ่งแวดล้อม รวมถึงความคาดหวังที่ กสม. อยากให้เยาวชนตระหนักถึงปัญหาในสิ่งแวดล้อม เช่น สภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะปัญหาขยะซึ่งเป็นปัญหาที่เยาวชนสามารถแก้ปัญหาเองได้ผ่านกิจกรรมในมหาวิทยาลัยหรือที่บ้าน
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>28 เม.ย. 2569, 08:56</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ลงพื้นที่รับฟังข้อมูลจากหน่วยงานรับผิดชอบ และจากประชาชนในชุมชนที่ห่วงกังวลต่อผลกระทบของโครงการพัฒนาริมแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่เขตบางพลัด กทม.</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16883</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ และนางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ลงพื้นที่บริเวณโครงการพัฒนาริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในเขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร เพื่อรับฟังข้อมูลโครงการ จากหน่วยงานรับผิดชอบของกรุงเทพมหานคร (กทม.) และข้อห่วงกังวลของประชาชนในชุมชนเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการดังกล่าว การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญในการสำรวจและวิเคราะห์ผลกระทบในหลายมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ตลอดจนสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชุมชนชาวมุสลิมที่มีความผูกพันกับพื้นที่มาอย่างยาวนาน โดยชาวบ้านสะท้อนความห่วงกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในที่อยู่อาศัยของตนการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ริมแม่น้ำ การถูกรบกวนต่อวิถีชีวิตดั้งเดิม และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ เมื่อมีทางสาธารณะเข้าถึงพื้นที่ส่วนบุคคล การรับฟังข้อมูลเบื้องต้นจากสำนักการวางผังและพัฒนาเมืองของ กทม. โครงการดังกล่าวไม่เข้าข่ายที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเป็นเพียงการก่อสร้างทางเท้าริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเท่านั้น โดย กทม. กำหนดดำเนินโครงการในพื้นที่สาธารณะเท่านั้น อย่างไรก็ตามพื้นที่สาธารณะกับพื้นที่ส่วนบุคคลในการดำเนินโครงการยังต้องแสวงหาความชัดเจนจากกรมที่ดินซึ่งจะเป็นผู้ชี้แนวเขตที่ถูกต้อง ดังนั้น กสม. จะเป็นคนกลางจัดเวทีการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านให้มีการคุ้มครองสิทธิในที่อยู่อาศัยและสิทธิชุมชน ซึ่งจะกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 โดยเชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กรมที่ดิน กรมเจ้าท่า กรมศิลปากร สำนักงานเขตบางพลัด และนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ รวมทั้งประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกครัวเรือน ผู้แทนวัดและมัสยิด เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนาที่เคารพต่อสิทธิชุมชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีการแก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่างภาครัฐและประชาชนอย่างสร้างสรรค์  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนในทุกมิติ โดยเฉพาะกรณีโครงการพัฒนาที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนดั้งเดิม การรับฟังเสียงของประชาชนในพื้นที่อย่างรอบด้านจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญ
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>28 เม.ย. 2569, 08:54</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ตรวจเยี่ยมเชิงป้องกัน ณ เรือนจำฐานทัพเรือกรุงเทพ จ.สมุทรปราการ มุ่งยกระดับมาตรฐานการควบคุมตัวบนฐานสิทธิมนุษยชนและกฎหมาย</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16882</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 22 – 23 เมษายน 2569 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเชิงป้องกัน ณ เรือนจำฐานทัพเรือกรุงเทพ อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีพลเรือตรี รัชยศ รัชตรุ่งโรจน์กุล รองเจ้ากรมข่าวทหารเรือ ในฐานะผู้แทนกองทัพเรือ พร้อมด้วยพลเรือตรี ชัชวาล โรจน์รัตนชัย ผู้บัญชาการฐานทัพเรือกรุงเทพ ให้การต้อนรับ ร่วมสังเกตการณ์ และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ทั้งนี้ การตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินแนวปฏิบัติของเรือนจำฐานทัพเรือกรุงเทพให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หลักสิทธิมนุษยชน และมาตรฐานสากล รวมถึงเพื่อแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะเชิงป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงในการกระทำทรมานหรือปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม จากการตรวจเยี่ยม พบว่า เรือนจำฐานทัพเรือกรุงเทพมีพัฒนาการด้านการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการดูแลผู้ต้องขังภายใต้หลักความมั่นคงควบคู่กับหลักสิทธิมนุษยชนสอดคล้องกับพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ และพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นภาคี การควบคุมตัวคำนึงถึงความปลอดภัยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีการจำแนกผู้ต้องขังคดีอาญาและคดีวินัยอย่างเหมาะสม สภาพแวดล้อมโดยรวมไม่แออัด รวมถึงมีการจัดสิ่งของจำเป็นพื้นฐานอย่างเพียงพอ  ด้านความปลอดภัย มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดครอบคลุมพื้นที่สำคัญภายในเรือนจำ และใช้กล้องบันทึกภาพแบบติดตัว (Body Camera) ในการควบคุมตัวผู้ต้องขังออกนอกเรือนจำ นอกจากนี้ เรือนจำยังมีการคัดกรองสุขภาพผู้ต้องขังก่อนรับตัวและจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ จัดให้ผู้ต้องขังได้รับอาหารครบถ้วน ดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ และสามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ รวมถึงส่งเสริมกิจกรรมพัฒนาทักษะและฝึกอาชีพเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัว ตลอดจนจัดให้มีระบบเยี่ยมญาติและการติดต่อทนายความ เรือนจำฐานทัพเรือกรุงเทพรับที่จะนำข้อค้นพบและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ไปปฏิบัติเพื่อยกระดับมาตรฐานของเรือนจำให้ดียิ่งขึ้น โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัย วินัยทหาร และการเคารพสิทธิมนุษยชน รวมถึงพัฒนาเรือนจำให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นที่เชื่อมั่นของสังคม ทั้งนี้ กสม. กับทางเรือนจำฐานทัพเรือกรุงเทพเห็นพ้องกันว่า ควรจัดให้มีการอบรมเกี่ยวกับพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องให้แก่เจ้าหน้าที่เรือนจำทหารในโอกาสต่อไป การตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือเชิงบวกระหว่าง กสม. กับกองทัพเรือ เพื่อขับเคลื่อนมาตรฐานการการควบคุมตัวให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและลดความเสี่ยงในการกระทำทรมานหรือการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะสรุปผลการตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันและข้อเสนอแนะ เสนอต่อผู้บัญชาการทหารเรือ รวมถึงหน่วยงานบังคับบัญชาที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานของเรือนจำของกองทัพเรือต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>28 เม.ย. 2569, 08:51</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 14/2569 กสม. ประสานการคุ้มครองสิทธิฯ กรณีประชาชนในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ถูกดำเนินคดีจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน - ชี้กรณีหน่วยงานของรัฐให้สิทธิบริษัทเอกชนทำสวนปาล์มในเขตปฏิรูปที่ดิน อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี เป็นการเลือกปฏิบัติต่อเกษตรกรไร้ที่ทำกิน แนะเร่งตรวจสอบคุณสมบัติผู้ครอบครองที่ดิน - กสม. ไทยร่วมสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินานาประเทศ ผลักดันตราสารว่าด้วยสิทธิผู้สูงอายุ รับรองศักดิ์ศรีผู้สูงอายุในฐานะผู้ทรงสิทธิไม่ใช่ผู้พึ่งพิง</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16873</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 15.00 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และ นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 14/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้ 1. กสม. ประสานการคุ้มครองสิทธิฯ กรณีประชาชนในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมาถูกดำเนินคดีจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน เหตุรัฐปรับปรุงแนวเขตที่ดินล่าช้า นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่ง เมื่อเดือนกันยายน 2568 ระบุว่า ผู้ร้องอาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลไทยสามัคคี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทับลานและทับซ้อนกับแนวเขตปฏิรูปที่ดินของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ตามแนวเขตปี 2543 โดยผู้ร้องถูกดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ซึ่งศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำพิพากษาว่า ผู้ร้องกระทำความผิดตามกฎหมายดังกล่าว มีโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี ให้ย้ายและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่และชำระค่าเสียหายราว 500,000 บาท ผู้ร้องเห็นว่า หากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) (ผู้ถูกร้อง) เร่งแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนภายใน 1 ปี ศาลจะพิจารณาข้อมูลใหม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อรูปคดีและทำให้ผู้ร้องพ้นผิด ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมิได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้ผู้ร้องและบุคคลอื่น ๆ ที่ถูกดำเนินคดีได้รับผลกระทบทั้งร่างกายและจิตใจและบางรายเสียชีวิต จึงขอให้ตรวจสอบความล่าช้าในการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 กรณีการปรับปรุงแนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ (One Map) พื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน  กสม. เห็นว่า เรื่องร้องเรียนดังกล่าวควรประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นจึงประสานไปยัง สคทช. ปรากฏว่า คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อศึกษากำหนดแนวทางมาตรการเร่งรัดการปรับปรุงแนวเขตที่ดินของรัฐและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน และมีมติเห็นชอบแผนการรับฟังความคิดเห็นใหม่ (เพิ่มเติม) โดยให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จัดรับฟังความคิดเห็นชุมชนรอบพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานเพิ่มเติม ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดปราจีนบุรี โดยจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น 15 ตำบล ในท้องที่อำเภอเสิงสาง ครบุรี ปักธงชัย และวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี และกรุงเทพมหานคร รวมทั้งจัดเวทีสื่อสารสาธารณะในรูปแบบต่าง ๆ ต่อมา คทช. ในคราวประชุมครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 มีมติรับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นและมอบหมายให้ผู้ถูกร้องจัดทำรายงานสรุปผลการรับฟังความเห็น เสนอกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการต่อไป ส่วนกรณีการดำเนินคดีกับประชาชน คชท. คณะอนุกรรมการอิสระฯ ได้ มีหนังสือ ด่วนที่สุด ถึงอัยการสูงสุด ขอความร่วมมือพิจารณางดการอุทธรณ์คดีที่จำเลยรับสารภาพในคดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และมีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ขอความร่วมมือชะลอการบังคับคดีที่ยังมีข้อพิพาทหรืออยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 รวมทั้งมีหนังสือด่วนที่สุดถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอความร่วมมืองดการเสนอหมายบังคับคดีต่อศาลในช่วงที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงแนวเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ด้วย อย่างไรก็ดี กสม. เห็นว่า การดำเนินคดีกับประชาชนอาจไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่และแนวนโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน จึงขอให้ สคทช. ผู้ถูกร้องรวบรวมข้อมูลคดีที่อยู่ระหว่างดำเนินการของพนักงานสอบสวน ส่งให้สำนักงาน กสม. พิจารณามีความเห็นถึงอัยการสูงสุด เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการในการพิจารณาสั่งคดีตามหน้าที่และอำนาจต่อไป ทั้งนี้ ตามมาตรา 21 และมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 พิจารณาแล้วเห็นว่า คทช. มีมติรับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นและได้ส่งรายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวไปยังปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นกรณีที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ เพื่อแก้ไขปัญหาตามสมควรแก่กรณีแล้ว อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน กสม. จะมีหนังสือถึงกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในฐานะฝ่ายเลขานุการให้เร่งรัดเสนอรายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นชุมชนรอบพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติเพื่อพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจ ในส่วนคดี เมื่อสำนักงาน กสม. ได้รับข้อมูลทางคดีแล้ว จะมีหนังสือแจ้งความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการในการพิจารณาสั่งคดีตามหน้าที่และอำนาจต่อไป2. กสม. ชี้กรณีหน่วยงานของรัฐให้สิทธิบริษัทเอกชนทำสวนปาล์มในเขตปฏิรูปที่ดิน อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานีเป็นการเลือกปฏิบัติต่อเกษตรกรไร้ที่ทำกิน แนะเร่งตรวจสอบคุณสมบัติผู้ครอบครองที่ดิน นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มราษฎรรักษ์ความเป็นธรรมอำเภอชัยบุรี เมื่อเดือนกันยายน 2567 ระบุว่า บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ที่ดิน ส.ป.ก.) ในพื้นที่ตำบลไทรทองและตำบลชัยบุรี อำเภอชัยบุรี เนื้อที่ประมาณ 700 ไร่ โดยมีการยื่นขอออกโฉนดที่ดินทับซ้อนเขต ส.ป.ก. และครอบครองที่ดินโดยไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่งอาจเกิดจากการละเลยการทำหน้าที่ของสำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาพระแสง และสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี (ผู้ถูกร้อง) อันส่งผลกระทบต่อการกระจายที่ดินให้แก่ประชาชนผู้มีสิทธิได้รับการจัดสรรที่ดินอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม จึงขอให้ตรวจสอบ  กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 72 (3) บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของรัฐในการจัดให้มีมาตรการกระจายการถือครองที่ดินเพื่อให้ประชาชนสามารถมีที่ทำกินได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม มาตรา 73 บัญญัติให้รัฐพึงจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกรประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพึงช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ให้มีที่ทำกินโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่นใด ซึ่งสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ที่กำหนดให้รัฐภาคีมีพันธกรณีในการรับรองสิทธิของบุคคลทุกคนในการมีมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ ซึ่งรวมถึงสิทธิในการมีที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสมและมีความมั่นคงในการถือครองที่ดิน  กรณีตามคำร้องมีประเด็นที่ต้องพิจารณา ดังนี้ ประเด็นแรก การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน น.ส. 3 ก. ให้แก่บริษัทเอกชนทับซ้อนที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินและเขตป่าไม้ถาวร จากการตรวจสอบปรากฏว่า ท้องที่ตำบลชัยบุรีและตำบลไทรทอง อำเภอชัยบุรี ตั้งอยู่บริเวณป่าใสท้อนและป่าคลองโซง ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าไม้ถาวรและป่าสงวนแห่งชาติมาก่อน โดยมีการประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่ตำบลชัยบุรีและตำบลไทรทอง อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นเขตปฏิรูปที่ดินเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2542 จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเชื่อได้ว่า เมื่อปี 2524 สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาพระแสง ได้ออก น.ส. 3 ก. ซึ่งภายหลังมีการซื้อขายให้กับกรรมการของบริษัทเอกชนผู้ถูกร้องในท้องที่ตำบลชัยบุรี อำเภอชัยบุรี จำนวน 12 ฉบับ และบริษัทเอกชนได้เข้าไปครอบครองทำสวนปาล์มน้ำมันในที่ดินดังกล่าว โดยที่ดินเนื้อที่ราว 106 ไร่เศษ ทับซ้อนกับที่ดินในเขตดำเนินการปฏิรูปที่ดินที่ยังไม่ได้จัดสรรให้แก่เกษตรกรและเป็นพื้นที่ที่กลุ่มผู้ร้องสร้างเพิงพักชั่วคราวเพื่อรอการตรวจสอบสิทธิในที่ดินของรัฐจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และที่ดินเนื้อที่ราว 427 ไร่เศษ อาจทับซ้อนที่ดินในเขตดำเนินการปฏิรูปที่ดินที่จัดสรรให้แก่เกษตรกรแล้ว ทั้งนี้ น.ส. 3 ก. ทั้ง 12 ฉบับ อาจออกโดยทับซ้อนกับพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติตามแนวเขตป่าใสท้อนและป่าคลองโซง เนื่องจากการออกหนังสือดังกล่าวเพิ่งออกเมื่อปี 2524 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มีการเดินสำรวจและประกาศให้พื้นที่พิพาทตามคำร้องเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ จึงรับฟังได้ว่า การที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาพระแสง ออก น.ส. 3 ก. ให้แก่บริษัทเอกชนทับซ้อนที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินและเขตป่าไม้ถาวร อาจไม่สอดคล้องกับหลักการคุ้มครองสิทธิของบุคคลและชุมชนในการจัดการที่ดินของรัฐและหน้าที่ของรัฐในการจัดให้มีมาตรการกระจายการถือครองที่ดินเพื่อให้ประชาชนสามารถมีที่ทำกินได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม อันเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน  นอกจากนี้ การที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี ละเลยให้บริษัทเอกชนครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมซึ่งยังไม่ได้จัดสรรให้แก่เกษตรกร โดยไม่ได้กำกับดูแลและบริหารจัดการให้มีการใช้ประโยชน์จากที่ดินของรัฐเพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงนั้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำอันละเมิดสิทธิมนุษยชน  ประเด็นต่อมา การที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดสรรที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ให้แก่กลุ่มเครือญาติของกรรมการบริษัทเอกชนผู้ถูกร้องเพื่อประกอบกิจการสวนปาล์มน้ำมัน เห็นว่า มีลักษณะเป็นการประกอบกิจการของนายทุนซึ่งมิได้ทำประโยชน์ในที่ดินนั้นด้วยตนเอง และมีที่ดินเกินสิทธิตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 30 ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่มุ่งหมายให้จัดที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินของตนเองหรือเกษตรกรที่มีที่ดินเล็กน้อย ไม่เพียงพอแก่การครองชีพ และไม่สอดคล้องกับคุณสมบัติของเกษตรกรตามพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการเป็นเกษตรกร พ.ศ. 2535 อีกทั้งเป็นเลือกปฏิบัติต่อเกษตรกรและประชาชนที่ไร้ที่ดินทำกิน ทำให้ไม่ได้รับการจัดสรรที่ดินของรัฐอย่างเป็นธรรม และทั่วถึง สร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม จึงรับฟังได้ว่า สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานีละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเด็นนี้ด้วย ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะในการป้องกันและแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยให้สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาพระแสง สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี และกรมที่ดิน ร่วมกันตรวจสอบการออก น.ส. 3 ก. ทั้งหมดของบริษัทเอกชนผู้ถูกร้องและกรรมการบริษัทฯ และดำเนินการตามกฎหมาย โดยให้กรมที่ดินกำกับดูแลและเร่งรัดการดำเนินการ  ทั้งนี้ ให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานีตรวจสอบการออกเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 และคุณสมบัติของกลุ่มเครือญาติกรรมการบริษัทเอกชนผู้ถูกร้อง และเอกชนรายอื่นที่ขาดคุณสมบัติการเป็นเกษตรกร และดำเนินการเพิกถอนให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. ส่วนกลาง) กำกับดูแลและเร่งรัดการดำเนินการ  กสม. ยังมีข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเร่งสำรวจที่ดินในเขตดำเนินการปฏิรูปที่ดินที่ยังไม่ได้นำสำรวจรังวัดจัดสรรการถือครองให้กับบุคคลใด และนำมาพิจารณาจัดสรรให้แก่ราษฎรที่มีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรที่ยังไม่ได้รับการจัดสรรที่ดิน เพื่อให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ทั้งนี้ ให้ส่งเรื่องกรณีเจ้าหน้าที่รัฐของกรมที่ดินออก น.ส. 3 ก. โดยมีเหตุอันควรสงสัยว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไปด้วย3. กสม. ไทยร่วมสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินานาประเทศ ผนึกกำลังผลักดันตราสารระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิผู้สูงอายุรับรองศักดิ์ศรีผู้สูงอายุในฐานะผู้ทรงสิทธิไม่ใช่ผู้พึ่งพิง นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในคราวประชุมด้านการบริหาร เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ได้มีมติให้ กสม. ในฐานะสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (National Human Rights Institutions: NHRIs) ของประเทศไทยร่วมลงนามรับรองเอกสารข้อเสนอร่วมฯ เพื่อผลักดันให้มี “ตราสารระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิผู้สูงอายุ” ตามที่ได้รับการแจ้งเชิญชวนจากสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกาหลีใต้และโปแลนด์ในฐานะประธานและรองประธานคณะทำงานเครือข่ายพันธมิตรระดับโลกว่าด้วยสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (GANHRI) ว่าด้วยผู้สูงอายุและสิทธิมนุษยชนของผู้สูงอายุ เพื่อนำไปบรรจุไว้ในเอกสารประกอบการประชุม สมัยที่ 1 ของคณะทำงานระหว่างรัฐบาลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของผู้สูงอายุ (IGWG) ระหว่างวันที่ 13 - 17 กรกฎาคม 2569 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส อันจะช่วยสะท้อนถึงพลังเสียงและเจตจำนงร่วมของกลุ่มสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กลุ่ม NHRIs) ที่จะพัฒนาตราสารระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันทางกฎหมายเพื่อรับรอง ส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้สูงอายุ ให้มีน้ำหนักและมีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น เอกสารข้อเสนอร่วมเรื่องตราสารระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิผู้สูงอายุนี้ ยกร่างโดยคณะทำงาน GANHRI ว่าด้วยผู้สูงอายุฯ และสถาบันสิทธิฯ ได้แก่ ออสเตรเลีย โคลัมเบีย แคเมอรูน กรีซ อียิปต์ เอธิโอเปีย ฟินแลนด์ เคนยา เกาหลีใต้ โปแลนด์ สโลวาเกีย และสวีเดน และได้รับการเสริมเนื้อหาให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นจาก สถาบันสิทธิฯ เยอรมนี อินโดนีเซีย อิรัก นามิเบีย และฟิลิปปินส์ โดยมีกรอบแนวคิดสำคัญที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรโลกที่มีแนวโน้มสูงวัยมากขึ้น รวมถึงความท้าทายระดับโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ โดยมีข้อเสนอว่าตราสารฯ ต้องสอดคล้องกับกรอบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่มีอยู่เดิม ไม่ลดทอนขอบเขตสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองอยู่แล้ว แต่พึงเสริมเติมช่องว่างที่ยังขาดอยู่ ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือตราสารฯ ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากแนวคิดสวัสดิการสู่การยอมรับผู้สูงอายุในฐานะผู้ทรงสิทธิอย่างสมบูรณ์ ครอบคลุมทั้งสิทธิพลเมืองและการเมือง และสิทธิเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยต้องคำนึงถึงความหลากหลายในบริบทส่วนบุคคล สังคม วัฒนธรรม และชุมชนดั้งเดิม รวมถึงการเลือกปฏิบัติหลายรูปแบบที่ผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มเปราะบางต้องเผชิญ นอกจากนี้ รากฐานสำคัญของตราสารฯ ควรประกอบด้วย การรับรองว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่อาจถูกลดทอนด้วยเหตุแห่งอายุ การรับรองการห้ามเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งอายุ และการมุ่งแก้ไขปัญหาการเลือกปฏิบัติทางอายุ (Ageism) การรับรองสิทธิในความเป็นอิสระและการกำหนดชีวิตตนเองของผู้สูงอายุในทุกช่วงวัย การรับรองบทบาทของผู้สูงอายุในสังคม การรับประกันการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจสาธารณะ ตลอดจนการกำหนดนโยบายใด ๆ โดยคำนึงถึงแนวคิดอัตลักษณ์และอำนาจทับซ้อน (Intersectionality) ที่ต้องตระหนักถึงความเท่าเทียม ฐานะทางเศรษฐกิจ และความต้องการเฉพาะของกลุ่มผู้สูงอายุที่มีความหลากหลาย เช่น สตรี คนพิการ ผู้อพยพ กลุ่ม LGBTQIA+ ชนพื้นเมืองและชาติพันธุ์  คณะทำงาน GANHRI ยังมีข้อเสนอว่า ตราสารฯ ควรระบุให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิของผู้สูงอายุ (Committee on the rights of older persons) ที่รับรองให้สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบอิสระร่วมกับผู้สูงอายุ และภาคประชาสังคม มีระบบรับเรื่องร้องเรียนรายบุคคล ตลอดจนมีกลไกรายงานตามรอบของรัฐภาคีด้วย “เอกสารข้อเสนอร่วมฯ ของกลุ่มสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อผลักดันให้มีตราสารระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิผู้สูงอายุฉบับนี้มีหลักการและสาระสำคัญเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับหลักการสิทธิมนุษยชนสากลของผู้สูงอายุ รวมถึงสอดคล้องกับการดำเนินงานของ กสม. ไทยในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้สูงอายุในหลายประเด็น เช่น การรับรองผู้สูงอายุในฐานะผู้ทรงสิทธิอย่างสมบูรณ์และไม่ใช่เพียงผู้พึ่งพิง การส่งเสริมความเป็นอิสระและศักดิ์ศรีในการดำรงชีวิต การแก้ไขช่องว่างทางกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุ ตลอดจนการแก้ไขปัญหาการเลือกปฏิบัติทางอายุ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ กสม. ได้ผลักดันอย่างต่อเนื่องในเวทีสมัชชาสิทธิมนุษยชนตั้งแต่ปี 2567 ถึงปัจจุบัน การสนับสนุนให้มีตราสารระหว่างประเทศดังกล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการรับรองสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้สูงอายุท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยที่ก้าวสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แล้ว” นายวสันต์กล่าวสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ24 เมษายน2569
