Sorry, your browser does not support JavaScript!
-
A A A
+
  • youtube
  • facebook
  • English Thai
ข่าวประชาสัมพันธ์ / ข่าวสำนักงาน กสม.
ข่าว View : 7742
กสม. ๗ (รายงานผลการพิจารณาคำร้องที่ขอให้เสนอแนะนโยบายหรือข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมาย ที่ ๖๕๒/๒๕๕๕คำร้องที่ ๓๗๙/๒๕๕๒ สิทธิในกระบวนการยุติธรรม กรณีขอให้ลบประวัติอาชญากรและทำลายแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือ
รายงานผลการพิจารณาคำร้องที่ขอให้เสนอแนะนโยบาย
                     หรือข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมาย ที่ ๖๕๒/๒๕๕๕
                 
คำร้องที่ ๓๗๙/๒๕๕๒ สิทธิในกระบวนการยุติธรรม 

             กรณีขอให้ลบประวัติอาชญากรและทำลายแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือ

๑. ความเป็นมา

ผู้ร้องได้มีหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติลงวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๒ ตามคำร้องเลขที่ ๓๗๙/๒๕๕๒ ว่า เมื่อปี ๒๕๔๐ ผู้ร้องได้ทำเรื่องขอผ่อนผันการเข้ารับตรวจเลือกเข้ารับราชการทหารกองประจำการต่อสัสดีอำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคามแล้ว แต่ด้วยความพลั้งเผลอผู้ร้องไม่ทราบว่าจะต้องไปรายงานตัว ณ ที่ทำการคัดเลือกทหาร ทำให้เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๔๐ พนักงานอัยการได้ฟ้องผู้ร้องต่อศาลจังหวัดมหาสารคาม ในข้อหาไม่รับหมายเรียกเข้าเป็นทหาร โดยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๒๕ และมาตรา ๔๔ มีโทษจำคุกไม่เกิน ๓ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๓๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งศาลจังหวัดมหาสารคามพิจารณาลงโทษปรับผู้ร้องเป็นเงิน ๑๕๐ บาท ตามคดีหมายเลขดำที่ ๓๖๙๒/๒๕๔๐ คดีหมายเลขแดงที่ ๓๓๔๔/๒๕๔๐ ซึ่งผลจากการที่ผู้ร้องมีประวัติต้องหาคดีอาญาและประวัติการถูกลงโทษดังกล่าว ทำให้ผู้ร้องไม่ได้รับการพิจารณาให้เข้าทำงานในบริษัทต่าง ๆ  ผู้ร้องจึงได้ยื่นคำร้องต่อกองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอให้ลบทะเบียนประวัติอาชญากรและทำลายแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือของผู้ร้อง ซึ่งกองทะเบียนประวัติอาชญากรแจ้งว่า กรณีของผู้ร้องไม่สามารถดำเนินการให้ได้ เนื่องจากประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะ ๓๒ บทที่ ๔ ข้อ ๑.๓ กำหนดว่า แผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือ บัญชีประวัติและบัตรดัชนีที่เกี่ยวข้องของบุคคลให้อยู่ในข่ายทำลายได้ ดังต่อไปนี้

                ๑) ผู้เสียหายได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้องหรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย 
                ๒) พนักงานอัยการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง 
                ๓) ศาลสั่งยกฟ้องหรือไม่ประทับฟ้อง 
                ๔) ศาลมีคำสั่งพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง 
                ๕) พนักงานอัยการถอนฟ้องในชั้นศาล 
                ๖) เมื่อมีกฎหมายออกใช้ภายหลังการกระทำความผิดยกเลิกความผิดเช่นนั้น 
                ๗) เมื่อมีกฎหมายยกเว้นโทษ 
               ๘) เมื่อมีคำพิพากษาของศาลรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ว่าบุคคลนั้น
                    มิได้เป็นผู้กระทำความผิด

                โดยในการลงรายการในทะเบียนประวัติอาชญากรนั้น เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษแล้ว จะมีการบันทึกผลของคำพิพากษาดังกล่าวไว้ แต่ในกรณีที่มีกฎหมายว่าด้วยการล้างมลทิน ซึ่งมีผลให้ถือว่าผู้ต้องโทษที่อยู่ในเกณฑ์ตามกฎหมายดังกล่าวมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ จะไม่มีการบันทึกการล้างมลทินโทษไว้ในทะเบียนประวัติอาชญากรด้วย

