Sorry, your browser does not support JavaScript!
ข่าว View : 0
รายงานสาธารณะสถาบันไอโอดี
รายงานสาธารณะสถาบันไอโอดี

พันธกิจหลักของสถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือไอโอดีคือ
     การพัฒนาและให้การสนับสนุนกรรมการบริษัทเพื่อการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาลในการทำธุรกิจ ซึ่งสถาบันทำหน้าที่นี้ผ่านงานของสถาบันใน 4 ด้าน คือ การพัฒนาและให้ความรู้กรรมการบริษัท การวิจัยประเมินผลและแสดงความเห็นด้านนโยบาย การจัดสัมมนาเผยแพร่ความรู้ด้านกำกับดูแลกิจการให้กับสมาชิก และขับเคลื่อนโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต ซึ่งในปีที่ผ่านมางานของสถาบันมีความก้าวหน้าด้วยดี โดยเมื่อวันจันทร์ที่แล้วมีการประชุมสมาชิกประจำปีของสถาบัน เพื่อรับทราบผลการดำเนินงานและเลือกกรรมการใหม่แทนกรรมการที่หมดวาระ วันนี้เลยจะนำรายงานของกรรมการผู้อำนวยการสถาบันไอโอดีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มาสรุปให้ทราบในคอลัมน์ “เศรษฐศาสตร์บัณฑิต” นี้

