Sorry, your browser does not support JavaScript!
-
A A A
+
  • youtube
  • facebook
  • English Thai
สำนึกของสังคม
ปี 2563
เดือน กันยายน
ชื่อตอน เนื้อหาสำคัญ วิทยากรรับเชิญ ฟังออนไลน์
ทศวรรษใหม่ของเยาวชนผู้ใส่ใจและยืนเคียงข้างสิทธิมนุษยชน (25 กันยายน 2563) จากการที่ กสม. ได้จัดทำโครงการเยาวชนคนรุ่นใหม่ใส่ใจและยืนเคียงสิทธิมนุษยชน (Youth Standing Up for Human Rights) ขึ้นมา โดยเชิญชวนให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาร่วมประกวดแผนงานและผลงานนวัตกรรมส่งเสริมสิทธิฯ เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ในสถานศึกษามีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและเท่าทันเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งนักเรียนของโรงเรียนมีความสนใจที่จะเข้าร่วมกิจกรรมนี้ และได้เริ่มต้นค้นหาข้อมูลความรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมในเรื่องนี้อย่างจริงจัง รวมทั้งระดมความคิดเห็นในการจัดทำนวัตกรรมเพื่อเผยแพร่ความรู้นั้น ซึ่งนักเรียนได้มีความเห็นร่วมกันว่า เยาวชนในสังคมปัจจุบัน ส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและมีความสนใจเกี่ยวกับคลิปสั้น นักเรียนจึงสร้างนวัตกรรมในรูปแบบการผลิตเป็นหนังสั้นขึ้นมา โดยมีแนวคิดของเรื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่จังหวัดชุมพร นั่นคือการสร้างมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด 19 ในพื้นที่ที่ค่อนข้างเข้มงวด และคนในสังคมยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งเป็นสิ่งใหม่ที่สร้างความตระหนกเป็นอย่างมาก และคนในสังคมก็ยังไม่มีวิธีรับมือที่ดีพอ ประกอบกับความก้าวหน้าในเทคโนโลยีที่มีการสื่อสารกันอย่างรวดเร็ว มีการโพสต์ข้อมูล รูปภาพ ในสื่อออนไลน์จนสร้างความเดือดร้อนต่อผู้ที่ถูกกระทำ จนกลายเป็นการบูลลี่ทางไซเบอร์ นักเรียนได้ทำการศึกษาข้อมูลในส่วนต่าง ๆ เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนและความรู้ในด้านโรคติดเชื้อโควิด 19 จากนั้นจึงสร้างบทละครที่สะท้อนถึงสถานการณ์ที่เกิดจริงในสังคม และแนวทางในการแก้ไขสถานการณ์ให้คลี่คลายด้วยความตระหนัก และเคารพในสิทธิของกันและกัน ผลจากการเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ นักเรียนได้รับทราบเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ได้รับทราบว่าสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก และต้องเป็นผู้นำในการเผยแพร่และสร้างความเข้าใจให้แก่บุคคลอื่นในสังคมต่อไป อีกทั้งนักเรียนได้มีการฝึกทักษะในการทำงานเป็นทีมและมีแรงบันดาลที่จะรวมกันสร้างสรรค์สังคมให้อยู่ร่วมกันด้วยความเอื้อเฟื้อ และเคารพสิทธิมนุษยชนซึ่งกันและกัน ซึ่งทางโรงเรียนได้มีการเผยแพร่ผลงานไปยังสภานักเรียนทั่วประเทศเพื่อเป็นเครื่องมือในเรียนรู้ประเด็นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนให้กับเยาวชนและผู้ที่สนใจต่อไป นายกำพล ชุ่มจันทร์ อาจารย์โรงเรียนศรียาภัย จังหวัดชุมพร อาจารย์ที่ปรึกษาของทีมเยาวชน ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ การประกวดนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชน ระดับมัธยมศึกษา download
โครงการเยาวชนคนรุ่นใหม่ใส่ใจและยืนเคียงข้าง สิทธิมนุษยชน (Youth Standing Up for Human Rights) (18 กันยายน 2563) กสม. ให้ความสำคัญในการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวสิทธิมนุษยชนให้แก่บุคลากรของสถานบันการศึกษามาโดยตลอด มีการจัดทำคู่มือการจัดการเรียนการสอน 5 ช่วงชั้น และอบรมการใช้คู่มือให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นต้นแบบ จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด 19 ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อทุกฝ่าย รวมไปถึงสถานศึกษาที่ต้องปิดการเรียนการสอน และในปี 2563 นี้ เป็นปีที่ครบรอบ 30 ปี ของอนุสัญญาสิทธิเด็ก กสม.เห็นถึงความสำคัญของเยาวชนที่ควรเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการกับปัญหานี้อย่างสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อสังคม และหวังเป็นอย่างยิ่งว่านักเรียน นิสิต นักศึกษา จะเข้ามาเป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนชุมชนเคารพสิทธิฯ กสม. จึงได้จัดทำโครงการเยาวชนคนรุ่นใหม่ใส่ใจและยืนเคียงสิทธิมนุษยชน (Youth Standing Up for Human Rights) ขึ้นมา โดยเชิญชวนให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาร่วมประกวดแผนงานและผลงานนวัตกรรมส่งเสริมสิทธิฯ เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2563 เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ในสถานศึกษามีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและเท่าทันเรื่องสิทธิมนุษยชน สามารถสร้างเครือข่ายไปยังกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา ครู อาจารย์ ผู้ปกครอง หรือผู้นำชุมชนในท้องถิ่นได้ รวมทั้ง สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยคำนึงถึงบริบทของสังคมไทย และจะได้ประกาศผลการประกวดเมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา และจะจัดพิธีรับโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ให้แก่เยาวชนผู้ชนะเลิศการประกวดนวัตกรรมการส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชน ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในวันที่ 21 กันยายน 2563 ซึ่งผลงานของเยาวชนมีความคิดสร้างสรรค์ เยาวชนมีความรู้ความเข้าใจด้านสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างดี สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านนวัตกรรม ในงานจะมีการนำเสนอผลงานของเยาวชนที่ได้รับรางวัลและมีเวทีการเสวนาในประเด็นเกี่ยวกับแนวคิดของนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศเพื่อเป็นแรงบันดาลใจกับเยาวชนได้คิดต่อยอดต่อไปสู่สังคม รวมทั้งการนำเสนอแนวคิดจากทูตสันตไมตรีด้านสิ่งแวดล้อมคนแรกของประเทศไทย เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้เยาวชน ด้วยหวังว่าต่อไป เยาวชนจะใส่ใจประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนกับสิ่งแวดล้อม กสม. คาดหวังให้เยาวชนเป็นพลังบวกในการขับเคลื่อนสังคมแห่งการเคารพสิทธิมนุษยชนในทุกวิกฤติ ให้สังคมใช้ชีวิตร่วมกันด้วยความเอื้ออาทร รวมทั้ง ส่งเสริมให้เยาวชนร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ประเทศไทยจะต้องได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่า มีเยาวชนที่มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ (11 กันยายน 2563) เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2547 พัฒนามาจากกลุ่มอาสาสมัครที่ทำงานเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ และพัฒนามาเป็นเครือข่าย กระจายพื้นที่ในการทำงานไปกว้างขว้างยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นบทบาทของภาคประชาสังคมที่เข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบในด้านต่าง ๆ เช่น ไปเยี่ยมบ้าน ประสานความช่วยเหลือไปยังภาครัฐ พัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาอาชีพ ซึ่งปัจจุบันได้ขยายไปยังกลุ่มเปราะบางอื่น ๆ เช่น กลุ่มผู้หญิงในกลุ่มคนจนเมือง โดยสร้างแนวคิด victim to victor เปลี่ยนการเป็นเหยื่อสู่ความเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง มีการพัฒนาเป็นนักข่าวพลเมือง นำเสนอเรื่องเล่าของกลุ่มผู้หญิงในภาคใต้ รณรงค์การยุติความรุนแรงในพื้นที่ ปัญหาหลัก ๆ ที่สร้างผลกระทบต่อผู้หญิง นั่นคือ การสูญเสียชีวิตผู้คนในท้องที่จากเหตุการณ์ความรุนแรง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 จนถึงปัจจุบัน มีคนเสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 7,000 คน และบาดเจ็บประมาณ 13,000 คน ซึ่งไม่ใช่เพียงผู้ก่อการร้ายที่เสียชีวิต แต่ยังมีผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องที่สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน เป็นปัญหาที่รุนแรงมากเพราะมีผลพวงที่ตามมามากมาย เช่น การเป็นม้าย เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เป็นเด็กกำพร้า ซึ่งกลุ่มเหล่านี้หากได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โดยตรงก็จะได้รับการเยียวยาจากรัฐ แต่มีกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มที่ไม่เคยมีใครพูดถึง นั่นคือ กลุ่มคนที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยและถูกคุมขัง รัฐปล่อยให้คนที่เหลือในครอบครัวต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดด้วยตัวเอง ซึ่งไม่ได้รับการเยียวยาจากภาครัฐ เป็นปัญหาทางสังคมที่ส่งผลกระทบไปในวงกว้าง โดยเฉพาะในตอนนี้มีปัญหาโรคระบาดโควิด เครือข่ายฯ จึงต้องทำหน้าที่มากขึ้นไปอีก ต้องเข้าไปเยี่ยมเยือนเพื่อรับทราบข้อมูลปัญหาและแจ้งสิทธิที่เขาควรจะได้รับสิทธิการเยียวยาจากรัฐ ซึ่งมีคนที่ยังไม่ได้รับสิทธิจากหน่วยงานภาครัฐอยู่อีกจำนวนมาก การเยี่ยมบ้านจะช่วยให้เขาไม่รู้สึกเดียวดายและถูกทอดทิ้ง การให้ทุนการศึกษาให้แก่เด็กทั้งที่เป็นกลุ่มที่ได้รับการเยียวยาและเด็กที่ไม่ได้รับการเยียวยาจากภาครัฐเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเขา การส่งเสริมอาชีพ จัดตั้งกลุ่มฝึกอาชีพในพื้นที่ห่างไกลที่รัฐอาจจะไม่สามารถเข้าไปถึง หรืออยู่ในเขตที่มีความรุนแรงและไม่มีใครต้องการเข้าไปในพื้นที่ ให้ชาวบ้านได้มีรายได้เสริม นอกเหนือจากอาชีพหลักคือการกรีดยางที่สร้างรายได้ต่อครัวเรือนน้อยมาก ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของประเทศ เช่น จ.ปัตตานี 200 บาทต่อวัน จ.นราธิวาส 150 บาทต่อวัน จ.ยะลา 240 บาทต่อวัน ปัจจุบันทางเครือข่ายได้ร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ UN WOMEN ที่เข้ามาร่วมช่วยเหลือเรื่องการจัดทำมาตรฐานรองรับผลิตภัณฑ์ของกลุ่มและขยายเครือข่ายการตลาดไปให้กว้างขวางยิ่งขึ้น พัฒนากลุ่มและจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากกับชาวบ้านที่นี่ เครือข่ายยังได้รวมกลุ่มผู้หญิงประมาณ 24 องค์การเพื่อทำงานร่วมกันในวาระผู้หญิงชายแดนใต้ขึ้นอีกด้วย นางโซรยา จามจุรี หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมและการเผยแพร่ สำนักส่งเสริมและการศึกษาต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยสง ขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี download
กสม. กับแนวทางการจัดทำรายงานข้อเสนอแนะและรายงานผลการตรวจสอบเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (4 กันยายน 2563) สังคมไทยมีกลไกในการปกป้อง คุ้มครอง และรักษาสิทธิมนุษยชนอยู่หลายกลไก เช่น ตำรวจ ศาล สภาทนายความองค์การสิทธิมนุษยชนของเอกชนแต่ที่ผ่านมานั้นยังมีคำถามว่าทำไมถึงไม่สามารถคุ้มครองได้อย่างทั่วถึง หลักการปารีสจึงได้กำหนดให้ประเทศต่าง ๆ มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการติดตาม ตรวจสอบ และรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของแต่ละประเทศ เพื่อรับทราบการปฏิบัติงานในการปกป้อง คุ้มครอง และรักษาสิทธิมนุษยชน สำหรับประเทศไทยนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปีพุทธศักราช 2560 มาตรา 247 ได้บัญญัติให้ กสม. มีหน้าที่และอํานาจ ดังต่อไปนี้ (1) ตรวจสอบและรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนทุกกรณีโดยไม่ล่าช้าและเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางที่เหมาะสมในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้ง การเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่เกี่ยวข้อง (2) จัดทํารายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศเสนอต่อรัฐสภา และคณะรัฐมนตรี และเผยแพร่ต่อประชาชน (3) เสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมตลอดทั้งการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบหรือคําสั่งใด ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน (4) ชี้แจงและรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องโดยไม่ชักช้าในกรณีที่มีการรายงานสถานการณ์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยโดยไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรม (5) สร้างเสริมทุกภาคส่วนของสังคมให้ตระหนักถึงความสําคัญของสิทธิมนุษยชน การจัดทำรายงานข้อเสนอแนะและรายงานผลการตรวจสอบเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของ กสม. นั้น จะเป็นการเสนอข้อเท็จจริงว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างไรสาเหตุที่มาของปัญหาและมีข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การเยียวยาผู้เสียหายเสนอแนะแนวทางป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนการทำรายงานข้อเสนอไปยังหน่วยงานที่มีการกระทำละเมิดสิทธิเสนอให้มีการแก้ไขซึ่งจะต้องไม่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนหากเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วแต่ไม่ได้มีการแก้ไขก็ให้เสนอไปยังผู้บังคับบัญชานายกรัฐมนตรีรัฐสภาขึ้นไปตามลำดับรวมไปถึงการรายงานคู่ขนานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามพันธสัญญาระหว่างประเทศ และเผยแพร่รายงานให้ประชาชนทราบ ถ้าหากการจัดทำรายงานให้มีคุณภาพตามหลักการ มีข้อกฎหมายรองรับเชื่อได้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะปฏิบัติตาม ซึ่งการจัดทำรายงานของ กสม. นั้น จะไม่ตีความกฎหมายมาประกอบการทำรายงาน ซึ่งเป็นหน้าที่ของศาลปกครองที่มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครองอันเนื่องมาจากการใช้อํานาจทางปกครองตามกฎหมายหรือเนื่องมาจากการดําเนินกิจการทางปกครอง เหนือจากนั้นก็เป็นหน้าที่และอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญหลาย ๆ ครั้งที่มีเหตุการณ์ความขัดแย้งต่าง ๆ เกิดขึ้นในสังคม และมีการตั้งคำถามจากสังคมว่า กสม. อยู่ที่ไหน ทำไมถึงไม่เข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหา ซึ่งหลาย ๆ คำถามที่มีนั้น มักจะเกิดจากความไม่รู้ว่า กสม. มีหน้าที่และอำนาจอย่างไร หรือความเข้าใจผิดในหน้าที่และอำนาจของ กสม. กสม. ได้จัดตั้งขึ้นมาตามหลักการปารีส และรัฐธรรมนูญแห่งราชจักรไทย ที่มุ่งเน้นขอบเขตการทำงานไปที่การละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐที่กระทำต่อเอกชน หรือบุคคล ซึ่ง กสม. จะต้องปฏิบัติหน้าที่และใช้อํานาจโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญและปราศจากอคติทั้งปวง หากรัฐมีระบบ ระเบียบ คำสั่ง ต่าง ๆ ที่อาจจะละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น การออกระเบียบเรื่องวีซ่าที่จำกัดสิทธิของผู้ที่จะเข้ามายังประเทศไทย กรณีที่ต่างด้าวมีความประสงค์จะมาเยี่ยมลูกที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยและขาดผู้ดูแล หากตีความตามตัวอักษรแล้ว อาจไม่สามารถที่จะอนุญาตให้เข้าประเทศได้ แต่การตัดสิน ตีความควรจะคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ กสม. จะทำหน้าที่รายงานข้อเท็จจริงและมีข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวอาจจะต้องมีการกำหนดเงื่อนไขในการให้วีซ่าที่เหมาะสมต่อไป ซึ่งบทบาทหน้าที่ของ กสม. เป็นคุณูปการใหญ่หลวงต่อสังคม ทั้งนี้ ยังมีองค์กรอิสระอีกองค์กรหนึ่งที่ปฏิบัติหน้าที่คล้ายกันแต่กรอบของการดำเนินงานจะแคบกว่า นั่นคือผู้ตรวจการแผ่นดินที่จะทำหน้าที่ในการแสวงหาข้อเท็จจริงเมื่อเห็นว่ามีผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมอันเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือปฏิบัตินอกเหนือหน้าที่และอํานาจตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อเสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ขจัดหรือระงับความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมนั้น ซึ่งเป็นการพิจารณากรณีที่เกิดขึ้นในรายบุคคล ที่ผ่านมารายงานที่ กสม. จัดทำนั้นส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย เช่น การบริหารจัดการทรัพยากรที่ดิน ที่มองตามตัวอักษรในกฎหมายแล้ว ประชาชนอาจจะไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ที่กำหนดให้สงวน แต่ยังมีอีกหลายปัจจัยที่แสดงให้เห็นว่าเขาสามารถเข้าไปได้ กรณีการปฏิบัติต่อประชาชนในภาคใต้จากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ เดิมมีการตั้งข้อสงสัยว่ามุสลิมจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุไม่สงบเสมอ มีการปฏิบัติที่เป็นการรบกวนความเป็นส่วนตัว หรือจำกัดสิทธิเกินสมควร ซึ่งฝ่ายความมั่นคงและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องปรับให้เหมาะสม กรณีการสืบสวนสอบสวนโดยศาลทหารนั้น เห็นว่าศาลทหารมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่ผู้กระทําความผิดเป็นบุคคลซึ่งอยู่ในอํานาจศาลทหารและคดีอื่นแต่อย่างไรก็ตามเด็กไม่สามารถขึ้นศาลทหารได้เพราะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เป็นไปตามหลักสากลในการปกป้องและคุ้มครองสิทธิเด็ก นายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ ผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
เดือน สิงหาคม
ชื่อตอน เนื้อหาสำคัญ วิทยากรรับเชิญ ฟังออนไลน์
รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2562 และรายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ต่อวุฒิสภา (28 สิงหาคม 2563) กสม. ได้จัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นผลการปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2562 จัดทำขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 45 ที่กำหนดให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา โดยอย่างน้อยให้ กสม. สรุปปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการดำเนินงานด้วย และเผยแพร่ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป การประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนมีความสำคัญต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศ เป็นการสะท้อนปัญหาของประเทศ และจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหา ซึ่งในแผนการปฏิบัติงานของ กสม. ในปีที่ผ่านมานั้นได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 7 ด้าน ประกอบด้วย 1. การตรวจสอบและรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน 2. การจัดทำรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศ 3. การเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 4. การสร้างเสริมทุกภาคส่วนของสังคมให้ตระหนักถึงความสำคัญด้านสิทธิมนุษยชน 5. การส่งเสริมการศึกษาการวิจัยและการเผยแพร่ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน 6. การส่งเสริมความร่วมมือและการประสานงานด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ 7. การบริหารจัดการและพัฒนาองค์กร ซึ่งเป็นการดำเนินงานจำแนกตามหน้าที่และอำนาจ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ รวมทั้งการเฝ้าระวังสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งส่งผลให้ประชาชนได้รับการปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเสมอภาคเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามหลักสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง กสม. ได้ติดตามผลการดำเนินการตามมาตรการหรือแนวทางในการป้องกัน หรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน และมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ซึ่งพบว่ารัฐได้มีความพยายามที่จะแก้ไขปรับปรุงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนที่เป็นสากล ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีกับพันธกรณีระหว่างประเทศแล้ว 7 ฉบับ เช่น การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนต่อร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการปล่อยตัวชั่วคราวและการใช้สิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีหรือการดำเนินกระบวนการพิจารณาในคดีอาญา ในการจัดทำรายงานนั้น กสม. ได้รวบรวมข้อมูลจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม ข้อมูลจากแหล่งข่าวเปิดทั่วไป ข้อมูลจากการปฏิบัติงานของสำนักงาน กสม. ในภารกิจรับเรื่องร้องเรียน อีกทั้ง กสม. ยังมีหน่วยในการเฝ้าระวังเพื่อทำหน้าที่ในการติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ และรวบรวมข้อมูลมาประกอบการปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการจัดทำรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศว่ามีพัฒนาการมากน้อยเพียงใด และเป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคีหรือไม่อย่างไร ซึ่ง กสม. ได้ติดตามและให้ข้อเสนอแนะ ตลอดจนมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติที่สำคัญ เช่น แผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ประเทศไทยเป็นผู้นำในการประกาศแผนปฏิบัตินี้เป็นประเทศแรกในอาเซียน อีกทั้ง กสม.ได้ร่วมสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดกิจกรรมเพื่อการขับเคลื่อนหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ประเด็นสิทธิมนุษยชนที่อยู่ในความห่วงใย เช่น สิทธิชุมชน สิทธิในที่ดินทำกิน สถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การค้ามนุษย์ในภาคการประมง ซึ่ง กสม. ได้มีข้อเสนอแนะไปยังรัฐและมีการติดตามผลการปฏิบัติงานตามข้อเสนอแนะอยู่อย่างต่อเนื่อง นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
ข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการแก้ไขปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการยุติการตั้งครรภ์เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน ตอนที่ 2 (21 สิงหาคม 2563) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้พูดถึงกรณีการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 ได้มีมติเสียงข้างมากวินิจฉัยประมวลกฎหมายอาญาเรื่องการทำแท้ง ตามคำร้องของแพทย์หญิงศรีสมัย เชื้อชาติ ที่ได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 ว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 และมาตรา 28 หรือไม่ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 305 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 27 มาตรา 28 และ มาตรา 77 หรือไม่ โดยผลการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญได้ลงมติว่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 ซึ่งบัญญัติว่า “หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 หรือมาตรา 28 ซึ่งจะมีผลใน 360 วัน นั่นคือ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2564 โดยหลักการแล้ว เมื่อมีการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญว่ากฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ กฎหมายนั้นก็จะสิ้นสภาพไป จึงต้องมีการกำหนดกฎหมายขึ้นมาใหม่ โดยจะต้องพึงระวัง ใส่ใจข้อกำหนดกฎหมาย โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน รัฐควรจะมีการแก้ไขปรับปรุงข้อกฎหมายให้การทำแท้งตามเหตุผลความจำเป็นเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ความคุ้มครองสิทธิของหญิงตั้งครรภ์และสิทธิของทารกในครรภ์ ซึ่งจะต้องทำให้สมดุลกัน ให้ผู้หญิงมีสิทธิที่จะยุติการตั้งครรภ์ที่ถูกต้องและปลอดภัย ซึ่งเป็นสิทธิในเนื้อตัวและร่างกายของเขา โดยการที่รัฐจะออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของบุคคล กระทบกับชีวิตคนคนหนึ่งนั้น จะต้องให้ข้อมูลที่รอบด้านว่าหากกำหนดกฎหมายแบบนี้แล้ว ผู้ที่เกี่ยวข้องจะกระทบอย่างไรบ้าง สังคมไทยต้องตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบันว่ามีผู้หญิงที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมอยู่จำนวนมาก และมักจะหาวิธียุติการครรภ์ที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากการไม่รู้และเกรงกลัวต่อกฎหมาย และบรรทัดฐานทางสังคม ซึ่งเป็นปัญหาทางสังคมอย่างหนึ่ง เช่น การลักลอบยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่ถูกต้องตามหลักทางการแพทย์ เป็นความเสี่ยงและไม่ปลอดภัยต่อผู้หญิง อาจจะถึงขั้นเสียชีวิตได้ จากข่าวที่นำเสนอกรณีที่พ่อแม่ทำร้ายลูก ส่วนหนึ่งเกิดจากการไม่พร้อมในการตั้งครรภ์และเลี้ยงดูบุตร ด้วยวัยที่ไม่เหมาะสม จึงไม่สามารถที่จะเลี้ยงดูลูกได้อย่างเหมาะสม ส่งผลกระทบไปถึงปัญหาสังคมด้านอื่น ๆ ตามมา สังคมจึงต้องลุกขึ้นมาร่วมมือกันแก้ปัญหา เพราะจริง ๆ แล้วเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่สามารถทำให้ผู้หญิงยุติการตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัย กสม. ได้ตระหนักถึงปัญหาทางสังคมและเห็นว่าการกำหนดข้อกฎหมายขึ้นมาแทนมาตรา 301 นั้น ควรจะคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่ง กสม. ได้จัดประชุมขึ้นมาหลายครั้ง โดยได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากหลาย ๆ ด้านมาให้ความเห็น เช่น นักวิชาการด้านสาธารณสุข แพทย์ นักกฎหมาย รวมไปถึงการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานอื่น ๆ เช่น แพทยสภา ราชวิทยาลัยทางการแพทย์ องค์กรเอกชนด้านสิทธิเด็ก มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย เครือข่ายแพทย์อาสา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมสุขภาพจิต กรมอนามัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เครือข่าย women help women ซึ่งในกระบวนการรับฟังความเห็นนั้นมีบางองค์กรเสนอความเห็นว่า ควรแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบททางสังคมในปัจจุบันโดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน และเสนอว่า การยุติการตั้งครรภ์ควรมีการกำหนดเงื่อนไขเรื่องเวลาที่เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยต่อผู้หญิงเอง และต้องมีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพในการเลี้ยงดูเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่คลอดก่อนกำหนด ซึ่งสำหรับประเทศไทยกำหนดให้เด็กที่คลอดก่อนกำหนดคือ 28 สัปดาห์หรือ 7 เดือน ถ้าน้อยกว่านี้จะถือได้ว่าคือการแท้ง ซึ่งกรณีที่เด็กคลอดก่อนกำหนดนั้นโอกาสจะพิการมีค่อนข้างมาก หรืออาจจะเสียชีวิตเพราะความสมบูรณ์พร้อมของตัวอ่อนยังมีไม่เพียงพอ อีกทั้ง ยังต้องมีกระบวนการดูแลเด็กที่เฉพาะทางและมีค่าใช้จ่ายสูง ทางคณะทำงานฯ ได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับมาเตรียมยกร่างเพื่อเสนอต่อกรรมการบริหารเพื่อรับฟังความเห็นและพิจารณาอีกครั้ง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่คำนึงถึงและสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนให้ชัดเจน รวมไปถึงมุมมองหรือข้อกฎหมายของต่างประเทศเพื่อเปรียบเทียบกัน นางสาวอารีวรรณ จตุทอง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
ข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการแก้ไขปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการยุติการตั้งครรภ์เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน (14 สิงหาคม 2563) เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 ได้มีมติเสียงข้างมากวินิจฉัยประมวลกฎหมายอาญาเรื่องการทำแท้ง ตามคำร้องของแพทย์หญิงศรีสมัย เชื้อชาติ ที่ได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 ว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 และมาตรา 28 หรือไม่ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 305 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 27 มาตรา 28 และ มาตรา 77 หรือไม่ จากกรณีที่แพทย์หญิงศรีสมัย เชื้อชาติ ซึ่งเป็นแพทย์ในเครือข่ายแพทย์อาสาเพื่อยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ตามกฎหมายและเปิดคลินิกศรีสมัยการแพทย์ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้ถูกตำรวจจับเนื่องจากสงสัยว่าเปิดทำแท้งผิดกฎหมาย แต่แพทย์หญิงศรีสมัย ท่านได้ให้ข้อมูลว่าได้รับอนุญาตจากสำนักอนามัยการเจริญพันธ์ ของกรมอนามัยในการทำแท้ง และได้ทำถูกต้องตามระเบียบการทำแท้งของแพทยสภา จึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย โดยผลการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญได้ลงมติว่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 ซึ่งบัญญัติว่า “หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 หรือมาตรา 28 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 305 ซึ่งบัญญัติว่า “ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวในมาตรา 301 และมาตรา 302 นั้น เป็นการกระทำของแพทย์ที่จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากสุขภาพของหญิงนั้น หรือหญิงมีครรภ์เนื่องจากการกระทำความผิดอาญา เช่น การถูกข่มขืน กระทำชำเรา ผู้กระทำไม่มีความผิด” ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมากวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 305 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 มาตรา 28 และมาตรา 77 และประเด็นสุดท้ายคือ การพิจารณาถึงความสมควรในการปรับปรุงกฎหมาย หรือไม่ อย่างไร ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมากวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 และมาตรา 305 สมควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปรับปรุงบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 74 กำหนดคำบังคับให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่วินิจฉัยว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนั้น มีผลเมื่อพ้นสามร้อยหกสิบวันนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย นั่นคือวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยดังกล่าวออกมา ทำให้เกิดกระแสเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่า สรุปแล้วการทำแท้งหากทำเพื่อสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์จะถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ผิดกฎหมายใช่หรือไม่ และปัจจุบันข้อกฎหมายที่ใช้ในการควบคุมดูแลเรื่องนี้เป็นอย่างไร ตามหน้าที่และอำนาจของกสม. สามารถดำเนินการเสนอแนะแนวทางหรือมาตรการในการแก้ไขปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำสั่งใด ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนนั้น จึงได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการยุติการตั้งครรภ์ โดย กสม. ได้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริง และรับฟังความเห็นจากผู้ทรงวุฒิที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เพื่อประกอบการจัดทำ ซึ่งต้องย้ำว่าปัจจุบันการทำแท้งเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่จะมีข้อยกเว้นในกรณีที่จำเป็นที่เป็นไปตามข้อบังคับของแพทยสภา นั่นคือ การยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์จะกระทำได้เมื่อหญิงตั้งครรภ์ยินยอม และแพทย์ผู้กระทำการยุติการตั้งครรภ์ต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมาย อีกทั้ง การยุติการตั้งครรภ์ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไข คือ กรณีจำเป็นต้องกระทำเนื่องจากปัญหาสุขภาพทางกายและสุขภาพทางจิตของหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งต้องได้รับการรับรองหรือเห็นชอบจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม การยุติการตั้งครรภ์เป็นปัญหาทางสังคม ทั้งทางการแพทย์ ทางกฎหมาย และคุณธรรมจริยธรรมอันดี เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนที่ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ และให้ความสำคัญในคุณค่าของทารกในครรภ์ แต่ไม่เพียงแค่การเห็นคุณค่าของทารกที่จะเกิดมา ยังต่อให้ความสำคัญต่อ ซึ่งปัจจุบันข้อกฎหมายได้กำหนดโทษที่มุ่งลงโทษแต่เฉพาะฝ่ายหญิง ทั้งที่การตั้งครรภ์ไม่ได้เกิดจากการกระทำของหญิงเพียงฝ่ายเดียว แต่ชายที่มีสัมพันธ์กับหญิงต้องร่วมรับผิดและถูกลงโทษด้วย จึงเห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวทำให้ชายและหญิงไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม และการที่สิทธิเสรีภาพในเนื้อตัวร่างกายถูกกฎหมายกำหนดให้เป็นความผิด กดทับและสร้างผลกระทบทั้งต่อร่างกาย จิตใจ สังคม และเศรษฐกิจของผู้หญิงอย่างมาก การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายจึงควรตั้งอยู่บนฐานที่ให้ความสำคัญกับเนื้อตัวร่างกายและสิทธิของผู้หญิงเป็นสำคัญ เพราะถือเป็นสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์เป็นสิทธิมนุษยชนของผู้หญิง ที่จะกำหนดเจตจำนงของหญิงตั้งครรภ์และนำไปสู่การตัดสินใจว่าจะยุติการตั้งครรภ์หรือตั้งครรภ์ต่อไป ทั้งนี้ การคุ้มครองสิทธิของผู้หญิงตั้งครรภ์กับทารกในครรภ์ จะต้องมีเงื่อนไขที่เหมาะสม อย่างเช่นให้นำเอาอายุของครรภ์มาเป็นเงื่อนไขในการยกเว้นให้กระทำได้โดยไม่มีความผิด โดยอาจจะกำหนดอายุครรภ์ไม่ถึง 12 สัปดาห์ หรือการตั้งครรภ์มีผลกระทบต่อจิตใจของหญิงนั้น หรือตัวอ่อนในครรภ์มีความพิการ มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคทางพันธุกรรม รัฐควรจะมีการแก้ไขปรับปรุงข้อกฎหมายให้การทำแท้งตามเหตุผลความจำเป็นเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ความคุ้มครองสิทธิของหญิงตั้งครรภ์และสิทธิของทารกในครรภ์ ซึ่งจะต้องทำให้สมดุลกัน และต้องคำนึงถึงสิทธิของบุคลากรทางการแพทย์ด้วย ไม่เช่นนั้นก็อาจถือได้ว่าเป็นการจำกัดสิทธิของหญิงตั้งครรภ์เกินความจำเป็น ประกอบกับรัฐธรรมต้องบัญญัติ ซึ่งจากสถิติในปัจจุบันนั้น ผู้ที่กระทำการยุติการตั้งครรภ์ส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน วัยกลางคน มากกว่าวัยรุ่นตามที่สังคมเข้าใจ จากสถิติพบว่าแต่ละปีมีผู้หญิงทำแท้งจากคลินิกเถื่อนมากถึง 1.2 แสนรายและมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากการยุติการตังครรภ์ที่ไม่ปลอดภัย นางสาวอารีวรรณ จตุทอง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