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>24 เม.ย. 2569, 16:00</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม.ศยามล หารือและศึกษาดูงานที่กรมแผนที่ทหาร เพื่อยกระดับการใช้ข้อมูลแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศสนับสนุนงานด้านการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนประเด็นสิทธิในที่ดิน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16877</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 13.30 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายภาณุวัฒน์ ทองสุข รองเลขาธิการ กสม. รองศาสตราจารย์ ดร. ธนพร ศรียากูล นายไกรรพ เหลืองอุทัย ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นางสาวพิมพ์ดาว จันทรขันตี ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 1 และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. เข้าพบหารือและศึกษาดูงานที่กรมแผนที่ทหาร โดยมีพลโท ชาคร บุญภักดี เจ้ากรมแผนที่ทหาร และผู้แทนจากกรมแผนที่ทหาร ให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมกรมแผนที่ทหาร ชั้น 15  การหารือและศึกษาดูงานดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการทำงาน และยกระดับการใช้ข้อมูลแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ใช้สนับสนุนงานด้านการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนประเด็นสิทธิในที่ดิน อีกทั้งยังได้หารือเกี่ยวกับกรอบความร่วมมือในการทำงานร่วมกันระหว่าง 2 หน่วยงาน ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. และกรมแผนที่ทหารต่างให้ความสำคัญต่อการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี จึงเห็นพ้องในการประสานความร่วมมือในอนาคต เพื่อยกระดับการเข้าถึงความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืนต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>24 เม.ย. 2569, 13:35</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ศยามล ประชุมหารือเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประสานความร่วมมือในการจัดการเรียนการสอนสิทธิมนุษยชนศึกษา ร่วมกับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16872</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันที่ 23 เมษายน 2569 ณ ห้องประชุม 701 ชั้น 7 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประชุมหารือเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประสานความร่วมมือในการจัดการเรียนการสอนสิทธิมนุษยชนศึกษา ร่วมกับ อาจารย์ขรรค์เพชร ชายทวีป และอาจารย์นิติลักษณ์ แก้วจันดี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  ในการประชุมดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกแบบแนวทางการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาสิทธิมนุษยชนศึกษา และการสร้างสรรค์สื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 เพื่อวางรากฐานความเข้าใจเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยเน้นการใช้กิจกรรมและสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัย เข้าใจง่าย และสามารถกระตุ้นให้นักศึกษาตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างบุคลากรทางกฎหมายที่มีจิตสำนึกด้านความยุติธรรมในอนาคต นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้วางกรอบความร่วมมือในระยะยาวเพื่อผลักดันการจัดการศึกษาด้านสิทธิมนุษยชนเชิงรุก โดยจะเน้นการเชื่อมโยงสถานการณ์จริงในสังคมเข้ากับการเรียนในภาคทฤษฎี เพื่อฝึกฝนให้นักศึกษาได้วิเคราะห์และแก้ไขปัญหาผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ (Active Learning) ตลอดจนเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดกิจกรรมรณรงค์และโครงการทางวิชาการอื่น ๆ ที่จะดำเนินการร่วมกัน เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนอย่างยั่งยืนต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>24 เม.ย. 2569, 09:56</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม.สุภัทรา ร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการด้านสิทธิแรงงานและสวัสดิการ กรณีแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ (แรงงานเก็บเบอร์รี่) ภายใต้โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน พร้อมรับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายในพื้นที่ ณ จ.ชัยภูมิ</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16866</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ที่โรงแรมเลิศนิมิตร จังหวัดชัยภูมิ นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการจัดหางาน กรมการกงสุล สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิ กองทุนยุติธรรมจังหวัดชัยภูมิ กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ และบ้านนารีสวัสดิ์ สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกิจกรรม ประชุมเชิงปฏิบัติการด้านสิทธิแรงงานและสวัสดิการ กรณีแรงงานเก็บเบอร์รี่ จังหวัดชัยภูมิ ภายใต้ดำเนินโครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน โดยมีแรงงานไทยที่เคยไปและวางแผนจะเดินทางไปเก็บผลไม้ป่า (เบอร์รี่) และผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ หนองบัวลำภู สกลนคร หนองคาย เข้าร่วมกว่า 170 คน เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในสิทธิและสวัสดิการแรงงาน รวมทั้งสร้างความตระหนักในการป้องกันการถูกหลอกลวงและละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านแรงงานก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ในการดำเนินกิจกรรมข้างต้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้อธิบายถึงบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของแรงงานไทยในต่างประเทศ พร้อมย้ำประเด็นที่สำคัญ 2 ประเด็นได้แก่ 1. ต้องไม่มีค่าหัวคิวหรือค่าแป๊ะเจี๊ยะของแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ และ 2. นายจ้างต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ที่พัก อาหารที่เหมาะสม และค่าเดินทางไปเก็บผลไม้ป่า โดยไม่ผลักภาระไปให้ลูกจ้าง จากนั้น ผู้แทนกรมการจัดหางานได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนและกระบวนการที่แรงงานไทยต้องดำเนินการก่อนเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ทั้งการแจ้งเดินทางด้วยตนเอง การทำสัญญาจ้างจะต้องทำที่กรมการจัดหางานเท่านั้น การขอให้แรงงานสมัครเป็นสมาชิกกองทุนคุ้มครองแรงงานไทยในต่างประเทศ รวมทั้งการโหลดแอปพลิเคชันเพื่อติดตามความช่วยเหลือแรงงานโดยเฉพาะในกรณีฉุกเฉิน ด้านผู้แทนกรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศ ได้ให้ข้อมูลว่า มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศฟินแลนด์และสวีเดน โดยประเทศฟินแลนด์ได้ปรับเปลี่ยนจากวีซ่าท่องเที่ยวเป็นวีซ่าทำงานตามฤดูกาล ส่งผลให้แรงงานไทยได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานฟินแลนด์ โดยประกันรายได้ขั้นต่ำ นายจ้างต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายหลัก ได้แก่ ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเดินทางไปเก็บเบอร์รี่ และอุปกรณ์การทำงาน รวมทั้งกำหนดชั่วโมงการทำงานไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และต้องมีวันหยุดพักผ่อนอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ ส่วนประเทศสวีเดนได้ปรับแนวปฏิบัติที่เข้มงวดขึ้น โดยพิจารณาประวัติและความสามารถในการจ้างงานของนายจ้างก่อนอนุมัติโควต้าแรงงาน ส่งผลให้ในปี 2568 มีแรงงานไทยที่ได้รับอนุญาตลดลงจากหลักพันเหลือเพียง 89 ราย นอกจากนี้ ผู้แทนยุติธรรมจังหวัดชัยภูมิ และกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบการหลอกลวง คดีค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงาน รวมถึงภัยจากแก๊งสแกมเมอร์ที่อาศัยช่องทางการหางานในต่างประเทศเป็นเครื่องมือ พร้อมแนะนำให้แรงงานเก็บหลักฐานการสื่อสารทุกช่องทางไว้เพื่อดำเนินคดี และตรวจสอบข้อมูลบริษัทจัดหางานผ่านกรมการจัดหางานก่อนตัดสินใจโอนเงินทุกครั้ง ในช่วงบ่าย ที่ประชุมได้รับฟังข้อเท็จจริงและถอดบทเรียนจากแรงงานผู้เสียหาย จำนวน 6 ราย โดยพบว่าปัญหาสำคัญ คือ ความล่าช้าในกระบวนการดำเนินคดี การขาดกลไกเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ และการที่แรงงานไม่ได้บันทึกพยานหลักฐานไว้ตั้งแต่ต้น ทำให้การเรียกร้องสิทธิเป็นไปด้วยความยากลำบาก และขอเรียกร้องให้กระทรวงแรงงานพิจารณาจัดสรรงบประมาณจากงบกลางเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในระยะเร่งด่วน และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลในระยะยาว ในการนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่เพิ่มเติม ดังนี้ 1. เรียกร้องให้ กสม. ผลักดันหรือดำเนินการเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องแสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับแรงงาน เนื่องจากสถาบันอื่นๆ ในประเทศที่เกี่ยวข้องไม่ได้ดำเนินการ 2. ขอให้พิจารณารายงานเรื่อง การค้ามนุษย์คนงานเก็บผลไม้ป่าชาวไทยในกลุ่มประเทศนอร์ดิก ซึ่งเป็นรายงานที่ยื่นต่อองค์การสหประชาชาติในฐานะผู้มีส่วนได้เสียสำหรับการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนแบบสากล (UPR) ของประเทศไทย รอบที่ 4 และเพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และการแสวงประโยชน์จากแรงงานไทยในต่างประเทศ 3. ขอให้คุ้มครองสิทธิให้กับแรงงานและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ได้รับผลกระทบจากการต่อสู้คดีในกรณีแรงงานถูกหลอกไปทำงานที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยขอให้ประสานงานติดตามกับสำนักงานยุติธรรมจังหวัดนครราชสีมา เพื่อให้มีการจัดประชุมคณะกรรมการกองทุนยุติธรรมในระดับจังหวัดโดยเร็ว เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เสียหายที่ได้ยื่นคำร้องไว้ตามกระบวนการต่อไป ทั้งนี้ กสม. จะรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อมูลจากการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ เพื่อประกอบการจัดทำรายงานผลการตรวจสอบและข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อกระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมีแผนเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อผลักดันให้เกิดการคุ้มครองสิทธิแรงงานไทยในต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>23 เม.ย. 2569, 11:11</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุภัทรา ประชุมหารือแนวทางการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนเพื่อเตรียมขับเคลื่อนกิจกรรม PRIDE ในเดือนมิถุนายน 2569</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16865</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ห้องประชุม 606 สำนักงาน กสม. นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนางสาววรพร นรเศรษฐวิวัฒน์ ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ประชุมหารือเพื่อกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงานและเตรียมความพร้อมในการจัดกิจกรรม We All Pride Thailand 2026 @Bangkapi โดยมุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายที่สำคัญ คือ สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ อันเป็นกลไกสำคัญเพื่อเตรียมขับเคลื่อนกิจกรรม PRIDE ในเดือนมิถุนายน 2569  นอกจากนี้ถือเป็นการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ ในการส่งเสริมหลักความเสมอภาค การไม่เลือกปฏิบัติ และการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยเน้นการมีส่วนร่วมและเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางอัตลักษณ์ รวมถึงกลุ่มเปราะบางและกลุ่มชายขอบ สามารถเข้าถึงพื้นที่สาธารณะและมีส่วนร่วมในกิจกรรมดังกล่าว เพื่อยกระดับการขับเคลื่อนประเด็นความหลากหลายทางเพศและอัตลักษณ์ให้เกิดความยั่งยืนในระดับนโยบายและการปฏิบัติ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนบทบาทของสำนักงาน กสม. ในฐานะองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่มีภารกิจในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนเชิงรุก ผ่านการสร้างความร่วมมือเชิงบูรณาการ และการพัฒนาแนวทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนในทุกมิติ
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>22 เม.ย. 2569, 14:34</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. รับเรื่องร้องเรียนจาก ฐปณีย์ กรณีถูกคุกคามจากปฏิบัติการ IO</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16861</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 13.30 น. ที่ห้องรับรอง 604 สำนักงาน กสม. นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และนางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รับเรื่องร้องเรียนจากนางสาวฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวรายการข่าว 3 มิติ ช่อง 3 และผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters กรณีถูกคุกคามจากปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ทางโซเชียลมีเดีย จากเพจ กลุ่มข่าว และบุคคล ในหลายแพลตฟอร์ม โดยมีการใช้ข้อความใส่ร้ายป้ายสี ทำให้เกิดความเสียหาย ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2569
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>21 เม.ย. 2569, 18:00</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุภัทรา ประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิแรงงานร่วมกับพรรคการเมือง</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16860</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 14.00 น. นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายภาณุวัฒน์ ทองสุข นายจุมพล ขุนอ่อน รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิแรงงาน ร่วมกับพรรคการเมือง โดยมีคุณเซีย จำปาทอง คุณธนพร วิจันทร์ และคุณสหัสวัต คุ้มคง ส.ส. พรรคประชาชน รศ.ดร.นภาพร อติวานิชยพงศ์ นักวิชาการอิสระ คุณสุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ผู้อำนวยการมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม คุณวัชรวิชญ์ วุฒิพัชระพัชร์ และคุณศิริรุ่ง ศรีสิทธิพิศาลภพ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 605 สำนักงาน กสม.  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้กล่าวถึง หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) พันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งปัจจุบันประเทศไทยเป็นภาคีสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งสหประชาชาติถือเป็นสนธิสัญญาหลัก จำนวน 8 ฉบับ โดยมีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของแรงงานโยกย้ายและสมาชิกในครอบครัว ที่ประเทศไทยยังไม่ได้เข้าเป็นภาคี นอกจากนี้ยังกล่าวถึงอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่ประเทศไทยยังไม่ได้ให้สัตยบัน 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว ค.ศ. 1948 ฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง ค.ศ. 1949 ในการนี้ ที่ประชุมได้รับทราบถึงข้อมติสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2568 ประเด็นสิทธิแรงงาน ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่มีข้อมติมุ่งเน้นการส่งเสริม คุ้มครอง และเยียวยามาตรฐานแรงงานเพื่อให้คนทำงานทุกคนได้รับความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมตามมาตรฐานสากล และบรรลุเป้าหมายการเข้าถึงงานที่มีคุณค่า (Decent work) การจ้างงานที่เป็นธรรม มีความมั่นคงและการคุ้มครองทางสังคม มีสุขภาพความปลอดภัยในการทำงาน โอกาสในการพัฒนา สิทธิในการรวมกลุ่มและเจรจาต่อรอง รวมถึงการไม่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ หรือเหตุใด ๆ โดยข้อมติมีการกล่าวถึงสภาพปัญหา ข้อเสนอแนะ และแนวทางในการขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อให้คนทำงานได้รับการส่งเสริม คุ้มครอง และเยียวยาตามมาตรฐานแรงงานแรงงาน 7 กลุ่ม ได้แก่ (1) แรงงานในระบบ (2) แรงงานนอกระบบ (3) แรงงานแพลตฟอร์ม (4) แรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ (5) แรงงานข้ามชาติ (6) พนักงานบริการ และ (7) แรงงานจ้างเหมาบริการในภาครัฐ ช่วงท้าย กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวว่า กสม. จะเสนอให้รัฐบาลลงนามเป็นภาคีในอนุสัญญาที่สำคัญเกี่ยวกับสิทธิแรงงาน ได้แก่ อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของแรงงานโยกย้ายฯ อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 ฉบับที่ 98 พร้อมกันนี้จะนำข้อเสนอแนะประเด็นสิทธิแรงงานซึ่งเป็นข้อมติของสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2568 เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>21 เม.ย. 2569, 17:55</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุชาติ ร่วมเวที AICHR หารือกรอบสู่สันติภาพอาเซียน ย้ำความเชื่อมโยงระหว่างสิทธิมนุษยชน การพัฒนา และการสร้างสันติภาพ</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16859</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ผศ. สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วมการประชุมหารือระหว่างผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับ (ร่าง) เอกสารข้อเสนอแนวทางและกระบวนการสู่สันติภาพในอาเซียน (Expert Consultation on Zero Draft of the Proposed ASEAN Peace Pathways Framework: PPF) ซึ่งจัดโดยผู้แทนมาเลเซียในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AICHR Malaysia)ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย  การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภูมิภาค เพื่อพัฒนาและปรับปรุง (ร่าง) กรอบแนวทางและกระบวนการสู่สันติภาพในอาเซียน (PPF) ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และใช้เป็นกรอบอ้างอิงสำคัญของภูมิภาคในการป้องกันความขัดแย้ง การจัดการสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง และการส่งเสริมสันติภาพบนฐานสิทธิมนุษยชน ในการอภิปรายแลกเปลี่ยนความเห็น (Open dialogue for further input and feedback) กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้กล่าวชื่นชมความมุ่งมั่นของคณะผู้จัดทำร่างกรอบ PPF พร้อมทั้งสะท้อนมุมมองในฐานะผู้แทนจากสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (NHRIs) ว่า แม้ NHRIs จะมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน แต่ในทางปฏิบัติยังคงเผชิญข้อจำกัดในประเด็นที่มีลักษณะข้ามพรมแดน ซึ่งมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน ในโอกาสนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ยกตัวอย่างสถานการณ์ที่สะท้อนความท้าทายของประเด็นสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน อาทิ ปัญหามลพิษทางน้ำในภาคเหนือที่เกิดจากการทำเหมืองในประเทศเมียนมา และผลกระทบจากโครงการพัฒนาในลุ่มน้ำโขง ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้เสียจากหลายประเทศ พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่า การกล่าวอ้าง “สิทธิในการพัฒนา” เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากโครงการพัฒนาดังกล่าวขาดกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ ประเด็นสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมในการพัฒนา และการมีส่วนร่วมของประชาชน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการป้องกันความขัดแย้ง การจัดการต้นตอของปัญหา และการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน (peacebuilding) ในระดับภูมิภาค นอกจากนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่าง NHRIs กับ AICHR อย่างเข้มแข็ง เพื่อสนับสนุนบทบาทในลักษณะของการเฝ้าระวังและเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) อันจะเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันความขัดแย้งและการหยิบยกประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มีมิติข้ามพรมแดนในระดับภูมิภาค โดยเห็นว่า หากกรอบ PPF ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นกลไกสนับสนุนที่สำคัญในการเชื่อมโยงมิติด้านสิทธิมนุษยชน การพัฒนา และการสร้างสันติภาพในอาเซียนได้ดียิ่งขึ้น ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ จะนำไปปรับปรุงเป็น “ร่างฉบับทำงาน (Working Draft)” เพื่อหารือในที่ประชุม AICHR สมัยสามัญในเดือนพฤษภาคม 2569 ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย รวมถึงอาจนำไปใช้ประกอบการทดสอบสถานการณ์จำลอง (Pressure Testing) ในการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 7 ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 ต่อไป ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. จะติดตามความคืบหน้าของการพัฒนากรอบ PPF อย่างใกล้ชิด และศึกษาความเป็นไปได้ในการนำองค์ความรู้และเครื่องมือที่เกี่ยวข้องมาประยุกต์ใช้กับงานด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การป้องกันความขัดแย้ง และการส่งเสริมสันติภาพในบริบทของไทย รวมทั้งการประสานความร่วมมือเพื่อรับมือกับประเด็นสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดนในภูมิภาคต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>21 เม.ย. 2569, 17:52</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม.ศยามล ร่วมให้ความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาพื้นที่ในและรอบโครงสร้างพื้นฐานทางราง พ.ศ. ....</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16858</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้ความเห็นในเวทีวิชาการ “ร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาพื้นที่ในและรอบโครงสร้างพื้นฐานทางราง พ.ศ. .... (กฎหมาย TOD : Transit Oriented Development Act)” ร่วมกับ นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.กุณฑลทิพย พานิชภักดิ์ ผศ.ดร.ณัฐพงษ์ พันธ์น้อย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายปรีดา หุตะจูฑะ นายกสมาคมนักผังเมืองไทย และ รศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งจัดโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เพื่อทำความเข้าใจกฎหมายและวิเคราะห์ผลกระทบที่มีต่อชุมชนผู้มีรายได้น้อย  เวทีดังกล่าว ผู้แทนสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เสนอสาระสำคัญของกฎหมาย TOD ว่า มุ่งพัฒนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟทางคู่และไฮสปีด 177 แห่ง ทั่วประเทศ ให้เป็นศูนย์กลางเมืองผสมผสานทั้งที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม และการเชื่อมต่อการเดินทางเพื่อเพิ่มรายได้จากการพัฒนาพื้นที่ ซึ่งออกแบบการพัฒนาพื้นที่ไปพร้อม ๆ กับการออกแบบระบบราง เพื่อให้เชื่อมั่นได้ว่าจะมีประชาชนมาใช้ประโยชน์จากระบบรางอย่างคุ้มค่า สรุปความเห็นของวิทยากรต่อร่างกฎหมาย TOD ดังนี้ - การเวนคืนที่ดินเมื่อเหลือจากใช้ประโยชน์ทั้งหมดแล้วให้ใช้ประโยชน์อื่นได้ ขัดกับหลักการเวนคืนที่ดินซึ่งต้องคืนกลับให้เจ้าของเดิมหรือทายาท แล้วจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าจะไม่เวนคืนเกินจากที่จะใช้ประโยชน์จริง - ไม่มีการระบุว่าภายหลังการพัฒนาโครงการสิทธิการอยู่อาศัยของผู้มีสิทธิเดิมยังคงอยู่ - แรงจูงใจต่อภาคเอกชนให้มาร่วมลงทุนพัฒนาโครงการไม่ชัดเจน - องค์กรบริหาร TOD มีอำนาจดำเนินการเบ็ดเสร็จ จะถูกแทรกแซงโดยผู้มีอำนาจและขาดธรรมาภิบาล ต้องมีกลไกผู้แทนจากทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมบริหารในรูปแบบคณะกรรมการ เพื่อความโปร่งใส - วิธีคิดที่เน้นสร้างมูลค่าเพิ่มในการพัฒนาพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านผู้มีรายได้น้อยถูกกีดกันออกไป จึงต้องมีหลักประกัน ในกฎหมาย TOD ระดับ พ.ร.บ. ระบุความเสมอภาคและเป็นธรรมต่อประชากรทุกกลุ่ม - การขนส่งทางรางคุ้มค่าสำหรับเมืองเล็ก ๆ หรือไม่ - ต้องกำหนดโซนพื้นที่รองรับผู้มีรายได้น้อยโดยเฉพาะมากกว่าร้อยละ 20 ทั้งนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้ความเห็นต่อร่างกฎหมาย TOD ว่า สนข. ยกร่างในแนวทางเดียวกับ พ.ร.บ. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 (กฎหมาย EEC : Eastern Economic Corridor) คือ การออกกฎหมายเฉพาะเพื่อความคล่องตัวในการจัดการโครงการ (กรณีการเวนคืนที่ดิน) และการสร้างองค์กรขึ้นใหม่ให้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการจัดการโครงการเพื่อหลีกเลี่ยงการปรับแก้กฎหมายเดิมที่มีอยู่ของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายให้โครงการพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว และลดขั้นตอน/ข้ามขั้นตอนตามกฎหมายเดิมที่เกี่ยวข้อง กรณีของ EEC คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนซึ่งวิเคราะห์ปัญหาได้ว่ากฎหมาย EEC เป็นอำนาจเฉพาะของ EEC บริหารแยกส่วนจากจังหวัดและท้องถิ่น และดำเนินโครงการโดยไม่คำนึงถึงมิติผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต่อคุณภาพชีวิต ต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านโดยรอบโครงการ เมื่อเกิดผลกระทบต่อชุมชนและชาวบ้านแล้ว กฎหมาย EEC ไม่มีมาตรการ/งบประมาณในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ เป็นภาระกับจังหวัดและท้องถิ่นต้องเข้ามาช่วยเหลือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้แก่ชาวบ้านโดยเจียดจ่ายจากงบประมาณแผ่นดินในส่วนอื่น ๆ แต่ไม่สามารถเยียวยาผลกระทบได้ ดังนั้น สนข. จำเป็นต้องถอดบทเรียนปัญหาของกฎหมาย EEC และเห็นว่าการออกกฎหมาย TOD คือ การพัฒนาเมืองในอนาคต ไม่ใช่เรื่องของการพัฒนาขนส่งทางรางตามภารกิจ สนข. เท่านั้น จึงมีข้อเสนอว่าทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมในการออกแบบพัฒนาเมือง การทำกฎหมายต้องครอบคลุมถึงการพัฒนาพื้นที่ในและรอบโครงการพัฒนาขนส่งทางราง การเวนคืนที่ดิน การจัดรูปที่ดินให้ประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเวนคืนที่ดิน ผู้มีรายได้น้อย คนจนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาร้อยละ 100 เพราะพวกเขายังต้องการสร้างรายได้ใกล้แหล่งทำมาหากิน และกฎหมายต้องสร้างกลไกให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการแก้ไขปัญหาผลกระทบทั้งทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>21 เม.ย. 2569, 17:49</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม.ศยามล เป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่อง “กระบวนการยุติธรรมกับสิทธิมนุษยชนในการพัฒนา” แก่นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหิดล</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16857</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 เวลา 13.00 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นวิทยากรพิเศษในรายวิชา มสสส 531 สิทธิมนุษยชนกับการพัฒนา เพื่อให้ความรู้เรื่อง “กระบวนการยุติธรรมกับสิทธิมนุษยชนในการพัฒนา” แก่นักศึกษาปริญญาโท สาขาสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ผ่านระบบ Zoom Meeting กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงความสัมพันธ์ของความยุติธรรม สิทธิมนุษยชน และการพัฒนา ทั้ง 3 องค์ประกอบนี้สัมพันธ์ในลักษณะเกื้อหนุนและเป็นเงื่อนไขซึ่งกันและกันอย่างมีนัยสำคัญ การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) เพียงอย่างเดียวไม่สามารถนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ หากขาดกระบวนการยุติธรรมที่คุ้มครองทรัพย์สิน แรงงาน และการเข้าถึงทรัพยากรอย่างเป็นธรรม  3 เสาหลักของกฎหมายระหว่างประเทศที่ค้ำจุนการพัฒนา และทำให้มนุษย์เป็นศูนย์กลางของการพัฒนา คือ  - ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights - UDHR 1948) สิทธิในความเท่าเทียมกัน และการเยียวยา สร้างบรรทัดฐานขั้นต่ำ ป้องกันการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบซึ่งเป็นอุปสรรคแรกสุดต่อการพัฒนา - กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights - ICCPR 1966) สิทธิพิจารณาคดีที่เป็นธรรม (Fair Trail) และคุ้มครองการจับกุมโดยพลการ ประกันความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน (Property Security) ซึ่งเป็นเงื่อนไขชี้ขาดในการดึงดูดการลงทุน - กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights - ICESCR 1966) สิทธิในมาตรฐานการครองชีพและการพัฒนา บังคับให้รัฐต้องจัดสรรทรัพยากรเพื่อสร้าง (Human Capital) ให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิเบื้องต้น รวมทั้งสิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมีความหมาย การตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ยึดหลักกติการะหว่างประเทศร่วมกับกฎหมายไทย ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 กฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 - 2570) รวมถึงการใช้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ องค์ความรู้ทางวิชาการ ประกอบการวินิจฉัยชี้ประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อบทบาทหน้าที่ของ กสม.กับการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยยกตัวอย่างการตรวจสอบในหลายกรณี และบทบาทเชิงรุกของ กสม. ในการให้ข้อเสนอแนะต่อการแก้ไขปัญหาระดับประเทศ