การดำเนินงานของสถาบันกรรมการบริษัทไทยในปี 2559 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของแผนงาน 3 ปีของสถาบันได้ผลอย่างน่าพอใจ สถาบันสามารถบรรลุเป้าหมายของแผนงานทั้ง 7 ด้านที่เป็นทิศทางหลักของกลยุทธ์สถาบันช่วงปี 2557 - 2559 ได้ครบถ้วน ทั้งด้านคุณภาพการฝึกอบรมกรรมการ การวิจัยศึกษาประเด็นนโยบายที่กระทบการทำงานของกรรมการและแนวปฏิบัติที่ดี การแสดงความคิดเห็นด้านนโยบาย (Advocacy) การสร้างเครือข่ายสมาชิกขับเคลื่อนงานของสถาบัน การสร้างกรรมการอาชีพ การขับเคลื่อนแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนในการต่อต้านการทุจริต และ การขยายชื่อเสียงของสถาบันในระดับสากล ซึ่งทั้งหมดได้นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสถาบันในหลายด้าน โดยเฉพาะ
  1. ความเป็นสถาบันของไอโอดีในฐานะสถาบันกรรมการบริษัทของประเทศได้เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ไอโอดีเป็นที่รู้จักของภาคธุรกิจ ไม่ใช่ในฐานะโรงเรียนฝึกอบรมหลักสูตรกรรมการ แต่ในฐานะสถาบันกรรมการที่มีพันธกิจครบถ้วนในการส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการที่ดีให้เกิดขึ้นในภาคธุรกิจของไทย ผ่านการพัฒนากรรมการ การออกแนวปฏิบัติที่ดี การประเมินคุณภาพการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทจดทะเบียน การเป็นเสียงให้กับกรรมการในประเด็นนโยบายที่กระทบการทำหน้าที่ของกรรมการ การเป็นแหล่งข้อมูลความรู้สนับสนุนการทำหน้าที่กรรมการ และการผลักดันการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันของภาคเอกชน สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้สถาบันไอโอดีเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับว่า เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของภาคธุรกิจไทยในการขับเคลื่อนการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรม
  2. บทบาทของสถาบันในฐานะสถาบันกรรมการเป็นที่รู้จักมากขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สะท้อนจากกิจกรรมและผลงานของสถาบันที่เป็นที่รู้จัก และสร้างชื่อเสียงให้กับสถาบันในฐานะผู้ขับเคลื่อนการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีกิจกรรมหลายด้านที่สถาบันได้รับเชิญเข้าร่วมทั้งในระดับภูมิภาคและระดับสากล เพื่อส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน รวมถึงการขยายงานพัฒนากรรมการไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้สถาบันสามารถมีบทบาทได้ตรงในการส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการที่ดีในภูมิภาค
  3. ความมั่นคงทางการเงินของสถาบัน กิจกรรมของสถาบันในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ทำให้ฐานะการเงินของสถาบันเข้มแข็งขึ้น ทำให้สถาบันมีทรัพยากรที่จะนำไปลงทุนและสร้างศักยภาพในการทำหน้าที่ของสถาบันต่อไปในอนาคต ที่สำคัญ ความมั่นคงทางการเงินทำให้บุคลากรของสถาบัน ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุด มีความมั่นใจในอนาคตของสถาบัน สร้างแรงจูงใจให้สามารถจ้างและรักษาทรัพยากรที่มีคุณภาพให้อยู่กับสถาบันต่อไป นอกจากนี้ความมั่นคงทางการเงินได้ช่วยให้เกิดความเป็นอิสระทางการเงินที่สถาบันไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือทางการเงินเฉพาะจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ทำให้สถาบันสามารถรักษาความเป็นกลางในการทำหน้าที่
ความสำเร็จทั้งสามด้านนี้จะเป็นฐานสำคัญให้กับก้าวต่อไปของสถาบันไอโอดีในการขับเคลื่อนธรรมาภิบาลหรือการกำกับดูแลกิจการที่ดีให้กับประเทศ ในไตรมาสสี่ปีที่แล้ว คณะกรรมการสถาบันได้อนุมัติกลยุทธ์ใหม่ของสถาบันสำหรับสามปีข้างหน้า โดยเน้นให้การทำหน้าที่ของสถาบันสามารถสร้างผลในการกำกับดูแลกิจการในประเทศให้เกิดขึ้นได้จริง (Impactful) ที่จะนำไปสู่การยกระดับการกำกับดูแลกิจการและจริยธรรมในภาคธุรกิจของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญและท้าทาย นอกจากนี้ในแผน 3 ปีข้างหน้า (2560 - 2562) เป้าหมายสำคัญของงานของสถาบันจะอยู่ที่การขับเคลื่อนการกำกับดูแลกิจการที่ดีให้ขยายไปในส่วนอื่นของภาคธุรกิจ ไม่ใช่เฉพาะแต่บริษัทจดทะเบียนหรือบริษัทในกรุงเทพฯ โดยการเปิดช่องทางเข้าถึงข้อมูลทางด้านธรรมาภิบาลและแนวปฏิบัติที่ดีต่างๆของสถาบัน ด้วยระบบ on-line ที่จะเป็นประโยชน์ต่อทุกส่วนในภาคธุรกิจ รวมถึง มีการเรียนการสอนในต่างจังหวัด เพื่อส่งเสริมให้การกำกับดูแลกิจการที่ดีให้เกิดขึ้นได้กว้างขวาง สิ่งเหล่านี้จะทำให้ใน 3 ปีข้างหน้า สถาบันหวังที่จะสามารถขับเคลื่อนภาคธุรกิจในพฤติกรรมด้านธรรมาภิบาลที่ดีได้กว้างขวางมากขึ้น โดยใช้ปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่สถาบันมี ทั้งในส่วนของบุคลากร เครือข่ายสมาชิก และระบบงานด้านดิจิทัล ที่ทางสถาบันกำลังลงทุนปรับปรุงอยู่ขณะนี้

นี่คือแผนของสถาบันไอโอดีในระยะต่อไป ซึ่งเป็นงานที่ท้าทายและสำคัญต่อการส่งเสริมให้เกิดธรรมาภิบาลที่ดีในภาคธุรกิจไทย นำไปสู่สังคมธุรกิจของประเทศที่โปร่งใส มีคุณภาพที่ทำธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งสำคัญต่อตัวธุรกิจเอง ต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และต่อความยั่งยืนของภาคธุรกิจ แต่พันธกิจเหล่านี้จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายหรือประสบความสำเร็จ ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาคธุรกิจ หน่วยงานกำกับดูแล และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่มองเห็นความสำคัญของธรรมาภิบาลว่าเป็นปัญหาสำคัญของประเทศที่ต้องช่วยกันแก้ไขปรับปรุงไปสู่ระดับที่สูงขึ้น โดยทุกภาคส่วนต้องมีบทบาท ต้องมีหน้าที่ร่วมกัน เพื่ออนาคตของประเทศ
ข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของสถาบันในปีที่ผ่านมา สามารถหาอ่านได้ในรายงานประจำปีของสถาบันปี 2559 ปรากฎอยู่ในเว็บไซต์ของสถาบัน www.thai-iod.com

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/641475