การรับสมัครบุคคลและองค์กรที่มีผลงานดีเด่นด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2563 (7 สิงหาคม 2563 ) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกำลังดำเนินการคัดเลือกบุคคลและองค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ทั้งในส่วนของการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบสิทธิมนุษยชนอย่างใดอย่างหนึ่งใน 7 ด้านที่ประเทศได้ร่วมเป็นภาคี เช่น สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม สิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง และดำเนินการด้วยความมุ่งมั่นมาอย่างต่อเนื่อง ให้รับรางวัลบุคคลและองค์กรที่มีผลงานดีเด่นด้านส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2563 จำนวน 7 รางวัล เพื่อเป็นการยกย่อง เชิดชู และประกาศเกียรติคุณของบุคคลและองค์กรที่อุทิศตนปฏิบัติงานด้านสิทธิมนุษยชนให้สังคมได้รับรู้ ตลอดจนเพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชนเพิ่มขึ้น เป็นแบบอย่างที่ดีต่อคนรุ่นหลังต่อไป ซึ่งการมอบรางวัลได้ดำเนินการมาต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 แล้ว การพิจารณาคัดเลือกจะมีแนวทางในการพิจารณาผลงาน เช่น พิจารณาผลการดำเนินงานที่เป็นที่ประจักษ์ มีประสบการณ์ ภารกิจ ขอบเขต และระยะเวลาในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนมายาวนานต่อเนื่อง การทำงานมีความเสี่ยง ความยากลำบาก หรือความทุ่มเทในการทำงานเพื่อปกป้อง คุ้มครองสิทธิมนุษยชน และส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต มีการทำงานที่ส่งผลกระทบหรือก่อให้เกิดคุณค่าและการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางและยั่งยืน ทั้งนี้ บุคคลหรือองค์กรที่มีความสนใจจะเสนอชื่อเข้าร่วมการคัดเลือกครั้งนี้ สามารถเสนอชื่อตนเองหรือเสนอชื่อผู้อื่นได้ โดยให้ดาวน์โหลดใบสมัครจากเว็บไซต์ของสำนักงาน กสม. และจัดส่งใบสมัครพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้อง คือ รูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว จำนวน 1 รูปและข้อมูลประกอบการพิจารณาอื่น ๆ ถ้ามี มายังช่องทางการรับสมัครต่าง ๆ คือ มาส่งด้วยตนเองที่สำนักงาน กสม.ในวันและเวลาราชการ ส่งทางไปรษณีย์มายังสำนักงาน กสม. โดยวงเล็บมุมซองว่า สมัคร/เสนอชื่อบุคคลหรือองค์กรดีเด่น หรือส่งมาทางอีเมล hrpo62@hotmail.com ภายในวันที่ 24 สิงหาคม 2563 หากมีข้อสงสัยต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูได้จากเว็บไซต์ของสำนักงาน กสม. หรือโทรศัพท์มาสอบถามได้ที่สำนักงาน กสม. คุณนภัทร 02 141 3922 และคุณจิราภรณ์ 02 141 3931 บุคคลหรือองค์กรที่ได้รับคัดเลือกจะได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณและเงินรางวัล รางวัลละ 25,000 บาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงานเพื่อประโยชน์สุขของส่วนร่วมในการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษชนต่อไป ซึ่งสำนักงาน กสม. มีแผนในการจัดงานมอบรางวัลในวันที่ 10 ธันวาคม นี้ นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
เดือน กรกฎาคม
ชื่อตอน เนื้อหาสำคัญ วิทยากรรับเชิญ ฟังออนไลน์
เยาวชนคนรุ่นใหม่ : กำลังสำคัญสร้างนวัตกรรม เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม (31 กรกฎาคม 2563) จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด 19 ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อทุกฝ่าย รวมไปถึงสถานศึกษาที่ต้องปิดการเรียนการสอน กสม. เห็นถึงความสำคัญของเยาวชนที่ควรเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการกับปัญหานี้อย่างสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อสังคม และหวังเป็นอย่างยิ่งว่านักเรียน นิสิต นักศึกษา จะเข้ามาเป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนชุมชนเคารพสิทธิฯ กสม. จึงได้จัดทำโครงการเยาวชนคนรุ่นใหม่ใส่ใจและยืนเคียงสิทธิมนุษยชน (Youth Standing Up for Human Rights) ขึ้นมา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ กสม. มุ่งเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ของเยาวชนผ่านการประกวดแนวคิดและแผนงานเพื่อผลิตผลงานนวัตกรรมส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ในหัวข้อ ‘สิทธิมนุษยชนกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid – 19)’ โดยเชิญชวนให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาร่วมประกวดแผนงานและผลงานนวัตกรรมส่งเสริมสิทธิฯ เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2563 เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ในสถานศึกษามีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและเท่าทันเรื่องสิทธิมนุษยชน สามารถสร้างเครือข่ายไปยังกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา ครู อาจารย์ ผู้ปกครอง หรือผู้นำชุมชนในท้องถิ่นได้ รวมทั้ง สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยคำนึงถึงบริบทของสังคมไทยและสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยจะคัดเลือกทีมผู้ผ่านเข้ารอบในระดับมัธยมศึกษาจำนวน 35 ทีม และระดับอุดมศึกษาจำนวน 35 ทีม รวมทั้งสิ้น 70 ทีม ทั่วประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้จะได้รับงบประมาณสนับสนุนการจัดกิจกรรมตามแผนงานที่ส่งเข้าประกวดทีมละ 20,000 บาท เพื่อผลิตผลงานนวัตกรรมส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชน โดยจะมีการประกาศผลการตัดสินการประกวดในวันที่ 7 กันยายน 2563 กระบวนการหลังจากนั้น จะมีการอบรมให้ความรู้เกี่ยวสิทธิมนุษยชนในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างความรู้ที่สำคัญและจุดประกายความคิดด้านสิทธิมนุษยชนให้เยาวชนได้นำไปต่อยอด และจะต้องส่งผลงานมายังสำนักงาน กสม. ในช่วงต้นเดือนกันยายน เพื่อให้คณะกรรมการได้ให้ความเห็นชอบผลงานที่ควรได้รับรางวัลต่อไป ซึ่งทีมชนะเลิศทั้งระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา จะได้รับโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยรองชนะเลิศอันดับ 1 และ 2 และรางวัลชมเชย จะได้รับโล่รางวัล พร้อมเงินรางวัล มูลค่ารวม 1,710,000 บาท ทั้งนี้ เยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ จะได้รับการเข้าร่วมกิจกรรมอื่น ๆ ในอนาคตเป็นกรณีพิเศษ หาก กสม. มีการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับเยาวชน เพื่อเป็นการพัฒนาต่อยอดเยาวชนที่สนใจและเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม แม้เวลาการรับสมัครกำลังจะหมดลงแล้ว แต่ยังมีสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ที่แสดงความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้อีกหลายสถาบันซึ่งได้สอบถามมายังสำนักงานแต่ยังไม่ได้ส่งใบสมัครเข้ามา กสม.จึงขอเชิญชวนให้รีบดำเนินการสมัครเข้าร่วมโครงการ และหากมีข้อสงสัย สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงาน หรือโทรสอบถามได้ที่ 1377 นายวัส ติงสมิตร ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
การลงโทษนักเรียนด้วยวิธีการตัดผม คือ การละเมิดสิทธิและเสรีภาพของนักเรียน? (24 กรกฎาคม 2563) การลงโทษ จริง ๆ แล้วในระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการไม่มีการอนุญาตให้ใช้อำนาจหรือแตะต้องเนื้อตัวร่างกายของเด็ก โทษที่จะลงโทษแก่นักเรียนหรือนักศึกษาที่กระทำความผิด มี 4 สถาน คือ ว่ากล่าวตักเตือน ทำทัณฑ์บน ตัดคะแนนความประพฤติ ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ห้ามลงโทษนักเรียนและนักศึกษาด้วยวิธีรุนแรง หรือแบบกลั่นแกล้ง หรือลงโทษด้วยความโกรธ หรือด้วยความพยาบาท โดยให้คำนึงถึงอายุของนักเรียนหรือนักศึกษาด้วย ซึ่งจากการที่ครูทำโทษด้วยการตัดผมเด็กนั้น ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เข้าข่ายทารุณกรรมเด็ก เป็นการสร้างความเจ็บปวดทางจิตใจ โดยเฉพาะเด็กมัธยมที่มีฮอร์โมนเพศเริ่มทำงาน เด็กจะรู้ว่าเขาเป็นเพศไหน มีอารมณ์ทางเพศเกิดขึ้น และมีต้องการความสนใจจากเพศตรงข้าม เพราะฉะนั้น การที่เด็กมีการแต่งกาย การทำผม แต่งหน้าที่แตกต่างจากคนอื่นก็เพื่อสร้างจุดสนใจ เด็กต้องการแสวงหาอัตลักษณ์ของตัวเอง และรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าในสายตาของคนอื่น การกล้อนผมทำให้ถูกมองจากเพศตรงข้ามว่าน่าเกลียด ถูกมองด้วยความเสียหาย ความรู้สึกทางใจหรือสุขภาพจิตถูกทำร้าย การทำให้เด็กรู้สึกอับอายจึงเท่ากับการทำร้ายจิตใจอย่างร้ายแรง การลงโทษไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้ แต่จะทำอย่างไรให้เด็กรักษาระเบียบวินัย ต้องมีการใช้จิตวิทยา และพัฒนาพฤติกรรมที่เหมาะสมกับเด็ก ซึ่งในระบบการเรียนของครูนั้น ไม่มีการเรียนการสอนเรื่องการพัฒนาพฤติกรรมที่ดีและเหมาะสมให้แก่เด็ก เป็นจุดอ่อนของการศึกษา ครูจึงไม่มีทักษะในการจัดการ จึงใช้ประสบการณ์เก่า ๆ ที่เคยพบเจอมาใช้ลงโทษเด็ก ซึ่งการพัฒนาเด็ก ปรับพฤติกรรมเด็กต้องเป็นไปตามข้อกำหนด ไม่ใช่ทำด้วยความอำเภอใจ การจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการควรสร้างความเข้าใจในการปกป้องคุ้มครองเด็ก ไม่ละเมิดสิทธิเด็ก และปรับเนื้อหาการสอนที่ควรจะแนะนำให้เด็กหันไปพัฒนาตนเอง การแสดงออก การมีทักษะทางสังคมในทางที่เหมาะสม ที่จะช่วยสร้างจุดเด่นให้เด็กได้ ยกตัวอย่างเช่น เด็กที่เป็นนักกีฬา เด็กที่มีผลการเรียนดี เด็กจะได้รับความสนใจ เด็กจะเรียนรู้ได้ว่าถ้าตัวเองพัฒนาในทางที่ดีก็จะเป็นที่ยอมรับ จึงไม่จำเป็นต้องทำตัวผิดระเบียบ ทั้งทรงผม เครื่องแต่งกาย เด็กมัธยมศึกษาตอนต้นเป็นวัยที่ฮอร์โมนเพศเริ่มทำงาน เด็กจะสนใจในเรื่องเพศ ถ้าโรงเรียนสามารถแนะนำให้เด็กรู้จักวิธีการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ เช่น ภาวะก่อนมีประจำเดือน เด็กอาจเกิดอารมณ์ซึมเศร้า การฝึกให้เด็กมองเรื่องเพศให้กว้างกว่าการมีเพศสัมพันธ์ สร้างความตระหนักให้เด็กได้รู้เท่าทัน หรือส่งเสริมให้เด็กได้มีกิจกรรมอะไรที่ทดแทนหรือหมกมุ่นกับการมีเพศสัมพันธ์ เช่น การออกกำลังกาย การท่องเที่ยว อีกทั้ง ต้องมีการเสริมสร้างทักษะการจัดความสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามที่เหมาะสม สังคมปัจจุบันมีการเปิดกว้างของเพศหลากหลาย เด็กต้องรู้จักการจัดการความสัมพันธ์ที่เหมาะสมกับเพศที่หลากหลาย มีความเหมาะสมทางสังคม มีการรักษาระยะห่างทางกายที่เหมาะสม ซึ่งเด็กบางคนอาจจะไม่คิดถึงความแตกต่างระหว่างเพื่อนต่างเพศ เช่น ไม่ควรจะไปไหนต่อไหนกับเพศตรงข้าม จากกรณีเรื่องครูล่วงละเมิดทางเพศเด็กนักเรียน ส่วนหนึ่งเพราะเด็กไม่ได้ถูกสอนให้รักษาระยะห่างที่เหมาะสม โดยเฉพาะการที่ถูกครอบงำทางความคิดเรื่องเพศจากบุคคลที่ไม่ประสงค์ดี รวมไปถึง ผู้ปกครองจะต้องเปิดใจรับฟังให้เด็กสามารถสื่อสาร บอกกล่าวปัญหาที่อาจจะเกิดจากการกระทำที่ไม่เหมาะสม ธรรมชาติของการเป็นวัยรุ่นจะต้องการความยอมรับ ครูที่เคยเป็นวัยรุ่นมาก่อนควรจะหาวิธีที่เหมาะสม มีทฤษฎีทางการศึกษาที่เหมาะสมเพื่อการแก้ไขปรับปรุงพฤติกรรมเด็ก ดีกว่าการลงโทษ เพราะไม่มีเด็กคนไหนยอมรับครูที่ทำร้ายจิตใจเขาหรอก การจัดการศึกษาที่ควรแก้ปัญหาหรือสร้างกระบวนการที่ช่วยให้การศึกษาเป็นไปในทางที่ราบรื่น การพัฒนาพฤติกรรมของเด็กควรเป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะในมาตรา 63 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก นายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ ผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
ข้อเสนอแนะเพื่อยุติการใช้ความรุนแรงทางเพศต่อนักเรียนจากครูและบุคลากรในสถานศึกษา (17 กรกฎาคม 2563) การเหตุการณ์ที่เยาวชนต้องเจอปัญหาการใช้ความรุนแรงทางเพศ การถูกละเมิดสิทธิโดยครูและบุคลากรในสถานศึกษา ทาง กสม. ได้ติดตามข้อมูลเหล่านี้และมองว่าต้องมีการทบทวนกระบวนการคุ้มครองเด็ก เพื่อยุติปัญหาที่เกิดขึ้นและอาจจะเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน เพราะการคุกคามทางเพศเป็นเรื่องร้ายแรงและเกิดขึ้นซ้ำ ๆ แต่ไม่มีการแก้ปัญหาตามแนวทางที่ควรจะเป็น ซึ่งมักจะจบปัญหาด้วยการเงียบเพราะความอาย หรือความกลัวจากการถูกข่มขู่ สังคมต้องตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการคุ้มครองเด็ก เหตุใดจึงมีการใช้ความรุนแรงทางเพศเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ซึ่งไม่ได้เกิดจากคนแปลกหน้า แต่เกิดจากผู้ใกล้ชิด ญาติ พี่น้อง หรือแม้กระทั่งพ่อของเด็กเอง เกิดอะไรกับครูและผู้ปกครอง เหตุใดจึงขาดการยับยั้งชั่งใจ สังคมต้องตระหนักและทบทวน เพราะไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แต่เด็กเป็นอนาคตของประเทศชาติที่จะต้องได้รับการปกป้อง เด็กต้องมีโอกาสเติบโตในสังคมที่ดีและเป็นกำลังของชาติต่อไป กสม. มีความกังวลกับปัญหาที่เกิดขึ้นและตั้งใจที่จะแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ในระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมานี้ กสม. ได้มีการจัดให้มีการรับฟังความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องในภาคส่วนต่าง ๆ เช่น ผู้ที่อยู่ในกระบวนการจัดการศึกษา สื่อแขนงต่าง ๆ ผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อรวบรวมข้อมูลของปัญหาและแนวทางการแก้ไข มีการตรวจสอบและรับฟังอย่างรอบด้าน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างเหมาะสมและสามารถใช้ได้จริง สอดคล้องกับบริบททางสังคม และเป็นไปตามหลักการของอนุสัญญาสิทธิเด็ก ซึ่งภายในเดือนสิงหาคมนี้ กสม. จะสามารถนำเสนอข้อเสนอแนะการแก้ปัญหาเชิงระบบไปยังรัฐบาลได้ ให้โรงเรียนกลับมาเป็นสถานที่ปลอดภัยของเด็ก ๆ อีกครั้ง มีครูที่เป็นแบบอย่างที่ดีและเป็นผู้ที่คุ้มครองเด็ก รัฐบาลต้องทบทวนและมอบให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ปฏิบัติ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ นำข้อเสนอแนะไปดำเนินงานให้เด็กได้รับความปลอดภัยและพัฒนาในแนวทางที่ถูกต้อง จากการรับฟังความเห็นทั้งสามครั้งที่ผ่านมานั้นได้พบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเกิดจากการที่หน่วยงานต่าง ๆ ไม่มีการบูรณาการทำงานให้เชื่อมโยงกัน กลไกการป้องกันต่าง ๆ ที่มีอยู่ไม่ครอบคลุมไปถึงเด็กในระดับหมู่บ้าน ตำบล ซึ่งกลไกที่วางไว้มักจะเป็นนโยบายที่ไม่มีการนำไปปรับใช้ให้ทั่วถึง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรจะมีบทบาทสำคัญในการทำงานที่เข้าไปถึงระดับครอบครัว มีศูนย์คุ้มครองช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศเพื่อรับเรื่องร้องเรียนเพื่อคุ้มครองเด็กที่ถูกละเมิดทางเพศ ซึ่งต้องมีกระบวนการคุ้มครองเด็กในการร้องเรียนโดยไม่ต้องแสดงตัวและไม่ให้ถูกข่มขู่ ดำเนินการเรื่องเหล่านี้ด้วยความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ตำรวจต้องมีส่วนในการคุ้มครองสิทธิเด็กในการดำเนินคดีด้วยความระมัดระวัง กรมคุ้มครองสิทธิที่ดูแลเรื่องการคุ้มครองพยาน รวมไปถึงภาคประชาสังคมที่เข้ามามีส่วนในการช่วยเหลือเด็กที่ถูกละเมิด ให้กำลังใจ ชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องให้เด็กเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยความปลอดภัย รวมไปถึงสื่อ โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ที่ต้องมีการควบคุมไม่ให้ละเมิดสิทธิเด็ก กสม. ทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิเด็ก ส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิเด็ก และจัดทำข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่มีหน้าที่และอำนาจโดยตรงให้ดำเนินการตามความเหมาะสม โดยเห็นว่าครูต้องได้รับการอบรมให้มีความรู้เกี่ยวกับสิทธิเด็ก มีการทบทวนความรู้และสร้างความตระหนักอย่างต่อเนื่อง สร้างจิตสำนึกในความเป็นครู ตระหนักในสิทธิเด็ก ต้องคุ้มครองเด็กซึ่งจะเป็นอนาคตของประเทศชาติต่อไป ความหวังที่จะสร้างอนาคตของเด็กไทยอยู่ที่ครูและผู้ปกครอง ซึ่งเกี่ยวเนื่องไปถึงการตัดผมเด็ก ครูต้องเข้าใจว่าการลงโทษบางอย่างเหตุใดจึงไม่สามารถทำได้ นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