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>21 เม.ย. 2569, 17:46</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>สำนักงาน กสม. จับมือ OHCHR เสริมศักยภาพการจัดทำรายงานคู่ขนานภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลจากการบังคับให้สูญหาย (ICPPED) ฉบับแรกของไทย</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16850</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ร่วมกับ สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (OHCHR) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการจัดทำรายงานคู่ขนานของประเทศไทย ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลจากการบังคับให้สูญหาย (ICPPED) โดยมีนางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช และ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วมการประชุมฯ ณ ห้องประชุมพระแม่ธรณี โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน กรงเทพฯ  การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและทักษะให้กับบุคลากรของสำนักงาน กสม. ในการติดตามการปฏิบัติตามพันธกรณีของประเทศไทยภายใต้อนุสัญญา ICCPED ผ่านการจัดทำรายงานคู่ขนาน (alternative report) ซึ่งจะสะท้อนสถานการณ์จริง ช่องว่างในการดำเนินงานของไทย รวมถึงข้อเสนอแนะเชิงสร้างสรรค์และเป็นกลาง โดยมีบุคลากรจากหลายสำนักและหน่วยงานในสังกัดสำนักงาน กสม. ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเข้าร่วมการประชุม ได้แก่ สำนักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ สำนักเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน สำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สำนักรับเรื่องร้องเรียนฯ และสำนักงาน กสม. พื้นที่ภูมิภาค  นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้กล่าวต้อนรับและแสดงความขอบคุณ OHCHR สำหรับความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำบทบาทสำคัญของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามหลักการปารีส ในการจัดทำรายงานคู่ขนานฉบับแรกและสนับสนุนให้ประเทศไทยดำเนินการให้สอดคล้องกับอนุสัญญา ICCPED ขณะที่ Mr. Dip Magar หัวหน้าทีม OHCHR ประจำประเทศไทย ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ ตลอดจนความร่วมมือ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการปฏิบัติตามพันธกรณีของประเทศไทย การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ สำนักงาน กสม. และ OHCHR ได้รับเกียรติจาก Ms. Alban Profette-Pallascio เลขานุการคณะกรรมการว่าด้วยการบังคับให้สูญหาย ถ่ายทอดหลักการและเจตนารมณ์ของอนุสัญญา ICPPED กลไกต่าง ๆ ภายใต้อนุสัญญา อาทิ บทบาทของคณะกรรมการว่าด้วยการบังคับให้สูญหาย (Committee on Enforced Disappearances: CED) และมาตรการเร่งด่วน (Urgent Action) ในการรับคำร้องกรณีบุคคลสูญหาย และกลไกการพิจารณารายงานของรัฐภาคี โดย กสม.สามารถมีบทบาทได้ตลอดกระบวนการผ่านการจัดทำประเด็นข้อคำถาม (List of Issues) การจัดทำรายงานคู่ขนานเป็นลายลักษณ์อักษร การรายงานด้วยวาจาต่อคณะกรรมการ ตลอดจนการติดตามการปฏิบัติตามพันธกรณีของไทยในรูปแบบและโอกาสต่าง ๆ  ในโอกาสนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และบุคลากรของสำนักงาน กสม. ได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับผู้แทนของคณะกรรมการ CED และเข้าร่วมกิจกรรมระดมความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของอนุสัญญาฯ สถานการณ์สิทธิมนุษยชน กฎหมายและนโยบาย ตลอดจนประเด็นที่อาจหยิบยกในการจัดทำงานรายงานคู่ขนานพร้อมทั้งข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้อง  ทั้งนี้ ประเทศไทยมีกำหนดจัดส่งรายงานฉบับแรก (initial report) ในเดือนมิถุนายน 2569 โดยการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมของสำนักงาน กสม. ในการจัดทำรายงานคู่ขนานที่สะท้อนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยอย่างเป็นกลาง ครอบคลุมหลักการของอนุสัญญา และสอดคล้องตามข้อกำหนดของคณะกรรมการ CED ต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>17 เม.ย. 2569, 10:12</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม.ศยามล เปิดกิจกรรมอบรม “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีและอากาศสะอาด”</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16845</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 13.45 น. ที่ห้องเสวนา ชั้น 6 สำนักงาน กสม. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดกิจกรรมอบรม “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีและอากาศสะอาด” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีและอากาศสะอาดตามมาตรฐานระหว่างประเทศและกฎหมายไทย พร้อมทั้งการประยุกต์ใช้ และเสริมสร้างความรู้ในกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในประเด็นสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ให้แก่บุคลากรสำนักงาน กสม.  กิจกรรมช่วงแรกจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 10 เมษายน 2569 โดยได้รับเกียรติจากนางสาวสัณหวรรณ ศรีสด นักกฎหมายอาวุโส ผศ. เสาวณีย์ แก้วจุลกาญจน์ รองที่ปรึกษาด้านกฎหมายโครงการเอเชีย-แปซิฟิก และนางรัตติกุล จันทร์สุริยา ที่ปรึกษาประจำ กสม. มาถ่ายทอดองค์ความรู้และร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่านกรณีศึกษาเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างสิทธิมนุษยชนกับสิ่งแวดล้อม กรอบอนุสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนแนวทางการนำหลักการสากลไปประยุกต์ใช้ในบริบทการทำงานจริง สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของผู้ปฏิบัติงานในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. กำหนดจัดกิจกรรมอบรมดังกล่าว ระหว่างวันที่ 9 – 10 เมษายน 2569 ณ สำนักงาน กสม. และระหว่างวันที่ 22 – 23 เมษายน 2569 และวันที่ 1, 7 และ 15 พฤษภาคม 2569 ณ สถาบันพระปกเกล้า ทั้งระบบ Onsite และ Online ผ่านโปรแกรม Zoom Meeting
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>10 เม.ย. 2569, 21:01</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. และสำนักงาน กสม. ร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16842</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 เวลา 17.00 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นำโดย ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พรประไพ กาญจนรินทร์ พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและเจ้าหน้าที่ ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>10 เม.ย. 2569, 21:00</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม.ปรีดา นำทีมบูรณาการโครงการคลินิกสิทธิมนุษยชนลงพื้นที่ ตม.สวนพลู หารือแนวทางแก้ไขปัญหาสิทธิและสถานะบุคคลให้แก่กลุ่มผู้ต้องกักที่ไร้รัฐไร้สัญชาติ</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16843</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยทีมบูรณาการ ภายใต้โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรมการปกครอง กรมสอบสวนคดีพิเศษ และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ลงพื้นที่ ณ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) สวนพลู ประชุมร่วมกับ พันตำรวจเอก สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รองผู้บังคับการ กองกำกับการ 3 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และคณะ เพื่อรับฟังข้อมูล สภาพปัญหา และหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาสิทธิและสถานะบุคคลของผู้ต้องกักหลายรายที่ถูกควบคุมตัวมาเป็นเวลานาน เนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์สัญชาติได้ บางรายเป็นบุคคลไร้รากเหง้า ไม่มีสิทธิในการรักษาพยาบาล หลายรายมีภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง โดย ตม. ต้องเป็นผู้รับภาระเรื่องค่ารักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง ในการประชุมดังกล่าว ที่ประชุมเห็นควรให้ ตม. ทำการสำรวจข้อมูลของผู้ต้องกักที่มีปัญหาสถานะบุคคลแต่ละรายอย่างละเอียด เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติที่ชัดเจน และจะประชุมร่วมกันอีกครั้งกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด หลังจากนั้นจะวางแผนออกหน่วยคลินิกสิทธิมนุษยชนเคลื่อนที่โดยทีมบูรณาการ เพื่อดำเนินการสอบข้อเท็จจริง ซึ่งจะนำไปสู่การพิจารณากำหนดสถานะบุคคลหรือการจัดทำทะเบียนประวัติสถานะบุคคลให้แก่ผู้ต้องกักแต่ละรายอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ต้องกักกลุ่มนี้ได้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน รวมถึงได้รับการส่งตัวออกจากห้องกักตามสิทธิอย่างเหมาะสมต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>10 เม.ย. 2569, 21:00</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ศยามล ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดแนวทางรับฟังความเห็นประชาชน กรณีอุทยานแห่งชาติขนอม–หมู่เกาะทะเลใต้</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16844</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันที่ 10 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วย นายไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาประจำ กสม. รองศาสตราจารย์ ธนพร ศรียากูล ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงาน กสม. และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ประชุมหารือร่วมกับผู้แทนจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมป่าไม้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ณ ห้องประชุม 709 ชั้น 7 สำนักงาน กสม. และผ่านระบบ Zoom Meetings การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชน และผู้มีส่วนได้เสีย ในการกำหนดเขตพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติขนอม–หมู่เกาะทะเลใต้ ภายใต้โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน โดยที่ประชุมได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ข้อกฎหมาย ปัญหา อุปสรรค และแนวทางดำเนินงาน เพื่อกำหนดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ชุมชน และผู้มีส่วนได้เสีย ให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐  ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. จะนำผลการหารือไปใช้ประกอบการจัดกิจกรรมคลินิกสิทธิมนุษยชนในระยะต่อไป เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชน และผู้มีส่วนได้เสียอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>10 เม.ย. 2569, 21:00</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 13/2569 กสม. ชี้กรณีร้องเรียนว่าจำเลยโทษปรับถูกเจ้าหน้าที่ศาลควบคุมตัวระหว่างรอชำระค่าปรับ เป็นการกระทำที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ ขัดหลักความจำเป็นและละเมิดสิทธิฯ - ขอบคุณกรมการปกครอง และเครือข่ายร่วมแก้ไขปัญหาสัญชาติภายใต้โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน ชื่นชมมติ ครม. 29 ตุลาคม 2567 เร่งรัดกระบวนการพิจารณาสถานะ - เผยกรณี อบต.สีชมพู จ. ขอนแก่น บังคับเจ้าหน้าที่ตรวจหาสารเสพติดแบบเหมารวม เป็นการละเมิดสิทธิฯ แนะ มท. ทบทวนการดำเนินโครงการมหาดไทยสีขาว</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16834</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 13/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้1. กสม. ชี้กรณีร้องเรียนว่าจำเลยโทษปรับถูกเจ้าหน้าที่ศาลควบคุมตัวระหว่างรอชำระค่าปรับตามคำพิพากษาเป็นการกระทำที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ ขัดหลักความจำเป็นและเป็นการละเมิดสิทธิฯ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งระบุว่า เมื่อเดือนธันวาคม 2567 ผู้ร้องเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดีของญาติ (ผู้เสียหาย) ณ ศาลจังหวัดพิษณุโลก ในความผิดต่อพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 โดยศาลพิพากษาลงโทษผู้เสียหาย จำคุก 1 เดือน ปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ เวลาประมาณ 10.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำศาลนำตัวผู้เสียหายออกจากห้องพิจารณาคดีโดยใช้ช่องทางเดียวกับจำเลยอื่นและผู้ต้องขังที่มาจากเรือนจำ ผู้เสียหายถูกนำตัวไปไว้ที่ห้องรอชำระค่าปรับชั้นล่างของศาล เพื่อรอให้ผู้ร้องไปชำระเงินค่าปรับแทนผู้เสียหาย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ศาลจังหวัด (ผู้ถูกร้อง) ได้ยึดกระเป๋าและโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายและล็อกประตูห้องรอชำระค่าปรับซึ่งภายในห้องมีผู้เสียหายเพียงคนเดียว จนกระทั่งใกล้เวลาเที่ยง ผู้ร้องสอบถามผู้ถูกร้องว่าเหตุใดจึงรอชำระค่าปรับนาน เนื่องจากไม่เห็นมีผู้ใช้บริการคนอื่น ผู้ถูกร้องแจ้งว่าต้องรอสำนวนของผู้เสียหายออกเลขแดงเสียก่อน เมื่อผู้ร้องชำระค่าปรับเสร็จแล้วจึงนำใบเสร็จไปยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำศาลที่หน้าห้องรอชำระค่าปรับผู้เสียหายจึงได้รับการปล่อยตัว ผู้ร้องเห็นว่าการควบคุมตัวจำเลยระหว่างรอชำระค่าปรับตามคำพิพากษาของศาลเป็นเวลานานเกือบ 2 ชั่วโมง เป็นการจำกัดเสรีภาพในชีวิตและร่างกายเกินสมควรและไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน จึงขอให้ตรวจสอบ กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายหลักกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า การที่เจ้าหน้าที่ศาลจังหวัด นำตัวผู้เสียหายไปควบคุมไว้ระหว่างรอให้ผู้ร้องไปชำระค่าปรับตามคำพิพากษาเป็นการกระทำที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของผู้เสียหาย จึงต้องพิจารณาว่าเป็นการกระทำไปภายใต้เงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) กำหนดไว้หรือไม่ กล่าวคือ การจับและการคุมขังบุคคลจะกระทำได้โดยมีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาแล้วไม่ปรากฏว่ามีกฎหมาย ระเบียบ หรือคำสั่งใดที่เป็นมาตรฐานกลางที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ศาลควบคุมตัวบุคคลที่รอชำระค่าปรับไว้ มีเพียงระเบียบศาลจังหวัดพิษณุโลกว่าด้วยการควบคุม การเยี่ยม และการฝากสิ่งของให้ผู้ต้องขัง และผู้ถูกควบคุมตัว พ.ศ. 2564 และประกาศศาลจังหวัดพิษณุโลก เรื่อง ข้อกำหนดเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยของศาลจังหวัดพิษณุโลก พ.ศ. 2564 ที่กำหนดเพื่อให้การปฏิบัติราชการของศาลจังหวัดพิษณุโลกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่งเสริมให้ผู้ต้องขังได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงมีตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งเมื่อพิจารณาจากคำนิยาม “ผู้ต้องขัง” ตามระเบียบและประกาศศาลจังหวัดพิษณุโลก ไม่ได้หมายความรวมถึง “ผู้เสียหาย” ซึ่งเป็นจำเลยที่ไม่ได้ถูกต้องขังตามคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาล ดังนั้น จึงไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจผู้ถูกร้องควบคุมตัวผู้เสียหายไว้เพื่อรอชำระค่าปรับ การกระทำของเจ้าหน้าที่ศาลจังหวัดพิษณุโลก ผู้ถูกร้อง จึงไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขตามที่รัฐธรรมนูญและกติกา ICCPR กำหนดไว้ นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย รวมถึงความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิแล้วเห็นว่า กรณีตามคำร้องศาลมีคำพิพากษาให้ผู้เสียหายมีโทษเพียงชำระค่าปรับเท่านั้น ซึ่งความมุ่งหมายตามคำพิพากษา คือ ประสงค์ที่จะบังคับต่อทรัพย์ของผู้เสียหายในฐานะจำเลยมากกว่าบังคับกับสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย หรืออิสรภาพ ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 บัญญัติให้จำเลยสามารถชำระค่าปรับตามคำพิพากษาได้ภายใน 30 วัน ดังนั้น การนำผู้เสียหายไปควบคุมไว้ก่อน เพื่อรอให้ผู้ร้องหรือญาติของผู้เสียหายไปชำระค่าปรับตามคำพิพากษา จึงเป็นการใช้อำนาจที่ไม่สอดคล้องกับหลักความจำเป็นและหลักความได้สัดส่วนในความหมายอย่างแคบ ในชั้นนี้จึงรับฟังได้ว่า การนำผู้เสียหายไปควบคุมไว้ระหว่างรอชำระค่าปรับตามคำพิพากษา เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังสำนักงานศาลยุติธรรมให้กำหนดมาตรการหรือแนวทางการบังคับตามคำพิพากษากรณีที่ศาลพิพากษาให้จำเลยมีโทษปรับสถานเดียว หรือมีโทษจำคุกด้วยแต่ให้รอการลงโทษ โดยไม่ให้ควบคุมตัวจำเลยไว้เพื่อรอชำระค่าปรับ และหากจำเลยมีความสามารถที่จะชำระค่าปรับได้ภายในวันเดียวกันนั้น ให้นำตัวจำเลยไปรอชำระค่าปรับที่บริเวณหน้าห้องการเงินของศาลแทน โดยไม่ต้องควบคุมตัว นอกจากนี้ ให้กระทรวงยุติธรรมพิจารณาและเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 โดยตัดตอนท้ายของวรรคแรกที่ระบุว่า “หรือจะสั่งให้กักขังผู้นั้นแทนค่าปรับไปพลางก่อนก็ได้” ออก เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความสมดุลกับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของจำเลย2. กสม. ขอบคุณกรมการปกครอง และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมแก้ไขปัญหาสัญชาติภายใต้โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชนชื่นชมมติ ครม. 29 ตุลาคม 2567 เร่งรัดกระบวนการพิจารณาสถานะ นายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลไทยได้ประกาศเจตนารมณ์เข้าร่วมโครงการขจัดการไร้รัฐให้หมดไปภายใน 10 ปี คือภายในปี ค.ศ. 2024 (Global Campaign to End Statelessness by 2024) หรือ แคมเปญ #IBelong ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการยุติภาวะบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ พร้อมให้คำมั่นในการประชุมระดับสูงว่าด้วยภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2562 ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส เพื่อร่วมกันขจัดความไร้รัฐให้หมดไปนั้น กสม. เห็นว่าปัญหาบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของประชาคมโลกอันมีสาเหตุจากการแบ่งเขตในยุคล่าอาณานิคม ภัยสงคราม หนีการสู้รบ หรือการโยกย้ายถิ่นฐาน โดยที่การมีสถานะใดอย่างใดอย่างหนึ่งทางกฎหมายของบุคคลย่อมเป็นจุดเริ่มต้นของการมีตัวตน อัตลักษณ์และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการไม่มีสถานะบุคคลทางกฎหมายย่อมเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น การศึกษา การรักษาพยาบาล และการเดินทาง ซึ่งในกรณีของประเทศไทยปัญหาดังกล่าวปรากฏในกลุ่มคนไทยตกสำรวจ กลุ่มบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรของแรงงานต่างด้าวซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ  นับตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา กสม. จึงได้หยิบยกประเด็นสิทธิและสถานะบุคคลเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญที่จะผลักดันสร้างผลสัมฤทธิ์ โดยคำนึงถึงมิติด้านความมั่นคงของชาติและสิทธิมนุษยชนควบคู่กัน โดยมีแนวทางดำเนินงานเพื่อขจัดความไร้รัฐให้หมดไปจากประเทศไทย ดังนี้ (1) เสริมสร้างปฏิบัติการร่วมในพื้นที่ (2) ส่งเสริมการเชื่อมโยงเครือข่ายการแก้ไขปัญหา และ (3) ผลักดันการทบทวนกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติให้เหมาะสมกับสถานการณ์ พร้อมติดตามและประเมินสถานการณ์การแก้ไขปัญหา โดยจำแนกกลุ่มเป้าหมายที่มีปัญหาสถานะบุคคล เป็น 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ (1) กลุ่มเด็กนักเรียนรหัส G (2) กลุ่มพระภิกษุสามเณรไร้รัฐไร้สัญชาติ (3) กลุ่มผู้เฒ่าไร้รัฐ และ (4) กลุ่มคนไทยพลัดถิ่น ในปี 2567 สำนักงาน กสม. ได้จัดตั้ง “โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน” ขึ้น เพื่อเป็นกลไกเชิงรุกในการให้ความช่วยเหลือและขับเคลื่อนภารกิจหลักด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่รวดเร็วและเป็นธรรม โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาสังคมในนาม “ทีมบูรณาการ” โดยมี กสม. เป็นกลไกกลางในการเชื่อมการดำเนินงานของทุกภาคส่วน ซึ่งนับตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 - พ.ศ. 2569 (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569) เป็นต้นมา โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชนร่วมกับทีมบูรณาการได้ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาในประเด็นสิทธิและสถานะบุคคลโดยการออกหน่วยคลินิกสิทธิมนุษยชนเคลื่อนที่ 13 ครั้ง ครอบคลุมทั้ง 4 กลุ่มเป้าหมาย โดยมีผู้มีปัญหาสถานะที่ได้เข้าร่วมโครงการกว่า 6,300 คน โดยรูปแบบการออกหน่วยคลินิกดังกล่าว เป็นการมุ่งเน้นให้ผู้มีปัญหาสถานะได้รับคำปรึกษาทางกฎหมาย รับคำขอเพื่อขอแก้ไขปัญหาสถานะให้แก่ผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน และสอบปากคำผู้ยื่นคำขอและพยานบุคคลเพื่อจัดทำทะเบียนประวัติตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อันเป็นการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงบริการของรัฐให้แก่ผู้ยื่นคำขอ นอกจากนี้ ยังมีการจัดสมัชชาสิทธิมนุษยชน และเวทีการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายกรณีปัญหาสถานะบุคคลเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการต่อไป โอกาสนี้ กสม. ขอขอบคุณทีมบูรณาการทุกภาคส่วน ได้แก่ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ หน่วยงานสังกัดในกระทรวงยุติธรรม และภาคีเครือข่ายในทุกภูมิภาค ที่ได้ร่วมระดมสรรพกำลังในการหนุนเสริมงบประมาณและบุคลากรที่มีความเข้าใจในการแก้ปัญหาสิทธิสถานะ และขับเคลื่อนโครงการคลินิกสิทธิมนุษยชนร่วมกัน  พร้อมกันนี้ ขอชื่นชมรัฐบาลที่มีความพยายามในการแก้ปัญหาสถานะบุคคลของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 ที่เห็นชอบหลักการเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่ชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ 19 กลุ่มที่อยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรของชนกลุ่มน้อยฯ ที่เกิดในราชอาณาจักรโดยมีหลักฐานการเกิดในไทยแต่ยังไม่ได้รับสัญชาติ จำนวนประมาณ 480,000 คน ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอ และกรมการปกครองเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดหลักเกณฑ์คุณสมบัติบุคคลและระยะเวลาในการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวให้กลุ่มบุคคลเป้าหมายได้เข้าสู่กระบวนการแก้ปัญหาสถานะบุคคลตามกฎหมาย ซึ่ง กสม. เห็นว่า มติ ครม. ดังกล่าวถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการแก้ปัญหาสถานะบุคคลให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำในหลักการของมติ ครม. ฉบับนี้ว่า มิได้เป็นการให้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไป หากแต่เป็นการเร่งรัดกระบวนการพิจารณาสถานะและสัญชาติสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้วให้รวดเร็วขึ้น โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์หรือขยายสิทธิให้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด  “แม้การแก้ปัญหาสถานะบุคคลจะมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่การแก้ปัญหายังคงเผชิญความท้าทายจากหลายมิติ ทั้งความซับซ้อนของกฎหมาย การขาดเอกสารพิสูจน์ตัวตน ข้อจำกัดในการนำนโยบายไปปฏิบัติในระดับพื้นที่ ปัจจัยด้านภูมิศาสตร์และชาติพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับการอยู่อาศัยในพื้นที่ชายแดนและวิถีชีวิตข้ามพรมแดน รวมถึงความกังวลด้านความมั่นคงและทัศนคติของสังคม การแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลในประเทศไทยจึงเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ซึ่ง กสม. ยืนยันเจตนารมณ์ในการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนต่อไปเพื่อผลักดันให้ทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลตามกฎหมายในทุกแห่งหน อันเป็นรากฐานสำคัญของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นายบุญเกื้อกล่าว3. กสม. เผยกรณี อบต.สีชมพู จ.ขอนแก่น บังคับเจ้าหน้าที่ตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในลักษณะเหมารวมเป็นการละเมิดสิทธิฯ แนะ มท. ทบทวนการดำเนินโครงการมหาดไทยสีขาวให้รัดกุม นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่ง เมื่อเดือนกันยายน 2568 ระบุว่า ผู้ร้องเป็นบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลสีชมพู (อบต.สีชมพู) โดยในการประชุมบุคลากรของ อบต.สีชมพู เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2568 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสีชมพู อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น (ผู้ถูกร้องที่ 2) แจ้งว่า นายอำเภอสีชมพู จ.ขอนแก่น (ผู้ถูกร้องที่ 1) มีนโยบายให้บุคลากรทุกคนต้องเข้ารับการตรวจร่างกายเพื่อหาสารเสพติด หากบุคคลใดไม่เข้ารับการตรวจจะมีผลกับการจ้างงานในอนาคต ผู้ร้องจึงต้องจำยอมเข้ารับการตรวจหาสารเสพติด และปรากฏว่าผลการตรวจปัสสาวะของผู้ร้องเป็นบวก ผู้ร้องเห็นว่า การที่นายอำเภอสีชมพูตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในลักษณะเหมารวมโดยไม่มีเหตุผลอันควรเชื่อได้ว่าเป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเสพยาเสพติด และบังคับให้ผู้ร้องเข้ารับการตรวจโดยไม่ยินยอม อีกทั้งเมื่อผลการตรวจเป็นบวกแล้ว นายก อบต. สีชมพูยังบีบบังคับให้ผู้ร้องเขียนใบลาออก จึงขอให้ตรวจสอบ  กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รับรองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในชีวิตและร่างกาย เจ้าหน้าที่ของรัฐจะกระทำการที่กระทบต่อสิทธิหรือเสรีภาพในชีวิตหรือร่างกายของบุคคลไม่ได้ เว้นแต่มีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 115 (3) และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้อำนาจเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. สามารถตรวจหาสารเสพติดได้ในกรณีมีเหตุจำเป็นประกอบกับมีเหตุอันควรเชื่อว่าบุคคลนั้นเสพยาเสพติด  จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงว่า กรณีการตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในลักษณะเหมารวมตามคำร้องนี้เป็นการดำเนินการตามโครงการมหาดไทยสีขาว ยุทธการพิทักษ์ขอนแก่น เพื่อสอดส่องเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย วินัย และจริยธรรมอย่างเคร่งครัด ทำให้มีความจำเป็นต้องตรวจหาสารเสพติดในลักษณะเหมารวม เพื่อไม่ให้เป็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคลากรภายในหน่วยงานเดียวกัน อย่างไรก็ดี กสม. เห็นว่า แม้เหตุผลดังกล่าวจะพอรับฟังได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ แต่ก็ไม่เป็นเหตุที่จะดำเนินการได้ตามที่กฎหมายข้างต้นบัญญัติ  ดังนั้น การที่นายอำเภอสีชมพูไม่จัดให้ผู้ร้องแสดงความยินยอมก่อนเข้ารับการตรวจ ประกอบกับแจ้งว่าหากบุคคลใดไม่ยินยอมและไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจจะแจ้งหัวหน้าของหน่วยงานนั้นทราบเพื่อให้มาตรวจจนครบทุกคน จึงมีลักษณะเป็นการบีบบังคับและใช้มาตรการกดดันผู้ร้อง ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินโครงการมหาดไทยสีขาวที่ต้องให้ผู้เข้ารับการตรวจยินยอมและสมัครใจโดยปราศจากการบังคับ รวมถึงไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการให้ความยินยอมจากผู้เข้ารับการตรวจ อันส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของบุคคล ในชั้นนี้ จึงรับฟังได้ว่า การตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในลักษณะเหมารวมโดยไม่จัดให้ผู้ร้องแสดงความยินยอมก่อนตามคำร้องนี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ การตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในลักษณะเหมารวมยังเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลสุขภาพของบุคคล ซึ่งจะมีผลกระทบต่อบุคคลนั้นในภายหลัง กล่าวคือ หากตรวจพบว่าบุคคลนั้นมีสารเสพติดในร่างกายก็ต้องแสดงความสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาตามกฎหมาย แต่ในกรณีไม่เข้ารับการบำบัดรักษาและหากเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งต้องปฏิบัติตามกฎหมาย วินัย และมาตรฐานทางจริยธรรมที่เคร่งครัดกว่าบุคคลทั่วไป กระทรวงมหาดไทยมีแนวปฏิบัติให้ผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานดำเนินการทางวินัยและดำเนินคดีกับบุคคลนั้นด้วย  ประเด็นร้องเรียนว่านายก อบต.สีชมพู ผู้ถูกร้องที่ 2 บังคับให้ผู้ร้องลาออกจากการเป็นพนักงานจ้างหลังปรากฏผลตรวจปัสสาวะเป็นบวกนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ร้องได้ยื่นใบลาเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ซึ่งเป็นการยื่นใบลาออกล่วงหน้าก่อนตรวจหาสารเสพติด 2 วัน ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่า การลาออกจากงานของผู้ร้องมีสาเหตุมาจากการบีบบังคับของนายก อบต.สีชมพู โดยตรง หรือเป็นเจตนาของผู้ร้องเองเพื่อที่จะไม่ให้ถูกดำเนินการทางวินัยหรือดำเนินคดีตามกฎหมาย ประกอบกับพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ไม่สามารถติดต่อผู้ร้องเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมในประเด็นนี้ได้ จึงไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอต่อการพิจารณาว่า นายก อบต.สีชมพู ผู้ถูกร้องที่ 2 ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังกระทรวงมหาดไทย (มท.) และกรมการปกครองให้ทบทวนการดำเนินโครงการมหาดไทยสีขาวในทางปฏิบัติให้รัดกุมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้น พร้อมทั้งให้กำหนดรูปแบบการให้ความยินยอมในลักษณะที่เป็นลายลักษณ์อักษร มีถ้อยคำไม่กำกวม ใช้ภาษาที่ชัดเจน เข้าใจง่าย และผู้ให้ความยินยอมสามารถยกเลิกความยินยอมได้ ซึ่งเป็นการยืนยันหลักความยินยอมโดยอิสระและปราศจากการบังคับเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติให้กับเจ้าหน้าที่ รวมถึงแจ้งกำชับเจ้าหน้าที่ไม่ให้ใช้อำนาจหรือมาตรการทางสังคมกดดันให้ผู้เข้ารับการตรวจลงลายมือชื่อเพื่อแสดงความยินยอมก่อนเข้ารับการตรวจหาสารเสพติดด้วยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ10 เมษายน 2569