                จากการชี้แจงข้อเท็จจริงของผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปัจจุบันระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ ๓๒ การพิมพ์ลายนิ้วมือ พ.ศ. ๒๕๕๔ บทที่ ๔ การคัดแยกและทำลายแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือ และรายการประวัติ หรือบัญชีประวัติ ระบุว่า

ข้อ ๑ ให้ผู้บังคับการกองทะเบียนประวัติอาชญากร แต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนอย่างน้อย ๓ คน ประธานกรรมการต้องมีตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองผู้บังคับการ เพื่อทำหน้าที่พิจารณาคัดเลือกแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือและเอกสารที่เกี่ยวข้องทุกประเภทแยกออกจากสารบบหรือฐานข้อมูลประวัติอาชญากร ตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

๑.๑ มีหลักฐานแน่ชัดว่าตายแล้ว เช่น ใบมรณบัตร ใบชันสูตรพลิกศพ หรือแบบรับรองรายการทะเบียนคนตายจากฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ กรมการปกครอง เป็นต้น

๑.๒ ผู้เสียหายได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย

๑.๓  คดีที่พนักงานอัยการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง หรือสั่งยุติการดำเนินคดีอาญาตามระเบียบว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ

๑.๔    ศาลสั่งยกฟ้องหรือไม่ประทับรับฟ้อง

๑.๕    ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง

๑.๖    พนักงานอัยการถอนฟ้องในชั้นศาล

๑.๗   เมื่อมีกฎหมายออกใช้ภายหลังการกระทำความผิดยกเลิกความผิดนั้น

๑.๘       เมื่อมีกฎหมายยกเว้นโทษ

๑.๙   เมื่อมีคำพิพากษาของศาลรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ว่าบุคคลนั้นมิได้เป็นผู้กระทำความผิด

๑.๑๐    คดีลหุโทษ หรือคดีที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าลหุโทษ หรือความผิดตามกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก หรือความผิดตามกฎหมายอื่น ๆ ที่กำหนดให้มีโทษปรับสถานเดียว ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำการเปรียบเทียบปรับ หรือศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษปรับสถานเดียว

๑.๑๑   คดีอาญาที่มีข้อหาว่าเด็กหรือเยาวชนกระทำความผิด โดยศาลมิได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก หรือมีการเปลี่ยนโทษเป็นวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน เช่น เด็กหรือเยาวชนที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษปรับหรือมีคำสั่งให้ว่ากล่าวตักเตือนแล้วปล่อยตัวไปโดยไม่กำหนดเงื่อนไขการคุมความประพฤติ เด็กหรือเยาวชนพ้นระยะเวลาตามที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้รอการลงโทษ หรือรอการกำหนดโทษ โดยไม่กำหนดเงื่อนไขการคุมความประพฤติ เด็กหรือเยาวชนพ้นระยะเวลาการฝึกและอบรมตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลด้วยดีและศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนได้ออกใบบริสุทธิ์ให้เด็กหรือเยาวชนที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งรอการลงโทษ หรือรอการกำหนดโทษโดยกำหนดเงื่อนไขการคุมความประพฤติ หรือภายหลังปล่อยตัว แต่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้กำหนดเงื่อนไขการคุมความประพฤติต่อและสามารถพ้นการคุมความประพฤติด้วยดีตามระยะเวลาที่ศาลกำหนด เป็นต้น

๑.๑๒  คดีตามกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ให้ปล่อยตัวผู้ผ่านการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแล้ว

ข้อ ๒ เมื่อคณะกรรมการ ได้คัดเลือกแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ตามข้อ ๑ แล้ว ให้ทำบัญชีรายชื่อ อายุ วันที่มีประวัติครั้งสุดท้ายของบุคคลที่ถูกพิมพ์ลายนิ้วมือ และมีชื่ออยู่ในรายการประวัติหรือบัญชีประวัติ เสนอผู้บังคับการกองทะเบียนประวัติอาชญากร เพื่อพิจารณาเสนอผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่ออนุมัติ ดังนี้