สู่สองทศวรรษของ กสม. (10 กรกฎาคม 2563) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของประเทศไทย ก่อตั้งมาจากรัฐธรรมนูญ ปี 2540 หลังจากที่รัฐธรรมนูญออกมาแล้ว ก็มีพระราชบัญญัติออกมาตาม และได้ประกาศใช้ในปี 2542 ผ่านกระบวนการโปรดเกล้าแต่งตั้งในปี 2544 เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม กสม.ปัจจุบันเป็นชุดที่สาม และกำลังอยู่ในขั้นตอนการสรรหา กสม. ชุดที่ 4 โดย กสม.ในแต่ละชุดมีดังนี้ ชุดที่ 1 จำนวน 11 ท่าน ปฏิบัติหน้าที่ ระหว่างวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 - 24 มิถุนายน 2552 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดแรก มีวาระการดำรงตำแหน่งหกปีนับตั้งแต่วันที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง คือ วันที่ 13 กรกฎาคม 2544 และครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 12 กรกฎาคม 2550 ซึ่งในช่วงของการปฏิบัติหน้าที่ ได้เกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 แต่ กสม. ชุดแรกยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2542 จนถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2552 ชุดที่ 2 จำนวน 7 ท่าน ปฏิบัติหน้าที่ระหว่างวันที่ 25 มิถุนายน 2552 - 19 พฤศจิกายน 2558 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชุดที่ 2 จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 (ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2550) ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2552 ซึ่งครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 24 มิถุนายน 2558 ชุดที่ 3 จำนวน 7 ท่าน เข้ารับหน้าที่เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2558 จนถึงปัจจุบัน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ชุดที่ 3 เข้ารับหน้าที่เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2558 โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี นับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว และจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2564 บทบาทหน้าที่ของ กสม. มีรายละเอียดแตกต่างกันไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกในแต่ละฉบับ โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีสถานะเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และมาตรา 247 บัญญัติให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีหน้าที่และอำนาจในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ซึ่งในการปฏิบัติหน้าที่ของ กสม. จะต้องคำนึงถึงความผาสุกของประชาชนชาวไทยและผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติเป็นสำคัญด้วย ด้วยเหตุที่บุคลากรของสำนักงาน กสม. มีจำนวนน้อย ไม่สามารถดำเนินการต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วเท่าที่ควร จากภารกิจงานด้านคุ้มครอง มีข้อร้องเรียนค้างคาเป็นจำนวนมากถึงร้อยละ 90 ใน กสม. ชุดที่ 3 นี้จึงได้จัดรูปแบบการทำงานใหม่ให้สามารถดำเนินการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น มีการวางขั้นตอนกฎเกณฑ์การดำเนินงานให้สามารถดำเนินงานโดยเร็วในการแก้ไขปัญหาการแสวงหาข้อเท็จจริง มีกระบวนการที่เข้มข้นขึ้น เร็วขึ้น รวมไปถึง กระบวนการกลั่นกรองเรื่องว่าที่ตรวจสอบแล้วนั้นมีความถูกต้องแล้วหรือยังนั้น มีกระบวนการกลั่นกรองเป็นแบบเดี่ยวแต่มีหลายชั้น จนสามารถพัฒนาการทำงานไปได้พอสมควร สามารถสะสางข้อร้องเรียนลดไปเป็นจำนวนมาก ในส่วนของงานด้านส่งเสริม กสม. ชุดที่ 3 นี้ ให้ความสำคัญในการให้ข้อมูลด้านสิทธิมนุษยชนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และประชาชน เป็นเหมือนสะพานเชื่อมระหว่างรัฐกับประชาชน ไม่ให้เกิดการกระทบด้านสิทธิมนุษยชน ทั้งที่เกิดจากรู้และไม่รู้ ซึ่งมีกิจกรรมหลากหลายในการให้ความรู้ เช่น การจัดเวที กสม. พบประชาชน เพื่อรับทราบปัญหาและนำข้อมูลความรู้ไปสู่ประชาชนให้มีความเข้าใจถูกต้อง ตรงกัน การจัดสัมมนา การอบรม สร้างหลักสูตรต่าง ๆ รวมถึง การสร้างคู่มือการเรียนรู้สิทธิมนุษยชน 5 ช่วงชั้น มอบให้กระทรวงศึกษาธิการนำไปใช้ ส่วนภารกิจงานด้านอื่น ๆ เช่น แผนธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ประเทศไทยประสบความสำเร็จในด้านนี้มาก ได้รับความชื่นชมจากนานประเทศในความคืบหน้าเรื่องนี้ นายวัส ติงสมิตร ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2562 และรายงานผลการปฏิบัติวานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2562 (3 กรกฎาคม 2563) กสม.ได้นำเสนอรายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ประจำปี 2562 และรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนต่อสภาผู้แทนราษฎรได้รับทราบ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมาและได้เผยแพร่รายงานดังกล่าวให้สาธารณชนได้รับทราบ ซึ่งในปีที่ผ่านมา กสม. เห็นว่า รัฐบาลมีความพยายามในการส่งเสริมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพและแก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนในหลายประการ เช่น การปรับปรุง/แก้ไขกฎหมาย การส่งเสริมให้ผู้มีอุปสรรคในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้มีโอกาสเข้าถึงสิทธิดังกล่าวมากขึ้น ซึ่ง กสม. เห็นว่ายังมีการดำเนินการบางประการที่มีผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน จึงได้มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเพิ่มเติม 4 ด้าน ดังนี้ 1. สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กสม. เห็นว่า รัฐบาลควรปรับปรุงระเบียบหรือแนวปฏิบัติที่เป็นอุปสรรคต่อประชาชน เช่น การขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรม ควรมีมาตรการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ดำเนินกิจกรรมด้วยสันติวิธีจากการถูกข่มขู่คุกคามหรือทำร้าย ควรเร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว ซึ่งได้เสนอไปเมื่อปี 2562 และได้รับทราบว่า ครม. ให้ความเห็นชอบที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็ว และควรใช้ความระมัดระวังในการบังคับใช้กฎหมายที่มีบทบัญญัติเป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมโดยสงบ เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 2. สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ในส่วนสิทธิแรงงาน ปัญหาการค้าระหว่างประเทศส่งผลให้มีการปิดโรงงานหลายแห่งโดยค้างการจ่ายค่าจ้างและเลิกจ้าง ทั้งมีการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในภาคธุรกิจมากขึ้น รัฐบาลจึงควรดูแลให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวได้รับความคุ้มครองตามที่กฎหมายกำหนด ปัญหาเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิแรงงานของพนักงานจ้างเหมาบริการในภาครัฐและการปรับปรุงกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ซึ่งยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ สำหรับสถานการณ์ด้านสุขภาพ กสม. พบว่าการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นยังมีสัดส่วนค่อนข้างสูง จึงควรเน้นมาตรการเชิงป้องกันมากขึ้น ปัญหาด้านสุขภาพ คือ ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 และการใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ซึ่ง กสม.ได้เคยมีข้อเสนอแนะให้แก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีทางการเกษตรแล้วเมื่อปี 2562 และ ในปี 2563 รัฐบาลได้ห้ามการใช้สารเคมีอันตรายที่สอดคล้องกับข้อเสนอแนะแล้ว และต้องร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านให้เห็นถึงโทษของการใช้สารเคมีเหล่านี้ และรัฐจะต้องศึกษาและให้คำแนะนำต่อเกษตรกรในการใช้สารประเภทไหนที่ไม่เป็นอันตราย 3. ด้านสิทธิมนุษยชนของกลุ่มบุคคลเฉพาะ การดำเนินงานบางด้านเกี่ยวกับสิทธิเด็ก การใช้ความรุนแรงทางเพศกับเด็กทั้งในบ้านและในโรงเรียน ทั้ง ๆ ที่ควรจะเป็นคนที่จะให้ความคุ้มครองแก่เด็ก กสม. ได้มีการระดมความเห็นเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะต่อการยุติการใช้ความรุนแรงทางเพศต่อเด็กนักเรียนโดยครูหรือบุคลากรทางการศึกษา สิทธิผู้สูงอายุก็ยังมีข้อจำกัด เช่น การเตรียมความพร้อมของสังคมผู้สูงอายุ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่อยู่ในระบบสวัสดิการใด รัฐจะต้องเตรียมแผนที่จะส่งเสริมบทบาทของผู้สูงอายุให้สามารถใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี เช่น การทำงาน การมีรายได้ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ส่วนคนพิการยังมีอุปสรรคในการเข้าถึงสิทธิตามกฎหมายและอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (CRPD) โดยเฉพาะด้านการศึกษา การมีงานทำ และการเข้าถึงบริการขนส่งสาธารณะ การดำเนินการเรื่องสิทธิสตรีบางด้านยังไม่เห็นผลชัดเจน เช่น การกระทำรุนแรงในครอบครัวซึ่งสถิติผู้หญิงที่ถูกกระทำรุนแรงยังคงระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา 4. ประเด็นสิทธิมนุษยชนที่อยู่ในความห่วงใย สถานการณ์ด้านสิทธิชุมชน มีกลุ่มประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาป่าไม้และที่ดิน การประกาศพื้นที่อุทยานซึ่งทับซ้อนกับพื้นที่ของประชาชน รวมทั้งให้แสวงหามาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ถูกดำเนินคดี อีกทั้งยังมีกรณีที่ประชาชนบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการประกาศผังเมืองในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมโดยประชาชนไม่มีส่วนร่วม นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
เดือน มิถุนายน
ชื่อตอน เนื้อหาสำคัญ วิทยากรรับเชิญ ฟังออนไลน์
Pride Month เดือนแห่งความหลากหลายทางเพศ (26 มิถุนายน 2563) เดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มหลากหลายทางเพศ LGBTQI เกิดจากการเรียกร้องสิทธิและความเท่าเทียมกันของผู้มีความหลากหลายทางเพศจนเป็นที่ยอมรับของสังคมมากยิ่งขึ้น และกำหนดให้เดือนมิถุนายนของทุกปีเป็น "เดือนแห่งความหลากหลายทางเพศ" หรือ Pride Month เพื่อรณรงค์และเฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งการแสดงความเป็นตัวเองอย่างภูมิใจ ซึ่งในปัจจุบัน อาจจะรู้จักกลุ่มหลากหลายทางเพศจากตัวย่อหลัก ๆ อยู่ 6 ตัว คือ LGBTQI L = Lesbian ผู้หญิงรักผู้หญิง G = Gay ผู้ชายรักผู้ชาย B = Bisexual คนที่รักทั้งผู้หญิงและผู้ชาย T = Transgender คนข้ามเพศ (ทอม, กะเทย, และกลุ่มคนข้ามเพศอื่น ๆ) Q = Queer คนที่ยังไม่ตรงการระบุ I = Intersex คนที่เกิดมามีอวัยวะสืบพันธุ์ของทั้งสองเพศ ปริมาณฮอร์โมนหรือโครโมโซมเพศที่ผิดปกติหรือแม้กระทั่งลักษณะด้านอื่น ๆ ที่ค่อย ๆ ปรากฏเมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งยังมีอีกหลายคำที่ใช้เพื่อแสดงความเป็นตัวตนของกลุ่มผู้หลากหลายทางเพศ ในส่วนของเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุน ส่งเสริม ปกป้อง กลุ่มคนหลากหลายทางเพศ แต่จะมีการดำเนินงานเกี่ยวกับกลุ่มคนข้ามเพศมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ เพราะเป็นกลุ่มที่ถูกละเมิดละเมิดสิทธิมนุษยชน การเลือกปฏิบัติ ถูกทำร้ายทั้งทางร่างกายและจิตใจหลากหลายรูปแบบ มากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากที่กลุ่มคนข้ามเพศจะปรากฏความแตกต่างทางกายภาพอย่างชัดเจนมากกว่า ซึ่งการดำเนินของมูลนิธิจะมีทั้งในส่วนของงานวิชาการและการขับเคลื่อนทางสังคม ได้แก่ การศึกษาวิจัย ทบทวนรายงานเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับกลุ่มหลากหลายทางเพศในกรณีศึกษาต่าง การขับเคลื่อนนโยบาย เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงและสร้างความเสมอภาคทางเพศ เพราะกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศยังไม่มีการรับรองและคุ้มครองในทางกฎหมายเทียบเท่ากับบุคคลต่างเพศ แต่ก็มีความพยายามจากนักวิชาการและกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อรณรงค์การออกกฎหมายคุ้มครองสิทธิดังกล่าว เช่น การรณรงค์กรณีการคัดเลือกทหาร โดยการระบุโรคกลุ่มผู้หลากหลายทางเพศเป็น “ผู้วิกลจริต” อันจะส่งผลด้านลบในการใช้ชีวิตประจำวัน การสมัครงาน จึงผลักดันให้เปลี่ยนเป็น “เพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด” โดยในการคัดเลือกทหารแต่ละครั้ง ทางมูลนิธิจะร่วมสังเกตการณ์เพื่อให้ความช่วยเหลือ คำแนะนำตามความเหมาะสม การรณรงค์กรณีการเปลี่ยนคำนำหน้านาม ซึ่งมีผลในการปฏิบัติอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก เช่น การเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลซึ่งจะต้องพักในส่วนที่ตรงตามคำนำหน้า การจัดทำคู่มือการนำเสนอข้อมูลของสื่อมวลชนที่ไม่เหมารวม มีความเคารพซึ่งกันและกันมากขึ้น การรณรงค์ให้สังคมเข้าใจว่าการแสดงออกที่ตรงกับความต้องการของแต่ละคนนั้นเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่พึงมีพึงได้ และเห็นว่าความหลากหลายเป็นเรื่องปกติสามัญ และเคารพกันในฐานะเป็นมนุษย์ ร่วมสร้างสังคมที่น่าอยู่ให้กับทุกคนทุกเพศ ซึ่งในปัจจุบันคนรุ่นใหม่กล้าแสดงความเป็นตัวเองมากขึ้นและสังคมเปิดรับกลุ่ม LGBTQI มากกว่าในอดีต ทั้งนี้ ในส่วนของนโยบาย/กฎระเบียบต่าง ๆ ที่ทางรัฐกำหนดนั้น จะเห็นเพียงเพศชายและเพศหญิงเท่านั้น ไม่ได้คำนึงถึงความหลากหลายทางเพศเท่าที่ควร ตัวอย่างการดำเนินการของภาครัฐเมื่อเกิดในวิกฤตต่าง ๆ เช่น น้ำท่วมเมื่อปี 2554 มีการจัดที่พักให้ผู้ประสบภัยเป็นกลุ่มเพศชายและเพศหญิง ผู้หลากหลายทางเพศต้องพักในกลุ่มเพศชายหรือกลุ่มเพศหญิงตามคำนำหน้าชื่อ ในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มีการระบาดโรคติดเชื่อโควิด 19 ได้กระทบถึงในหลายกรณี เช่น กรณีการรับยาฮอร์โมน/ยากดฮอร์โมนที่จะต้องได้รับเป็นประจำและต่อเนื่อง ซึ่งไม่สามารถเดินทางไปรับได้ กรณีการเข้าพักในสถานกักตัวที่แบ่งตามคำนำหน้าชื่อถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่เป็นธรรมและไม่เคารพสิทธิของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยไม่ตั้งใจ ในหลาย ๆ ตัวอย่างอย่างข้างต้นนั้น ทางมูลนิธิได้พยายามสื่อสารและดำเนินการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบตามความเหมาะสม เช่น จัดถุงยังชีพให้กลุ่มหลากหลายทางเพศที่มียาฮอร์โมน/ยากดฮอร์โมนรวมอยู่ด้วย ซึ่งถ้ารัฐสามารถจัดถุงยังชีพให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มและตรงกับความต้องการที่แท้จริง จะสามารถสร้างประโยชน์และคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น นายเจษฎา แต้สมบัติ ผอ.มูลนิธิเพื่อนกระเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน download
เยาวชนคนรุ่นใหม่ : กำลังสำคัญสร้างนวัตกรรม เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม (31 กรกฎาคม 2563) จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด 19 ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อทุกฝ่าย รวมไปถึงสถานศึกษาที่ต้องปิดการเรียนการสอน กสม. เห็นถึงความสำคัญของเยาวชนที่ควรเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการกับปัญหานี้อย่างสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อสังคม และหวังเป็นอย่างยิ่งว่านักเรียน นิสิต นักศึกษา จะเข้ามาเป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนชุมชนเคารพสิทธิฯ กสม. จึงได้จัดทำโครงการเยาวชนคนรุ่นใหม่ใส่ใจและยืนเคียงสิทธิมนุษยชน (Youth Standing Up for Human Rights) ขึ้นมา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ กสม. มุ่งเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ของเยาวชนผ่านการประกวดแนวคิดและแผนงานเพื่อผลิตผลงานนวัตกรรมส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ในหัวข้อ ‘สิทธิมนุษยชนกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid – 19)’ โดยเชิญชวนให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาร่วมประกวดแผนงานและผลงานนวัตกรรมส่งเสริมสิทธิฯ เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2563 เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ในสถานศึกษามีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและเท่าทันเรื่องสิทธิมนุษยชน สามารถสร้างเครือข่ายไปยังกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา ครู อาจารย์ ผู้ปกครอง หรือผู้นำชุมชนในท้องถิ่นได้ รวมทั้ง สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยคำนึงถึงบริบทของสังคมไทยและสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยจะคัดเลือกทีมผู้ผ่านเข้ารอบในระดับมัธยมศึกษาจำนวน 35 ทีม และระดับอุดมศึกษาจำนวน 35 ทีม รวมทั้งสิ้น 70 ทีม ทั่วประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้จะได้รับงบประมาณสนับสนุนการจัดกิจกรรมตามแผนงานที่ส่งเข้าประกวดทีมละ 20,000 บาท เพื่อผลิตผลงานนวัตกรรมส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชน โดยจะมีการประกาศผลการตัดสินการประกวดในวันที่ 7 กันยายน 2563 กระบวนการหลังจากนั้น จะมีการอบรมให้ความรู้เกี่ยวสิทธิมนุษยชนในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างความรู้ที่สำคัญและจุดประกายความคิดด้านสิทธิมนุษยชนให้เยาวชนได้นำไปต่อยอด และจะต้องส่งผลงานมายังสำนักงาน กสม. ในช่วงต้นเดือนกันยายน เพื่อให้คณะกรรมการได้ให้ความเห็นชอบผลงานที่ควรได้รับรางวัลต่อไป ซึ่งทีมชนะเลิศทั้งระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา จะได้รับโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยรองชนะเลิศอันดับ 1 และ 2 และรางวัลชมเชย จะได้รับโล่รางวัล พร้อมเงินรางวัล มูลค่ารวม 1,710,000 บาท ทั้งนี้ เยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ จะได้รับการเข้าร่วมกิจกรรมอื่น ๆ ในอนาคตเป็นกรณีพิเศษ หาก กสม. มีการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับเยาวชน เพื่อเป็นการพัฒนาต่อยอดเยาวชนที่สนใจและเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม แม้เวลาการรับสมัครกำลังจะหมดลงแล้ว แต่ยังมีสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ที่แสดงความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้อีกหลายสถาบันซึ่งได้สอบถามมายังสำนักงานแต่ยังไม่ได้ส่งใบสมัครเข้ามา กสม.