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>10 เม.ย. 2569, 20:41</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม.สุภัทรา ลงพื้นที่และประชุมรับฟังข้อเท็จจริง กรณีประชาชนร้องเรียนสถานศึกษาปอเนาะในจังหวัดกระบี่บำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติด โดยละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และได้รับความทุกข์ทรมาน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16828</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. ที่ตำบลคลองประสงค์ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม.พื้นที่ภาคใต้ ลงพื้นที่และรับฟังข้อเท็จจริงจากผู้ร้อง กรณีได้รับความทุกข์ทรมานจากการเข้ารับการบำบัดและฟื้นฟูผู้ป่วยยาเสพติดที่สถาบันศึกษาปอเนาะแห่งหนึ่ง ในจังหวัดกระบี่ ซึ่งบำบัดฟื้นฟูผู้ป่วยยาเสพติดโดยไม่ได้รับการจดทะเบียนตามกฎหมาย ใช้วิธีการบำบัดฯ และบริหารจัดการองค์กรไม่ถูกต้อง ไม่ได้รับมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอและละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ร่วมกับ นายแพทย์ธนูรัตน์ พุทธชาด รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ โรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา และพยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ และนายนฤมิตร จันทร์ช่วยนา หัวหน้าสำนักงานศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จังหวัดกระบี่ และคณะ  จากนั้น เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมอ่าวลึก ศาลากลางจังหวัดกระบี่ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะ ประชุมร่วมกับนายนิรันดร์ ปราบอักษร รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกระบี่ คณะทำงานกลั่นกรองการจัดตั้งสถานพยาบาลและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรับรองคุณภาพการดำเนินงานศูนย์คัดกรองและฟื้นฟูสภาพทางสังคมจังหวัดกระบี่ นายอำเภอเมืองกระบี่ สถานีตำรวจภูธรเมืองกระบี่ โรงพยาบาลเมืองกระบี่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดกระบี่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 8 สำนักงานศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จังหวัดกระบี่ และโรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา จังหวัดสงขลา เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนที่ผู้ป่วยยาเสพติดได้รับความทุกข์ทรมานและถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการตรวจสอบและกำกับดูแลสถาบันศึกษาปอเนาะที่เปิดรับผู้ป่วยยาเสพติดเข้ารับการบำบัด ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จะรวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการจัดทำรายงานผลการตรวจสอบและมีข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>8 เม.ย. 2569, 17:51</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุภัทรา ร่วมเสวนา หัวข้อ “การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในภาคธุรกิจ : จากหลักการสู่การปฏิบัติจริง กรณีศึกษาสิทธิแรงงาน” ในหลักสูตร ปสม.5</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16827</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมเสวนาหัวข้อ “การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในภาคธุรกิจ : จากหลักการสู่การปฏิบัติจริง กรณีศึกษาสิทธิแรงงาน” ในหลักสูตรประกาศนียบัตรสิทธิมนุษยชนสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 5 (ปสม.5) ณ ห้องสัตมรามาธิราช ชั้น 5 สถาบันพระปกเกล้า การเสวนาดังกล่าว ได้รับเกียรติจาก นายสมพงษ์ สระแก้ว ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) และนางธนิษฐา สุขะวัฒนะ ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรมและพัฒนาทุนมนุษย์ สถาบันพระปกเกล้า ร่วมแลกเปลี่ยนในสาระสำคัญเกี่ยวกับสิทธิแรงงานผ่านกรอบมาตรฐานสิทธิมนุษยชนและอนุสัญญาระหว่างประเทศด้านแรงงาน รวมทั้งกรณีศึกษาในการปฏิบัติงานจริงของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิแรงงาน อาทิ การตรวจสอบกรณีการบังคับตรวจเชื้อ HIV เพื่อคัดกรองบุคคลเข้าทำงาน การมีข้อเสนอแนะให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ซึ่งนักศึกษา ปสม. 5 ให้ความสนใจร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และซักถามเกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชนอย่างหลากหลาย
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>8 เม.ย. 2569, 17:44</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. วสันต์ เสนอบทบาท กสม. ในยุคดิจิทัล พร้อมเสนอแนวทางคุ้มครองสิทธิในโลกออนไลน์ ในการประชุม GANHRI 2026 ณ นครเจนีวา</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16826</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) เข้าร่วมการประชุมประจำปีของ GANHRI (Global Alliance of National Human Rights Institutions) ในหัวข้อ The Role of National Human Rights Institutions in Promoting Human Rights in the Digital Space โดย กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้กล่าวถ้อยแถลงในนามของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ยืนยันหลักการสำคัญว่า สิทธิมนุษยชนที่ได้รับการคุ้มครองในโลกออฟไลน์จะต้องได้รับการรับรองในโลกออนไลน์เช่นเดียวกัน พร้อมนำเสนอบทบาทของ กสม. ในการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ดิจิทัล ทั้งการคุ้มครองสิทธิเด็กและความเป็นส่วนตัวออนไลน์ การป้องกันการค้ามนุษย์ผ่านเทคโนโลยี การเผยแพร่ถ้อยคำแสดงความเกลียดชังในสื่อออนไลน์ ตลอดจนการติดตามการใช้สปายแวร์และการเฝ้าระวังที่มิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่ง กสม. ได้เสนอแนะรัฐบาลให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ย้ำถึงความท้าทายจากการพัฒนาอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว หลักการไม่เลือกปฏิบัติ เสรีภาพในการแสดงออก และสิทธิของเด็ก โดย กสม. เสนอแนวทางเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในโลกออนไลน์ 3 ประการสำคัญ ได้แก่ การสร้างความรับผิดชอบของรัฐในการใช้ AI การพัฒนากรอบกฎหมายที่ยึดหลักสิทธิมนุษยชน และการบูรณาการมิติสิทธิมนุษยชนเข้าสู่กระบวนการประเมินผลกระทบเชิงจริยธรรม โดยในภาพรวม ที่ประชุมมีฉันทามติร่วมกันว่า สิทธิมนุษยชนมิได้เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีและต้องได้รับการคุ้มครองทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ บทบาทของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมิใช่การระงับนวัตกรรม แต่เพื่อรับประกันให้มีการเคารพสิทธิขั้นพื้นฐาน และเทคโนโลยีต้องเป็นประโยชน์แก่ทุกคนโดยไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง ในวันเดียวกันนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ได้เข้าร่วมกิจกรรมคู่ขนาน (Side Event) ในหัวข้อ Protection of Child Rights in the Digitalized Era: The Role of NHRIs จัดโดย สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน ซึ่งมีผู้แทนสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจากตุรกี อุซเบกิสถาน คีร์กีซสถาน บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา อิตาลี จอร์เจีย ปากีสถาน และสโลวาเกีย ร่วมแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติและประสบการณ์ในการคุ้มครองสิทธิเด็กในสภาพแวดล้อมดิจิทัล การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนถึงพันธกิจของ กสม. ในการผลักดันให้การพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศไทยยึดหลักการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรับมือความท้าทายอุบัติใหม่ในยุคดิจิทัล
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>8 เม.ย. 2569, 17:37</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ปรีดา เข้าร่วมกิจกรรม “สานต่อพระเมตตา พัฒนาสถานะเด็กนักเรียนอักษร G เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16823</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ที่หอประชุม โรงเรียนไทรโยคมณีกาญจน์วิทยา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วมกิจกรรม “สานต่อพระเมตตา พัฒนาสถานะเด็กนักเรียนอักษร G เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2569 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” จัดโดย กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐและภาคประชาสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความสำคัญของการได้รับการรับรองสถานะทางกฎหมาย และการแสดงเจตจำนงของรัฐในการลดความเหลื่อมล้ำ ความเสมอภาค และแก้ไขความไร้รัฐไร้สัญชาติในกลุ่มเด็กนักเรียน กิจกรรมดังกล่าวมีนักเรียนที่เข้าสู่กระบวนการพัฒนาสถานะในพื้นที่อำเภอไทรโยค เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 1,000 คน ทั้งนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับเชิญให้เป็นผู้มอบบัตรประจำตัวให้แก่เด็กที่ได้รับการพัฒนาสถานะ ร่วมกับอธิบดีกรมการปกครอง หัวหน้าส่วนราชการ และผู้มีเกียรติจากหน่วยงานต่าง ๆ ในการนี้ สำนักงาน กสม. ได้ร่วมออกบูธจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการดำเนินการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ในกิจกรรมดังกล่าวด้วย
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>7 เม.ย. 2569, 09:49</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ไทย และ กสม. เกาหลีใต้ ร่วมหารือแนวทางคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ พร้อมร่วมผลักดันการจัดทำร่างตราสารระหว่างประเทศ</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16822</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่สำนักงานสหประชาชาติ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พรประไพ กาญจนรินทร์ พร้อมด้วยกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ วสันต์ ภัยหลีกลี้ และผู้บริหารสำนักงาน กสม. ได้พบกับประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกาหลีใต้ (National Human Rights Commission of Korea: NHRCK) Changho Ahn และคณะ เพื่อหารือแนวทางการส่งเสริมบทบาทของ NHRIs ในกระบวนการจัดทำตราสารระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิผู้สูงอายุที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย โดยมี Intergovernmental Working Group on Older Persons (IGWG) ที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นโดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council: HRC) เป็นกลไกหลักในการจัดทำร่างตราสารดังกล่าว  ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายและประเด็นสิทธิมนุษยชนของผู้สูงอายุที่สำคัญ ซึ่งครอบคลุมมิติด้านสุขภาพ การทำงาน สวัสดิการสังคม การเข้าถึงความยุติธรรม และการมีส่วนร่วมในสังคม รวมถึงได้หยิบยกความท้าทายร่วมกันที่ทั้งไทยและเกาหลีใต้ต่างเผชิญในฐานะสังคมที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ โดยทั้งสองฝ่ายต่างเห็นความสำคัญที่สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะมีส่วนร่วมกับ IGWG ในกระบวนการจัดทำร่างตราสารระหว่างประเทศดังกล่าว และเห็นพ้องว่าควรมีการผลักดันให้สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการกำหนดทิศทางและเนื้อหาของตราสารระหว่างประเทศฉบับนี้ เพื่อให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นจริงในระดับประเทศมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังพิจารณากรอบความร่วมมือในทางปฏิบัติระหว่างกัน ทั้งในรูปแบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวปฏิบัติที่ดี การดำเนินกิจกรรมและการพัฒนาข้อเสนอร่วมกันเพื่อนำเสนอในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในกรอบการประชุม IGWG ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างน้ำหนักและความน่าเชื่อถือของข้อเสนอที่มาจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในเวทีโลก การพบหารือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์และยกระดับความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไทยกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกาหลีใต้ เพื่อส่งเสริมให้มีมาตรฐานสากลในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้สูงอายุต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>7 เม.ย. 2569, 09:46</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>ประธาน กสม. เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่ (General Assembly) ของ GANHRI พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์คุ้มครองสิทธิบุคคลข้ามพรมแดน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16821</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พรประไพ กาญจนรินทร์ พร้อมด้วยกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ วสันต์ ภัยหลีกลี้ และผู้บริหารสำนักงาน กสม. เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่ (General Assembly) ของ GANHRI หรือพันธมิตรระดับโลกของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (Global Alliance of National Human Rights Institutions) โดยการประชุมดังกล่าวมีผู้แทนจากสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (National Human Rights Institutions: NHRIs) ทั่วโลกเข้าร่วม และมี Amina Bouayach จาก NHRI โมร็อกโก ประธาน GANHRI ทำหน้าที่ประธานการประชุม ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของเครือข่าย NHRIs จาก 4 ภูมิภาค ได้แก่ เอเชีย-แปซิฟิก (Asia Pacific Forum: APF) ยุโรป (European Network of National Human Rights Institutions: ENNHRI) แอฟริกา (Network of African National Human Rights Institutions: NANHRI) และอเมริกา (Network of National Human Rights Institutions of the Americas: RINDHCA) นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับรองแผนงานของ GANHRI ปี 2569-2570 ใน 4 ด้านหลักตามแผนยุทธศาสตร์ของ GANHRI ฉบับปัจจุบัน (ค.ศ. 2023-2027) ประกอบด้วยการสนับสนุนให้สมาชิกมีการดำเนินงานที่สอดคล้องกับหลักการปารีส อันเป็นกรอบการทำงานที่เป็นมาตรฐานระหว่างประเทศของ NHRIs เสริมสร้างความเข็มแข็งในการปฏิบัติหน้าที่ของ NHRIs ผ่านการพัฒนาศักยภาพบุคลการ ขยายบทบาท NHRIs ในเวทีสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารองค์กร รวมทั้งได้รับรองรายงานการเงินและงบประมาณประจำปี 2569 ด้วย  ในวันเดียวกันนี้ ประธาน กสม. ได้เป็นวิทยากรในการประชุม GANHRI Knowledge Exchange หัวข้อ Protection and Inclusion for People on the Move: Independent Monitoring, Accountability, and Access to Rights ซึ่งมุ่งเน้นบทบาทของ NHRIs ในการตรวจสอบและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของบุคคลที่อยู่ระหว่างการเดินทางข้ามพรมแดนและในพื้นที่ชายแดน รวมถึงกลไกการแจ้งเตือนล่วงหน้าและการสร้างความรับผิดชอบของรัฐตามมาตรฐานสากล โดยประธาน กสม. ได้นำเสนอประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ใน 2 กรณีสำคัญ ได้แก่ กรณีการค้ามนุษย์ข้ามพรมแดนที่กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ (สแกมเมอร์) ในประเทศเพื่อนบ้าน หลอกลวงคนไทยและบังคับให้ทำงานผิดกฎหมาย ซึ่ง กสม. ได้ใช้กลไกเร่งด่วนประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนสามารถช่วยเหลือพลเมืองไทยกลับประเทศได้ 116 คน และกรณีผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิง ทั้งผู้หนีภัยความขัดแย้งจากเมียนมาตามแนวชายแดน และกลุ่มชาวโรฮิงญาและอุยกูร์ในศูนย์กักกันคนเข้าเมือง ซึ่ง กสม. ได้มีข้อเสนอมาตรการในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้หนีภัยกลุ่มดังกล่าวไปยังรัฐบาล โดยให้มีการปรับปรุงสภาพการกักตัว การดูแลให้สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วย ตลอดจนการพัฒนาแนวทางการส่งต่อไปประเทศที่สาม ประธาน กสม. ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือทั้งในระดับชาติ ภูมิภาค และนานาชาติเนื่องจากการเคลื่อนย้ายของประชากรข้ามพรมแดนเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไขที่ต้นเหตุ พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในภูมิภาค ทั้งในด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล แนวปฏิบัติที่ดี และการสนับสนุนข้ามพรมแดน เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่อยู่ระหว่างการเดินทางข้ามพรมแดนมีประสิทธิผลและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>7 เม.ย. 2569, 09:43</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 12/2569 กสม. ชี้การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำขาดประสิทธิภาพ ระบุเกษตรกรยังได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวาง แนะทบทวนแผนแก้ไขปัญหา - เตรียมเสนอมหาดไทย ยกเลิกหนังสือเวียนห้ามนายทะเบียนท้องที่ดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิสถานะ ชี้ไม่มีกฎหมายให้อำนาจและกระทบสิทธิประชาชนเกินจำเป็น</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16808</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช และนางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 12/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้ 1. กสม. ชี้การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำขาดประสิทธิภาพระบุเกษตรกรยังได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวาง แนะทบทวนแผนแก้ไขปัญหาโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากเครือข่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปลาหมอคางดำ 19 จังหวัด เมื่อเดือนมกราคม 2568 ระบุว่า ตามที่บริษัทเอกชนได้ขออนุญาตกรมประมง (ผู้ถูกร้อง) นำปลาหมอคางดำเข้ามาเพาะเลี้ยงที่จังหวัดสมุทรสาครเมื่อปี 2553 ต่อมาปี 2567 เกิดการแพร่ระบาดในพื้นที่ 19 จังหวัด ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและการประกอบอาชีพของเกษตรกรอย่างร้ายแรง คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงมีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567-2570 พร้อมอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณ 450 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยมาตรการต่าง ๆ เช่น การรับซื้อปลาหมอคางดำ การปล่อยปลาผู้ล่า เป็นต้น แต่การปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการฯ ของผู้ถูกร้องไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ผู้ถูกร้องและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้รวบรวมข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเพื่อหาผู้กระทำความผิดหรือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ และเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อระบบนิเวศและประชาชน รวมถึงค่าใช้จ่ายที่รัฐใช้ไปในการแก้ไขปัญหาตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย จึงขอให้ตรวจสอบ  กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีตามคำร้องมีประเด็นที่ต้องพิจารณา 3 ประเด็น ดังนี้ ประเด็นแรก กรมประมง (ผู้ถูกร้อง) แก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำตามแผนปฏิบัติการฯ ไม่มีประสิทธิภาพ จนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและการประกอบอาชีพของเกษตรกรหรือไม่ จากการตรวจสอบ กรมประมงได้ดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำตามแผนปฏิบัติการที่ ครม. เห็นชอบและยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 โดยมีการของบประมาณเพื่อดำเนินการในช่วงปี 2567–2568 กว่า 156 ล้านบาท กำจัดปลาหมอคางดำได้แล้วกว่า 7.3 ล้านกิโลกรัม ปล่อยปลาผู้ล่ากว่า 1.13 ล้านตัว ออกประกาศตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และมีความก้าวหน้าในการวิจัยเพื่อควบคุมการขยายพันธุ์ของปลาหมอคางดำ อย่างไรก็ดี แม้ผลการสำรวจในเดือนพฤษภาคม 2568 จะพบว่าการแพร่ระบาดมีแนวโน้มลดลงและไม่พบการระบาดในระดับชุกชุมมาก แต่ปัญหายังคงส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยมีเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบที่ขึ้นทะเบียนแล้วในกรุงเทพมหานคร สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร รวมกว่า 1,800 คน อีกทั้งจากการสำรวจพื้นที่อ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรีของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) พบว่าความหลากหลายของชนิดสัตว์น้ำและความหนาแน่นของสัตว์น้ำลดลง แต่กลับมีสัดส่วนของปลาหมอคางดำสูงถึงกว่าร้อยละ 60 ของสัตว์น้ำที่พบทั้งหมด อันส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำธรรมชาติ อย่างมีนัยสำคัญ กสม. เห็นว่า แม้กรมประมงจะได้พยายามแก้ไขปัญหาภายใต้งบประมาณที่จำกัด แต่ยังไม่ปรากฏการขับเคลื่อนเชิงรุกอย่างเพียงพอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินการตามแผนปฏิบัติการอย่างครบถ้วน ส่งผลให้ไม่สามารถอนุรักษ์ คุ้มครอง ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ประเด็นที่สอง กรมประมง แก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำโดยขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า กรมประมงได้เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ โดยแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการระดับกระทรวงและคณะทำงานระดับจังหวัดเพื่อวางแผนและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาร่วมกัน อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการและคณะทำงานบางชุดไม่มีการจัดประชุมหารืออย่างต่อเนื่องจริงจังหรือคณะทำงานบางชุดไม่เคยจัดประชุม ทำให้ประชาชนไม่มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นหรือมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจที่สำคัญซึ่งเป็นองค์ประกอบของการมีส่วนร่วมที่มีความหมาย ยิ่งไปกว่านั้น การมีส่วนร่วมดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมถึงการร่วมกำหนดแผนปฏิบัติการในระดับพื้นที่ ซึ่งควรเปิดโอกาสให้ประชาชนและชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงได้ร่วมออกแบบมาตรการและแนวทางดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ ทำให้มาตรการที่กำหนดอาจไม่ตอบสนองต่อสภาพปัญหาเฉพาะพื้นที่อย่างแท้จริง ในชั้นนี้ จึงไม่อาจถือได้ว่า กรมประมง ผู้ถูกร้องได้ปฏิบัติตามหน้าที่ของรัฐในการเปิดโอกาสให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมอนุรักษ์ คุ้มครอง บำรุงรักษา ฟื้นฟู และบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และ อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity: CBD) กำหนด การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำซึ่งขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และประเด็นที่สาม กรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้รวบรวมข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดหรือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ การเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อระบบนิเวศและความเสียหายของประชาชน รวมถึงค่าใช้จ่ายที่รัฐใช้ไปในการแก้ไขปัญหาตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย พิจารณาข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบ ปรากฏว่า สภาทนายความได้รับมอบอำนาจจากเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและชาวประมงพื้นบ้านในจังหวัดสมุทรสงคราม ยื่นฟ้องบริษัทเอกชนต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหาย นอกจากนี้ ยังได้มีการยื่นฟ้องหน่วยงานของรัฐต่อศาลปกครองกลาง ในข้อหาละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร กสม. เห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ทั้งในคดีแพ่งและคดีปกครอง จึงเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ กสม. ยุติเรื่องหากเป็นกรณีที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาล  ด้วยเหตุผลดังกล่าว กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิโดยสรุป ดังนี้  ให้กรมประมง เร่งรัดขอรับงบประมาณเพื่อเพิ่มการรับซื้อปลาหมอคางดำ โดยกำหนดมาตรการตรวจสอบแหล่งที่มาของปลาหมอคางดำ รวมถึงราคารับซื้อที่เหมาะสมเพื่อป้องกันปัญหาการนำปลาหมอคางดำมาเพาะเลี้ยงเพื่อรับเงินช่วยเหลือจากรัฐ สำรวจและจัดทำฐานข้อมูลจำนวนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและผู้ประกอบอาชีพประมงที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างเป็นระบบ กำหนดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีฐานะยากจนซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ และมีความต้องการปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำหรือต้องการปรับปรุงบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อป้องกันปลาหมอคางดำ ประเมินผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ.2567-2570 แล้วเผยแพร่ให้เกษตรกรในพื้นที่แพร่ระบาดและสาธารณชนทั่วไปทราบ พร้อมจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อซักซ้อมและสร้างความเข้าใจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดฯ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าร่วมในการกำกับและประสานการซักซ้อมความเข้าใจกับหน่วยงานภายในจังหวัด รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การขอรับการจัดสรรงบประมาณสำหรับการแก้ไขปัญหาตามหน้าที่และอำนาจของแต่ละหน่วยงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  นอกจากนี้ ให้กรมประมงทบทวนแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดฯ โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้เพิ่มสัดส่วนขององค์ประกอบคณะทำงานที่มาจากภาคประชาชน และให้เรียกประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจกำจัดปลาหมอคางดำระดับจังหวัด พร้อมจัดทำแผนการประชุมของคณะทำงานให้มีความสม่ำเสมอและต่อเนื่อง รวมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดที่อยู่ในพื้นที่ที่ปลาหมอคางดำแพร่ระบาด จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเป็นการทั่วไปจากเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ประชาชนทั่วไป ปราชญ์ชาวบ้านในท้องถิ่น และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เพื่อปรึกษาหารือและนำความเห็นมาประกอบการแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมกับบริบทและสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่มากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ ให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณสำหรับการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดฯ อย่างเพียงพอและต่อเนื่องด้วย กสม. ยังมีข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม สนับสนุนงบประมาณแก่มหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในพื้นที่แพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ เพื่อทำวิจัยเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นซักซ้อมแนวทางให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการใช้งบประมาณหรือขอรับจัดสรรงบประมาณตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฯ เพื่อแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำในระดับพื้นที่2.