๒.๑ ให้ทำลายแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือและเอกสารที่เกี่ยวข้องที่คัดแยกออกจากสารบบหรือฐานข้อมูลประวัติอาชญากร ตามหลักเกณฑ์ ๑.๑

๒.๒ ให้คัดแยกแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ตามหลักเกณฑ์ ๑.๒ – ๑.๑๒ ออกจากสารบบหรือฐานข้อมูลประวัติอาชญากร เพื่อจัดเก็บไว้ใช้ประโยชน์ในทางราชการ
                                
๒. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

คณะอนุกรรมการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านกฎหมายและการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมได้รับฟังข้อเท็จจริงจากคำร้องและคำชี้แจงของผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยมีมติให้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อคณะรัฐมนตรี โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้สอดคล้องกับมิติด้านสิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และพันธกรณีระหว่างประเทศ ที่ให้การคุ้มครองและรับรองไว้ โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ดังนี้

๑. สำนักงานตำรวจแห่งชาติควรพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ ๓๒ การพิมพ์ลายนิ้วมือ พ.ศ. ๒๕๕๔ บทที่ ๔ การคัดแยกและทำลายแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือ และรายการประวัติหรือบัญชีประวัติ โดยพิจารณานำข้อมูลออกจากสารบบข้อมูลประวัติอาชญากร ตามกรณีเพิ่มเติม ดังนี้

       ๑) กรณีความผิดทุกประเภท ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายไม่ว่ากฎหมายฉบับใดที่กำหนดโทษจำคุก หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งไม่ใช่คดีลหุโทษ หรือคดีที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าลหุโทษ หรือความผิดตามกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก หรือความผิดตามกฎหมายอื่น ๆ ที่กำหนดให้มีโทษปรับสถานเดียว เมื่อมีการนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลและศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษปรับสถานเดียว

๒) กรณีที่เป็นไปตามหมวด ๗ มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา มาตรา ๘๖ และมาตรา ๙๐ แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ โดยมาตรา ๘๖ วางหลักไว้ว่า กรณีที่เด็กหรือเยาวชนต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินห้าปี ไม่ว่าจะมีโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตาม ถ้าปรากฏว่าเด็กหรือเยาวชนไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หากเด็กหรือเยาวชนสำนึกในการกระทำก่อนฟ้องคดี หากผู้อำนวยการสถานพินิจพิจารณาเห็นว่าเด็กหรือเยาวชนนั้นอาจกลับตนเป็นคนดีได้โดยไม่ต้องฟ้อง ให้จัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูให้เด็กหรือเยาวชนปฏิบัติ หากพนักงานอัยการเห็นชอบกับแผนดังกล่าวเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กหรือเยาวชน โดยให้มีการดำเนินการตามแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูดังกล่าวได้ทันทีและรายงานให้ศาลทราบ 

และมาตรา ๙๐ วางหลักไว้ว่า เมื่อมีการฟ้องคดีต่อศาลว่าเด็กหรือเยาวชนกระทำความผิดอาญาซึ่งมีโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินยี่สิบปี ไม่ว่าจะมีโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตาม ถ้าปรากฏว่าเด็กหรือเยาวชนไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกมาก่อน เว้นแต่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ก่อนมีคำพิพากษา หากเด็กหรือเยาวชนสำนึกในการกระทำและผู้เสียหายยินยอมและโจทก์ไม่คัดค้าน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าพฤติการณ์แห่งคดีไม่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมเกินสมควร และศาลเห็นว่าเด็กหรือเยาวชนอาจกลับตนเป็นคนดีได้ และผู้เสียหายได้รับการชดเชยเยียวยาตามสมควรหากนำวิธีจัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟู ซึ่งเป็นประโยชน์ต่ออนาคตของเด็กหรือเยาวชนและต่อผู้เสียหายมากกว่าการพิจารณาพิพากษาคดี ให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้อำนวยการสถานพินิจหรือบุคคลที่ศาลเห็นสมควรจัดให้มีการดำเนินการเพื่อจัดทำแผนดังกล่าว หากศาลเห็นชอบด้วยกับแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูให้ดำเนินการตามนั้นและให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว

ทั้งสองกรณีดังกล่าวข้างต้น หากผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตามแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูได้ปฏิบัติตามแผนครบถ้วนแล้วย่อมเป็นผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับไป
๓) กรณีตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่วางหลักไว้ว่า ในกรณีที่ศาลพิพากษาว่า ผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวมีความผิดตามมาตรา ๔ ศาลมีอำนาจกำหนดให้ใช้วิธีการฟื้นฟู บำบัดรักษา คุมความประพฤติผู้กระทำความผิด ให้ผู้กระทำความผิดชดใช้เงินช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ ทำงานบริการสาธารณะ ละเว้นการกระทำอันเป็นเหตุให้เกิดการใช้ความรุนแรงในครอบครัว หรือทำทัณฑ์บนไว้ ตามวิธีการและระยะเวลาที่ศาลกำหนดแทนการลงโทษผู้กระทำความผิดก็ได้ หากได้ปฏิบัติตามมาตรการแทนการลงโทษครบถ้วนแล้ว เป็นผลให้ไม่มีการลงโทษ หรือในกรณีที่มีการยอมความ การถอนคำร้องทุกข์ หรือการถอนฟ้องในความผิดตามมาตรา ๔ ให้พนักงานสอบสวนหรือศาล แล้วแต่กรณี จัดให้มีการทำบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นก่อนการยอมความ การถอนคำร้องทุกข์ หรือการถอนฟ้องนั้น โดยกำหนดให้ใช้วิธีการฟื้นฟู บำบัดรักษา คุมความประพฤติผู้กระทำความผิด ให้ผู้กระทำความผิดชดใช้เงินช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ ทำงานบริการสาธารณะ ละเว้นการกระทำอันเป็นเหตุให้เกิดการใช้ความรุนแรงในครอบครัว หรือทำทัณฑ์บนไว้ ตามวิธีการและระยะเวลาที่พนักงานสอบสวนหรือศาลกำหนด หากได้ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงและเงื่อนไขดังกล่าวครบถ้วนแล้ว เป็นผลให้มีการยอมความ การถอนคำร้องทุกข์ หรือการถอนฟ้องในความผิดตามมาตรา ๔ ได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป 
 
                           ๔) กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติว่าข้อกล่าวหาใดไม่มีมูลให้ข้อกล่าวหานั้นเป็นอันตกไป ซึ่งเป็นไปตามหมวด ๘ มาตรา ๙๑ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒

                ๒. สำนักงานตำรวจแห่งชาติควรมีการกำหนดคำจำกัดความของคำว่า “อาชญากร” ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และจากการชี้แจงข้อมูลของผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปัจจุบันฐานข้อมูลประวัติอาชญากรมีอยู่ประมาณ ๙,๐๐๐,๐๐๐ ราย ซึ่งเป็นจำนวนที่ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรของประเทศไทย โดยข้อมูลการกระทำความผิดของแต่ละบุคคลจะถูกบันทึกไว้ในทะเบียนประวัติอาชญากร ทำให้สังคมเข้าใจและตีตราว่าบุคคลนั้นเป็นอาชญากรซึ่งเป็นถ้อยคำที่รุนแรง ถึงแม้ว่าจะเป็นการกระทำความผิดโดยประมาทหรือเป็นความผิดลหุโทษก็ตาม ดังนั้น จึงควรมีการพิจารณาปรับเปลี่ยนถ้อยคำเพื่อให้เกิดความเหมาะสม เช่น จากคำว่า “ประวัติอาชญากร” เปลี่ยนเป็นคำว่า “ประวัติผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญา” เพื่อสื่อความหมายให้สังคมเข้าใจได้อย่างชัดเจน รวมทั้งควรมีการแยกข้อมูลโดยจัดระดับของการกระทำความผิดว่าความผิดในระดับใดควรเปิดเผยข้อมูลได้มากน้อยเพียงใด เพื่อมิให้เป็นการกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในการเปิดเผยข้อมูลประวัติอาชญากรหรือประวัติผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญา
 
๓. ผลการดำเนินการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

๓.๑ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้มีหนังสือแจ้งผลการดำเนินการ จำนวน ๒ ฉบับ คือ
        ๑. หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร ๐๕๐๓/๒๘๑๒๗ ลงวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๕ แจ้งว่า สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ขอให้กระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรม สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีก่อน ทั้งนี้ ตามนัยข้อ ๑๐ แห่งระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๔๘ โดยคาดว่าน่าจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอคณะรัฐมนตรีภายในวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๕