จึงขอเชิญชวนให้รีบดำเนินการสมัครเข้าร่วมโครงการ และหากมีข้อสงสัย สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงาน หรือโทรสอบถามได้ที่ 1377 นายวัส ติงสมิตร ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2562 และรายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ต่อวุฒิสภา (28 สิงหาคม 2563) กสม. ได้จัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นผลการปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2562 จัดทำขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 45 ที่กำหนดให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา โดยอย่างน้อยให้ กสม. สรุปปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการดำเนินงานด้วย และเผยแพร่ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป การประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนมีความสำคัญต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศ เป็นการสะท้อนปัญหาของประเทศ และจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหา ซึ่งในแผนการปฏิบัติงานของ กสม. ในปีที่ผ่านมานั้นได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 7 ด้าน ประกอบด้วย 1. การตรวจสอบและรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน 2. การจัดทำรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศ 3. การเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 4. การสร้างเสริมทุกภาคส่วนของสังคมให้ตระหนักถึงความสำคัญด้านสิทธิมนุษยชน 5. การส่งเสริมการศึกษาการวิจัยและการเผยแพร่ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน 6. การส่งเสริมความร่วมมือและการประสานงานด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ 7. การบริหารจัดการและพัฒนาองค์กร ซึ่งเป็นการดำเนินงานจำแนกตามหน้าที่และอำนาจ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ รวมทั้งการเฝ้าระวังสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งส่งผลให้ประชาชนได้รับการปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเสมอภาคเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามหลักสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง กสม. ได้ติดตามผลการดำเนินการตามมาตรการหรือแนวทางในการป้องกัน หรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน และมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ซึ่งพบว่ารัฐได้มีความพยายามที่จะแก้ไขปรับปรุงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนที่เป็นสากล ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีกับพันธกรณีระหว่างประเทศแล้ว 7 ฉบับ เช่น การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนต่อร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการปล่อยตัวชั่วคราวและการใช้สิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีหรือการดำเนินกระบวนการพิจารณาในคดีอาญา ในการจัดทำรายงานนั้น กสม. ได้รวบรวมข้อมูลจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม ข้อมูลจากแหล่งข่าวเปิดทั่วไป ข้อมูลจากการปฏิบัติงานของสำนักงาน กสม. ในภารกิจรับเรื่องร้องเรียน อีกทั้ง กสม. ยังมีหน่วยในการเฝ้าระวังเพื่อทำหน้าที่ในการติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ และรวบรวมข้อมูลมาประกอบการปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการจัดทำรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศว่ามีพัฒนาการมากน้อยเพียงใด และเป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคีหรือไม่อย่างไร ซึ่ง กสม. ได้ติดตามและให้ข้อเสนอแนะ ตลอดจนมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติที่สำคัญ เช่น แผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ประเทศไทยเป็นผู้นำในการประกาศแผนปฏิบัตินี้เป็นประเทศแรกในอาเซียน อีกทั้ง กสม.ได้ร่วมสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดกิจกรรมเพื่อการขับเคลื่อนหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ประเด็นสิทธิมนุษยชนที่อยู่ในความห่วงใย เช่น สิทธิชุมชน สิทธิในที่ดินทำกิน สถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การค้ามนุษย์ในภาคการประมง ซึ่ง กสม. ได้มีข้อเสนอแนะไปยังรัฐและมีการติดตามผลการปฏิบัติงานตามข้อเสนอแนะอยู่อย่างต่อเนื่อง นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
การลงโทษนักเรียนด้วยวิธีการตัดผม คือ การละเมิดสิทธิและเสรีภาพของนักเรียน? (24 กรกฎาคม 2563) การลงโทษ จริง ๆ แล้วในระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการไม่มีการอนุญาตให้ใช้อำนาจหรือแตะต้องเนื้อตัวร่างกายของเด็ก โทษที่จะลงโทษแก่นักเรียนหรือนักศึกษาที่กระทำความผิด มี 4 สถาน คือ ว่ากล่าวตักเตือน ทำทัณฑ์บน ตัดคะแนนความประพฤติ ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ห้ามลงโทษนักเรียนและนักศึกษาด้วยวิธีรุนแรง หรือแบบกลั่นแกล้ง หรือลงโทษด้วยความโกรธ หรือด้วยความพยาบาท โดยให้คำนึงถึงอายุของนักเรียนหรือนักศึกษาด้วย ซึ่งจากการที่ครูทำโทษด้วยการตัดผมเด็กนั้น ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เข้าข่ายทารุณกรรมเด็ก เป็นการสร้างความเจ็บปวดทางจิตใจ โดยเฉพาะเด็กมัธยมที่มีฮอร์โมนเพศเริ่มทำงาน เด็กจะรู้ว่าเขาเป็นเพศไหน มีอารมณ์ทางเพศเกิดขึ้น และมีต้องการความสนใจจากเพศตรงข้าม เพราะฉะนั้น การที่เด็กมีการแต่งกาย การทำผม แต่งหน้าที่แตกต่างจากคนอื่นก็เพื่อสร้างจุดสนใจ เด็กต้องการแสวงหาอัตลักษณ์ของตัวเอง และรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าในสายตาของคนอื่น การกล้อนผมทำให้ถูกมองจากเพศตรงข้ามว่าน่าเกลียด ถูกมองด้วยความเสียหาย ความรู้สึกทางใจหรือสุขภาพจิตถูกทำร้าย การทำให้เด็กรู้สึกอับอายจึงเท่ากับการทำร้ายจิตใจอย่างร้ายแรง การลงโทษไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้ แต่จะทำอย่างไรให้เด็กรักษาระเบียบวินัย ต้องมีการใช้จิตวิทยา และพัฒนาพฤติกรรมที่เหมาะสมกับเด็ก ซึ่งในระบบการเรียนของครูนั้น ไม่มีการเรียนการสอนเรื่องการพัฒนาพฤติกรรมที่ดีและเหมาะสมให้แก่เด็ก เป็นจุดอ่อนของการศึกษา ครูจึงไม่มีทักษะในการจัดการ จึงใช้ประสบการณ์เก่า ๆ ที่เคยพบเจอมาใช้ลงโทษเด็ก ซึ่งการพัฒนาเด็ก ปรับพฤติกรรมเด็กต้องเป็นไปตามข้อกำหนด ไม่ใช่ทำด้วยความอำเภอใจ การจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการควรสร้างความเข้าใจในการปกป้องคุ้มครองเด็ก ไม่ละเมิดสิทธิเด็ก และปรับเนื้อหาการสอนที่ควรจะแนะนำให้เด็กหันไปพัฒนาตนเอง การแสดงออก การมีทักษะทางสังคมในทางที่เหมาะสม ที่จะช่วยสร้างจุดเด่นให้เด็กได้ ยกตัวอย่างเช่น เด็กที่เป็นนักกีฬา เด็กที่มีผลการเรียนดี เด็กจะได้รับความสนใจ เด็กจะเรียนรู้ได้ว่าถ้าตัวเองพัฒนาในทางที่ดีก็จะเป็นที่ยอมรับ จึงไม่จำเป็นต้องทำตัวผิดระเบียบ ทั้งทรงผม เครื่องแต่งกาย เด็กมัธยมศึกษาตอนต้นเป็นวัยที่ฮอร์โมนเพศเริ่มทำงาน เด็กจะสนใจในเรื่องเพศ ถ้าโรงเรียนสามารถแนะนำให้เด็กรู้จักวิธีการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ เช่น ภาวะก่อนมีประจำเดือน เด็กอาจเกิดอารมณ์ซึมเศร้า การฝึกให้เด็กมองเรื่องเพศให้กว้างกว่าการมีเพศสัมพันธ์ สร้างความตระหนักให้เด็กได้รู้เท่าทัน หรือส่งเสริมให้เด็กได้มีกิจกรรมอะไรที่ทดแทนหรือหมกมุ่นกับการมีเพศสัมพันธ์ เช่น การออกกำลังกาย การท่องเที่ยว อีกทั้ง ต้องมีการเสริมสร้างทักษะการจัดความสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามที่เหมาะสม สังคมปัจจุบันมีการเปิดกว้างของเพศหลากหลาย เด็กต้องรู้จักการจัดการความสัมพันธ์ที่เหมาะสมกับเพศที่หลากหลาย มีความเหมาะสมทางสังคม มีการรักษาระยะห่างทางกายที่เหมาะสม ซึ่งเด็กบางคนอาจจะไม่คิดถึงความแตกต่างระหว่างเพื่อนต่างเพศ เช่น ไม่ควรจะไปไหนต่อไหนกับเพศตรงข้าม จากกรณีเรื่องครูล่วงละเมิดทางเพศเด็กนักเรียน ส่วนหนึ่งเพราะเด็กไม่ได้ถูกสอนให้รักษาระยะห่างที่เหมาะสม โดยเฉพาะการที่ถูกครอบงำทางความคิดเรื่องเพศจากบุคคลที่ไม่ประสงค์ดี รวมไปถึง ผู้ปกครองจะต้องเปิดใจรับฟังให้เด็กสามารถสื่อสาร บอกกล่าวปัญหาที่อาจจะเกิดจากการกระทำที่ไม่เหมาะสม ธรรมชาติของการเป็นวัยรุ่นจะต้องการความยอมรับ ครูที่เคยเป็นวัยรุ่นมาก่อนควรจะหาวิธีที่เหมาะสม มีทฤษฎีทางการศึกษาที่เหมาะสมเพื่อการแก้ไขปรับปรุงพฤติกรรมเด็ก ดีกว่าการลงโทษ เพราะไม่มีเด็กคนไหนยอมรับครูที่ทำร้ายจิตใจเขาหรอก การจัดการศึกษาที่ควรแก้ปัญหาหรือสร้างกระบวนการที่ช่วยให้การศึกษาเป็นไปในทางที่ราบรื่น การพัฒนาพฤติกรรมของเด็กควรเป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะในมาตรา 63 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก นายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ ผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติต่อกรณี การหายตัวของนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ (19 มิถุนายน 2563) สืบเนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมาได้กล่าวถึงเรื่องคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการขององค์อิสระ ซึ่งขอสรุปข้อมูลเพิ่มเติมอีกครั้งว่า รัฐธรรมปี 2560 กำหนดไว้ว่าให้ประเทศไทยใช้ระบบ 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560 มีบทบัญญัติเรื่อง สนช. ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ไว้ว่า ในระหว่างที่ยังไม่มีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ 2560 ให้ สนช. ที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ยังคงทำหน้าที่ต่อไป แต่สมาชิก สนช. จะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ 2560 นี้ด้วย ลักษณะต้องห้ามบางประการที่บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560 ยกเว้นไว้ไม่ให้นำมาใช้บังคับ ได้แก่ 1.สมาชิก สนช. ในฐานะ สว. มาทำหน้าที่ สส. ไม่ต้องเว้นวรรค 2 ปี 2. สมาชิก สนช. ในฐานะ สส. มาทำหน้าที่ สว. ไม่ต้องเว้นวรรค 5 ปี 3. สมาชิก สนช. ในฐานะ สว. เป็นรัฐมนตรีได้โดยไม่ต้องเว้นวรรค 2 ปี 4. สมาชิก สนช. จะสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ได้ ก็ต่อเมื่อได้ลาออกภายใน 90 วันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ในข้อยกเว้นข้างต้นไม่ได้กล่าวถึงการเป็นกรรมการขององค์กรอิสระ จึงต้องเป็นไปตามกฎหมายปกติ ซึ่งกรณีที่อดีตสมาชิก สนช. ในระบบสภาเดียว ย่อมมีสถานะเป็นทั้ง สส. และ สว. จึงมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการขององค์กรอิสระ หากเว้นวรรคไม่เกิน 10 ปี และในกรณีที่กรรมการสรรหาได้เห็นชอบบุคคลแล้ว แต่คณะตุลาการยังมีอำนาจในการตรวจสอบอีกขั้นหนึ่ง จากข่าวการหายตัวไปของคุณวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ที่ประเทศกัมพูชาเมื่อวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมา นั้น และเมื่อวันที่ 7 ญาติของคุณวันเฉลิมได้แถลงการณ์เรียกร้องให้ผู้ก่อเหตุปล่อยตัวคุณวันเฉลิม และขอให้องค์กรที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือและหาข้อเท็จจริงเป็นการเร่งด่วน ส่วนของ กสม. นั้นได้พิจารณาแล้วและประสานไปยังกระทรวงการต่างประเทศเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน เพื่อขอให้หน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องแสวงหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ และขอให้แจ้งให้ กสม. ได้ทราบเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศยังอยู่ในกระบวนการดำเนินการสืบหาข้อเท็จจริง ทั้งนี้ต้องให้เวลากับกระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการ หลังจากนี้หากเว้นระยะไปพอสมควรแล้วยังไม่ได้รับข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศ กสม.จะทำหนังสือไปยังกระทรวงการต่างประเทศอีกครั้งเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน มีการยื่นหนังสือถึง กสม. ให้ช่วยเหลือคุณวันเฉลิม ทั้งนี้ กรณีนี้ได้เกิดขึ้นในต่างประเทศ กสม. ไทยจึงไม่มีอำนาจในการตรวจสอบ แต่ กสม. มิได้นิ่งนอนใจและได้ประสานการคุ้มครองไปยังกระทรวงการต่างประเทศให้ดำเนินการโดยมิล่าช้า ซึ่งคุณวันเฉลิมจะหายตัวไปอย่างไรหรือเปล่าต้องมีการสืบสวนก่อน ต้องให้เวลาในการดำเนินการ เว้นแต่ถ้ามีผู้ใดมีพยานหลักฐานว่าเป็นการอุ้มหายอย่างแน่นอนก็สามารถแจ้งมาให้ทราบได้ การดำเนินการก็อาจจะเป็นอีกทิศทางหนึ่ง กรณีการหายตัวไปของคุณวันเฉลิม ถ้ามีการอุ้มหายจริง ถือเป็นเรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน แต่ กสม.ไทยไม่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบ เพราะเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในประเทศกัมพูชา ซึ่งเขามีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนของเขา แต่ กสม. ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะก่อนที่จะมีใครมายื่นหนังสือให้ตรวจสอบ กสม.ได้มีหนังสือไปยังกระทรวงการต่างประเทศให้ตรวจสอบแล้ว กสม. ทำงานด้วยความรวดเร็ว ก้าวไปก่อนใครก้าวหนึ่งเสมอ ไม่ได้ตามหลัง นายวัส ติงสมิตร ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
ข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการแก้ไขปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการยุติการตั้งครรภ์เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน ตอนที่ 2 (21 สิงหาคม 2563) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้พูดถึงกรณีการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 ได้มีมติเสียงข้างมากวินิจฉัยประมวลกฎหมายอาญาเรื่องการทำแท้ง ตามคำร้องของแพทย์หญิงศรีสมัย เชื้อชาติ ที่ได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 ว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 และมาตรา 28 หรือไม่ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 305 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 27 มาตรา 28 และ มาตรา 77 หรือไม่ โดยผลการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญได้ลงมติว่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 ซึ่งบัญญัติว่า “หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 หรือมาตรา 28 ซึ่งจะมีผลใน 360 วัน นั่นคือ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2564 โดยหลักการแล้ว เมื่อมีการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญว่ากฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ กฎหมายนั้นก็จะสิ้นสภาพไป จึงต้องมีการกำหนดกฎหมายขึ้นมาใหม่ โดยจะต้องพึงระวัง ใส่ใจข้อกำหนดกฎหมาย โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน รัฐควรจะมีการแก้ไขปรับปรุงข้อกฎหมายให้การทำแท้งตามเหตุผลความจำเป็นเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ความคุ้มครองสิทธิของหญิงตั้งครรภ์และสิทธิของทารกในครรภ์ ซึ่งจะต้องทำให้สมดุลกัน ให้ผู้หญิงมีสิทธิที่จะยุติการตั้งครรภ์ที่ถูกต้องและปลอดภัย ซึ่งเป็นสิทธิในเนื้อตัวและร่างกายของเขา โดยการที่รัฐจะออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของบุคคล กระทบกับชีวิตคนคนหนึ่งนั้น จะต้องให้ข้อมูลที่รอบด้านว่าหากกำหนดกฎหมายแบบนี้แล้ว ผู้ที่เกี่ยวข้องจะกระทบอย่างไรบ้าง สังคมไทยต้องตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบันว่ามีผู้หญิงที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมอยู่จำนวนมาก และมักจะหาวิธียุติการครรภ์ที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากการไม่รู้และเกรงกลัวต่อกฎหมาย และบรรทัดฐานทางสังคม ซึ่งเป็นปัญหาทางสังคมอย่างหนึ่ง เช่น การลักลอบยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่ถูกต้องตามหลักทางการแพทย์ เป็นความเสี่ยงและไม่ปลอดภัยต่อผู้หญิง อาจจะถึงขั้นเสียชีวิตได้ จากข่าวที่นำเสนอกรณีที่พ่อแม่ทำร้ายลูก ส่วนหนึ่งเกิดจากการไม่พร้อมในการตั้งครรภ์และเลี้ยงดูบุตร ด้วยวัยที่ไม่เหมาะสม จึงไม่สามารถที่จะเลี้ยงดูลูกได้อย่างเหมาะสม ส่งผลกระทบไปถึงปัญหาสังคมด้านอื่น ๆ ตามมา สังคมจึงต้องลุกขึ้นมาร่วมมือกันแก้ปัญหา เพราะจริง ๆ แล้วเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่สามารถทำให้ผู้หญิงยุติการตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัย กสม. ได้ตระหนักถึงปัญหาทางสังคมและเห็นว่าการกำหนดข้อกฎหมายขึ้นมาแทนมาตรา 301 นั้น ควรจะคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่ง กสม. ได้จัดประชุมขึ้นมาหลายครั้ง โดยได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากหลาย ๆ ด้านมาให้ความเห็น เช่น นักวิชาการด้านสาธารณสุข แพทย์ นักกฎหมาย รวมไปถึงการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานอื่น ๆ เช่น แพทยสภา ราชวิทยาลัยทางการแพทย์ องค์กรเอกชนด้านสิทธิเด็ก มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย เครือข่ายแพทย์อาสา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมสุขภาพจิต กรมอนามัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เครือข่าย women help women ซึ่งในกระบวนการรับฟังความเห็นนั้นมีบางองค์กรเสนอความเห็นว่า ควรแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบททางสังคมในปัจจุบันโดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน และเสนอว่า การยุติการตั้งครรภ์ควรมีการกำหนดเงื่อนไขเรื่องเวลาที่เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยต่อผู้หญิงเอง และต้องมีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพในการเลี้ยงดูเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่คลอดก่อนกำหนด ซึ่งสำหรับประเทศไทยกำหนดให้เด็กที่คลอดก่อนกำหนดคือ 28 สัปดาห์หรือ 7 เดือน ถ้าน้อยกว่านี้จะถือได้ว่าคือการแท้ง ซึ่งกรณีที่เด็กคลอดก่อนกำหนดนั้นโอกาสจะพิการมีค่อนข้างมาก หรืออาจจะเสียชีวิตเพราะความสมบูรณ์พร้อมของตัวอ่อนยังมีไม่เพียงพอ อีกทั้ง ยังต้องมีกระบวนการดูแลเด็กที่เฉพาะทางและมีค่าใช้จ่ายสูง ทางคณะทำงานฯ ได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับมาเตรียมยกร่างเพื่อเสนอต่อกรรมการบริหารเพื่อรับฟังความเห็นและพิจารณาอีกครั้ง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่คำนึงถึงและสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนให้ชัดเจน รวมไปถึงมุมมองหรือข้อกฎหมายของต่างประเทศเพื่อเปรียบเทียบกัน นางสาวอารีวรรณ จตุทอง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