กสม. เตรียมชงข้อเสนอแนะถึงมหาดไทย ให้ยกเลิกหนังสือเวียนที่ห้ามนายทะเบียนท้องที่ดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิสถานะของประชาชนเพื่อป้องกันการทุจริต ชี้ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ และกระทบสิทธิเกินจำเป็น นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีกระทรวงมหาดไทยและสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง มีหนังสือเวียนเมื่อปี 2566 สั่งการให้นายทะเบียนแห่งท้องที่ที่ประชาชนยื่นคำขอเกี่ยวกับการให้สิทธิในสถานะบุคคลต้องส่งเรื่องมาที่สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เพื่อตรวจสอบเบื้องต้นและเปิดระบบทางทะเบียนก่อน แล้วจึงส่งเรื่องกลับไปให้สำนักทะเบียนท้องที่ดำเนินการขั้นตอนต่อไป ส่งผลให้การดำเนินการทางทะเบียนล่าช้า และไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 และพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 ซึ่งเป็นกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติที่บัญญัติให้นายทะเบียนแห่งท้องที่สามารถดำเนินการได้  กสม. ได้รับฟังข้อเท็จจริงและความเห็นร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อปัญหาความล่าช้าทางทะเบียนซึ่งเป็นผลจากหนังสือเวียนดังกล่าว โดยกระทรวงมหาดไทยให้ข้อมูลว่าเป็นมาตรการป้องกันการทุจริตทางทะเบียนด้วยการรวมอำนาจพิจารณาเปิดระบบทางทะเบียนมาไว้ที่ส่วนกลาง อย่างไรก็ดีหนังสือเวียนดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อการเข้าถึงสิทธิและสถานะของประชาชน 3 กลุ่ม ได้แก่ (1) บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ ซึ่งมีภูมิลำเนาอาศัยอยู่ในประเทศไทย และมีคุณสมบัติสามารถจัดทำทะเบียนประวัติและบัตรประจำตัวได้ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 38 วรรคสอง (2) บุคคลที่ถูกจำหน่ายรายการ เนื่องจากไม่มีความเคลื่อนไหวทางทะเบียนเป็นเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และ (3) คนไทยที่มีอายุเกิน 15 ปีขึ้นไป ขอจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนครั้งแรก แม้ต่อมาเมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 กระทรวงมหาดไทยจะแจ้งเวียนหนังสือว่ากรณีกลุ่มบุคคลอายุเกิน 15 ปีขึ้นไปที่ขอมีบัตรประจำตัวประชาชนครั้งแรก นายทะเบียนแห่งท้องที่สามารถดำเนินการได้เองโดยไม่ต้องส่งเอกสารหลักฐานให้สำนักทะเบียนกลางเพื่อเปิดระบบทางทะเบียน ซึ่งเป็นกรณีที่หน่วยงานได้แก้ไขปัญหาไปบางส่วนแล้ว อย่างไรก็ตาม การจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนครั้งแรกสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ต่างประเทศยังประสบปัญหาไม่ได้รับความสะดวก เนื่องจากต้องเดินทางมาดำเนินการที่ประเทศไทยเท่านั้น กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) คุ้มครองให้บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลตามกฎหมายของรัฐ ประกอบกับมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บัญญัติให้บุคคลทุกคนได้รับการรับรองและคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งการมีชื่อในทะเบียนราษฎรของประเทศไทยถือเป็นการยอมรับความเป็นบุคคลตามกฎหมาย การกระทำของฝ่ายปกครองที่มีผลเป็นการจำกัดหรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องมีกฎหมายให้อำนาจ และหากฝ่ายปกครองออกกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือการกระทำใดที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือกระทบกระเทือนสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลโดยไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจไว้ กฎ คำสั่งทางปกครอง หรือการกระทำนั้นย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย  กสม. เห็นว่า การตรวจสอบและป้องกันการทุจริตเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับหลักความจำเป็นและหลักความได้สัดส่วน แต่ต้องมีลักษณะเฉพาะกรณี ไม่เป็นการเหมารวมเป็นการทั่วไป และควรใช้มาตรการทางเลือกอื่นที่ไม่กระทบต่อสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจนเกินจำเป็น ทั้งนี้ ต้องมีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติให้อำนาจ และกฎหมายลำดับรองที่ชัดเจนพร้อมทั้งประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้ใช้บังคับได้เป็นการทั่วไป ดังนั้น มาตรการป้องกันการทุจริตทางทะเบียนของกระทรวงมหาดไทยตามหนังสือเวียนซึ่งเป็นข้อสั่งการห้ามไม่ให้นายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นใช้อำนาจและปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 38 วรรคสอง และวรรคสาม ระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน พ.ศ. 2562 ข้อ 5ข้อ 6 ข้อ 8 และข้อ 9 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 6 และระเบียบกรมการปกครองว่าด้วยการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2554 ข้อ 10 ข้อ 11 ข้อ 12 และข้อ 13 โดยไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติตามกฎหมายใดที่ให้อำนาจดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ไม่สอดคล้องกับหลักความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครอง ซึ่งยังพิจารณาเทียบเคียงได้กับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 720/2505 (ประชุมใหญ่) และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2383/2526 ซึ่งสรุปได้ว่า การกระทำทางปกครองที่มิได้อาศัยอำนาจตามบทกฎหมายฉบับใดเป็นเพียงระเบียบภายในระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐด้วยกันเท่านั้น จะใช้บังคับแก่บุคคลทั่วไปเช่นกฎหมายหาได้ไม่  นอกจากนี้ มาตรการตามหนังสือเวียนดังกล่าวยังไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายและระเบียบให้กระจายอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินไปยังนายทะเบียนจังหวัด นายทะเบียนอำเภอ และนายทะเบียนท้องถิ่นซึ่งมีความเข้าใจสภาพแวดล้อมและข้อเท็จจริงต่าง ๆ มากกว่านายทะเบียนที่อยู่ส่วนกลางในการพิจารณา อนุญาต และอนุมัติให้บริการทางทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนแก่ประชาชนได้ในท้องที่เพื่อความรวดเร็วและประสิทธิภาพแก่ประชาชนด้วย ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 จึงมีมติให้มีหนังสือแจ้งข้อเสนอแนะกรณีการกำหนดมาตรการป้องกันการทุจริตทางทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยให้ยกเลิกหนังสือเวียนที่มีเนื้อหาขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 ระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน พ.ศ. 2562 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 และระเบียบกรมการปกครองว่าด้วยการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2554  และให้พิจารณาจัดทำระบบฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ระบบจัดทำและตรวจสอบทางทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งพิจารณาใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานของสำนักทะเบียน นอกจากนี้ ให้พิจารณาอำนวยความสะดวกการยื่นคำขอจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนครั้งแรกสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ต่างประเทศ เช่น การจัดทำฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ระบบจัดทำและตรวจสอบทางทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์ และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ รวมทั้ง การจัดหน่วยเคลื่อนที่ (mobile unit) เดินทางไปต่างประเทศเพื่อให้บริการ โดยอาจจัดให้บริการนำร่องในประเทศที่มีคนไทยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากก่อน แล้วจึงพัฒนาให้ครอบคลุมตามความจำเป็นและเหมาะสมต่อไปสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ3เมษายน 2569
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>3 เม.ย. 2569, 11:22</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุภัทรา ประชุมพัฒนาร่างกฎกระทรวงคุ้มครองพนักงานบริการ ครั้งที่ 4</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16812</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ที่ปรึกษาประจำ กสม. พร้อมด้วยนายสมชาย หอมลออ และนายชฤทธิ์ มีสิทธิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิของสำนักงาน กสม. ร่วมประชุมพัฒนาร่างกฎกระทรวงคุ้มครองพนักงานบริการ ครั้งที่ 4 ร่วมกับมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ (SWING) ณ โรงแรมคอร์ทยาร์ด บาย แมริออท กรุงเทพฯ ทั้งนี้ สืบเนื่องจากสำนักงาน กสม. และมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการได้ร่วมกันร่างมาตรการคุ้มครองแรงงานในภาคบริการภายใต้กฎกระทรวงแรงงาน เพื่อให้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้แรงงานในภาคบริการได้รับการแก้ไข และได้จัดกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นร่างกฎหมายจากตัวแทนผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ชุมชนทั่วประเทศ จึงจัดการประชุมเพื่อนำข้อเสนอแนะจากการรับฟังความคิดเห็นมาพิจารณาพัฒนาเป็นข้อเสนอร่างกฎกระทรวงคุ้มครองพนักงานบริการ  การประชุมดังกล่าวมีการนำเสนอและทบทวนเนื้อหาในร่างกฎกระทรวงคุ้มครองพนักงานบริการ พิจารณาข้อเสนอแนะจากเวทีรับฟังความคิดเห็น อภิปรายและพัฒนาร่างกฎกระทรวงฯ และสรุปข้อเสนอแนะการพัฒนาร่างกฎกระทรวงฯ
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>3 เม.ย. 2569, 10:02</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>ประธาน กสม. ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการวัดผลลัพธ์ของการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนในเวทีคู่ขนานการประชุม GANHRI 2026 และสร้างความร่วมมือระหว่าง NHRIs ในระดับสากล</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16802</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พรประไพ กาญจนรินทร์ ร่วมเป็นวิทยากรในกิจกรรมคู่ขนาน (Side Event) ที่จัดขึ้นระหว่างการประชุมประจำปี 2026 ของกรอบความร่วมมือพันธมิตรระดับโลกว่าด้วยสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (Global Alliance of National Human Rights Institutions: GANHRI) ณ สำนักงานสหประชาชาติ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ในหัวข้อ Measuring Human Rights Outcomes: Data for Priority-Setting and Impact โดยประธาน กสม. นำเสนอ ความคืบหน้าในการพัฒนา ดัชนีสิทธิมนุษยชน ของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ผ่านการจัดทำตัวชี้วัดที่ถ่ายทอดพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนให้เป็นผลการดำเนินงานที่วัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และความสำคัญของการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ในการวัดผลลัพธ์ของการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชน และนำข้อมูลมาเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นแนวโน้มของการดำเนินงานในแต่ละปี (Outcome-oriented benchmarking) ในโอกาสนี้ ประธาน กสม. ระบุถึงความสำคัญของการจำแนกข้อมูลตามกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ อาทิ สตรี เด็ก แรงงานข้ามชาติ กลุ่มชาติพันธุ์ และกลุ่ม LGBTQI+ เพื่อให้เห็นถึงช่องว่างหรือความเหลื่อมล้ำที่อาจไม่ปรากฏในข้อมูลสถิติภาพรวมของประเทศ ทั้งนี้ การพัฒนาระบบข้อมูลที่โปร่งใสและครอบคลุมจะช่วยให้สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (National Human Rights Institutions: NHRIs) สามารถให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายได้อย่างเท่าทัน พร้อมเสริมสร้างพลังในการเรียกร้องสิทธิให้แก่ผู้ทรงสิทธิ (rights holders) และกระตุ้นให้ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตามพันธกรณีเพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ผู้แทนจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) อภิปรายสนับสนุนการใช้กรอบมาตรฐานสากลและแนวทางการจัดการข้อมูลที่ยึดหลักสิทธิมนุษยชน (Human rights-based approach to data) ซึ่งเน้นการมีส่วนร่วม ความโปร่งใส และการเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขณะที่ผู้แทนจาก NHRI มองโกเลียได้แลกเปลี่ยนความท้าทายในการพัฒนา ดัชนีสิทธิมนุษยชนระดับชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาการรายงานที่ไม่ครอบคลุมและลดการพึ่งพาดัชนีจากองค์กรภายนอกเพียงอย่างเดียว โดยที่ประชุมเห็นพ้องว่าการสร้างความร่วมมือระหว่าง NHRIs หน่วยงานสถิติแห่งชาติ และภาคประชาสังคม เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่มีประสิทธิภาพในระดับสากล
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>2 เม.ย. 2569, 11:15</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>ประธาน กสม. และคณะร่วมประชุม APF ณ นครเจนีวา หนุนกลไกคุ้มครองนักสิทธิมนุษยชน  พร้อมร่วมเลือกตั้งผู้แทนภูมิภาคในเวทีระดับโลก</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16801</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 ที่สำนักงานสหประชาชาติ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พรประไพ กาญจนรินทร์ พร้อมด้วยกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ วสันต์ ภัยหลีกลี้ และผู้บริหารสำนักงาน กสม. เข้าร่วมการประชุม Forum Councillors ของกรอบความร่วมมือระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APF) ซึ่งจัดในห้วงการประชุมกรอบความร่วมมือพันธมิตรระดับโลกว่าด้วยสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติประจำปี 2569 (Global Alliance of National Human Rights Institutions: GANHRI 2026) เพื่อหารือทิศทางการดำเนินงานและเตรียมท่าทีร่วมกันของสมาชิกในภูมิภาคในประเด็นต่าง ๆ ก่อนเข้าร่วมประชุม GANHRI 2026 ที่ประชุม APF ได้เห็นชอบแผนงบประมาณ ค.ศ. 2025–2026 และแผนการดำเนินงาน ค.ศ. 2026–2027 ซึ่งมุ่งขับเคลื่อนการทำงานของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (National Human Rights Institutions: NHRIs) ใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ความเท่าเทียมทางเพศ สิ่งแวดล้อม และการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อการสร้างกลไกและช่องทางสื่อสารเพื่อสนับสนุนบุคลากรของ NHRIs ที่ถูกเพิกถอนสถานะ รวมถึงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ปฏิบัติงานในพื้นที่วิกฤตหรือความขัดแย้ง เพื่อให้เสียงของกลุ่มเปราะบางยังคงได้รับการรับฟังในประชาคมโลก ควบคู่ไปกับการสร้างศักยภาพ NHRIs ในด้านกฎหมายมนุษยธรรมและกฎหมายอาญาระหว่างประเทศ เพื่อสามารถรับมือกับสถานการณ์ความขัดแย้งทั่วโลกอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เลือกตั้งผู้แทน APF เพื่อดำรงตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ ในกรอบของ GANHRI ได้แก่ NHRI เกาหลีใต้และปาเลสไตน์ ได้รับเลือกเป็นผู้แทนในคณะกรรมการบริหารของ GANHRI ส่วน NHRI ฟิลิปปินส์ได้รับเลือกเป็นผู้แทนหลัก และ NHRI กาตาร์ เป็นผู้แทนสำรองในคณะอนุกรรมการประเมินสถานะของ GANHRI (GANHRI Sub-Committee on Accreditation (SCA) รวมถึงให้ NHRI ออสเตรเลียเป็นคณะกรรมการการเงินของ GANHRI และเห็นชอบให้ NHRI จอร์แดนเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก GANHRI International Conference ครั้งที่ 15 ซึ่งมีแผนจะจัดพร้อมกับการประชุมประจำปี APF ครั้งที่ 31 (Annual General Meeting) ในช่วงปลายปี 2026 นี้ด้วย
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>2 เม.ย. 2569, 11:12</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. สุภัทรา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเชิงป้องกัน สถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดสงขลา</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16798</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายบุญแทน ตันสุเทพสีรวงศ์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเชิงป้องกัน ณ สถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดบ้านดาหลา อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา และประชุมหารือกับกลุ่มคนทำงานดูแลผู้ใช้สารเสพติดจังหวัดสงขลา (Care Team Songkhla) อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ตลอดจนป้องกันความเสี่ยงต่อการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมต่อผู้เข้ารับการบำบัดรักษา โดยมีแพทย์หญิงอมรรัตน์ พันธ์คีรี รองผู้อำนวยการสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด กระทรวงสาธารณสุข นายสยาม มุสิกชัย พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ ผู้แทนโรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา และนายรุสลี บาเหะ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ ผู้แทนโรงพยาบาลธัญญารักษ์ปัตตานี ร่วมสังเกตการณ์  โดยในช่วงเช้า กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและคณะได้เข้าประชุมร่วมกับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดบ้านดาหลา เพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์ ขอบเขต และแนวทางการเยี่ยม พร้อมรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรค และแนวปฏิบัติที่ดี จากนั้นได้สำรวจสภาพแวดล้อมภายในสถานฟื้นฟู สัมภาษณ์ผู้เข้ารับการบำบัดรักษาและเจ้าหน้าที่ รวมถึงร่วมประชุมสรุปผลเบื้องต้น เพื่อสะท้อนข้อค้นพบและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเพื่อการพัฒนา  ในช่วงบ่าย คณะได้เข้าประชุมหารือกับกลุ่ม Care Team Songkhla ซึ่งเป็นเครือข่ายผู้ปฏิบัติภาคประชาสังคมในพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์การใช้ยาเสพติด แนวทางการบำบัดรักษาและฟื้นฟู รวมถึงบทบาทของภาคีเครือข่ายในระดับพื้นที่ในการดูแลผู้ใช้สารเสพติดอย่างต่อเนื่องและเคารพสิทธิมนุษยชน  การดำเนินภารกิจดังกล่าวสะท้อนบทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในการขับเคลื่อนการทำงานเชิงป้องกัน (Preventive Approach) โดยมุ่งเน้นการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างสร้างสรรค์ เปิดพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสนับสนุนการพัฒนาระบบการบำบัดฟื้นฟูที่ยึดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และลดความเสี่ยงต่อการประติบัติหรือการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. จะนำข้อค้นพบจากการลงพื้นที่ไปประมวล วิเคราะห์ และจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อสนับสนุนการพัฒนานโยบายและการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>1 เม.ย. 2569, 15:08</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>สำนักงาน กสม. สานพลังเครือข่ายจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านสิทธิทางสิ่งแวดล้อมให้แก่ภาคีเครือข่ายอาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาระดับอุดมศึกษา</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16797</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 26-27 มีนาคม 2569 ที่โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น พลัส แวนดา แกรนด์ จังหวัดนนทบุรี สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านสิทธิทางสิ่งแวดล้อมให้แก่ภาคีเครือข่ายอาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยมีนางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการฯ และร่วมเป็นวิทยากร พร้อมด้วย นางสาววรพร นรเศรษฐวิวัฒน์ ที่ปรึกษาสำนักงาน กสม. ด้านสิทธิมนุษยชน และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. เข้าร่วม กิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจด้านสิทธิทางสิ่งแวดล้อม และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันระหว่างภาคีเครือข่าย เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาหลักสูตรและรูปแบบการเรียนการสอนประเด็นสิทธิทางสิ่งแวดล้อมในระดับอุดมศึกษา รวมทั้งสนับสนุนการปฏิบัติงานของภาคีเครือข่ายอาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาด้านสิทธิมนุษยชน โดยมีอาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ให้ความสนใจเข้าร่วมจำนวนกว่า 50 คน กิจกรรมในวันแรก ช่วงเช้าเป็นกิจกรรมเพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างตัวเรากับธรรมชาติ นิยามที่แตกต่างกันของคำว่าสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร และธรรมชาติ รวมถึงเรียนรู้สถานการณ์ Triple Planetary Justice Crisis ของโลก โดยมีนายกฤษฎา บุญชัย มูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา และเครือข่าย Thai Climate Justice for All (TCJA) เป็นวิทยากร ในช่วงบ่ายเป็นการบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อมาตรฐาน หลักการ กฎหมายกับสถานการณ์สิทธิทางสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน : ข้อเท็จจริงและข้อท้าทาย จากนายไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาประจำ กสม. และ ผศ. เสาวณีย์ แก้วจุลกาญจน์ ที่ปรึกษากฎหมาย คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) จากนั้นเป็นกิจกรรมระดมความคิดเห็นกรณีศึกษาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสิทธิในสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีศึกษา เช่น กรณีฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ และกรณีน้ำมันดิบรั่วไหลในทะเลจังหวัดระยอง  สำหรับกิจกรรมต่อเนื่องในวันที่สอง ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายประพจน์ คล้ายสุบรรณ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด นายสุทธิกรณ์ ลิบน้อย ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา นางสาว ส.รัตนมณี พลกล้า มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน นายสงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนายภาคภูมิ โลหวริตานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง แนวคิด ประสบการณ์เกี่ยวกับกรณีศึกษาดังกล่าว รวมถึงตอบข้อซักถามของผู้เข้าร่วมกิจกรรม จากนั้นในช่วงบ่ายเป็นการแลกเปลี่ยนหัวข้อ แนวทางการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนประเด็นสิทธิในสิ่งแวดล้อมระดับอุดมศึกษา โดยมีนายสงกรานต์ และนายภาคภูมิ ร่วมเป็นวิทยากร ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ร่วมนำเสนอรูปแบบการจัดการเรียนการสอนประเด็นสิทธิในสิ่งแวดล้อมของสถาบันการศึกษาที่มีความแตกต่างกันตามบริบทของแต่ละพื้นที่ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาหลักสูตรและรูปแบบการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาต่อไป ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. ให้ความสำคัญกับการประสานพลังความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับสถาบันการศึกษาเพื่อขับเคลื่อนการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยมุ่งเน้นการผลักดันประเด็นสิทธิในสิ่งแวดล้อม ผ่านการสร้างเครือข่ายความรู้เพื่อวางรากฐานในการแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>1 เม.ย. 2569, 15:02</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เรื่อง ขอให้เร่งรัดผลักดันกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP Law) เพื่อคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ประชาชน และสื่อมวลชน ที่ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ (English Below)</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16793</link>

                
                <description><![CDATA[
                    ตามที่ปรากฏว่ามีการแจ้งความดำเนินคดีอันมีลักษณะเป็นการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ (SLAPPs) หรือการฟ้องปิดปากหลายกรณี โดยล่าสุด อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นโจทก์ยื่นฟ้องบรรณาธิการบริหารและบรรณาธิการข่าวสำนักข่าว The Isaan Record ในข้อหาหมิ่นประมาท พร้อมเรียกค่าเสียหายจำนวน 50 ล้านบาท และ 1 ล้านบาท จากการนำเสนอรายงานระบุข้อมูลการเรียกรับสินบนจากบริษัทนายหน้าโดยนักการเมืองระดับสูงเพื่อส่งแรงงานไทยไปเก็บผลไม้ป่าที่ประเทศฟินแลนด์ แม้ภายหลังโจทก์ได้ถอนฟ้องบรรณาธิการบริหาร แต่ยังคงดำเนินคดีเรียกค่าเสียหายกับบรรณาธิการข่าวจำนวน 1 ล้านบาท  โดยก่อนหน้านั้น ก็มีกรณีอดีตนายตำรวจแจ้งความดำเนินคดีกรรมการฝ่ายจัดการศึกษาสหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทย ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีการเข้าช่วยเหลือแรงงานไทยที่ถูกหลอกไปทำงานเก็บผลไม้ป่าในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งยังแจ้งความดำเนินคดีข้อหาแจ้งความเท็จกับผู้เสียหายที่ถูกหลอกไปทำงาน โดยเลือกแจ้งความในพื้นที่ห่างไกลจากภูมิลำเนา ทำให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายและความยากลำบากในการเดินทาง  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีความกังวลเป็นอย่างยิ่งกับกรณีที่เข้าข่ายเป็นการฟ้องปิดปากซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการฟ้องคดีที่มิได้มุ่งหวังผลทางคดีเป็นหลัก แต่มุ่งสร้างภาระด้านเวลาและค่าใช้จ่าย รวมทั้งบั่นทอนสภาพจิตใจ เพื่อให้ประชาชน นักปกป้องสิทธิมนุษยชน หรือสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในรูปแบบต่าง ๆ เกิดความหวาดกลัวและยุติการแสดงความคิดเห็นเพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะ เป็นเรื่องที่ไม่สมควรเกิดขึ้น และขัดกับหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนตามที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม  กสม. ยังเห็นว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูง และบุคคลสาธารณะต้องพร้อมที่จะถูกตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องที่เป็นประโยชน์สาธารณะ รวมทั้งต้องร่วมสร้างบรรยากาศในการแสดงความคิดเห็นที่สร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในการทำหน้าที่  สุดท้ายนี้ กสม. ขอเรียกร้องรัฐบาลเร่งรัดผลักดันร่างพระราชบัญญัติป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน (Anti-Strategic Lawsuit against Public Participation: Anti-SLAPP Law) เพื่อสร้างหลักประกันว่านักปกป้องสิทธิมนุษยชน ประชาชน และสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริต การประพฤติมิชอบ หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ เพื่อรักษาผลประโยชน์สาธารณะ จะได้รับการคุ้มครองเยียวยาเมื่อถูกฟ้องปิดปาก และจะไม่มีการฟ้องร้องโดยไม่สุจริตเกิดขึ้น ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ1 เมษายน 2569------------------------------------English Below--------------------------------------Statement of the National Human Rights Commission of Thailandon the urgent enactment of anti-SLAPP legislation to protect human rights defenders, the public, and the media acting in the public interest The National Human Rights Commission of Thailand (NHRCT) expresses its profound concern over several cases of strategic lawsuits against public participation (SLAPPs), which have recently come to light. Most recently, a former Labor Minister filed a defamation lawsuit against the editor-in-chief and the news editor of the Isaan Record, seeking a claim for damages worth 50 million baht and 1 million baht respectively, for their reporting on high-ranking politicians soliciting bribes from a recruitment company in exchange for sending Thai workers for wild berries picking in Finland. Although the plaintiff later withdrew the case against the editor-in-chief, the lawsuit against the news with the claim of 1 million baht remains ongoing.  In an earlier case, a former police officer filed defamation by advertisement charges against a member of the Educational Management Committee of the Migrant Workers Union ofThailand(MWUT), following the latter’s effort to assist Thai workers who were deceived into working as wild berries pickers in Switzerland. Furthermore, false reporting charges were filed against affected workers, with cases lodged in localities that are far from the workers’ hometowns, thereby creating financial burden and travel difficulties. As an independent constitutional body, the NHRCT is seriously concerned about the increasing trend of cases that bear the characteristics of SLAPPs. Such legal actions are not primarily intended to seek justice through judicial determination, but rather to impose burdens in terms of time, costs, and psychological pressure. Their apparent aim is to intimidate and discourage members of the public, human rights defenders, and the media from exercising their roles in scrutinizing corruption and human rights violations, ultimately silencing views that are made in the public interest. Such practices are inappropriate and inconsistent with the right to freedom of expression as guaranteed under the Constitution of the Kingdom of Thailand, as well as under the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR), to which Thailand is a State Party. The NHRCT is of the view that high-level politicians and public figures should be ready to face scrutiny and constructive criticism on matters of public interest. They should also foster an enabling environment for free and constructive expression of views, which is essential for transparency and accountability in the exercise of public functions. In this regard, the NHRCT calls upon the Government to expedite the enactment of the anti-SLAPP legislation. Such law is essential to ensure that human rights defenders, members of the public, and media professionals who act to expose corruption, misconduct, or otherwise express their views in the public interest are afforded effective protection and remedies against abusive litigation, and that bad-faith lawsuits are prevented. This measure is crucial to strengthening a democratic system that is transparent, accountable, and fair.National Human Rights Commissions of Thailand1 April 2026