        ๒. หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร ๐๕๐๓/๒๕๘๒ ลงวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๖ สรุปได้ดังนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ขอให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องพิจารณาเสนอความเห็นเกี่ยวกับรายงานผลการพิจารณาที่ ๖๕๒/๒๕๕๕ เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยกระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรม สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เสนอความเห็นในเรื่องดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับไปพิจารณาดำเนินการตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยให้รับความเห็นของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ไปประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับการกำหนดคำจำกัดความคำว่า “อาชญากร” ด้วย แล้วรายงานผลการดำเนินการตามข้อเสนอแนะฯ พร้อมทั้งระบุเหตุผลให้ชัดเจนเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

        ๑) กระทรวงกลาโหมพิจารณาแล้วเห็นชอบด้วยกับรายงานผลการพิจารณาฯ ดังกล่าว
        ๒) กระทรวงยุติธรรมพิจารณาแล้วเห็นชอบด้วยกับรายงานผลการพิจารณาฯ ดังกล่าว
        ๓) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว ไม่ขัดข้องในหลักการของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในเรื่องนี้ เพียงแต่มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ในส่วนข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่เสนอให้เปลี่ยนถ้อยคำจากคำว่า “ประวัติอาชญากร” เป็นคำว่า “ประวัติผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญา” นั้น เห็นว่า ควรแก้ไขเปลี่ยนเป็นคำว่า “ประวัติผู้กระทำความผิดอาญา” แทน จะถูกต้องเหมาะสมกว่า ทั้งนี้ เนื่องจากตามข้อเท็จจริงบุคคลดังกล่าวมิใช่เป็นเพียง “ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญา” หรือเป็น “ผู้ต้องหา” เท่านั้น แต่บุคคลดังกล่าวได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาล และศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เป็นผู้กระทำความผิดอาญาแล้ว

        ๔) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องและแจ้งผลการดำเนินการให้สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทราบส่วนหนึ่งแล้ว

๓.๒ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือ ที่ นร ๐๑๐๕.๐๒/๙๒๗๗๓ ลงวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๕ แจ้งว่า สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้นำกราบเรียนนายกรัฐมนตรีทราบแล้ว และมีบัญชาให้ส่งเรื่องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณา

๓.๓ กองทะเบียนประวัติอาชญากร ได้มีหนังสือแจ้งผลการดำเนินการ จำนวน ๓ ฉบับ คือ
        ๑. หนังสือกองทะเบียนประวัติอาชญากร ด่วนที่สุด ที่ ตช ๐๐๓๒.๓๑๑/๒๑๕๔ ลงวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ แจ้งว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้อนุมัติหลักการ ลงวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๕ สรุปได้ดังนี้

            ๑) อนุมัติหลักการกำหนดหลักเกณฑ์การคัดแยกและทำลายแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือและรายการประวัติหรือบัญชีประวัติเพิ่มเติม นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ ๓๒ การพิมพ์ลายนิ้วมือ พ.ศ. ๒๕๕๔ บทที่ ๔ ข้อ ๑ ดังนี้
                ๑.๑) กรณีความผิดทุกประเภท ซึ่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดลงโทษปรับสถานเดียว
                ๑.๒) กรณีที่เป็นไปตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐

            ๒) สำหรับกรณีเกี่ยวกับมาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา ตามมาตรา ๘๖ และมาตรา ๙๐ แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ และกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติว่า ข้อกล่าวหาใดไม่มีมูลให้ข้อกล่าวหานั้นเป็นอันตกไป ซึ่งเป็นไปตามหมวด ๘ มาตรา ๙๑ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งทั้ง ๒ กรณีดังกล่าว ข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติยังไม่มีความชัดเจนให้รับฟังเป็นที่ยุติได้ กล่าวคือ กรณีซึ่งกำหนดว่า “หากศาลเห็นชอบด้วยกับแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟู ได้ดำเนินการตามนั้นและให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวก็ดี แสดงให้เห็นว่าการดำเนินคดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด เพียงแต่ศาลจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวเท่านั้น” หรือกรณีของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ “คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติว่า ข้อกล่าวหาใดไม่มีมูลให้ข้อกล่าวหานั้นเป็นอันตกไป ซึ่งโดยผลของกฎหมายแล้ว การกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช. ผู้กล่าวหาสามารถยื่นข้อกล่าวหาต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้โดยตรงตามนัย มาตรา ๘๔ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือผู้เสียหายสามารถร้องทุกข์หรือมีการกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน ตามนัยมาตรา ๘๙ ของพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงมีปัญหาว่าในส่วนที่มีการกล่าวหาโดยตรงต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการจัดพิมพ์ลายนิ้วมือส่งมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่ หรือในส่วนที่กล่าวหาต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งมาตรา ๘๙ กำหนดให้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ภายใน ๓๐ วัน นั้น ในทางปฏิบัติมีการพิมพ์ลายนิ้วมือทุกรายหรือไม่ ข้อเท็จจริงในส่วนนี้ยังไม่ชัดเจน” ในชั้นนี้จึงยังไม่อาจเพิ่มเติมเหตุดังกล่าวตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแจ้งให้ดำเนินการได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาหาข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติในทางปฏิบัติก่อน
        ๒. หนังสือกองทะเบียนประวัติอาชญากร ที่ ตช ๐๐๓๒.๓๔/๑๖๓ ลงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ แจ้งผลการดำเนินการและรายละเอียด สรุปได้ดังนี้

            ๑) กรณีความผิดทุกประเภทที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษปรับสถานเดียวมีจำนวนประมาณ ๓๙๐,๐๐๐ ราย และขณะนี้ได้ดำเนินการคัดแยกและทำลายแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือและรายการประวัติหรือบัญชีประวัติในกรณีนี้ออกจากสารบบเสร็จสิ้นไปแล้ว จำนวน ๓๕,๑๒๘ ราย ซึ่งได้เร่งรัดดำเนินการดังกล่าวแล้ว แต่เนื่องจากมีงานลงโทษปรับสถานเดียวเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะเสร็จสิ้นทั้งหมดเมื่อใด

            ๒) กรณีที่เป็นไปตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ ยังไม่มีกรณีดังกล่าวส่งมาให้กองทะเบียนประวัติอาชญากรดำเนินการ

            ๓) สำหรับกรณีเกี่ยวกับมาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา ตามมาตรา ๘๖ และมาตรา ๙๐ แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ และกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติว่า ข้อกล่าวหาใดไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหานั้นเป็นอันตกไป ซึ่งเป็นไปตามหมวด ๘ มาตรา ๙๑ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ รวมทั้งกรณีการกำหนดคำจำกัดความของคำว่า “อาชญากร” ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นและการพิจารณาปรับเปลี่ยนถ้อยคำเพื่อให้เกิดความเหมาะสม นั้น อยู่ระหว่างประมวลเรื่องหารือไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผลเป็นประการใดจะรายงานให้ทราบอีกส่วนหนึ่ง


        ๓. หนังสือกองทะเบียนประวัติอาชญากร ที่ ตช ๐๐๓๒.๓๔/๓๑๗ ลงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖ แจ้งผลการดำเนินการเพิ่มเติม โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้อนุมัติหลักการ ลงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๖ กำหนดหลักเกณฑ์การคัดแยกและทำลายแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือและรายการประวัติหรือบัญชีประวัติเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ ๓๒ การพิมพ์ลายนิ้วมือ พ.ศ. ๒๕๕๔ บทที่ ๔ ข้อ ๑ ดังนี้

            ๑) กรณีเกี่ยวกับมาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา ตามมาตรา ๘๖ และมาตรา ๙๐ แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓

    ๒) กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติว่า ข้อกล่าวหาใดไม่มีมูลให้ข้อกล่าวหานั้นเป็นอันตกไป ซึ่งเป็นไปตามหมวด ๘ มาตรา ๙๑ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒
 

© 2015 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเเห่งชาติ. All Right Reserved.

  ipv6 ready 
จำนวนผู้เข้าชมทั้งหมด
2045617
คน
จำนวนผู้เข้าชมวันนี้
120
คน