ข้อเสนอแนะเพื่อยุติการใช้ความรุนแรงทางเพศต่อนักเรียนจากครูและบุคลากรในสถานศึกษา (17 กรกฎาคม 2563) การเหตุการณ์ที่เยาวชนต้องเจอปัญหาการใช้ความรุนแรงทางเพศ การถูกละเมิดสิทธิโดยครูและบุคลากรในสถานศึกษา ทาง กสม. ได้ติดตามข้อมูลเหล่านี้และมองว่าต้องมีการทบทวนกระบวนการคุ้มครองเด็ก เพื่อยุติปัญหาที่เกิดขึ้นและอาจจะเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน เพราะการคุกคามทางเพศเป็นเรื่องร้ายแรงและเกิดขึ้นซ้ำ ๆ แต่ไม่มีการแก้ปัญหาตามแนวทางที่ควรจะเป็น ซึ่งมักจะจบปัญหาด้วยการเงียบเพราะความอาย หรือความกลัวจากการถูกข่มขู่ สังคมต้องตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการคุ้มครองเด็ก เหตุใดจึงมีการใช้ความรุนแรงทางเพศเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ซึ่งไม่ได้เกิดจากคนแปลกหน้า แต่เกิดจากผู้ใกล้ชิด ญาติ พี่น้อง หรือแม้กระทั่งพ่อของเด็กเอง เกิดอะไรกับครูและผู้ปกครอง เหตุใดจึงขาดการยับยั้งชั่งใจ สังคมต้องตระหนักและทบทวน เพราะไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แต่เด็กเป็นอนาคตของประเทศชาติที่จะต้องได้รับการปกป้อง เด็กต้องมีโอกาสเติบโตในสังคมที่ดีและเป็นกำลังของชาติต่อไป กสม. มีความกังวลกับปัญหาที่เกิดขึ้นและตั้งใจที่จะแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ในระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมานี้ กสม. ได้มีการจัดให้มีการรับฟังความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องในภาคส่วนต่าง ๆ เช่น ผู้ที่อยู่ในกระบวนการจัดการศึกษา สื่อแขนงต่าง ๆ ผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อรวบรวมข้อมูลของปัญหาและแนวทางการแก้ไข มีการตรวจสอบและรับฟังอย่างรอบด้าน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างเหมาะสมและสามารถใช้ได้จริง สอดคล้องกับบริบททางสังคม และเป็นไปตามหลักการของอนุสัญญาสิทธิเด็ก ซึ่งภายในเดือนสิงหาคมนี้ กสม. จะสามารถนำเสนอข้อเสนอแนะการแก้ปัญหาเชิงระบบไปยังรัฐบาลได้ ให้โรงเรียนกลับมาเป็นสถานที่ปลอดภัยของเด็ก ๆ อีกครั้ง มีครูที่เป็นแบบอย่างที่ดีและเป็นผู้ที่คุ้มครองเด็ก รัฐบาลต้องทบทวนและมอบให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ปฏิบัติ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ นำข้อเสนอแนะไปดำเนินงานให้เด็กได้รับความปลอดภัยและพัฒนาในแนวทางที่ถูกต้อง จากการรับฟังความเห็นทั้งสามครั้งที่ผ่านมานั้นได้พบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเกิดจากการที่หน่วยงานต่าง ๆ ไม่มีการบูรณาการทำงานให้เชื่อมโยงกัน กลไกการป้องกันต่าง ๆ ที่มีอยู่ไม่ครอบคลุมไปถึงเด็กในระดับหมู่บ้าน ตำบล ซึ่งกลไกที่วางไว้มักจะเป็นนโยบายที่ไม่มีการนำไปปรับใช้ให้ทั่วถึง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรจะมีบทบาทสำคัญในการทำงานที่เข้าไปถึงระดับครอบครัว มีศูนย์คุ้มครองช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศเพื่อรับเรื่องร้องเรียนเพื่อคุ้มครองเด็กที่ถูกละเมิดทางเพศ ซึ่งต้องมีกระบวนการคุ้มครองเด็กในการร้องเรียนโดยไม่ต้องแสดงตัวและไม่ให้ถูกข่มขู่ ดำเนินการเรื่องเหล่านี้ด้วยความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ตำรวจต้องมีส่วนในการคุ้มครองสิทธิเด็กในการดำเนินคดีด้วยความระมัดระวัง กรมคุ้มครองสิทธิที่ดูแลเรื่องการคุ้มครองพยาน รวมไปถึงภาคประชาสังคมที่เข้ามามีส่วนในการช่วยเหลือเด็กที่ถูกละเมิด ให้กำลังใจ ชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องให้เด็กเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยความปลอดภัย รวมไปถึงสื่อ โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ที่ต้องมีการควบคุมไม่ให้ละเมิดสิทธิเด็ก กสม. ทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิเด็ก ส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิเด็ก และจัดทำข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่มีหน้าที่และอำนาจโดยตรงให้ดำเนินการตามความเหมาะสม โดยเห็นว่าครูต้องได้รับการอบรมให้มีความรู้เกี่ยวกับสิทธิเด็ก มีการทบทวนความรู้และสร้างความตระหนักอย่างต่อเนื่อง สร้างจิตสำนึกในความเป็นครู ตระหนักในสิทธิเด็ก ต้องคุ้มครองเด็กซึ่งจะเป็นอนาคตของประเทศชาติต่อไป ความหวังที่จะสร้างอนาคตของเด็กไทยอยู่ที่ครูและผู้ปกครอง ซึ่งเกี่ยวเนื่องไปถึงการตัดผมเด็ก ครูต้องเข้าใจว่าการลงโทษบางอย่างเหตุใดจึงไม่สามารถทำได้ นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
ข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการแก้ไขปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการยุติการตั้งครรภ์เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน (14 สิงหาคม 2563) เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 ได้มีมติเสียงข้างมากวินิจฉัยประมวลกฎหมายอาญาเรื่องการทำแท้ง ตามคำร้องของแพทย์หญิงศรีสมัย เชื้อชาติ ที่ได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 ว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 และมาตรา 28 หรือไม่ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 305 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 27 มาตรา 28 และ มาตรา 77 หรือไม่ จากกรณีที่แพทย์หญิงศรีสมัย เชื้อชาติ ซึ่งเป็นแพทย์ในเครือข่ายแพทย์อาสาเพื่อยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ตามกฎหมายและเปิดคลินิกศรีสมัยการแพทย์ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้ถูกตำรวจจับเนื่องจากสงสัยว่าเปิดทำแท้งผิดกฎหมาย แต่แพทย์หญิงศรีสมัย ท่านได้ให้ข้อมูลว่าได้รับอนุญาตจากสำนักอนามัยการเจริญพันธ์ ของกรมอนามัยในการทำแท้ง และได้ทำถูกต้องตามระเบียบการทำแท้งของแพทยสภา จึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย โดยผลการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญได้ลงมติว่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 ซึ่งบัญญัติว่า “หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 หรือมาตรา 28 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 305 ซึ่งบัญญัติว่า “ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวในมาตรา 301 และมาตรา 302 นั้น เป็นการกระทำของแพทย์ที่จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากสุขภาพของหญิงนั้น หรือหญิงมีครรภ์เนื่องจากการกระทำความผิดอาญา เช่น การถูกข่มขืน กระทำชำเรา ผู้กระทำไม่มีความผิด” ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมากวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 305 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 มาตรา 28 และมาตรา 77 และประเด็นสุดท้ายคือ การพิจารณาถึงความสมควรในการปรับปรุงกฎหมาย หรือไม่ อย่างไร ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมากวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 และมาตรา 305 สมควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปรับปรุงบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 74 กำหนดคำบังคับให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่วินิจฉัยว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนั้น มีผลเมื่อพ้นสามร้อยหกสิบวันนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย นั่นคือวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยดังกล่าวออกมา ทำให้เกิดกระแสเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่า สรุปแล้วการทำแท้งหากทำเพื่อสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์จะถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ผิดกฎหมายใช่หรือไม่ และปัจจุบันข้อกฎหมายที่ใช้ในการควบคุมดูแลเรื่องนี้เป็นอย่างไร ตามหน้าที่และอำนาจของกสม. สามารถดำเนินการเสนอแนะแนวทางหรือมาตรการในการแก้ไขปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำสั่งใด ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนนั้น จึงได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการยุติการตั้งครรภ์ โดย กสม. ได้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริง และรับฟังความเห็นจากผู้ทรงวุฒิที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เพื่อประกอบการจัดทำ ซึ่งต้องย้ำว่าปัจจุบันการทำแท้งเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่จะมีข้อยกเว้นในกรณีที่จำเป็นที่เป็นไปตามข้อบังคับของแพทยสภา นั่นคือ การยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์จะกระทำได้เมื่อหญิงตั้งครรภ์ยินยอม และแพทย์ผู้กระทำการยุติการตั้งครรภ์ต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมาย อีกทั้ง การยุติการตั้งครรภ์ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไข คือ กรณีจำเป็นต้องกระทำเนื่องจากปัญหาสุขภาพทางกายและสุขภาพทางจิตของหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งต้องได้รับการรับรองหรือเห็นชอบจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม การยุติการตั้งครรภ์เป็นปัญหาทางสังคม ทั้งทางการแพทย์ ทางกฎหมาย และคุณธรรมจริยธรรมอันดี เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนที่ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ และให้ความสำคัญในคุณค่าของทารกในครรภ์ แต่ไม่เพียงแค่การเห็นคุณค่าของทารกที่จะเกิดมา ยังต่อให้ความสำคัญต่อ ซึ่งปัจจุบันข้อกฎหมายได้กำหนดโทษที่มุ่งลงโทษแต่เฉพาะฝ่ายหญิง ทั้งที่การตั้งครรภ์ไม่ได้เกิดจากการกระทำของหญิงเพียงฝ่ายเดียว แต่ชายที่มีสัมพันธ์กับหญิงต้องร่วมรับผิดและถูกลงโทษด้วย จึงเห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวทำให้ชายและหญิงไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม และการที่สิทธิเสรีภาพในเนื้อตัวร่างกายถูกกฎหมายกำหนดให้เป็นความผิด กดทับและสร้างผลกระทบทั้งต่อร่างกาย จิตใจ สังคม และเศรษฐกิจของผู้หญิงอย่างมาก การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายจึงควรตั้งอยู่บนฐานที่ให้ความสำคัญกับเนื้อตัวร่างกายและสิทธิของผู้หญิงเป็นสำคัญ เพราะถือเป็นสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์เป็นสิทธิมนุษยชนของผู้หญิง ที่จะกำหนดเจตจำนงของหญิงตั้งครรภ์และนำไปสู่การตัดสินใจว่าจะยุติการตั้งครรภ์หรือตั้งครรภ์ต่อไป ทั้งนี้ การคุ้มครองสิทธิของผู้หญิงตั้งครรภ์กับทารกในครรภ์ จะต้องมีเงื่อนไขที่เหมาะสม อย่างเช่นให้นำเอาอายุของครรภ์มาเป็นเงื่อนไขในการยกเว้นให้กระทำได้โดยไม่มีความผิด โดยอาจจะกำหนดอายุครรภ์ไม่ถึง 12 สัปดาห์ หรือการตั้งครรภ์มีผลกระทบต่อจิตใจของหญิงนั้น หรือตัวอ่อนในครรภ์มีความพิการ มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคทางพันธุกรรม รัฐควรจะมีการแก้ไขปรับปรุงข้อกฎหมายให้การทำแท้งตามเหตุผลความจำเป็นเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ความคุ้มครองสิทธิของหญิงตั้งครรภ์และสิทธิของทารกในครรภ์ ซึ่งจะต้องทำให้สมดุลกัน และต้องคำนึงถึงสิทธิของบุคลากรทางการแพทย์ด้วย ไม่เช่นนั้นก็อาจถือได้ว่าเป็นการจำกัดสิทธิของหญิงตั้งครรภ์เกินความจำเป็น ประกอบกับรัฐธรรมต้องบัญญัติ ซึ่งจากสถิติในปัจจุบันนั้น ผู้ที่กระทำการยุติการตั้งครรภ์ส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน วัยกลางคน มากกว่าวัยรุ่นตามที่สังคมเข้าใจ จากสถิติพบว่าแต่ละปีมีผู้หญิงทำแท้งจากคลินิกเถื่อนมากถึง 1.2 แสนรายและมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากการยุติการตังครรภ์ที่ไม่ปลอดภัย นางสาวอารีวรรณ จตุทอง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
ความเห็นประธาน กสม. ต่อลักษณะต้องห้ามของการเป็นกรรมการในองค์กรอิสระ (12 มิถุนายน 2563) ในขณะนี้ สำนักงาน กสม. กำลังสรรหา กสม.ชุดใหม่เพิ่มอีกสามคน ซึ่งมีผู้ที่มีคุณสมบัติที่ยังเป็นปัญหาอยู่จำนวนหนึ่ง เป็นประเด็นเรื่องบุคคลที่เคยดำรงตำแหน่ง สนช.ว่ามีคุณสมบัติต้องห้ามหรือไม่ ถ้าพิจารณาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จะเห็นว่า ประเทศไทยใช้ระบบ 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎร (สส.)และวุฒิสภา (สว.) ส่วน สนช. นั้น เกิดจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 เป็นรัฐธรรมนูญภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และให้มี สนช. ซึ่งเป็นระบบสภาเดียว แต่ทำหน้าที่ 2 สภา คือ สส.และ สว. ตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายต่าง ๆ กำหนดไว้ ซึ่ง สนช. มีอำนาจเท่ากับสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภารวมกัน ซึ่งมากกว่าอำนาจของแต่ละสภา ในภายหลังเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ปรากฏว่า ประเทศไทยใช้ระบบ 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560 จึงมีบทบัญญัติเรื่อง สนช. ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ไว้ว่า ในระหว่างที่ยังไม่มีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ 2560 ให้ สนช. ที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ยังคงทำหน้าที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาต่อไป และให้สมาชิก สนช. ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ทำหน้าที่เป็น สส. หรือ สว. ตามลำดับ แต่สมาชิก สนช. จะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ 2560 นี้ด้วย คงมีลักษณะต้องห้ามบางประการที่บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560 ยกเว้นไว้ว่า ไม่ให้นำมาใช้บังคับ ได้แก่ 1.สมาชิก สนช. ในฐานะ สว. มาทำหน้าที่ สส. ไม่ต้องเว้นวรรค 2 ปี 2. สมาชิก สนช. ในฐานะ สส. มาทำหน้าที่ สว. ไม่ต้องเว้นวรรค 5 ปี 3. สมาชิก สนช. ในฐานะ สว. เป็นรัฐมนตรีได้โดยไม่ต้องเว้นวรรค 2 ปี 4. สมาชิก สนช. จะสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ได้ ก็ต่อเมื่อได้ลาออกภายใน 90 วันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560 การสรรหาและแต่งตั้งบุคคลมาเป็น สว. มีลักษณะต้องห้ามประการหนึ่งที่ยกเว้นไว้ว่า ไม่ให้นำมาใช้บังคับคือ คนที่เป็นรัฐมนตรีมาก่อน สามารถได้รับการสรรหาและแต่งตั้งให้เป็น สว. ได้โดยไม่ต้องเว้นวรรค 5 ปี แต่คนที่เป็นสมาชิก สนช. ในฐานะ สส. มาก่อน รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้บัญญัติให้แต่งตั้งได้โดยไม่ต้องเว้นวรรคดังกรณีที่รัฐมนตรีมาเป็น สว. ดังนั้น สมาชิก สนช. ในฐานะ สส. จึงน่าจะไม่สามารถได้รับการแต่งตั้งให้เป็น สว. โดยยังเว้นวรรคไม่ถึง 5 ปี ในส่วนของกรรมการ ป.ป.ช. นั้น มีลักษณะต้องห้ามอยู่ 25 ข้อ ตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. 2561 ข้อที่เป็นปัญหาคือ เป็นหรือเคยเป็น สส. หรือ สว. ในระยะ 10 ปี ก่อนเข้ารับการสรรหา ซึ่งอดีตสมาชิก สนช. ในระบบสภาเดียว ย่อมมีสถานะเป็นทั้ง สส. และ สว. จึงมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการ ป.ป.ช. หากเว้นวรรคไม่เกิน 10 ปี และในกรณีที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบอดีตสมาชิก สนช. เป็นกรรมการ ป.ป.ช. และพ้นกำหนดเวลา 90 วันไปแล้ว ประธานวุฒิสภาควรรอข้อยุติจากการสรรหา กสม. อีก 3 คน ที่ยังดำเนินการอยู่ ก่อน ส่วนกรณีการสรรหา กสม. อีก 3 คนที่กำลังดำเนินการอยู่นั้น หากคณะกรรมการสรรหาประกาศรายชื่อผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามแล้ว ผู้ที่ถูกตัดรายชื่อออกไปเพราะขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม สามารถนำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครองกลางภายใน 90 วัน เพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา เมื่อมีการฟ้องคดีดังกล่าว กระบวนการสรรหาของคณะกรรมการสรรหาและการพิจารณาให้ความเห็นชอบของวุฒิสภา ยังคงเดินหน้าต่อไป เพราะกฎหมายบัญญัติว่า ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา และมิให้นำบทบัญญัติว่าด้วยมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองมาใช้บังคับ (พ.ร.ป. กสม. 2560 มาตรา 18) ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญขององค์กรอิสระทุกองค์กร ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครหรือผู้ได้รับการสรรหา เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัย แม้กฎหมายจะบัญญัติต่อไปว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นที่สุด ก็ไม่ตัดอำนาจขององค์กรตุลาการที่จะเข้ามาตรวจความถูกต้อง องค์กรตุลาการดังกล่าวคือศาลปกครอง เพราะกรรมการสรรหาเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และคณะกรรมการสรรหาถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ผู้เดือดร้อนหรือเสียหายมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองให้เพิกถอนคำสั่งหรือมติที่คณะกรรมการสรรหาเลือกอดีตสมาชิก สนช. มาเป็นกรรมการในองค์กรอิสระได้ภายใน 90 วัน” นายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