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>1 เม.ย. 2569, 14:03</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม.วสันต์ ประชุมติดตามข้อเสนอแนะของ กสม. กรณีการป้องกันปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน และยกระดับระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สู่มาตรฐานโรงเรียนปลอดภัย</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16788</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 09.30 น. นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนางสรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ที่ปรึกษาประจำ กสม. ผศ.สมบัติ ตาปัญญา ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านสิทธิเด็กของสำนักงาน กสม. และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ร่วมประชุมติดตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กรณีการป้องกันปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน และยกระดับระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนสู่มาตรฐานโรงเรียนปลอดภัย ณ หอประชุมปักษาสวรรค์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง ดังนี้ ช่วงที่ 1 การอภิปรายหัวข้อ “บทบาทที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน” โดย นายธีรดนย์ ศรีฟ้า รองผู้อำนวยการศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดร.บรรเจิด อุ่นมณีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 นางสาวจิราพร หลายพูลสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดห้วยหมู (อมรธรรมรัตราษฎร์บำรุง) นางสาวชนัดดา ทองประเสริฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดดอนตลุง (ราษฎร์ศรัทธาทาน) ผศ.สมบัติ ตาปัญญา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิทธิเด็กของสำนักงาน กสม. และนางสาวธนิษศาศ์ อัครพันธุ์ทวี ผู้แทนกรมกิจการเด็กและเยาวชน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล และความคิดเห็นประเด็นการป้องกันความรุนแรงในโรงเรียนซึ่งที่ประชุมได้อภิปรายให้ความเห็นอย่างกว้างขวาง ช่วงที่ 2 กิจกรรมระดมความคิดเห็นเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน โดยแบ่งผู้เข้าร่วมประชุม เป็น 4 กลุ่ม แต่ละกลุ่มได้ร่วมกิจกรรม ดังนี้ (1) ความรู้สิทธิเด็ก 4 ด้าน (2) สภาพปัญหา สถานการณ์ความรุนแรงที่พบในโรงเรียนหรือสถานศึกษา และ (3) กรณีศึกษาปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนหรือสถานศึกษา เพื่อร่วมกันสะท้อนสภาพปัญหา อุปสรรค ข้อจำกัด และการป้องกันความรุนแรงในโรงเรียน ตลอดจนเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจต่อบทบาทหน้าที่ของผู้บริหารและครูในการสนับสนุน ช่วยเหลือ และส่งเสริมความเข้มแข็งของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. จะรวบรวมข้อมูล ข้อคิดเห็น รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคข้างต้น ในการประสานการทำงานเชิงรุกร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมขับเคลื่อนการป้องกันปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนให้มีคุณภาพและมีมาตรฐาน ตลอดจนยกระดับระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนสู่โรงเรียนปลอดภัยต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>31 มี.ค. 2569, 15:04</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ศยามล ร่วมขับเคลื่อนกิจกรรมการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในการกำหนดพื้นที่เตรียมการประกาศเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่แจ่ม อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ภายใต้โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16786</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 นางสาวศยามล ไกรยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นางสาวมณีรัตน์ มิตรปราสาท ที่ปรึกษาประจำ กสม. รองศาสตราจารย์ธนพร ศรียากูล ผู้ทรงคุณวุฒิ นายประทีป มีคติธรรม WWF THAILAND ผู้แทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move) สมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือ และมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคเหนือและส่วนกลาง ลงพื้นที่จัดโครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน ณ ศาลาประชาคมหมู่บ้าน หมู่ที่ 5 ตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้ชื่อกิจกรรม “เวทีสิทธิมนุษยชนเพื่อขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในการกำหนดเขตพื้นที่เตรียมการประกาศเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่แจ่ม” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้การรับฟังความคิดเห็นในการจัดตั้งพื้นที่คุ้มครองเป็นไปอย่างรอบด้านและบรรลุวัตถุประสงค์ของการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง รวมทั้งการทำฐานข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน เพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์และพิจารณากำหนดเขตพื้นที่อนุรักษ์ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและการคุ้มครองวิถีชีวิตชุมชน ให้กับประชาชนในพื้นที่ตำบลแม่ศึก และตำบลแม่นาจร  ในการดำเนินกิจกรรม กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้อธิบายถึงบทบาท หน้าที่และอำนาจของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กับการขับเคลื่อนงานด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมทั้งยกตัวอย่างของอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท (เตรียมการ) ที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินการ ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริงในทุกหมู่บ้านตามข้อเสนอแนะของ กสม. จากนั้น รองศาสตราจารย์ธนพร ศรียากูล และนายประทีป มีคติธรรม ได้อธิบายถึงปัญหาการจัดตั้งพื้นที่คุ้มครองและพื้นที่อนุรักษ์ ความท้าทาย และทิศทางในการดำเนินการ โดยพูดคุยหารือในหลายประเด็น เช่น การเปรียบเทียบรูปแบบการจัดการป่า ข้อสังเกตและผลกระทบของเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ข้อบกพร่องของกระบวนการที่ผ่านมา การคุ้มครองสิทธิในการใช้ประโยชน์จากป่าโดยใช้พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ข้อจำกัดของ พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ความเข้มแข็งของชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น นอกจากนี้ คณะวิทยากรเห็นตรงกันว่า เป้าหมายของการจัดกิจกรรมครั้งนี้คือการให้ทุกหมู่บ้านกลับไปจัดทำข้อมูล แผนที่ และกฎระเบียบว่าปัจจุบันชุมชนจัดการทรัพยากรอย่างไร และอนาคตอยากจัดการแบบไหน เพื่อให้ กสม. ได้นำข้อมูลดังกล่าวไปหารือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการประกาศเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่แจ่มอย่างเป็นรูปธรรม ในช่วงบ่าย มีการจัดกิจกรรมแบ่งกลุ่มระดมความคิดเห็น โดยให้แต่ละกลุ่มนำเสนอประเด็นปัญหาที่ดิน การจัดการทรัพยากรของชุมชน และความต้องการในอนาคต ซึ่งพบว่าชุมชนในพื้นที่ตำบลแม่นาจรและตำบลแม่ศึก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ มีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็นป่าอนุรักษ์ ป่าชุมชน ป่าใช้สอย และพื้นที่ทำกิน พร้อมทั้งมีกฎระเบียบชุมชนในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร มีการจัดเวรลาดตระเวน เฝ้าระวังไฟป่า การจัดทำแนวกันไฟ การสร้างฝายชะลอน้ำ และการฟื้นฟูทรัพยากร เช่น การปล่อยสัตว์น้ำคืนสู่ธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม หลายชุมชนสะท้อนว่าการกำหนดเขตพื้นที่เตรียมการประกาศเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่แจ่มมีลักษณะทับซ้อนกับพื้นที่ใช้ประโยชน์ของประชาชน เช่น ป่าชุมชน พื้นที่ทำกิน ไร่หมุนเวียน รวมถึงบางส่วนเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของชุมชน ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพและวิถีชีวิตดั้งเดิม นอกจากนี้ ยังพบว่าการสนับสนุนจากภาครัฐในด้านงบประมาณเพื่อการดูแลรักษาทรัพยากรยังไม่เพียงพอ ทำให้ในหลายพื้นที่ประชาชนต้องร่วมกันระดมทรัพยากรของตนเองในการดำเนินกิจกรรม เช่น การจัดการไฟป่าและการทำแนวกันไฟ ในด้านข้อเสนอ ชุมชนส่วนใหญ่มีความต้องการให้ภาครัฐให้การสนับสนุนงบประมาณและยอมรับบทบาทของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากร พร้อมทั้งเสนอให้มีการกำหนดพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 รวมถึงเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการกำหนดขอบเขตพื้นที่ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการคุ้มครองสิทธิของประชาชน นอกจากนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่เพิ่มเติม รวม 3 กรณี ดังนี้ 1. กรณีขอให้ดำเนินการเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินการปรับปรุงแก้ไข กฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการป่าชุมชน เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน2. กรณีขอให้ดำเนินการเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการที่ดินทำกินของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน3. ขอให้เร่งติดตามความคืบหน้ากรณีคัดค้านการประกาศเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่แจ่มทับพื้นที่ชุมชนตำบลแม่ศึกและตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>31 มี.ค. 2569, 14:46</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. วสันต์ ร่วมเวทีเสวนา “AI กับสิทธิมนุษยชน” ย้ำความสำคัญของการรู้เท่าทันและธรรมาภิบาลในยุคดิจิทัล</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16782</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นวิทยากรการเสวนาร่วมกับ นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายการสื่อสารและการส่งเสริมพลเมืองดิจิทัล และ นายศักดิ์ เสกขุนทด ที่ปรึกษาสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ในหัวข้อ “ประเด็นร่วมสมัยด้านสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 4 : สิทธิมนุษยชนกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ภายใต้หลักสูตรประกาศนียบัตรสิทธิมนุษยชนสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 5 (ปสม. 5) ณ ห้องสัตมรามาธิราช ชั้น 5 สถาบันพระปกเกล้า การเสวนาดังกล่าวได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการที่ก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะ Generative AI ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและสิทธิมนุษยชนในมิติต่าง ๆ ทั้งโอกาสในการพัฒนาและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น โดยวิทยากรได้ร่วมแลกเปลี่ยนในประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1. ผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชน การใช้ AI ในทางที่ผิดอาจละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่น การสร้างข้อมูลบิดเบือน การใช้ระบบจดจำใบหน้า หรือสปายแวร์เพื่อสอดแนมประชาชน รวมถึงความเสี่ยงต่อการถูกละเมิดทางจิตใจจากการได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง 2. ธรรมาภิบาลและการกำกับดูแล ภาครัฐและภาคธุรกิจจำเป็นต้องกำหนดกรอบกฎหมายที่สมดุลและยืดหยุ่น โดยยึดหลักการพัฒนาเทคโนโลยีที่คำนึงถึงความปลอดภัยตั้งแต่เริ่มออกแบบ และไม่แสวงหาผลกำไรบนพื้นฐานของการละเมิดสิทธิมนุษยชน และ 3. การสร้างภูมิคุ้มกันและการรู้เท่าทัน เน้นย้ำความสำคัญของการรู้เท่าทันสื่อและดิจิทัล โดยปัจเจกบุคคลควรมีสติในการตรวจสอบข้อมูลก่อนการแบ่งปัน และระมัดระวังการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ทั้งนี้ ผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตร ปสม. 5 ได้ให้ความสนใจและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้การใช้งานปัญญาประดิษฐ์ในประเทศไทยเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และเคารพหลักสิทธิมนุษยชนอย่างยั่งยืน
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>31 มี.ค. 2569, 14:36</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. ขับเคลื่อนการฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดบนฐานสิทธิมนุษยชน ย้ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้องได้รับการเคารพในทุกขั้นตอนและกระบวนการ</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16781</link>

                
                <description><![CDATA[
                    สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) จัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “จากกรอบกฎหมายสู่การปฏิบัติจริง” กรอบแนวทางการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและการป้องกันการทรมานสำหรับสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พื้นที่ภาคใต้ ระหว่างวันที่ 24-26 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทรา หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมีนางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายพิทยา จินาวัฒน์ และนายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วมและนำการฝึกอบรม โดยมีสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในพื้นที่ภาคใต้เข้าร่วม จำนวน 39 แห่ง  ในวันที่ 26 มีนาคม 2569 ได้จัดเวทีแลกเปลี่ยน หัวข้อ “การฟื้นฟูที่มีคุณภาพและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์: สิทธิมนุษยชน สิทธิด้านสุขภาพ และความท้าทายในบริบทพื้นที่ภาคใต้” โดยมีวิทยากรประกอบด้วย นายแพทย์สรายุทธ์ บุญชัยพาณิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี แพทย์หญิงอมรรัตน์ พันธ์คีรี รองผู้อำนวยการสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด กระทรวงสาธารณสุข (สคส.สธ.) นายแพทย์กนก อุตวิชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา นายรุสลี บาเหะ นักสาธารณสุขชำนาญการ โรงพยาบาลธัญญารักษ์ปัตตานี นายอับบาส บิณอิบรอฮีม ผู้อำนวยการสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดบ้านดาหลา จังหวัดสงขลา และนายพแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ประธานชมรมแพทย์ชนบท การฝึกอบรมครั้งนี้มุ่งยกระดับความเข้าใจว่า การฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดเป็นกระบวนการที่ต้องตั้งอยู่บนหลักสิทธิมนุษยชน สิทธิด้านสุขภาพ และการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้เข้ารับการฟื้นฟูในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การรับเข้า การบำบัดรักษา การดำรงชีวิตในสถานฟื้นฟู ตลอดจนการส่งต่อและกลับคืนสู่สังคม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงหลักการสิทธิมนุษยชนในระดับสากล โดยเฉพาะอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) สู่การบังคับใช้ในระดับประเทศ ผ่านพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งกำหนดให้การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี เป็นความผิดทางอาญา และเป็นกรอบสำคัญที่หน่วยงานทุกภาคส่วนต้องยึดถือในการปฏิบัติงาน  สาระสำคัญของการอบรมยังครอบคลุมถึงการระบุและลดความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนในกระบวนการฟื้นฟู อาทิ การรับเข้าโดยปราศจากความยินยอม การรับรู้ข้อมูลที่เพียงพอ การใช้มาตรการที่ไม่เหมาะสมหรือเกินความจำเป็น การละเมิดความเป็นส่วนตัว หรือการปฏิบัติที่อาจลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่อาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิหรือเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายได้ ทั้งนี้ กสม. มุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาระบบการฟื้นฟูที่เคารพสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยส่งเสริมให้สถานฟื้นฟูสามารถนำหลักการไปปรับใช้ได้จริง ลดความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เหมาะสม และเอื้อต่อการฟื้นฟูอย่างยั่งยืน โดยการขับเคลื่อนดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การเคารพสิทธิมนุษยชนเป็นรากฐานสำคัญของการฟื้นฟูที่มีคุณภาพ และเป็นเงื่อนไขที่ทำให้การคืนคนสู่สังคมเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>31 มี.ค. 2569, 14:33</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 11/2569  กสม. ชงข้อเสนอแนะการตรวจเก็บดีเอ็นเอโดยเคารพสิทธิฯ หลังพบกรณีละเมิดสิทธิและเสรีภาพประชาชนจากการบังคับตรวจและใช้อำนาจเกินขอบเขตกฎหมาย - ชี้โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงพื้นที่ชุมชนประชาสงเคราะห์ จ่ายค่าทดแทนเวนคืนที่ดินไม่เป็นธรรม และจำกัดสิทธิผู้ได้รับผลกระทบในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร - เผยกิจการเหมืองแร่โพแทช อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เสี่ยงละเมิดสิทธิฯ แนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแก้ไข</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16765</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 11/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้1. กสม. ชงข้อเสนอแนะการตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอในกระบวนการยุติธรรมโดยเคารพสิทธิฯหลังพบกรณีละเมิดสิทธิและเสรีภาพประชาชนจากการบังคับตรวจและใช้อำนาจเกินขอบเขตกฎหมาย นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการตรวจเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ)ในกระบวนการยุติธรรมมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอกลุ่มผู้พ้นโทษ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มเด็กและสตรี ตลอดจนบุคคลในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อนำเข้าสู่ฐานข้อมูล ซึ่งกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ด้วยเหตุนี้ กสม. จึงได้มีมติให้หยิกยกกรณีดังกล่าวขึ้นเพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเชิงระบบ รวมทั้งการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน  กสม. พิจารณา เห็นว่า การตรวจเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญต่อกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากสารพันธุกรรมเป็นข้อมูลทางชีวภาพที่สามารถใช้ระบุตัวตนได้อย่างแม่นยำและเป็นพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ อย่างไรก็ดี กสม. เห็นว่า การตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอในหลายกรณีกระทบต่อสิทธิในชีวิตและร่างกาย สิทธิในความเป็นส่วนตัว และสิทธิในกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม โดยปรากฏประเด็นปัญหาสำคัญ 4 ประการ ดังนี้ (1) ปัญหาการตีความอำนาจของเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอกับบุคคลต่าง ๆ เกินขอบเขตที่กฎหมายบัญญัติไว้ กล่าวคือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้อำนาจพนักงานสอบสวนตรวจพิสูจน์บุคคลโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ โดยขอบเขตบุคคลที่อาจถูกตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอมีเพียง 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ต้องหา ผู้เสียหาย และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดี แต่แนวทางการปฏิบัติตามที่ปรากฏจากนโยบาย คำสั่ง หรือข้อสั่งการของหน่วยงานรัฐได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้อย่างกว้างขวาง ทั้งผู้พ้นโทษ โครงการตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอกลุ่มชาติพันธุ์แบบเหมารวมเพื่อปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่แนวชายแดน และจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายความมั่นคง ส่งผลให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่มีการขยายขอบข่ายกลุ่มบุคคลที่ต้องตรวจเก็บเกินเลยกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ โดยมิได้คำนึงถึงวิธีการที่เหมาะสมตามหลักความได้สัดส่วน อันเป็นหลักการพื้นฐานในการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจทางปกครองและการกระทำทางปกครองนอกจากนี้ ยังพบปัญหาการเยียวยาความเสียหาย โดยบุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพจากการตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอยังคงไม่ได้รับการเยียวยาจากรัฐตามสิทธิที่พึงมี และภาระการพิสูจน์ความเสียหายมักตกอยู่กับผู้ถูกละเมิดทั้งที่พยานหลักฐานอยู่ในความครอบครองของรัฐ จึงเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงสิทธิการเยียวยา(2) ปัญหาความยินยอมให้ตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ มีหลายกรณีที่ผู้ถูกตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอมีความเกรงกลัวเนื่องจากอยู่ในสภาวะกดดันภายใต้อำนาจบังคับของเจ้าหน้าที่ ทำให้ความยินยอมมิได้เกิดขึ้นโดยเสรี ทั้งยังมุ่งเน้นเพียงรูปแบบการลงนามในเอกสารให้ความยินยอมที่หน่วยงานกำหนด โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับกระบวนการก่อนตรวจเก็บ เช่น การแสดงตนและอำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ วัตถุประสงค์ ขั้นตอนการตรวจเก็บ และผลทางกฎหมายหลังจากการให้ความยินยอม ตลอดทั้งการสื่อสารของเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้คำนึงถึงข้อจำกัดทางด้านภาษาของประชาชนบางกลุ่ม ประกอบกับดีเอ็นเอถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลในระยะยาว จึงจำเป็นต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งและสมัครใจ รวมทั้งต้องมีมาตรการคุ้มครองข้อมูลดังกล่าวตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (3) ปัญหาความซ้ำซ้อนในการตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ ปัจจุบันประเทศไทยมีหน่วยงานที่ให้บริการทางด้านนิติวิทยาศาสตร์และเกี่ยวข้องโดยตรงกับการตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ ได้แก่ สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รวมทั้งหน่วยงานอื่นที่มีภารกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมราชทัณฑ์ กรมการปกครอง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ฯลฯทำให้มีบุคคลเดียวกันถูกตรวจเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมซ้ำซ้อนหลายครั้งทั้งจากหน่วยงานเดิมหรือหน่วยงานอื่น อันเป็นผลมาจากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมมีโครงสร้างการทำงานแบบแยกส่วนขาดการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกัน ซึ่งนอกจากกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอแล้ว ยังทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากรและใช้งบประมาณของแผ่นดินอย่างไม่คุ้มค่า และ (4) ประเด็นการจัดทำฐานข้อมูลสารพันธุกรรม (DNA Database) หลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และญี่ปุ่น มีการจัดตั้งฐานข้อมูลสารพันธุกรรมระดับชาติภายใต้กฎหมายเฉพาะ ทำให้มีมาตรฐานกลางและหลักเกณฑ์การตรวจเก็บดีเอ็นเอเพื่อนำเข้าสู่ฐานข้อมูล สำหรับประเทศไทยแม้จะยังไม่มีการจัดตั้งฐานข้อมูลสารพันธุกรรมแห่งชาติ แต่มีการจัดตั้งฐานข้อมูลสารพันธุกรรมในระดับหน่วยงาน ซึ่งยังคงปราศจากกฎหมายรองรับหน้าที่และให้อำนาจเฉพาะแก่เจ้าหน้าที่เพื่อนำเข้า บริหารจัดการ และใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูล รวมทั้งการกำหนดหน่วยงานกลางที่รับผิดชอบ จึงยังไม่อาจลดความซ้ำซ้อนในการตรวจเก็บและทำให้เจ้าหน้าที่รัฐยังไม่สามารถใช้ฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่ออำนวยความยุติธรรมอย่างเต็มประสิทธิภาพได้  ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี เพื่อมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ สรุปได้ดังนี้ (1) ข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ให้ยกเลิกนโยบาย คำสั่ง หรือข้อสั่งการใด ๆ ที่กำหนดให้มีการตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอผู้พ้นโทษ และระงับการดำเนินการที่มีลักษณะเป็นการขยายขอบเขตของบุคคลที่จะถูกตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอเกินกว่าที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131/1 และให้ทบทวนการดำเนินโครงการตรวจเก็บดีเอ็นเอของบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดและคดีอาญา ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องดำเนินการ ให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และกำชับเจ้าหน้าที่ให้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมาย วัตถุประสงค์ ขั้นตอนและวิธีการจัดเก็บการใช้ข้อมูล และสิทธิต่าง ๆ ที่พึงทราบ แก่บุคคลที่จะถูกตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเออย่างครบถ้วน นอกจากนี้ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนการใช้อำนาจตามกฎหมายความมั่นคง และห้ามตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากเด็กและเยาวชน เว้นแต่กรณีจำเป็น ให้นำพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาบังคับใช้ เพื่อคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชน รวมทั้งให้กำหนดหลักเกณฑ์การเยียวยาหรือช่วยเหลือจากรัฐให้ครอบคลุมถึงบุคคลซึ่งได้รับความเสียหายหรือผลกระทบจากการตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ โดยไม่สร้างภาระให้แก่ประชาชน  (2) ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือคำสั่ง ให้คณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ (กพยช.) ในฐานะกลไกระดับชาติด้านนโยบายและยุทธศาสตร์งานยุติธรรมของประเทศ บรรจุประเด็นการตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอเป็นวาระสำคัญ โดยระยะเร่งด่วน ให้ กพยช. ร่วมกับสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ในฐานะหน่วยงานที่มีฐานข้อมูลดีเอ็นเอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกคำสั่งกำหนดแนวทางบูรณาการและเชื่อมโยงฐานข้อมูล เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ โดยเฉพาะกำชับให้การตรวจเก็บตัวอย่างต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอย่างเคร่งครัด และคำนึงถึงหลักการให้ความยินยอมโดยชัดแจ้ง ปราศจากการบังคับ ข่มขู่ หรืออยู่ภายใต้สภาวะจำยอม รวมถึงจัดให้มีล่ามภาษาต่างประเทศหรือภาษาท้องถิ่นที่เหมาะสมเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่กลุ่มประชากรเฉพาะ และระยะยาว ให้ กพยช. พัฒนาและจัดทำร่างกฎหมายกลางว่าด้วยการจัดทำและบริหารจัดการฐานข้อมูลพันธุกรรมระดับชาติ เพื่อให้มีการตรากฎหมายระดับพระราชบัญญัติที่กำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนการดำเนินการ โดยสร้างกลไกการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐให้เป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ อันเป็นการป้องกันและแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนเชิงระบบ2.