Sorry, your browser does not support JavaScript!
ข่าว View : 0
นายกรัฐมนตรีเปิดการสัมมนาและร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามขับเคลื่อน ‘หลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ’
นายกรัฐมนตรีเปิดการสัมมนาและร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามขับเคลื่อน ‘หลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ’ – หวังภาคธุรกิจนำไปปรับใช้ลดปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน

วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายรวม ๗ องค์กร ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กประเทศไทย จัดการสัมมนาวิชาการเรื่อง ‘การเผยแพร่และขับเคลื่อนหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติในประเทศไทย’

นายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงความเป็นมาของการจัดสัมมนาว่า หลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN Guiding Principles on Business and Human Rights) ได้รับการรับรองโดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๕๔ หลักการชี้แนะฯ ดังกล่าวประกอบสาระอันเป็นเสาหลัก ๓ ประการ ได้แก่ ๑) รัฐมีหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิ  
๒) ภาคธุรกิจควรรับผิดชอบและเคารพสิทธิ และ ๓) ผู้ที่ได้รับผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนจากการประกอบธุรกิจจะต้องสามารถเข้าถึงการเยียวยา โดย กสม. ในฐานะสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีหน้าที่เผยแพร่หลักการชี้แนะฯ และสร้างความตระหนักให้แก่ทุกฝ่ายทั้งหน่วยงานภาครัฐ และภาคธุรกิจ โดยมีแผนจัดเวทีรับฟังเสียงสะท้อนจากภาคประชาสังคมในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนให้แก่รัฐบาลและภาคธุรกิจต่อไป

โอกาสนี้ ฯพณฯ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้เกียรติมาเปิดการสัมมนาและกล่าวปาฐกถานำในหัวข้อ ‘หลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติกับการสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสังคม’  สรุปว่า สังคมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วส่งผลให้การดำเนินกิจการของภาคธุรกิจมีแนวโน้มที่จะกระทบต่อสิทธิมนุษยชนมากขึ้นทั้งต่อผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม การที่สหประชาชาติได้ให้การรองรับหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเพราะเป็นครั้งแรกที่ความพยายามในการกำหนดความรับผิดชอบของธุรกิจในการเคารพสิทธิมนุษยชนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

หลักการชี้แนะฯ นี้แม้จะยังไม่มีผลผูกพันบังคับใช้ตามกฎหมายแต่ก็ได้ระบุความรับผิดชอบของภาคธุรกิจที่คววรต้องดำเนินกิจการโดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน และปฏิบัติตามแนวทาง ๓ เสาหลักของหลักการชี้แนะฯ คือ การคุ้มครอง รับผิดชอบ และเยียวยา อย่างไรก็ดีตนเห็นว่า แม้การพัฒนาอุตสาหกรรมจะเป็นเรื่องจำเป็น แต่ผู้ประกอบการเอกชนรวมถึงรัฐวิสาหกิจควรคำนึงถึงความเหมาะสมในการดำเนินกิจการ มิใช่มุ่งหวังเพียงผลกำไร จนละเลยเรื่องการบริหารจัดการมลพิษต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน ซึ่งเป็นข้อละเลยสำคัญที่รัฐบาลจะเข้มงวดกับภาคธุรกิจให้มากขึ้น เพื่อส่งเสริมให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปตามแผนแม่บทสหประชาชาติเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals - SDGs) ของโลกในช่วง ๑๕ ปีนี้

ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินงานในการคุ้มครองบุคคลจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนจากภาคธุรกิจ เช่น การแก้ปัญหาการค้ามนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจประมง หรือ การพัฒนากฎหมายคุ้มครองแรงงานเพื่อให้แรงงานได้มีสิทธิและสวัสดิการที่เป็นธรรม ซึ่งเป็นประเด็นพื้นฐานสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องดูแล สำหรับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้น รัฐมีกลไกที่สำคัญคือ ระบบศาลในกระบวนการยุติธรรม แต่ยังก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นหน่วยงานรับเรื่องร้องเรียนและแก้ไขปัญหาเบื้องต้น ขณะที่บริษัทเอกชนเองก็ควรมีระบบการร้องทุกข์ ไกล่เกลี่ย ปัญหาการละเมิดสิทธิในสถานประกอบการของตน เพื่อให้ข้อขัดแย้งต่าง ๆ คลี่คลายก่อนจะลุกลาม

นายกรัฐมนตรี กล่าวปิดท้ายว่า ตนรู้สึกยินดีที่วันนี้ทุกภาคส่วนได้มาร่วมกันขับเคลื่อนหลักการชี้แนะฯ นี้ โดยหวังว่าทุกฝ่ายจะรักษาพันธสัญญาในการทำหน้าที่เพื่อคุ้มครองการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการดำเนินธุรกิจเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ งานดังกล่าวมีการจัดพิธีการลงนามปฏิญญาความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยระหว่าง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกับผู้แทนภาคีเครือข่าย ๗ องค์กร ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กประเทศไทย โดยมีฯพณฯ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นสักขีพยาน