การรับสมัครบุคคลและองค์กรที่มีผลงานดีเด่นด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2563 (7 สิงหาคม 2563 ) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกำลังดำเนินการคัดเลือกบุคคลและองค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ทั้งในส่วนของการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบสิทธิมนุษยชนอย่างใดอย่างหนึ่งใน 7 ด้านที่ประเทศได้ร่วมเป็นภาคี เช่น สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม สิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง และดำเนินการด้วยความมุ่งมั่นมาอย่างต่อเนื่อง ให้รับรางวัลบุคคลและองค์กรที่มีผลงานดีเด่นด้านส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2563 จำนวน 7 รางวัล เพื่อเป็นการยกย่อง เชิดชู และประกาศเกียรติคุณของบุคคลและองค์กรที่อุทิศตนปฏิบัติงานด้านสิทธิมนุษยชนให้สังคมได้รับรู้ ตลอดจนเพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชนเพิ่มขึ้น เป็นแบบอย่างที่ดีต่อคนรุ่นหลังต่อไป ซึ่งการมอบรางวัลได้ดำเนินการมาต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 แล้ว การพิจารณาคัดเลือกจะมีแนวทางในการพิจารณาผลงาน เช่น พิจารณาผลการดำเนินงานที่เป็นที่ประจักษ์ มีประสบการณ์ ภารกิจ ขอบเขต และระยะเวลาในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนมายาวนานต่อเนื่อง การทำงานมีความเสี่ยง ความยากลำบาก หรือความทุ่มเทในการทำงานเพื่อปกป้อง คุ้มครองสิทธิมนุษยชน และส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต มีการทำงานที่ส่งผลกระทบหรือก่อให้เกิดคุณค่าและการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางและยั่งยืน ทั้งนี้ บุคคลหรือองค์กรที่มีความสนใจจะเสนอชื่อเข้าร่วมการคัดเลือกครั้งนี้ สามารถเสนอชื่อตนเองหรือเสนอชื่อผู้อื่นได้ โดยให้ดาวน์โหลดใบสมัครจากเว็บไซต์ของสำนักงาน กสม. และจัดส่งใบสมัครพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้อง คือ รูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว จำนวน 1 รูปและข้อมูลประกอบการพิจารณาอื่น ๆ ถ้ามี มายังช่องทางการรับสมัครต่าง ๆ คือ มาส่งด้วยตนเองที่สำนักงาน กสม.ในวันและเวลาราชการ ส่งทางไปรษณีย์มายังสำนักงาน กสม. โดยวงเล็บมุมซองว่า สมัคร/เสนอชื่อบุคคลหรือองค์กรดีเด่น หรือส่งมาทางอีเมล hrpo62@hotmail.com ภายในวันที่ 24 สิงหาคม 2563 หากมีข้อสงสัยต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูได้จากเว็บไซต์ของสำนักงาน กสม. หรือโทรศัพท์มาสอบถามได้ที่สำนักงาน กสม. คุณนภัทร 02 141 3922 และคุณจิราภรณ์ 02 141 3931 บุคคลหรือองค์กรที่ได้รับคัดเลือกจะได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณและเงินรางวัล รางวัลละ 25,000 บาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงานเพื่อประโยชน์สุขของส่วนร่วมในการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษชนต่อไป ซึ่งสำนักงาน กสม. มีแผนในการจัดงานมอบรางวัลในวันที่ 10 ธันวาคม นี้ นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
สู่สองทศวรรษของ กสม. (10 กรกฎาคม 2563) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของประเทศไทย ก่อตั้งมาจากรัฐธรรมนูญ ปี 2540 หลังจากที่รัฐธรรมนูญออกมาแล้ว ก็มีพระราชบัญญัติออกมาตาม และได้ประกาศใช้ในปี 2542 ผ่านกระบวนการโปรดเกล้าแต่งตั้งในปี 2544 เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม กสม.ปัจจุบันเป็นชุดที่สาม และกำลังอยู่ในขั้นตอนการสรรหา กสม. ชุดที่ 4 โดย กสม.ในแต่ละชุดมีดังนี้ ชุดที่ 1 จำนวน 11 ท่าน ปฏิบัติหน้าที่ ระหว่างวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 - 24 มิถุนายน 2552 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดแรก มีวาระการดำรงตำแหน่งหกปีนับตั้งแต่วันที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง คือ วันที่ 13 กรกฎาคม 2544 และครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 12 กรกฎาคม 2550 ซึ่งในช่วงของการปฏิบัติหน้าที่ ได้เกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 แต่ กสม. ชุดแรกยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2542 จนถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2552 ชุดที่ 2 จำนวน 7 ท่าน ปฏิบัติหน้าที่ระหว่างวันที่ 25 มิถุนายน 2552 - 19 พฤศจิกายน 2558 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชุดที่ 2 จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 (ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2550) ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2552 ซึ่งครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 24 มิถุนายน 2558 ชุดที่ 3 จำนวน 7 ท่าน เข้ารับหน้าที่เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2558 จนถึงปัจจุบัน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ชุดที่ 3 เข้ารับหน้าที่เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2558 โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี นับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว และจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2564 บทบาทหน้าที่ของ กสม. มีรายละเอียดแตกต่างกันไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกในแต่ละฉบับ โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีสถานะเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และมาตรา 247 บัญญัติให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีหน้าที่และอำนาจในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ซึ่งในการปฏิบัติหน้าที่ของ กสม. จะต้องคำนึงถึงความผาสุกของประชาชนชาวไทยและผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติเป็นสำคัญด้วย ด้วยเหตุที่บุคลากรของสำนักงาน กสม. มีจำนวนน้อย ไม่สามารถดำเนินการต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วเท่าที่ควร จากภารกิจงานด้านคุ้มครอง มีข้อร้องเรียนค้างคาเป็นจำนวนมากถึงร้อยละ 90 ใน กสม. ชุดที่ 3 นี้จึงได้จัดรูปแบบการทำงานใหม่ให้สามารถดำเนินการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น มีการวางขั้นตอนกฎเกณฑ์การดำเนินงานให้สามารถดำเนินงานโดยเร็วในการแก้ไขปัญหาการแสวงหาข้อเท็จจริง มีกระบวนการที่เข้มข้นขึ้น เร็วขึ้น รวมไปถึง กระบวนการกลั่นกรองเรื่องว่าที่ตรวจสอบแล้วนั้นมีความถูกต้องแล้วหรือยังนั้น มีกระบวนการกลั่นกรองเป็นแบบเดี่ยวแต่มีหลายชั้น จนสามารถพัฒนาการทำงานไปได้พอสมควร สามารถสะสางข้อร้องเรียนลดไปเป็นจำนวนมาก ในส่วนของงานด้านส่งเสริม กสม. ชุดที่ 3 นี้ ให้ความสำคัญในการให้ข้อมูลด้านสิทธิมนุษยชนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และประชาชน เป็นเหมือนสะพานเชื่อมระหว่างรัฐกับประชาชน ไม่ให้เกิดการกระทบด้านสิทธิมนุษยชน ทั้งที่เกิดจากรู้และไม่รู้ ซึ่งมีกิจกรรมหลากหลายในการให้ความรู้ เช่น การจัดเวที กสม. พบประชาชน เพื่อรับทราบปัญหาและนำข้อมูลความรู้ไปสู่ประชาชนให้มีความเข้าใจถูกต้อง ตรงกัน การจัดสัมมนา การอบรม สร้างหลักสูตรต่าง ๆ รวมถึง การสร้างคู่มือการเรียนรู้สิทธิมนุษยชน 5 ช่วงชั้น มอบให้กระทรวงศึกษาธิการนำไปใช้ ส่วนภารกิจงานด้านอื่น ๆ เช่น แผนธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ประเทศไทยประสบความสำเร็จในด้านนี้มาก ได้รับความชื่นชมจากนานประเทศในความคืบหน้าเรื่องนี้ นายวัส ติงสมิตร ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
หลักเกณฑ์พิจารณาของ กสม. ในการรับเรื่องร้องเรียนไว้ตรวจสอบ (5 มิถุนายน 2563) ตามหน้าที่และอำนาจของ กสม. ที่ต้องตรวจสอบและรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนทุกกรณีโดยไม่ล่าช้า และเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางที่เหมาะสมในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในแต่ละปีเรื่องร้องเรียนมายัง กสม.จำนวนมาก เฉลี่ยปีประมาณ 500-700 เรื่อง และในปี 2562 มีเรื่องร้องเรียนมา 727 เรื่อง โดยสามอันดับแรก ได้แก่ เรื่องสิทธิในกระบวนการยุติธรรม เช่น การใช้ความรุนแรงระหว่างถูกจับ การปิดกั้นไม่ให้เรื่องการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม เช่น การปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อ HIV การที่มหาวิทยาลัยไม่อนุญาตให้แต่งกายตามเพศสภาพ และเรื่องสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล เช่น กรณีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะการเผยแพร่ผ่านสื่อ โดยผู้ที่มีสิทธิยื่นคำร้องเรื่อง ได้แก่ 1. ผู้ถูกละเมิดหรือผู้ทำการแทนที่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ถูกละเมิด ผู้ได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม 2. บุคคลที่มีการพบเห็นการละเมิด 3.กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติหยิบยกเพื่อพิจารณาตรวจสอบ หลักเกณฑ์การพิจารณารับเรื่องร้องเรียนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา 39 มีรายละเอียดถึงเรื่องร้องเรียนที่ห้ามไม่ให้รับเรื่องที่คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่ามีลักษณะดังต่อไปนี้ ไว้พิจารณา 1. เรื่องที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาลหรือเรื่องที่ศาลมีคำพิพากษา คำสั่ง หรือคำวินิจฉัย เสร็จเด็ดขาดแล้ว เว้นแต่เป็นการศึกษาเพื่อประโยชน์ในการเสนอแนะให้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือคำสั่ง ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน 2. เรื่องที่ไม่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของ กสม. 3. เรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจขององค์กรอิสระอื่น หรือที่องค์กรอิสระอื่นรับไว้ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจขององค์กรอิสระนั้นแล้ว แต่ไม่ตัดอำนาจในการที่จะขอรับทราบผลการพิจารณาขององค์กรอิสระที่รับเรื่องไว้ดำเนินการ 4. เป็นการร้องเรียนโดยใช้สิทธิไม่สุจริตและการพิจารณาจะไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยส่วนรวม 5. เรื่องที่มีการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสมแล้ว 6. เป็นเรื่องที่ กสม. เคยพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เว้นแต่ จะปรากฏพยานหลักฐานหรือข้อเท็จจริงใหม่อันอาจทำให้ผลการพิจารณาเปลี่ยนแปลงไป 7. เรื่องอื่นตามที่ กสม. กำหนด นอกจากนี้ กสม. ยังได้ดำเนินการตาม ระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน พ.ศ. 2561 โดยเจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนอาจทําความเห็นเสนอคณะกรรมการเพื่อพิจารณาไม่รับเรื่องร้องเรียนใดไว้เป็นคําร้องได้ หากเรื่องร้องเรียนนั้นมีลักษณะดังต่อไปนี้ 1. เรื่องที่ข้อเท็จจริงไม่เพียงพอต่อการพิจารณาและไม่สามารถติดต่อผู้ร้องได้ ทั้งการพิจารณาต่อไปจะไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยส่วนรวม 2. เรื่องที่ผู้ร้องประสงค์ขอถอนเรื่องร้องเรียน ทั้งนี้ การถอนเรื่องร้องเรียนต้องมีหนังสือลงลายมือชื่อผู้ร้องประกอบการพิจารณาด้วย 3. เรื่องที่คณะกรรมการเคยพิจารณาแล้ว และไม่ปรากฏหลักฐานหรือข้อเท็จจริงใหม่อันอาจทําให้ผลการพิจารณาเปลี่ยนแปลงไป 4. เรื่องที่ผู้ได้รับความเสียหายไม่ประสงค์ให้คณะกรรมการตรวจสอบ 5. เรื่องอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด ถึงแม้ว่า กสม. จะไม่รับเรื่องไว้ตรวจสอบจากหลักเกณฑ์ของกฎหมายและระเบียบที่ว่าไว้ แต่เปิดโอกาสให้ กสม. ยังสามารถส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่มีอำนาจโดยตรงให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ร้อง ไม่ได้ปัดทิ้ง นางภิรมย์ ศรีประเสริฐ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2562 และรายงานผลการปฏิบัติวานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2562 (3 กรกฎาคม 2563) กสม.ได้นำเสนอรายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ประจำปี 2562 และรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนต่อสภาผู้แทนราษฎรได้รับทราบ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมาและได้เผยแพร่รายงานดังกล่าวให้สาธารณชนได้รับทราบ ซึ่งในปีที่ผ่านมา กสม. เห็นว่า รัฐบาลมีความพยายามในการส่งเสริมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพและแก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนในหลายประการ เช่น การปรับปรุง/แก้ไขกฎหมาย การส่งเสริมให้ผู้มีอุปสรรคในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้มีโอกาสเข้าถึงสิทธิดังกล่าวมากขึ้น ซึ่ง กสม. เห็นว่ายังมีการดำเนินการบางประการที่มีผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน จึงได้มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเพิ่มเติม 4 ด้าน ดังนี้ 1. สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กสม. เห็นว่า รัฐบาลควรปรับปรุงระเบียบหรือแนวปฏิบัติที่เป็นอุปสรรคต่อประชาชน เช่น การขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรม ควรมีมาตรการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ดำเนินกิจกรรมด้วยสันติวิธีจากการถูกข่มขู่คุกคามหรือทำร้าย ควรเร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว ซึ่งได้เสนอไปเมื่อปี 2562 และได้รับทราบว่า ครม. ให้ความเห็นชอบที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็ว และควรใช้ความระมัดระวังในการบังคับใช้กฎหมายที่มีบทบัญญัติเป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมโดยสงบ เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 2. สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ในส่วนสิทธิแรงงาน ปัญหาการค้าระหว่างประเทศส่งผลให้มีการปิดโรงงานหลายแห่งโดยค้างการจ่ายค่าจ้างและเลิกจ้าง ทั้งมีการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในภาคธุรกิจมากขึ้น รัฐบาลจึงควรดูแลให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวได้รับความคุ้มครองตามที่กฎหมายกำหนด ปัญหาเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิแรงงานของพนักงานจ้างเหมาบริการในภาครัฐและการปรับปรุงกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ซึ่งยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ สำหรับสถานการณ์ด้านสุขภาพ กสม. พบว่าการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นยังมีสัดส่วนค่อนข้างสูง จึงควรเน้นมาตรการเชิงป้องกันมากขึ้น ปัญหาด้านสุขภาพ คือ ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 และการใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ซึ่ง กสม.ได้เคยมีข้อเสนอแนะให้แก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีทางการเกษตรแล้วเมื่อปี 2562 และ ในปี 2563 รัฐบาลได้ห้ามการใช้สารเคมีอันตรายที่สอดคล้องกับข้อเสนอแนะแล้ว และต้องร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านให้เห็นถึงโทษของการใช้สารเคมีเหล่านี้ และรัฐจะต้องศึกษาและให้คำแนะนำต่อเกษตรกรในการใช้สารประเภทไหนที่ไม่เป็นอันตราย 3. ด้านสิทธิมนุษยชนของกลุ่มบุคคลเฉพาะ การดำเนินงานบางด้านเกี่ยวกับสิทธิเด็ก การใช้ความรุนแรงทางเพศกับเด็กทั้งในบ้านและในโรงเรียน ทั้ง ๆ ที่ควรจะเป็นคนที่จะให้ความคุ้มครองแก่เด็ก กสม. ได้มีการระดมความเห็นเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะต่อการยุติการใช้ความรุนแรงทางเพศต่อเด็กนักเรียนโดยครูหรือบุคลากรทางการศึกษา สิทธิผู้สูงอายุก็ยังมีข้อจำกัด เช่น การเตรียมความพร้อมของสังคมผู้สูงอายุ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่อยู่ในระบบสวัสดิการใด รัฐจะต้องเตรียมแผนที่จะส่งเสริมบทบาทของผู้สูงอายุให้สามารถใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี เช่น การทำงาน การมีรายได้ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ส่วนคนพิการยังมีอุปสรรคในการเข้าถึงสิทธิตามกฎหมายและอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (CRPD) โดยเฉพาะด้านการศึกษา การมีงานทำ และการเข้าถึงบริการขนส่งสาธารณะ การดำเนินการเรื่องสิทธิสตรีบางด้านยังไม่เห็นผลชัดเจน เช่น การกระทำรุนแรงในครอบครัวซึ่งสถิติผู้หญิงที่ถูกกระทำรุนแรงยังคงระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา 4. ประเด็นสิทธิมนุษยชนที่อยู่ในความห่วงใย สถานการณ์ด้านสิทธิชุมชน มีกลุ่มประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาป่าไม้และที่ดิน การประกาศพื้นที่อุทยานซึ่งทับซ้อนกับพื้นที่ของประชาชน รวมทั้งให้แสวงหามาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ถูกดำเนินคดี อีกทั้งยังมีกรณีที่ประชาชนบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการประกาศผังเมืองในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมโดยประชาชนไม่มีส่วนร่วม นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
เดือน พฤษภาคม
ชื่อตอน เนื้อหาสำคัญ วิทยากรรับเชิญ ฟังออนไลน์