กสม. ชี้โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงพื้นที่ชุมชนประชาสงเคราะห์ เขตดินแดงจ่ายค่าทดแทนเวนคืนที่ดินอย่างไม่เป็นธรรม และจำกัดสิทธิผู้ได้รับผลกระทบในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร นางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ระบุว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ผู้ถูกร้อง ได้กำหนดเวนคืนที่ดินชุมชนประชาสงเคราะห์ เขตดินแดง ซึ่งประกอบด้วย 7 ชุมชนย่อย รวมกว่า 200 หลังคาเรือน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่คำนึงถึงค่าเสียโอกาสในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และไม่ประกาศหลักเกณฑ์วิธีการประเมินค่าทดแทนให้ทราบเพื่อความโปร่งใส ทั้งยังไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในระหว่างการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) เพื่อให้ความเห็นเรื่องการเวนคืนที่ดิน รวมทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงของปัญหาการเวนคืนที่ดินในรายงาน EIA จึงขอให้ตรวจสอบ และขอให้จัดทำรายงาน EIA ใหม่ โดยรับฟังความคิดเห็นและบันทึกปัญหาของประชาชน รวมทั้งทบทวนและพิจารณาการกำหนดราคาเวนคืนที่ดินใหม่  กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 37 รับรองสิทธิในทรัพย์สินและการสืบมรดก โดยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และต้องชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรม ภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของ ตลอดจนบรรดาผู้ทรงสิทธิที่ได้รับความเสียหายจากการเวนคืน โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ ผลกระทบต่อผู้ถูกเวนคืน รวมทั้งประโยชน์ที่ผู้ถูกเวนคืนอาจได้รับจากการเวนคืนนั้น จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า รฟม. ได้เวนคืนที่ดินโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในท้องที่เขตดินแดงตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยมีคณะกรรมการเป็นผู้พิจารณา คณะกรรมการได้กำหนดหลักเกณฑ์ราคาเบื้องต้นโดยพิจารณาจากราคาซื้อขายในตลาด และราคาประเมินตามกฎหมายแล้วนำมาคำนวณราคาเฉลี่ยเป็นฐาน หากราคาเฉลี่ยต่ำกว่าราคาตลาดจะใช้ราคาตลาดเป็นฐาน พร้อมพิจารณาปรับเพิ่มหรือลดตามสภาพและที่ตั้งของที่ดิน และเพิ่มราคาอีกร้อยละ 10 จากเหตุผลด้านผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของโครงการ อย่างไรก็ดี ยังปรากฏข้อเท็จจริงที่อาจทำให้ค่าทดแทนดังกล่าวไม่สอดคล้องกับการคุ้มครองให้ผู้ถูกเวนคืนได้รับค่าทดแทนที่เป็นธรรมและเพียงพอสำหรับการเข้าถึงที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ที่เหมาะสม เช่น ซอยโรงเรียนดรุณพิทยา มีประกาศขายที่ดินพร้อมตึกแถว 3 ชั้น 14 ตารางวา ราคาเฉลี่ยตารางวาละประมาณ 438,000 บาท แต่ผู้ถูกเวนคืนบางรายได้ค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันน้อยกว่าราคาขาย โดยอยู่ที่ประมาณตารางวาละ 29,000 - 180,000 บาท  ส่วนการกำหนดค่าทดแทนที่ดินที่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ รฟม. ได้กำหนดค่าทดแทนให้แก่ผู้ถูกเวนคืนบางรายในราคาตารางวาละ 78,200 บาท ซึ่งต่ำกว่าที่ดินข้างเคียงที่ได้ราคาตารางวาละประมาณ 170,000 บาท ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ อผ. 177/2568 ที่วางแนววินิจฉัยไว้ว่า แม้สภาพที่ดินจะไม่ติดถนนหรือซอย มีที่ดินแปลงอื่นล้อมรอบ และไม่ได้จัดทำทางเข้าออก แต่ทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้แนวเขตทางรถไฟสายใต้ที่กำลังก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง และยังแวดล้อมไปด้วยหมู่บ้านจัดสรร ย่านชุมชน สถานที่ราชการ และถนนสายหลักหลากหลาย แม้ที่ดินจะไม่ติดถนนสาธารณะเนื่องจากเป็นที่ดินที่ถูกแบ่งแยกมาจากที่ดินแปลงใหญ่ การกำหนดราคาต่ำจึงเป็นราคาที่ไม่สามารถสะท้อนราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาด จึงไม่เหมาะสมและไม่เป็นธรรม  ขณะที่การจ่ายค่าเสียหายทางจิตใจให้แก่ผู้ถูกเวนคืนที่ดินนั้น รฟม. จำกัดการจ่ายค่าเสียหายทางจิตใจเฉพาะผู้ถูกเวนคืนที่ดินทั้งหมดและต้องย้ายออกจากที่ดินเท่านั้น ไม่รวมผู้ถูกเวนคืนที่ดินบางส่วนซึ่งได้รับผลกระทบต่อสภาพการดำรงชีวิตตามปกติและผลกระทบทางจิตใจจากการที่ต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ที่กลายเป็นถนนสัญจรด้วย โดยคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.105/2563 ได้วางแนววินิจฉัยว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดี (กรุงเทพมหานคร) จะอ้างว่าค่าเยียวยาทางจิตใจถือเป็นการกำหนดค่าเสียหายเป็นกรณีพิเศษให้แก่เจ้าของที่ดินที่ต้องย้ายออกจากที่อยู่เดิมไปหาที่อยู่ใหม่ แต่เนื่องจากผู้ฟ้องคดีถูกเวนคืนที่ดินบางส่วนแม้จะยังคงอาศัยอยู่ต่อไปได้ แต่ต้องอยู่ติดถนนมากขึ้นและต้องดำเนินการต่าง ๆ เพื่อป้องกันขโมย ทำให้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการต้องอยู่อาศัยยากลำบากกว่าเดิม ซึ่งไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความยากลำบากในการที่ต้องย้ายออกจากที่อยู่เดิมไปหาที่อยู่ใหม่ ด้วยเหตุนี้ กสม. จึงเห็นว่า การกำหนดค่าทดแทนการเวนคืนที่ดินของ รฟม. ผู้ถูกร้องจึงไม่เป็นธรรมตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศรับรองไว้อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน  สำหรับประเด็นร้องเรียนว่าการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงพื้นที่ชุมชนประชาสงเคราะห์ เขตดินแดง ขาดการมีส่วนร่วมและจำกัดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารนั้น เห็นว่า รฟม. ได้จัดการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและเผยแพร่ข้อมูลโครงการมาอย่างต่อเนื่องในหลายช่วงเวลา รวมทั้งได้ศึกษาเปรียบเทียบแนวเส้นทางเพื่อแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนต่าง ๆ และดำเนินการด้านการมีส่วนร่วมให้เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด แต่เมื่อ รฟม. เริ่มดำเนินกระบวนการเวนคืนที่ดิน กลับไม่ปรากฏว่า ได้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมในรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่กำหนดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อกำหนดราคาค่าทดแทนที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และพืชผลทางการเกษตร โดยมีตัวแทนของผู้ได้รับผลกระทบและผู้นำชุมชนท้องถิ่นเข้าร่วมเป็นกรรมการ ทั้งที่เป็นมาตรการสำคัญในรายงาน EIA ที่จะช่วยเยียวยาและลดความขัดแย้ง จึงกระทบต่อสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบที่จะได้มีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในกระบวนการตัดสินใจดำเนินโครงการของรัฐ อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน  นอกจากนี้ แม้จะปรากฏว่า รฟม. ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเวนคืนและผลกระทบของโครงการแก่ประชาชนมาอย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า แต่เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการเวนคืนและส่งหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกเวนคืนเข้าทำสัญญาซื้อขาย กลับไม่ปรากฏการส่งข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการกำหนดราคาที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และค่าทดแทนต่าง ๆ ให้แก่ผู้ถูกเวนคืนทราบอย่างเพียงพอชัดเจน และเข้าใจได้โดยง่าย ส่งผลให้ผู้ถูกเวนคืนจำนวนหนึ่งไม่เข้าใจที่มา หลักเกณฑ์ และวิธีการคำนวณค่าทดแทนที่ได้รับ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการใช้สิทธิของผู้ถูกเวนคืนในการยื่นอุทธรณ์ค่าทดแทนตามที่กฎหมายรับรองไว้ เนื่องจากไม่อาจประเมินได้อย่างรอบด้านว่าค่าทดแทนที่ได้รับนั้นเป็นธรรมและสอดคล้องกับสภาพทรัพย์สินที่ถูกเวนคืนหรือไม่ อย่างไร และจะโต้แย้งค่าทดแทนที่ได้รับว่าไม่เป็นธรรมอย่างไร ซึ่งนำไปสู่การร้องเรียนเป็นจำนวนมาก ดังนั้น การกระทำของ รฟม. จึงเป็นการจำกัดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการ และสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการเยียวยาและการอุทธรณ์ของผู้ได้รับผลกระทบ อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกัน  ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยัง รฟม. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สรุปได้ดังนี้ (1) ให้ รฟม. จัดตั้งคณะกรรมการหรือคณะทำงานร่วมเพื่อกำหนดและทบทวนค่าทดแทนการเวนคืนในลักษณะคณะกรรมการเฉพาะกิจ โดยมีผู้แทนของผู้ได้รับผลกระทบ ผู้นำชุมชน และผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมให้ข้อเสนอแนะเพื่อประกอบการพิจารณาทบทวนค่าทดแทนของคณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนตามกฎหมาย และจัดส่งข้อมูลรายงานการประเมินค่าทดแทนให้ผู้ถูกเวนคืนเป็นรายบุคคล เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วน นอกจากนี้ ให้ รฟม. ทบทวนราคาค่าทดแทนที่ดินซึ่งรวมทั้งที่ดินซึ่งไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โดยคำนึงถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับราคาซื้อขายที่ดิน และที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในสภาพตลาดจริง การใช้ทางเข้าออกที่มีอยู่จริง รวมทั้งศักยภาพทางเศรษฐกิจของที่ดินภายหลังการเวนคืนบางส่วนมาประกอบการประเมินค่าทดแทน นอกจากนี้ ให้ทบทวนการกำหนดค่าเสียหายทางจิตใจให้ครอบคลุมผู้ถูกเวนคืนที่ดินบางส่วน ซึ่งได้รับผลกระทบต่อการดำรงชีวิต ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตในการอยู่อาศัยอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกำหนดมาตรการดูแลและเยียวยาผู้ที่ถูกเวนคืนที่ดินบางส่วน โดยอาจจัดให้มีมาตรการป้องกันผลกระทบจากการอยู่ติดถนนด้วย (2) ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกำกับดูแลและสั่งการให้ รฟม. ทบทวนการประเมินค่าทดแทนในโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงพื้นที่ชุมชนประชาสงเคราะห์ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถมีส่วนร่วมในการนำเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อโต้แย้งอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการเวนคืนเป็นไปโดยเคารพสิทธิมนุษยชน และไม่ทำให้สภาพความเป็นอยู่ภายหลังการเวนคืนต่ำกว่าระดับเดิม3.กสม. เผยการประกอบกิจการเหมืองแร่โพแทชใน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เสี่ยงละเมิดสิทธิฯ แนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแก้ไข นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด เมื่อเดือนมกราคม 2568 ระบุว่า ผู้ร้องและประชาชนในพื้นที่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการเหมืองแร่โพแทชของบริษัทเอกชน 2 แห่ง (ผู้ถูกร้องที่ 1 และ 2) โดยผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นบริษัทย่อยของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ต่อมาได้มีการยื่นคำขออนุญาตเปลี่ยนแปลงผังโครงการทำเหมืองแร่ต่อกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) (ผู้ถูกร้องที่ 3) โดยเปลี่ยนแปลงวิธีการทำเหมืองเป็นการขุดเจาะอุโมงค์ในแนวดิ่งโดยใช้วัตถุระเบิด ซึ่ง กพร. มีคำสั่งอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงผังโครงการแล้ว ผู้ร้องเห็นว่าอาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การประกอบอาชีพเกษตรกรรม และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ อันกระทบต่อสิทธิของบุคคลและชุมชนในการดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี มีคุณภาพ และปลอดภัย และอาจเป็นการละเลยต่อหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชน จึงขอให้ตรวจสอบ  กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า มีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา ดังนี้ ประเด็นแรกการที่บริษัทเอกชนผู้ถูกร้องที่ 1 ดำเนินการขุดบ่อเก็บน้ำผิวดินเพิ่ม 5 บ่อ โดยมิได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการเหมืองแร่ และการดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาก่อนที่จะได้รับอนุญาตประทานบัตรทำเหมืองแร่ ไม่เป็นไปตามวิธีการทำเหมืองและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมาซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อสถานีตำรวจภูธรด่านขุนทด เพื่อดำเนินคดีกับกรรมการของผู้ถูกร้องที่ 1 ในความผิดตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 จึงเป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสมแล้ว  ประเด็นที่สอง การที่ กพร.อนุญาตให้บริษัทเอกชนเปลี่ยนแปลงแผนผังการขุดเจาะจากเดิมเป็นแนวดิ่งโดยใช้วัตถุระเบิด เห็นว่า แม้การอนุญาตดังกล่าวจะเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยแร่ แต่เมื่อปรากฏว่าการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขุดเจาะอุโมงค์เกิดขึ้นภายหลังจากที่โครงการประสบปัญหาน้ำใต้ดินรั่วไหล และเป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินโครงการในสาระสำคัญ อันก่อให้เกิดความกังวลแก่ผู้ร้องและประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบ ทั้งรูปแบบการขุดเจาะดังกล่าวยังมีความเสี่ยงต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างชั้นหินและแหล่งน้ำใต้ดิน ซึ่งบริษัทเอกชนทั้งสองแห่งไม่ได้แสดงความชัดเจนเกี่ยวกับปริมาณวัตถุระเบิดที่ใช้ จำนวนครั้งในการระเบิดต่อวัน และมาตรการควบคุมผลกระทบ ส่วน กพร. ก็ได้อนุญาตให้เปลี่ยนแปลงผังโครงการโดยไม่ได้จัดให้มีกระบวนการสร้างความเข้าใจ การให้ข้อมูล หรือการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเพียงพอเช่นกัน ดังนั้น การกระทำของบริษัทเอกชน ผู้ถูกร้องที่ 1 และ 2 จึงมีลักษณะสุ่มเสี่ยงต่อการกระทบสิทธิของผู้ร้องและประชาชนในการดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ ขณะที่การดำเนินการของ กพร. ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งรับรองสิทธิของบุคคลและชุมชนในการได้รับทราบข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยงานของรัฐก่อนการอนุญาตหรือการดำเนินการใดที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ประเด็นนี้ จึงรับฟังได้ว่า กพร. ละเมิดสิทธิมนุษยชน  และประเด็นที่สามการประกอบกิจการเหมืองแร่เป็นสาเหตุทำให้เกิดดินเค็มในพื้นที่และส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรมหรือไม่ เห็นว่า แม้อำเภอด่านขุนทดจะเป็นพื้นที่ที่มีดินเค็มตามธรรมชาติอยู่เดิม แต่โดยลักษณะทางธรณีวิทยา ความเค็มตามธรรมชาติมักมีองค์ประกอบเป็นโซเดียมคลอไรด์ และกระจายตัวเป็นบริเวณกว้าง การที่ตรวจพบธาตุโพแทสเซียมและโพแทสเซียมคลอไรด์ในปริมาณสูงผิดปกติควบคู่กับโซเดียมคลอไรด์และกระจุกตัวอยู่ในบริเวณพื้นที่โครงการเหมืองแร่และพื้นที่ใกล้เคียง จึงเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่บ่งชี้ได้ว่า ความเค็มมีแหล่งกำเนิดที่แตกต่างจากดินเค็มตามธรรมชาติทั่วไป สอดคล้องกับลักษณะของแร่โพแทชที่อยู่ในโครงการของบริษัทผู้ถูกร้องที่ 1 และ 2 อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องยังไม่อาจชี้ชัดได้ว่า ความเค็มที่ตรวจพบเป็นผลโดยตรงจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ แต่เมื่อปรากฏว่า ผู้ร้องและประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนจากความเค็มที่เพิ่มขึ้น จึงรับฟังได้ว่า การประกอบกิจการของบริษัทเอกชนผู้ถูกร้องที่ 1 และ 2 มีลักษณะสุ่มเสี่ยงต่อการกระทบสิทธิของผู้ร้องและประชาชน  ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) จัดประชุมผู้ร้องและประชาชนผู้ที่อาจได้รับผลกระทบให้ทั่วถึงและครอบคลุมเพื่อให้ข้อมูลรายละเอียดวิธีการขุดเจาะอุโมงค์แนวดิ่งโดยใช้วัตถุระเบิด รวมทั้งปริมาณและช่วงเวลาการใช้ระเบิดและมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น โดยให้ผู้ร้องและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามและเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย  นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สรุปได้ดังนี้ (1) ให้จังหวัดนครราชสีมาเร่งรัดสรุปผลการดำเนินงานของคณะทำงานตรวจสอบผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่โพแทช ตามคำสั่ง ที่ 7283/2567 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2567 พร้อมทั้งข้อเสนอแนะ และรายงานผลการดำเนินงานให้ กสม. ทราบ (2) ให้ กพร. ร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จ.นครราชสีมา และสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 11 ตรวจวัดวิเคราะห์คุณภาพดิน น้ำผิวดินและน้ำใต้ดินในพื้นที่โครงการเหมืองแร่โพแทชและบริเวณใกล้เคียง เพื่อหาแหล่งที่มาของความเค็มในดินและแจ้งผลการตรวจวัดวิเคราะห์ให้ผู้ร้องและประชาชนผู้ที่อาจได้รับผลกระทบทราบ และกำกับดูแลการประกอบกิจการเหมืองแร่โพแทชของบริษัทเอกชนผู้ถูกร้องที่ 1 และ 2 รวมทั้งเฝ้าระวังการทรุดตัวของดิน การขุดเจาะอุโมงค์โดยใช้วัตถุระเบิดให้เป็นไปตามรายงาน EIA มาตรฐานความปลอดภัย และกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด  (3) ให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพให้ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนตามหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNGPs) และแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) ระยะที่ 2 ให้แก่บริษัทเอกชนผู้ถูกร้องที่ 1 และ 2 รวมทั้ง กพร. เพื่อจัดทำกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) ในการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบที่จะเกิดหรืออาจจะเกิดขึ้นจากการประกอบกิจการเหมืองแร่โพแทช (4) ให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำกับให้บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ กำชับและติดตามให้บริษัทเอกชนผู้ถูกร้องที่ 1 และผู้ถูกร้องที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทย่อย จัดทำกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) และเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานและความรับผิดชอบของผู้ถูกร้องที่ 2 ไว้ในรายงาน 56-1 One Report อย่างชัดเจนสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ27 มีนาคม2569
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>27 มี.ค. 2569, 15:08</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. วสันต์ ลงพื้นที่สำรวจการเข้าถึงบริการสาธารณะของคนพิการ</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16764</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ลงพื้นที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสายสีเหลือง ร่วมกับ ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายวิชาญ ทองรัก อุปนายกฝ่ายปฏิบัติการ และนายวรกร ไหลหรั่ง ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านบุคคลพิการ ทุพพลภาพ และผู้ด้อยโอกาส พร้อมคณะจากสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อลงพื้นที่สำรวจการเข้าถึงบริการของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ของคนพิการ  จากการลงพื้นที่สำรวจพบว่า คนพิการทางการเคลื่อนไหวยังคงประสบปัญหาและอุปสรรคในการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง โดยสถานีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินยังไม่มีการให้บริการทางลาด (ramp) บริเวณจุดขึ้น-ลงระหว่างชานชาลากับตัวรถไฟฟ้า ส่งผลให้ผู้ใช้รถเข็น ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว ไม่สามารถเข้าถึงบริการได้อย่างสะดวก และอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจากช่องว่างระหว่างชานชาลากับตัวรถไฟฟ้า ขณะที่รถไฟฟ้าสายสีเหลืองมีการให้บริการดังกล่าวแล้ว แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการให้บริการ โดยเฉพาะในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน และกรณีที่มีคนพิการใช้บริการหลายรายพร้อมกัน ซึ่งอาจทำให้เกิดความล่าช้าในการอำนวยความสะดวก  สภาพการณ์ข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่าคนพิการยังไม่สามารถเข้าถึงการขนส่งสาธารณะได้อย่างเท่าเทียมตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ (Convention on the Rights of Persons with Disabilities: CRPD) ข้อ 9 ซึ่งกำหนดให้รัฐต้องดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงการขนส่งได้อย่างเท่าเทียม ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งยกระดับจัดบริการสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการให้เป็นมาตรฐานการให้บริการที่ครอบคลุมและทั่วถึง อันเป็นการรับรองสิทธิของคนพิการในการเข้าถึงการเดินทางอย่างอิสระและการใช้บริการสาธารณะได้อย่างเสมอภาคและปราศจากอุปสรรค
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>27 มี.ค. 2569, 07:40</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม.ปิติกาญจน์ นำทีมนักศึกษา ปสม.5 ศึกษาดูงานด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ภาคเหนือ</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16758</link>

                
                <description><![CDATA[
                    ระหว่างวันที่ 18 – 20 มีนาคม 2569 นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงาน กสม. นำคณะผู้เข้าร่วมหลักสูตรประกาศนียบัตรสิทธิมนุษยชนสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 5 (ปสม.5) ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อ “เรียนรู้สิทธิมนุษยชนจากสถานการณ์จริง” ผ่านประเด็นที่สะท้อนความท้าทายของสังคมไทยในหลากหลายมิติ โดยมีกิจกรรมดังนี้ วันที่ 18 มีนาคม 2569 คณะได้เข้าศึกษาดูงาน ณ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพื้นที่ภาคเหนือ โดยมีนายจิรัฏฐ์ สถาปัตย์สิริ หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมและเฝ้าระวังสถานการณ์สิทธิมนุษยชน รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งาติพื้นที่ภาคเหนือ (สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคเหนือ) กล่าวต้อนรับและนำเสนอการดำเนินงานของสำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคเหนือ โดยประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือ “การรื้อฝายเชียงใหม่” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับส่งผลกระทบต่อสิทธิชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่น เวทีดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนมุมมองอย่างเข้มข้น สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการพัฒนา ที่ต้องคำนึงถึงทั้งประโยชน์สาธารณะและสิทธิของประชาชนในพื้นที่ ช่วงบ่าย คณะศึกษาดูงานได้ลงพื้นที่ “คลองแม่ขา” เรียนรู้ต้นแบบการฟื้นฟูพื้นที่ผ่านพลังของภาคประชาชน จากคลองเสื่อมโทรมสู่การพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม การมีส่วนร่วมของชุมชนถูกยกให้เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จ และเป็นตัวอย่างของการพัฒนาที่เคารพสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง วันที่ 19 มีนาคม 2569 คณะศึกษาดูงานได้ร่วมรับฟังการเสวนาในหัวข้อ “สิทธิในที่ดิน : กรณีดอยม่อนแจ่ม” โดยมีนายสมคิด ปัญญาดี ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ นายพิสุทธิ์ ลักษวุธ เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน ผู้แทนสำนักจัดการป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) นายวิชิต เมธาอนันต์กุล นายสุรินทร์ นทีไพรวัลย์ และนายเดโช ไชยทัพ นายกสมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคเหนือ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา ซึ่งในการเสวนามีการสะท้อนปัญหาความขัดแย้งระหว่างภาครัฐและประชาชนในพื้นที่ และได้แลกเปลี่ยนมุมมองทั้งในประเด็นกฎหมาย การใช้ประโยชน์ในที่ดินไปจนถึงวิถีชีวิตของชุมชนบนพื้นที่สูง ทั้งนี้ นักศึกษา ปสม. 5 ให้ความสนใจและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อลดความขัดแย้งในพื้นที่ วันที่ 20 มีนาคม 2569 คณะได้ร่วมกิจกรรม CSR ณ วัดดอนจั่น พร้อมรับฟังการบรรยายหัวข้อ “ศาสนา และกลุ่มชาติพันธุ์ : วัดกับสิทธิมนุษยชนในสังคมพหุวัฒนธรรม” โดยพระอธิการอานันท์ (หลวงลุง) บทเรียนจากพื้นที่สะท้อนว่า “ศาสนา” ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์รวมจิตใจ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะในมิติของโอกาสทางการศึกษาและการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี ทั้งนี้ นักศึกษา ปสม. 5 ได้ให้ความสนใจและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประเด็นที่จะช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนงานในมิติสิทธิมนุษยชนในเชิงพื้นที่ต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>25 มี.ค. 2569, 15:06</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. วสันต์ ประชุมสรุปผลการดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ กสม. กรณีแก้ไขปัญหาสถานสงเคราะห์เด็กเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายในพื้นที่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16755</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 เวลา 09.30 น. ที่ห้องประชุมพรไพลิน 1-2 พรไพลิน ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนางสรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ที่ปรึกษาประจำ กสม. และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ร่วมประชุมสรุปผลการดำเนินการตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กรณีแก้ไขปัญหาสถานสงเคราะห์เด็กเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายในพื้นที่อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และผู้แทนสถานรองรับเด็กเอกชนในพื้นที่อำเภอสังขละบุรี เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย นายสุริยศักดิ์ เหมือนอ่วม นายอำเภอสังขละบุรี ผู้แทนกรมกิจการเด็กและเยาวชน ผู้แทนคณะกรรมการคุ้มครองเด็กจังหวัดกาญจนบุรี ผู้แทนสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดกาญจนบุรี ผู้แทนคณะทำงานคุ้มครองเด็กอำเภอสังขละบุรี ผู้แทนองค์การบริหารส่วนตำบลหนองลู ผู้แทนองค์การบริหารส่วนตำบลไล่โว่ ผู้แทนเทศบาลตำบลวังกะ ผู้แทนมูลนิธิวันสกาย ผู้แทนบ้านฟ้าใส ผู้แทนมูลนิธิบ้านอุ่นรัก ผู้แทนมูลนิธิบ้านเด็กป่า ผู้แทนบ้านสังคมสงเคราะห์เซนต์แมรี่ ภายใต้มูลนิธิเซนต์มาร์คแอนด์เซนต์จอร์ท ผู้แทนศูนย์การเรียนบ้านสายรุ้ง ผู้แทนโครงการพันธกิจบ้านเด็กห้วยมาลัย และผู้แทนบ้านสันติสุข โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง ดังนี้ ช่วงที่ 1 สรุปภาพรวมและผลการดำเนินโครงการ “แก้ไขปัญหาสถานรองรับเอกชนอำเภอสังขละบุรี” ในปี 2568 โดย คณะทำงานคุ้มครองเด็กอำเภอสังขละบุรี พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ความก้าวหน้า ความคิดเห็น ข้อท้าทาย และอุปสรรคต่อการดำเนินงานที่ผ่านมาช่วงที่ 2 เปิดเวทีถาม-ตอบ ถอดบทเรียน และหารือการขับเคลื่อนการดำเนินการในระยะต่อไป โดยแบ่งกลุ่มย่อยออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อร่วมกันสะท้อนสภาพปัญหา อุปสรรค ข้อจำกัด และการขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการสถานสงเคราะห์ โดยผู้เข้าร่วมประชุมได้สะท้อนประเด็นที่สำคัญ ดังนี้ (1) สภาพปัญหา อาทิ หลักเกณฑ์และกลไกในการคัดกรองเด็ก คุณภาพของบุคลากรและเจ้าหน้าที่ในสถานสงเคราะห์ และการเข้าถึงระบบสวัสดิการสังคม (2) อุปสรรคและข้อจำกัด อาทิ การขออนุญาตจดทะเบียนจัดตั้งสถานสงเคราะห์ตามกฎหมาย ปัญหาเชิงกายภาพ ปัญหาเอกสารสิทธิที่ดิน ปัญหาสถานะบุคคลของเด็ก การเข้าถึงบริการสาธารณสุข การรักษาพยาบาล และการเดินทางออกนอกพื้นที่ และ (3) การขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐ อาทิ การอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็ก การขออนุญาตจดทะเบียนจัดตั้งสถานสงเคราะห์ และงบประมาณสนับสนุนสำหรับการดูแลเด็ก  ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. จะรวบรวมข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อท้าทาย ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคข้างต้น ซึ่งมีพื้นที่อำเภอสังขละบุรีเป็นต้นแบบในการประสานการทำงานเชิงรุกร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมขับเคลื่อนการกำกับดูแลสถานรองรับเด็กเอกชนในพื้นที่อื่นของประเทศให้มีคุณภาพและมีมาตรฐาน และมุ่งลดการนำเด็กเข้าสู่บริการเลี้ยงดูทดแทนในรูปแบบสถานสงเคราะห์โดยไม่เหมาะสมและไม่จำเป็น ตลอดจนเพื่อส่งเสริมการจัดบริการสวัสดิการสังคมและครอบครัวให้เข็มแข็งมากยิ่งขึ้น
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>25 มี.ค. 2569, 09:37</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. วสันต์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานรองรับเด็กเอกชนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16754</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 18-20 มีนาคม 2569 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนางสรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ที่ปรึกษาประจำ กสม. และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานรองรับเด็กเอกชนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี 5 แห่ง ดังนี้ วันที่ 18 มีนาคม 2569 กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมมูลนิธิธรรมานุรักษ์ อำเภอเมืองกาญจนบุรี และมูลนิธิบ้านอุ่นรัก อำเภอสังขละบุรี วันที่ 19 มีนาคม 2569 กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและคณะ ร่วมกับนายสุริยศักดิ์ เหมือนอ่วม นายอำเภอสังขละบุรี ผู้แทนกรมกิจการเด็กและเยาวชน ผู้แทนคณะกรรมการคุ้มครองเด็กจังหวัดกาญจนบุรี ผู้แทนสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดกาญจนบุรี ผู้แทนคณะทำงานคุ้มครองเด็กอำเภอสังขละบุรี ผู้แทนองค์การบริหารส่วนตำบลหนองลู และผู้แทนมูลนิธิวันสกาย ร่วมตรวจเยี่ยมสถานรองรับเด็กเอกชน 2 แห่งในพื้นที่อำเภอสังขละบุรี ได้แก่ บ้านสังคมสงเคราะห์เซนต์แมรี่ ภายใต้มูลนิธิเซนต์มาร์คแอนด์เซนต์จอร์ท และบ้านสันติสุข วันที่ 20 มีนาคม 2569 กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและคณะ ร่วมกับผู้แทนคณะทำงานคุ้มครองเด็กอำเภอสังขละบุรี ผู้แทนองค์การบริหารส่วนตำบลไล่โว่ และผู้แทนมูลนิธิวันสกาย ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสำนักแม่ชีไทยญาณพิมพ์ศิกาญจน์ อำเภอสังขละบุรี สำหรับการตรวจเยี่ยมสถานรองรับเด็กเอกชน 5 แห่งข้างต้น มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังข้อมูล ความเห็น สภาพปัญหา ข้อจำกัดหรืออุปสรรค และการขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการสถานสงเคราะห์ โดยมุ่งเน้น 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1) ข้อมูลเด็ก (จำนวน เพศ วัย ภูมิลำเนา และข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัวเดิมของเด็ก) (2) การให้บริการเลี้ยงดูทดแทนในรูปแบบสถานรองรับเด็กเอกชน (หลักเกณฑ์และกลไกการรับเด็กเข้าสู่สถานรองรับ การจัดบริการเลี้ยงดูทดแทนในรูปแบบที่ใกล้เคียงกับสภาพแวดล้อมแบบครอบครัว การจัดหาครอบครัวอุปถัมภ์ และการส่งคืนเด็กกลับสู่ครอบครัวและชุมชน) (3) ปัจจัยเชิงกายภาพ (ที่ตั้ง อาคาร สภาพแวดล้อม และความปลอดภัย) (4) บุคลากร (ผู้ดำเนินกิจการ พี่เลี้ยงเด็ก เจ้าหน้าที่ และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง) และ (5) การดูแลเด็ก (สภาพความเป็นอยู่ทั่วไป การพัฒนาศักยภาพของเด็ก แผนการดูแลเด็กรายบุคคล การติดต่อกับพ่อแม่หรือญาติพี่น้อง นโยบายคุ้มครองเด็ก การปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และคำสั่งที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กและแนวปฏิบัติว่าด้วยการเลี้ยงดูทดแทนของสหประชาชาติ) ทั้งนี้ เพื่อตรวจสอบและติดตามการดำเนินงานของสถานรองรับเด็กเอกชนให้เป็นไปตามหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และหลักสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการดูแลเด็กที่เติบโตในสถานสงเคราะห์ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เด็กทุกคนได้เติบโตในสภาพแวดล้อมแบบครอบครัวที่ปลอดภัยและเอาใจใส่ ไม่ถูกพรากจากครอบครัวโดยไม่จำเป็น และได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและมีคุณภาพ รวมทั้งมุ่งสนับสนุนการคุ้มครองดูแลเด็กร่วมกันในระดับพื้นที่ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>25 มี.ค. 2569, 09:28</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม.ศยามล ลงพื้นที่ประชุมติดตามมาตรการและข้อเสนอแนะ กรณีโครงการพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำเวียงหนองหล่ม การแก้ไขปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมในแม่น้ำกก และโครงการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ ต.แม่สาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16750</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 เวลา 09.30 น. ที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาประจำ กสม. นายภาณุพันธ์ สมสกุล ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิของสำนักงาน กสม. และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้แทนภาคประชาชน ประชุมติดตามข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยการประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้แทนกรมโยธาธิการและผังเมืองได้ให้ข้อมูลและแจ้งความก้าวหน้าในการออกแบบโครงการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งในการดำเนินการอาจต้องอพยพโยกย้ายประชาชนออกจากพื้นที่ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจึงได้เน้นย้ำถึงข้อห่วงกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการออกแบบโครงการและควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ข้อมูลต่อประชาชนอย่างครบถ้วนเพียงพอ ต่อมาเวลา 14.00 น. ที่ตำบลจันจว้า อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะ ได้เข้าพบนายกเทศมนตรีตำบลจันจว้า และผู้แทนสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ภาค 1 เพื่อรับฟังความเป็นมาของโครงการพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำเวียงหนองหล่ม จากนั้นได้ลงพื้นที่เวียงหนองหล่มเพื่อดูสภาพปัญหาและความคืบหน้าของโครงการขุดลอกเวียงหนองหล่มซึ่งดำเนินการโดยกรมชลประทาน จากการลงพื้นที่บริเวณดังกล่าวได้รับทราบจากประชาชนในพื้นที่ว่า เวียงหนองหล่มเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งมีการใช้ประโยชน์จากประชาชนหลายกลุ่ม ทั้งด้านการประมง ปศุสัตว์ การเกษตร การท่องเที่ยว โดยในช่วงที่มีการขุดลอกพบว่ามีควายล้มตายกว่า 250 ตัว แต่ยังไม่ได้รับการชดเชยเยียวยาจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ สภาพพื้นที่เวียงหนองหล่มในปัจจุบันได้เปลี่ยนสภาพไปมาก เหลือพื้นที่อนุรักษ์เพียงไม่กี่ร้อยไร่ และถูกเปลี่ยนสภาพเป็นอ่างเก็บน้ำ จากนั้น วันที่ 20 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมพญาพิภักดิ์ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะ พร้อมด้วยนายจุมพล ขุนอ่อน รองเลขาธิการ กสม. ได้ประชุมร่วมกับนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหา กรณีโครงการพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำเวียงหนองหล่ม การแก้ไขปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมในภาพรวมของแม่น้ำกก และโครงการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ในการนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบในแต่ละโครงการได้ให้ข้อมูลต่อกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและที่ประชุมได้มีข้อเสนอแนะในแต่ละประเด็น ซึ่งสำนักงาน กสม. จะได้รวบรวมความเห็นและมีหนังสือแจ้งข้อเสนอแนะเพิ่มเติมไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>23 มี.ค. 2569, 16:00</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 10/2569  กสม. เผยกรณีตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านผู้ประกาศข่าวหญิงช่อง The Critics เป็นการดำเนินการที่เกินสมควรแก่เหตุ - แนะกรมชลฯ ทบทวนโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี เสี่ยงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตชุมชน - ตรวจสอบกรณีผู้ต้องขังเรือนจำกลางเขาบินร้องเรียนไม่ได้รับยารักษาโรคและถูกข่มขู่ให้ถอนเรื่องร้องเรียน เผยไม่พบการละเมิดสิทธิมนุษยชน</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16741</link>

                
                <description><![CDATA[
                    วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 10/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้ 1. กสม. เผยกรณีตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านผู้ประกาศข่าวหญิงช่องThe Critics ในคดีหมิ่นประมาทบนสื่อสังคมออนไลน์ เป็นการดำเนินการที่เกินสมควรแก่เหตุ นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนมีนาคม 2568 จากผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ประกาศข่าวหญิงของช่อง The Critics บนแพลตฟอร์มยูทูป สังกัดสถาบันทิศทางไทย ระบุว่า ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายทักษิณ ชินวัตร ได้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ร้องต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) จากการนำเสนอข่าวหัวข้อ “ทักษิณผู้นำเลวสุดในโลก มอนเตฯ ริบสัญชาติเพราะโกง” เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2568 ผ่านช่องทางดังกล่าว ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและนำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ซึ่งข้อมูลนั้นอาจทำให้ผู้อื่นเสียหาย จากนั้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 10 คน ได้เข้าตรวจค้นบ้านผู้ร้อง และเชิญผู้ร้องไปให้ถ้อยคำในวันเดียวกันตามหมายเรียกพยาน ผู้ร้องเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงขอให้ตรวจสอบ  กสม. พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่าผู้ร้องย่อมได้รับความคุ้มครองสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บัญญัติคุ้มครองไว้มิให้บุคคลใดกระทำการอันกระทบกระเทือนต่อสิทธิหรือเสรีภาพดังกล่าว เว้นแต่จะมีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ ประเด็นแรกที่ต้องพิจารณาคือการที่พนักงานสอบสวนไม่ส่งหมายเรียกให้ผู้ร้องล่วงหน้าเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ จากการตรวจสอบปรากฏว่าพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 ให้ผู้ร้องไปให้ถ้อยคำในฐานะพยานในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 โดยมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจค้นนำส่งหมายเรียกในวันเข้าดำเนินการตรวจค้น ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่กำหนดนัดตามหมายเรียก โดยอ้างเหตุผลความจำเป็นเพื่อป้องกันมิให้มีการทำลายพยานหลักฐาน โดยในวันตรวจค้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจยศพันตำรวจโทซึ่งถือเป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่มีอำนาจเรียกผู้ร้องไปให้ถ้อยคำได้โดยไม่ต้องมีหมายเรียก อันสอดคล้องและเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 52 ซึ่งไม่ได้ตัดสิทธิผู้ร้องในการเสนอเหตุผลอันสมควรเพื่อขอเลื่อนการให้ถ้อยคำได้  อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 54 ซึ่งวางหลักว่าในการออกหมายเรียกให้คำนึงถึงระยะทางและโอกาสในการมาตามกำหนดนัดนั้น การนำส่งหมายเรียกในวันเดียวกับวันที่กำหนดนัด จึงทำให้ผู้ร้องขาดโอกาสในการเตรียมตัว และอาจกระทบต่อการใช้สิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น การปรึกษาทนายความ หรือการจัดการภารกิจส่วนตัว ซึ่งหากพนักงานสอบสวนเกรงว่าการส่งหมายเรียกไปก่อนจะทำให้เกิดการทำลายพยานหลักฐานก็สามารถให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจค้นเข้าตรวจค้นหลักฐานดังกล่าวก่อนได้ ในชั้นนี้ จึงรับฟังได้ว่า การที่พนักงานสอบสวนไม่ส่งหมายเรียกไปให้ผู้ร้องก่อนกำหนดนัด เป็นการเลือกใช้วิธีการที่เกินความจำเป็นแก่กรณี ไม่ได้สัดส่วนกับพฤติการณ์แห่งคดี และสร้างภาระเกินสมควรแก่เหตุต่อผู้ร้อง อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่วนการที่พนักงานสอบสวนใช้วิธีการขอหมายค้นเพื่อเข้าตรวจค้นบ้านของผู้ร้องนั้น เห็นว่า ผู้ร้องย่อมมีสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวและเสรีภาพในเคหสถาน ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ และการเข้าตรวจค้นที่เป็นการจำกัดสิทธิดังกล่าวจะกระทำได้ตามที่กฎหมายบัญญัติภายใต้หลักความจำเป็นและหลักความได้สัดส่วน กสม. เห็นว่า กรณีนี้เป็นคดีหมิ่นประมาทซึ่งมิใช่คดีร้ายแรง และพยานหลักฐานส่วนใหญ่เป็นข้อมูลที่ปรากฏในสื่อสาธารณะหรือสามารถตรวจสอบได้จากแหล่งอื่น เช่น สถานที่ทำงานของผู้ร้องหรือช่องทางออนไลน์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยไม่จำเป็นต้องเข้าตรวจค้นเคหสถาน นอกจากนี้ แม้ผู้ร้องจะไม่มีสถานะเป็นสื่อมวลชนเนื่องจากไม่ได้เป็นสมาชิกสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ แต่ถือเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านสื่อ การใช้มาตรการที่เกินความจำเป็นในลักษณะดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและอาจถูกมองว่าเป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือคุกคามสื่อ ดังนั้น การขอหมายค้นเพื่อเข้าตรวจค้นบ้านของผู้ร้องในคดีหมิ่นประมาทบนสื่อสังคมออนไลน์ จึงถือเป็นการใช้อำนาจที่กระทบสิทธิของประชาชนมากเกินจำเป็นและเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน  กสม. ยังมีข้อสังเกตเพิ่มเติมกรณีการตรวจค้นบ้านพักของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้หญิงว่า แม้การตรวจค้นดังกล่าวจะมิใช่การตรวจค้นร่างกาย และในวันเกิดเหตุผู้ร้องเดินทางไปกับเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยสมัครใจ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนพาหนะระหว่างการเดินทางก็อาจก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยหรือความวิตกกังวลต่อผู้ร้องซึ่งเป็นผู้หญิง ดังนั้น การตรวจค้นโดยปราศจากเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงร่วมปฏิบัติหน้าที่จึงอาจสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งนี้ กสม. เห็นว่าการมีเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงร่วมปฏิบัติหน้าที่มิใช่เป็นเพียงเรื่องความเหมาะสม แต่เป็นมาตรการสำคัญในการสร้างความไว้วางใจ ความปลอดภัยทางจิตใจ และลดความวิตกกังวลของผู้ถูกตรวจค้นหรือพยานที่เป็นผู้หญิง โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องอยู่ร่วมกับเจ้าหน้าที่หรือเดินทางไปด้วยกัน ซึ่งการละเลยในประเด็นนี้อาจสะท้อนถึงการขาดความระมัดระวังในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ด้วยเหตุผลดังกล่าว กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ให้กำหนดมาตรการหรือแนวทางให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ดุลพินิจในการส่งหมายเรียกแก่บุคคลซึ่งเป็นพยานและการขอหมายค้นโดยต้องยึดถือ “หลักความจำเป็น” และ “หลักความได้สัดส่วน” เป็นบรรทัดฐานสำคัญ โดยเฉพาะในคดีที่มีอัตราโทษไม่ร้ายแรง หรือกรณีที่สามารถแสวงหาพยานหลักฐานได้ด้วยวิธีการอื่นที่กระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชนน้อยกว่า ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่กระทบสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ นอกจากนี้ให้กำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมในการจัดให้มีเจ้าหน้าที่หญิงร่วมปฏิบัติหน้าที่ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่เป็นผู้หญิงเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมด้วย2. กสม. แนะกรมชลฯ ทบทวนโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี ระบุเสี่ยงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชุมชน นางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนเมษายน 2567 จากกลุ่มคนรักแม่น้ำสะแกกรัง ระบุว่า ผู้ร้องอยู่อาศัยและทำกินบริเวณแม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ต่อมากรมชลประทาน (ผู้ถูกร้อง) ได้ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพื่อประกอบการดำเนินโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี แต่ผู้ร้องและประชาชนในพื้นที่ไม่เห็นด้วยและขอให้ยุติโครงการ เนื่องจากโครงการอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชน และประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างเพียงพอ จึงขอให้ตรวจสอบ กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า แม่น้ำสะแกกรังเป็นแม่น้ำสายหลักของจังหวัดอุทัยธานี ไหลจากพื้นที่ต้นน้ำทางตะวันตกผ่านตัวเมืองอุทัยธานี และไปบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และการอุปโภคบริโภค มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรม โดยเฉพาะชุมชนเรือนแพซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดอุทัยธานี และการท่องเที่ยวชมทัศนียภาพทางน้ำ แม้ส่วนประกอบของโครงการจะกำหนดให้มีช่องทางเดินเรือ แต่ด้านเหนือประตูระบายน้ำไม่มีแหล่งน้ำต้นทุนเพียงพอที่จะปล่อยน้ำมาบริหารจัดการการเดินเรือได้ โครงการจึงอาจกระทบต่อวิถีชีวิตและการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม แม่น้ำสะแกกรังยังเป็นแหล่งประมงพื้นบ้านและมีสัตว์น้ำหลายชนิด การก่อสร้างประตูระบายน้ำและอาคารประกอบจึงเป็นสิ่งกีดขวางทางน้ำและตัดวงจรชีวิตของสัตว์น้ำ แม้โครงการจะออกแบบให้มีทางผ่านปลาและบันไดปลา แต่โครงสร้างดังกล่าวไม่เหมาะสมกับปลาพื้นถิ่น โดยเฉพาะปลาผิวดินและปลาใต้ดิน อีกทั้งการปิดประตูระบายน้ำจะทำให้เกิดการสะสมของตะกอนบริเวณหน้าประตูที่อาจกระทบต่อการส่งผ่านแร่ธาตุซึ่งเป็นอาหารของสัตว์น้ำ เมื่อพิจารณามิติของการบริหารจัดการน้ำ เห็นว่า ที่ผ่านมาลุ่มน้ำสะแกกรังประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคและการเกษตร และมีปัญหาน้ำหลากเนื่องจากเป็นที่ลุ่มต่ำ แม้ในช่วงหน้าแล้งการมีประตูระบายน้ำจะสามารถทำหน้าที่กักเก็บน้ำไว้ในลำน้ำสายหลักได้ การปิดประตูระบายน้ำอาจมีน้ำเสียจากชุมชนเมืองในลุ่มน้ำสะแกกรังตอนล่างขังอยู่บริเวณหน้าประตูระบายน้ำ ส่วนในช่วงน้ำหลากระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำสะแกกรังจะมีระดับใกล้เคียงกัน จึงเป็นไปได้ยากที่ประตูระบายน้ำแม่น้ำสะแกกรังจะสามารถระบายน้ำออกไปยังแม่น้ำเจ้าพระยาได้ นอกจากนี้ ปัญหาการขาดแคลนน้ำและน้ำท่วมที่เกิดขึ้นมีสาเหตุส่วนหนึ่งจากประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างครบถ้วนและบูรณาการ การสร้างประตูระบายน้ำแม่น้ำสะแกกรังก็ไม่อาจบรรลุวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหา ในชั้นนี้จึงเห็นว่า โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำแม่น้ำสะแกกรัง แม้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยและบรรเทาการขาดแคลนน้ำ แต่มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ชุมชน และการประกอบอาชีพของประชาชน ส่วนประเด็นการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ และการจัดการมีส่วนร่วมของประชาชนเห็นว่า การดำเนินโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำสะแกกรังเข้าข่ายต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิของ กสม. ได้มีข้อสังเกตต่อรายงาน EIA ของโครงการในหลายประเด็นที่อาจยังศึกษาและประเมินผลกระทบไม่ครบถ้วนเพียงพอ เช่น น้ำเสียสะสมบริเวณหน้าประตูระบายน้ำจากการที่ไม่มีระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน บันไดปลาและทางผ่านปลาที่ไม่เหมาะสมกับปลาพื้นถิ่น น้ำต้นทุนสำหรับการบริหารจัดการประตูเดินเรือ แนวทางการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง อุทกภัย และน้ำเสียไม่ชัดเจน ขาดการประเมินผลกระทบต่อการเลี้ยงปลาในกระชังและธุรกิจเรือท่องเที่ยว ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ที่มีมติไม่เห็นชอบรายงาน EIA และให้แก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นผลกระทบต่าง ๆ  นอกจากนี้ การจัดการมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อประกอบการจัดทำรายงาน EIA ยังไม่ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสียอย่างทั่วถึงโดยเฉพาะกลุ่มประมงพื้นบ้านและกลุ่มผู้เลี้ยงปลาในกระชัง อีกทั้งกลุ่มผู้ร้องยังไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการรับฟังความคิดเห็นของโครงการตั้งแต่ต้น ในชั้นนี้จึงเห็นว่า การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ และการจัดการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่สอดคล้องกับการรับรองสิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชน อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 จึงมีมติให้กรมชลประทาน ผู้ถูกร้อง แก้ไขเพิ่มเติมรายงาน EIA โครงการประตูระบายน้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ให้ครบถ้วนตามความเห็นของ คชก. และครอบคลุมผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และชุมชน แล้วนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาและประเมินผลกระทบเพิ่มเติมไปรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียต่อไป พร้อมกันนี้ให้ทบทวนการดำเนินโครงการประตูระบายน้ำสะแกกรัง และให้ประสานไปยังคณะกรรมการลุ่มน้ำสะแกกรังและคณะกรรมการลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อร่วมกันพิจารณาทางเลือกอื่นในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ  นอกจากนี้ กสม. มีข้อเสนอแนะให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอข้อมูลและผลการตรวจสอบตามรายงานนี้ ต่อ คชก. โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อประกอบการพิจารณารายงาน EIA โครงการประตูระบายน้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม และให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำแผนบูรณาการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่มีอยู่เดิม และการก่อสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กในพื้นที่นอกเขตชลประทาน รวมถึงการฟื้นฟูแหล่งน้ำ หนองน้ำธรรมชาติ และป่าต้นน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำสะแกกรังอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ให้จังหวัดอุทัยธานีประสานไปยังองค์การจัดการน้ำเสียและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เพื่อร่วมกันจัดทำแผนและระบบจัดการน้ำเสียชุมชนด้วย3. กสม. ตรวจสอบกรณีผู้ต้องขังเรือนจำกลางเขาบินร้องเรียนว่าไม่ได้รับยารักษาโรคและถูกข่มขู่ให้ถอนเรื่องร้องเรียน ระบุการดูแลผู้ต้องขังเป็นไปตามมาตรฐาน ไม่พบการละเมิดสิทธิมนุษยชน นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ระบุว่า ผู้ร้องเป็นผู้ต้องขังที่เรือนจำกลางเขาบิน จังหวัดราชบุรี เป็นโรคกระดูกสันหลังคดและเสื่อม ไม่สามารถเดินและใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนผู้ต้องขังอื่น เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 ผู้ร้องมีอาการอาหารเป็นพิษ แพทย์โรงพยาบาลราชบุรีจ่ายยาต้านอาการคลื่นไส้อาเจียนและเวียนศีรษะให้รับประทาน ต่อมาเมื่อวันที่ 23 และ 24 พฤศจิกายน 2567 เมื่อผู้ร้องกลับเข้ามาเรือนจำแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้นจึงไม่สามารถออกไปรับประทานยาที่หน้าแดนตามกฎของเรือนจำได้ พยาบาลเรือนจำกลางเขาบินจึงไม่จ่ายยาให้ทั้งสองวัน ต่อมาผู้ร้อง เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ อาเจียน และความดันสูง พยาบาลเวรจึงเอายาต้านอาการคลื่นไส้อาเจียนให้ผู้ร้องรับประทาน อาการจึงดีขึ้น ผู้ร้องรายเดียวกันยังได้ร้องเรียนเจ้าพนักงานเรือนจำกลางเขาบินรายหนึ่งต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ผ่านเรือนจำกลางเขาบิน ในเหตุการณ์ที่เจ้าพนักงานเรือนจำรายดังกล่าวซึ่งเคยตัดสัญญาณการเยี่ยมผู้ต้องขังขณะที่ผู้ร้องถูกคุมขังที่เรือนจำกลางระยอง มีพฤติกรรมข่มขู่ให้ผู้ร้องถอนคำร้องเรียนต่อสำนักงาน ป.ป.ช. จึงขอให้ตรวจสอบ  กสม. ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวในประเด็นการไม่จ่ายยาให้ผู้ร้อง ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่า ตั้งแต่ผู้ร้องถูกย้ายมาคุมขังยังเรือนจำกลางเขาบิน เมื่อเดือนมกราคม 2567 ผู้ร้องได้สิทธิในการออกไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลราชบุรีมาโดยตลอดและไม่ปรากฏว่าถูกละเลยด้านการแพทย์ ต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 ผู้ร้องมีอาการป่วย เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวออกไปรักษายังโรงพยาบาลราชบุรีในกรณีฉุกเฉินโดยทันที เมื่อกลับเข้าเรือนจำฯ จึงต้องกักโรคเป็นระยะเวลา 5 วัน เจ้าหน้าที่จึงต้องนำยาไปให้รับประทานที่ห้องขัง จนกระทั่งวันที่ 23 - 24 พฤศจิกายน 2567 ซึ่งพ้นกำหนดกักโรค ผู้ร้องจึงต้องกลับสู่มาตรการการรับประทานยาควบคุมตามปกติ แต่ปรากฏว่าผู้ร้องปฏิเสธการออกมารับประทานยาซึ่งเป็นยาควบคุมที่หน้าแดน ทั้งที่ยังสามารถออกมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ และการออกมารับประทานยาที่หน้าแดนจะมีผู้ต้องขังหรืออาสาสมัครเรือนจำ (อสรจ.) คอยช่วยเหลือด้วย ประกอบกับผู้ร้องไม่ใช่ผู้ป่วยติดเตียง และยาที่จ่ายเป็นยาที่ใช้เฉพาะเมื่อมีอาการวิงเวียนศีรษะ ไม่ใช่ยาที่ต้องรับประทานเป็นประจำหรือก่อนนอนทุกวัน จึงไม่มีเหตุที่พยาบาลเรือนจำกลางเขาบินจะต้องนำยาควบคุมไปให้ผู้ร้องรับประทานที่ห้องขัง แต่พยาบาลเรือนจำก็ไม่ได้เพิกเฉยหรือละเลยโดยยังสังเกตอาการผู้ร้องอย่างต่อเนื่อง และมอบหมายให้ อสรจ. ที่ดูแลภายในห้องนอนช่วยดูแลติดตามอาการเพิ่มเติม การดำเนินการดังกล่าวจึงถือว่าเป็นไปตามหลักการคุ้มครองด้านสาธารณสุขตามความจำเป็นตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 กฎกระทรวงการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ. 2563 มาตรฐานการปฏิบัติงานด้านการควบคุมผู้ต้องขัง และข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (United Nations Standard Minimum Rules for the Treatment of Prisoners: Mandela Rules) ที่กำหนดให้รัฐต้องจัดบริการสาธารณสุขแก่ผู้ต้องขังในมาตรฐานเดียวกับประชาชนทั่วไปและเข้าถึงการรักษาได้ทันทีในกรณีฉุกเฉิน ประเด็นนี้จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าพยาบาลเรือนจำกลางเขาบินกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน  ส่วนประเด็นร้องเรียนว่าเจ้าพนักงานเรือนจำกลางเขาบินมีพฤติการณ์ข่มขู่ผู้ร้องให้ถอนเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงาน ป.ป.ช. เห็นว่า ผู้ร้องย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องราวร้องทุกข์และได้รับแจ้งผลการพิจารณาตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงว่าด้วยการร้องทุกข์ การยื่นเรื่องราวใด ๆ หรือการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาของผู้ต้องขัง พ.ศ. 2563 ให้การรับรองไว้ จากการตรวจสอบปรากฏว่า เจ้าพนักงานเรือนจำกลางเขาบินผู้ถูกร้องถูกย้ายมาปฏิบัติราชการที่เรือนจำกลางเขาบิน ด้วยเหตุที่สอบเลื่อนระดับได้ ซึ่งยังไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดที่บ่งชี้ว่าย้ายมาเพราะมีจุดประสงค์เพื่อพบหรือเกี่ยวข้องกับผู้ร้องเป็นการเฉพาะ อย่างไรก็ดีเจ้าพนักงานเรือนจำรายดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนควบคุมผู้ต้องขัง ย่อมมีภารกิจที่ต้องพบปะ ตรวจเยี่ยม และชี้แจงระเบียบวินัยแก่ผู้ต้องขังทุกคน รวมถึงการควบคุมกำกับให้ผู้ต้องขังปฏิบัติตามกฎระเบียบของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งพยานบุคคลทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ต้องขังที่เกี่ยวข้องให้ถ้อยคำสอดคล้องกันว่า ไม่เคยพบเห็นว่าเจ้าพนักงานเรือนจำรายดังกล่าวแสดงพฤติกรรมข่มขู่คุกคามหรือใช้อำนาจโดยไม่ชอบต่อผู้ร้อง และปรากฏว่าผู้ร้องสามารถยื่นคำร้องเรียนตามสิทธิของตนได้โดยไม่ถูกจำกัดหรือขัดขวาง ประเด็นนี้จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเจ้าพนักงานเรือนจำรายดังกล่าวกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกันสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ20 มีนาคม2569
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>20 มี.ค. 2569, 13:21</pubDate>
            </item>
                    <item>
                <title>กสม. – กรมกิจการผู้สูงอายุ ผนึกความร่วมมือผลักดันตราสารระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิผู้สูงอายุ</title>
                <link>https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16737</link>

                
                <description><![CDATA[
                    เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ที่ห้องประชุม 705 กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและเจ้าหน้าที่ ประชุมร่วมกับนางวรรณภา สุขคง รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมผู้เกี่ยวข้อง เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการผลักดันการจัดทำตราสารระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิผู้สูงอายุ ผ่านกลไกของคณะทำงานระหว่างรัฐบาลว่าด้วยเรื่องผู้สูงอายุ (Intergovernmental Working Group on Older Persons: IGWG) ภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council: HRC) พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์และนโยบายด้านผู้สูงอายุของประเทศไทย โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าการที่ประเทศไทยดำรงตำแหน่งสมาชิก HRC วาระปี พ.ศ. 2568–2570 เป็นโอกาสสำคัญในการแสดงบทบาทเชิงรุกในการขับเคลื่อนมาตรฐานสิทธิผู้สูงอายุในเวทีระหว่างประเทศ ที่ประชุมเห็นถึงความจำเป็นของการมีตราสารระหว่างประเทศเพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมายและยกระดับการคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุดำรงชีวิตในถิ่นเดิมอย่างมีคุณภาพ โดยคำนึงถึงความต้องการและบริบทของพื้นที่ (Ageing in Place) การพิจารณาปรับอายุเกษียณให้สอดคล้องกับอายุคาดเฉลี่ยที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนการเตรียมความพร้อมของประชาชนทุกช่วงวัย ทั้งผู้สูงอายุในปัจจุบันและผู้ที่จะเข้าสู่วัยสูงอายุในอนาคต ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันในการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นระดับชาติ (National Consultation) ในเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อสำรวจความพร้อม ท่าที และข้อคิดเห็นในการจัดทำร่างตราสารระหว่างประเทศฯ ทั้งสองฝ่ายยังหารือเกี่ยวกับความร่วมมือในกิจกรรมสำคัญที่กรมกิจการผู้สูงอายุขับเคลื่อน อาทิ การประชุมนานาชาติ ASEAN+3 ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 งาน Social Development Expo 2026 (SDx) ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 และสมัชชาผู้สูงอายุแห่งชาติในช่วงปลายปี 2569 โดยมุ่งบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และกลไกด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุอย่างเป็นรูปธรรม
                ]]></description>

                <author>วรวรรณ เชื้อบุญ</author>
                <category>ข่าว กสม. และเหตุการณ์สำคัญ</category>

                
                <pubDate>20 มี.ค. 2569, 09:39</pubDate>
            </item>
            </channel>
</rss> 