กสม. จัดโครงการเยาวชนคนรุ่นใหม่ใส่ใจและยืนเคียงข้างสิทธิมนุษยชน (Youth Standing Up for Human Rights) (29พฤษภาคม 2563) ตามบทบาทของ กสม. ที่ต้องติดตามสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย รวมถึงการเสริมสร้างทุกภาคส่วนของสังคมให้มีความตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชนในด้านต่างๆ ซึ่ง กสม.มีความพยายามดำเนินการเพื่อเผยแพร่ความรู้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การจัดอบรม การจัดเวทีพบปะประชาชนในทุกภูมิภาค การจัดตั้งศูนย์ประสานงานด้านสิทธิมนุษยชน ล่าสุดทางกสม. ได้เปิดตัวคู่มือด้านสิทธิมนุษยชนสำหรับใช้ในโรงเรียนทุกช่วงชั้น และมีการอบรมเกี่ยวกับความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนและการใช้คู่มือประกอบการสอนให้แก่ครูในทุกภูมิภาคเพื่อเป็นแกนนำในการเผยแพร่ความรู้สิทธิมนุษยชนไปยังนักเรียนในระดับชั้นต่าง ๆ ในสังคมปัจจุบันที่มีเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนจำนวนมาก ซึ่งมีหลายกรณีเกิดขึ้นในโรงเรียน จากการสำรวจที่ผ่านมาพบว่าคนในสังคมไม่ค่อยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนเท่าที่ควร กสม.ได้เห็นความสำคัญในการเสริมสร้างความรู้เกี่ยวสิทธิมนุษยชน และเห็นถึงศักยภาพของเยาวชนคนรุ่นใหม่ และสร้างพื้นที่ที่จะให้นักเรียนนักศึกษาได้มีกิจกรรมที่สร้างสรรค์และเรียนรู้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนไปในขณะเดียวกัน เพื่อเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้เคารพสิทธิมนุษยชน โดยกสม. ได้จัดโครงการเยาวชนคนรุ่นใหม่ใส่ใจและยืนเคียงข้างสิทธิมนุษยชน (Youth Standing Up for Human Rights) ในหัวข้อ “สิทธิมนุษยชนกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid 19) โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนงานสิทธิมนุษยชนไปยังกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ เพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้และส่งเสริมให้เยาวชนเข้ามาเรียนรู้สิทธิมนุษยชนผ่านกิจกรรมที่สอดคล้องกับวิกฤตในปัจจุบัน โดยรับสมัครตัวแทนนักเรียนนักศึกษาทั่วประเทศ จัดตั้งเป็นทีม ทีมละ 5 คนและมีครูที่ปรึกษา 1 คนเข้ามามีส่วนร่วมในการให้คำแนะนำแก่นักเรียนนักศึกษาในทีม เพื่อเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนไปพร้อม ๆ กันทั้งครูและนักเรียน ซึ่งกระบวนการจัดกิจกรรมจะแบ่งเป็นสามช่วง คือ การดำเนินโครงการในช่วงแรกจะให้เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการนำเสนอแนวคิด แผนงานด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งสามารถจัดทำขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ เช่น หนังสั้น บทเพลง ภาพวาด สื่อโฆษณา/ Clip Video การแสดง โดยไม่จำกัดรูปแบบ เยาวชนสามารถนำเสนอผลงานได้ตามความถนัดของแต่ละทีม คณะกรรมการจะคัดเลือกให้เหลือ 70 ทีม โดยจะมีโควต้าภูมิภาคละ 10 ทีม (แบ่งเป็นระดับมัธยมศึกษา 5 ทีม และระดับมหาวิทยาลัย 5 ทีม) ในแต่ละสถานศึกษาจะสามารถสมัครได้เพียง 1 ทีมโดยต้องมีผู้บริหารรับรองในใบสมัคร ในขั้นที่สอง กสม.จะจัดการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานให้เยาวชนและครูที่ปรึกษาได้ความรู้ความเข้าใจและเกิดแนวความคิดที่จะนำไปปรับใช้ในการสร้างสรรค์ผลงาน ขั้นที่สามคือดำเนินการจัดทำผลงานให้เป็นรูปธรรมเพื่อประกวด ทุกทีมที่ได้รับคัดเลือกในขั้นที่หนึ่ง ทางกสม.จะให้เงินรางวัลทีมละ 20,000 บาทเพื่อเป็นทุนตั้งต้นในการพัฒนาแนวคิดมาให้เป็นรูปธรรม ทุกทีมที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับประกาศนียบัตรจากสำนักงาน กสม. และทีมที่ชนะจะได้เงินรางวัล 100,000 บาท พร้อมโล่รางวัล ทีมรองชนะเลิศและอื่นๆ จะได้รับเงินรางวัลลดหลั่นกันไป โครงการจะเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคมถึงสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของสำนักงาน กสม.หรือโทรสอบถามตามเบอร์โทรของสำนักงาน กสม.ที่ให้ไว้ตามประกาศการรับสมัคร ผลที่คาดว่าจะได้รับคือ การสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ใช้พลังด้านบวกในการเรียนรู้และนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนไปยังสังคม และกระตุ้นให้ครูจัดการเรียนรู้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนไปยังเยาวชนจริงจังมากขึ้น นายสมณ์ พรหมรส คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
บทบาทครูกับการเคารพในหลักสิทธิมนุษยชน (22พฤษภาคม 2563) สถานการณ์การละเมิดสิทธิเด็กในปัจจุบันมีอยู่จำนวนมาก จะเห็นได้จากสถิติในปีงบประมาณ 2561 มีรายงานว่าเด็กถูกกระทำรุนแรงมากกว่าสองพันคน ทั้งจากคนในครอบครัวและจากคนทั่วไป ซึ่งเป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นทุกปี ถือเป็นปัญหาที่ควรแก้ไขเร่งด่วน เพราะเด็กคืออนาคตของประเทศชาติ เราต้องช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้เด็กเติบโตไปในทางที่เหมาะสมให้เป็นพลังสำคัญของสังคมไทยต่อไป ซึ่งครูถือเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญที่จะช่วยแนะนำแนวทางที่เหมาะสมและถ่ายทอดความรู้ที่จะส่งเสริมการคารพสิทธิมนุษยชน กสม.จึงได้จัดทำคู่มือสำหรับครูในแต่ละระดับชั้นและจัดอบรมครูต้นแบบสิทธิมนุษยชนในการจัดการความรู้สิทธิมนุษยชนให้กับครูทั่วประเทศ จากการอบรมที่ผ่านมานั้นพบว่าครูมีความกระตือรือร้นและให้ความสำคัญในการนำคู่มือไปใช้สอน ซึ่งเด็ก ๆ ควรจะได้รู้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตั้งแต่เริ่มต้น คู่มือเป็นเครื่องมือในการสอนและให้คามรู้ด้านสิทธิมนุษยชน เป็นเหมือนเครื่องมือที่จะช่วยให้ครูและเด็ก ๆ ได้นำไปใช้ในกระบวนการเรียนการสอน โดยมีรายละเอียดตามช่วงนั้น ให้สามารถนำไปใช้ได้ตามความเหมาะสมกับบริบทของแต่ละช่วงชั้น หลังจากอบรมครูแล้วนั้น กสม. ยังพัฒนากิจกรรมการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง ในปี 2562 นั้น ครบรอบ 30 ปีของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งเด็กต้องมีส่วนร่วมในการสร้างและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน รวมไปถึง ต้องสร้างเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้เคารพสิทธิมนุษยชนขึ้นในสังคม ในสถานการณ์โรคโควิด 19 ทำให้เด็กไม่สามารถไปโรงเรียนได้ตามปกติ กสม.จึงได้จัดทำกิจกรรมขึ้นมาเพื่อให้เด็ก ๆ ได้มีกิจกรรมและมีส่วนร่วมในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ลองคิดถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และส่งผลงานเพื่อประกวดและพัฒนาเป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างสิทธิมนุษยชนต่อไป ถือเป็นการระดมความคิดเห็นจากเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ให้ช่วยกันสร้างแนวทางและพัฒนาแนวทางการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพโดยไม่จำกัดรูปแบบ ซึ่งมีการมอบรางวัลเพื่อเป็นกำลังใจให้เด็ก ๆ ด้วย สุดท้ายแล้ว กิจกรรมทั้งสองส่วนที่กล่าวมานั้น ถือเป็นการร่วมกันสร้างการมีส่วนร่วมของครูและเด็กให้ใส่ใจและยืนเคียงข้างสิทธิมนุษยชน เป็นการพัฒนาคู่ขนานทั้งครูและเด็กไปพร้อมกัน กสม.มีหน้าที่และอำนาจสำคัญที่จะเสริมสร้างทุกภาคส่วนของสังคมให้ตระหนักถึงสิทธิมนุษยชน ซึ่งต้องของความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ถ้าทุกคนตระหนักในสิทธิมนุษยชนก็จะไม่ละเมิดสิทธิซึ่งกัน กสม.มุ่งเม้นที่จะสร้างเด็กและเยาวชนให้ตระหนักถึงสิทธิมนุษยชน เพื่อให้เป็นส่วนสำคัญในการช่วยกันเสริมสร้างสิทธิมนุษยชนและเติบโตขึ้นมาและอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพสิทธิมนุษยชน เชื่อมร้อยประสานให้สังคมน่าอยู่ด้วยการเคารพสิทธิมนุษยชน นายสุวัฒน์ เทพอารักษ์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
สิทธิทางการศึกษา : โอกาสการเข้าถึงการศึกษาแบบออนไลน์ (15พฤษภาคม 2563) จากสถานการณ์โรคระบาดโควิด 19 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการศึกษาของเด็ก ซึ่งจะต้องหยุดเรียนตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม โดยภาครัฐได้แก้ปัญหาด้วยการให้จัดการเรียนแบบออนแอร์และออนไลน์ ซึ่งพยายามจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเพื่อให้การเรียนของเด็กมีความต่อเนื่องและไม่ส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการศึกษาของเด็ก โดยวันที่ 18 พฤษภาคมนี้จะเริ่มทดลองการเรียนแบบใหม่นี้ และจะเรียนไปจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน จะเปิดเรียนจริงในวันที่ 1 กรกฎาคม ซึ่งจะต้องประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 กันอีกครั้ง การจัดการเรียนรูปแบบใหม่นี้ได้ต้นแบบจากระบบการศึกษาทางไกลผ่านสัญญาณดาวเทียมที่มีขึ้นเพื่อแก้ปัญหาไม่มีโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล มีครูไม่พอ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐหลายส่วนมาช่วยอำนวยการให้สามารถดำเนินการได้ ระบบการเรียนออนไลน์หรือระบบการศึกษาทางไกลนี้ เด็กจะศึกษาผ่านระบบดิจิทัลทั้งทางโทรทัศน์หรือระบบอินเทอร์เน็ต แบ่งเป็นหลายช่องหลายเวลาตามระดับชั้นเรียน และจะสื่อสารกับผู้สอนทางโทรศัพท์หรือระบบแอพพลิเคชั่นออนไลน์แทน ซึ่งจะช่วยเว้นระยะห่างทางสังคมตามโนบายภาครัฐ เด็กมีเวลาอยู่ที่บ้านและศึกษาบทเรียนมากขึ้น นักเรียนที่อยู่ห่างไกลจะได้เรียนจากระบบเดียวกัน นักเรียนจะได้รับความรู้จากครูต้นแบบด้วยวิธีการสอนเดียวกัน เป็นการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาในอีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ มีข้อกังวลและข้อเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับโอกาสทางการศึกษาของเด็กที่อยู่ห่างไกล หรือโรงเรียนขนาดเล็กที่อาจจะไม่พร้อม ซึ่งอาจจะใช้ระบบการศึกษาทางไกลมาเป็นสื่อในการเรียนการสอนมากขึ้น การศึกษาทางไกลจะช่วยให้เด็กได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง ขณะเดียวกันครูก็ต้องเข้าสู่ชุมชนมากขึ้นเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ยังขาดโอกาส ให้ครูช่วยอำนวยการให้เด็กที่ไม่มีความพร้อมทั้งจากโทรทัศน์หรืออินเทอร์เน็ตได้เรียนเหมือนๆ กับคนอื่น ครูอาจจะจัดให้มีการรวมตัวในชุมชนนั้น ๆ เพื่อเรียนพร้อม ๆ กันโดยรักษาระยะห่างให้เหมาะสม การศึกษาในรูปแบบใหม่อาจจะยังไม่ทั่วถึงในตอนแรก แต่ขอให้ทุกคนช่วยกันสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษาให้ได้มากที่สุด ขอส่งกำลังใจให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องพยายามทำหน้าที่ของทั่วเองให้ดีที่สุด ซึ่งตอนนี้มีการผ่อนปรนจากมาตรการป้องการการระบาดของโรคติดเชื้อโควิด 19 มากขึ้น และหวังไว้ว่าจะสามารถเปิดเรียนได้ตามกำหนด นางฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
เสรีภาพสื่อกับสิทธิมนุษยชน (8 พฤษภาคม 2563) จากการดำเนินงานของ กสม. ที่ผ่านมานั้น มีการร้องเรียนการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนมายังสำนักงาน กสม. อยู่จำนวนหนึ่ง ขณะเดียวกันในบทบาทของสื่อที่ทำหน้าที่เป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน อาจจะถูกร้องเรียนดำเนินคดีได้เช่นกัน ซึ่งมีทั้งสองมุมที่ต้องให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างเหมาะสม สื่อมีบทบาทสำคัญมาก ทำหน้าที่นำเสนอและรายงานความเห็นคิดเห็น ให้การบันเทิง ให้การศึกษา สื่อต้องเข้าใจบทบาทของตนเอง และต้องคำนึงถึงหน้าที่และความรับผิดชอบต่อสังคม มีมาตรฐานการให้ข้อมูลที่เหมาะสม เป็นกลาง มีจรรยาบรรณวิชาชีพ และต้องคำนึงถึงสาระที่นำเสนอ มีการกลั่นกรองข้อมูลให้ถูกต้อง เป็นประโยชน์ต่อสังคม บางครั้งสื่อละเลยจรรยาบรรณวิชาชีพ มีการปฏิบัติหน้าที่สื่อที่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ไม่เคารพพื้นที่ส่วนตัว สร้างผลกระทบทั้งต่อผู้กระทำ ผู้ถูกกระทำ ร่วมถึงญาติพี่น้องที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นเยอะมาก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีทันสมัยและทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย เช่น การใช้โทรศัพท์บันทึกวิดีโอและเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ต่าง ๆ บางกรณีเกิดจากบุคคลธรรมดาที่เผยแพร่สื่อโดยไม่ระมัดระวัง และไม่ทราบถึงจรรยาวิชาชีพสื่อและผลกระทบที่อาจเกิดได้ รัฐจึงต้องมีบทบาทในการควบคุมดูแลการทำงานของสื่อมวลชนและการนำเสนอข้อมูลให้เป็นไปอย่างเหมาะสม กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 19 ได้มีข้อกำหนดไว้ว่าบุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะมีความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง มีสิทธิในเสรีภาพแห่งการแสดงออก สิทธินี้รวมถึงเสรีภาพที่จะแสวงหา รับและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและความคิดทุกประเภท โดยไม่คำนึงถึงพรมแดน ทั้งนี้ ไม่ว่าด้วยวาจา เป็นลายลักษณ์อักษร หรือการตีพิมพ์ในรูปของศิลปะหรือโดยอาศัยสื่อประการอื่นตามที่ตนเลือก ซึ่งการใช้สิทธิตามที่บัญญัติข้างต้นนั้น บุคคลต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบควบคู่ไปด้วย การใช้สิทธิดังกล่าวอาจมีข้อจำกัดในบางเรื่อง แต่ทั้งนี้ข้อจำกัดนั้นต้องบัญญัติไว้ในกฎหมายและจำเป็นต่อการเคารพในสิทธิหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่น การรักษาความมั่นคงของชาติ หรือความสงบเรียบร้อย หรือการสาธารณสุข หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ข้อกำหนดตามกติการะหว่างประเทศนี้ ประเทศไทยได้นำมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญไทยเช่นกัน เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพเป็นไปตามหลักสากล นางสาวอารีวรรณ จตุทอง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
การคุ้มครองสิทธิแรงงานของพนักงานจ้างเหมาบริการตามหลักสิทธิมนุษยชน (1 พฤษภาคม 2563) ความก้าวหน้าของการแก้ปัญหาสิทธิแรงงานของพนักงานจ้างเหมาบริการภาครัฐ จากปัญหาของพนักงานจ้างเหมาบริการของหน่วยรัฐภาครัฐที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ได้รับสิทธิแรงงานขั้นต่ำ เช่น สิทธิในวันลา สิทธิในประกันสังคม เนื่องจากสัญญาจ้างที่ภาครัฐจัดทำขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งก็เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายของภาครัฐ โดยการจ้างเหมาแรงงานให้ผลิตสินค้า เป็นการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมายสิทธิแรงงาน ซึ่งหน่วยงานภาครัฐสามารถจ้างนิติบุคคล และบุคคลธรรมดาทั่วไปมาดำเนินการ ซึ่งถ้าเป็นการจ้างนิติบุคคลจะไม่มีปัญหา เพราะมีระบบของบริษัทเข้ามารองรับอักชั้นหนึ่ง แต่จะมีปัญหาในการจ้างเหมาบุคคลธรรมดา เพราะแรงงานจ้างเหมาบริการที่เป็นบุคคลธรรมดาในบางหน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติงานเหมือนกันหรือคล้ายกันกับลูกจ้างภาครัฐหรือข้าราชการ แต่ไม่มีสวัสดิการที่เหมาะสม กสม. ได้มีข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลเกี่ยวกับการจ้างพนักงานจ้างเหมาบริการของหน่วยงานภาครัฐที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และไม่เป็นไปตามสิทธิแรงงาน โดยได้นำเสนอแนวทางการแก้ไขเป็นสองระยะ คือ ระยะเร่งด่วน เช่น ใช้พิจารณาค่าจ้างที่ไม่ต่ำเกินไป เนื่องจากพนักงานจ้างเหมาบริการไม่ได้รับสวัสดิการอื่น พิจารณาลักษณะการจ้างแรงงานที่ไม่ต้องมีผู้บังคับบัญชา ไม่มีการลงชื่อเข้าทำงาน สามารถทำงานโดยอิสระ ซึ่งต้องมีการทำความเข้าใจระหว่างนายจ้างและลูกจ้างให้เข้าใจตรงกัน โดยเฉพาะในช่วงโรคโควิด 19 ควรจะต้องมีการจ้างงานในลักษณะที่ช่วยให้แรงงานสามารถทำงานที่บ้านได้ ซึ่งต้องขอความร่วมมือจากนายจ้างให้มอบหมายงานให้พนักงานจ้างเหมาบริการสามารถปฏิบัติงานได้ตามความเหมาะสม และไม่กระทบต่อการปฏิบัติงานในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เช่น การมอบหมายงานเป็นชิ้นเพื่อสามารถปฏิบัติงานที่บ้านได้ ส่วนการแก้ไขในระยะยาวนั้น ต้องแก้ปัญหาในเชิงระบบ ซึ่งได้มีการสำรวจข้อมูลการจ้างเหมาบริการไปยังหน่วยงานภาครัฐในประเด็นต่าง ๆ เช่น จำนวนพนักงานจ้างเหมาบริการ ลักษณะงานที่ต้องจ้างเหมาบริการมีประเภทไหนบ้าง เพื่อทราบข้อมูลให้สามารถปรับเปลี่ยนการจ้างงานให้เป็นลูกจ้าง หรืออย่างอื่นตามความเหมาะสม มีการพัฒนาการจ้างงานให้เป็นไปตามสิทธิแรงงาน และไม่มีการเอาเปรียบ ซึ่งการปรับเปลี่ยนพนักงานจ้างเหมาบริการมาเป็นการจ้างแบบลูกจ้างนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกจ้างประจำที่รัฐต้องรับผิดชอบสวัสดิการต่าง ๆ ซึ่งต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่สามารถเปลี่ยนมาเป็นการจ้างแบบลูกจ้างชั่วคราว จะทำให้ลูกจ้างมีสวัสดิการอื่นที่ให้ตามสิทธิแรงงาน อย่างน้อยก็ควรมีสิทธิขั้นต่ำ การแก้ปัญหานั้นยังต้องมีการพัฒนางานอีกมาก สำนักงาน กสม. จะติดตามการแก้ไขปัญหาของหน่วยงานของรัฐและขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถส่งข้อมูลไปยังสำนักงาน กสม. เพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาและจัดทำเป็นข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
เดือน เมษายน
ชื่อตอน เนื้อหาสำคัญ วิทยากรรับเชิญ ฟังออนไลน์
ทรัพย์สินทางปัญญากับผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชน (24 เมษายน 2563) ทรัพย์สินทางปัญญา เป็นสิทธิทางกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของผู้ประดิษฐ์ เช่น สิทธิบัตรคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์ ลิขสิทธิ์คุ้มครองหนังสือ วรรณกรรม ทรัพย์สินทางปัญญากับสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นสิทธิคู่ขนาน ที่อาจมีความขัดแย้งกันในบางครั้ง ซึ่งขึ้นอยู่ว่าจะมองจากมุมไหน เช่น สิทธิบัตรให้สิทธิที่จะครอบครองแก่ผู้ที่ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมา แต่ในขณะเดียวกัน อาจเป็นการจำกัด ลิดรอนสิทธิของผู้อื่นที่จะเข้าถึง เช่น กรณีการผลิตยาเพื่อการรักษา นักลงทุนที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการลงทุน คิดค้น วิจัย เพื่อพัฒนาให้สำเร็จได้ ซึ่งรัฐต้องให้ความคุ้มครองสิทธิที่จะเป็นเจ้าของเพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุน นักวิจัย มีความสนใจในการคิดค้นยาที่มีคุณภาพยิ่งขึ้น แต่ขณะเดียวกันในแง่ของสังคม อาจจะมีการตั้งคำถามว่า การผูกขาดของนักลงทุนนั้นจำกัดการเข้าถึงสิทธิทางสุขภาพของประชาชนหรือไม่ คนเราควรจะมีสิทธิเข้าถึงยา การรักษาที่เหมาะสม เป็นสิทธิที่จะต้องอยู่รอดจากภัยพิบัติหรือความเจ็บป่วย แนวทางที่จะสามารถสร้างประโยชน์จากระบบของทั้งสองส่วนนี้ ซึ่งมีการตั้งคำถามมานาน โดยรัฐที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายต้องดำเนินการด้วยความเหมาะสม เช่น การให้สิทธิบัตรยาแก่นักวิจัยโดยกำหนดเวลาถือครองสิทธิบัตรนั้น 20 ปี หรือการให้สิทธิรัฐสามารถเอาสิทธินั้นมาใช้ได้เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน รัฐต้องสร้างแนวทางให้รัฐสามารถใช้อำนาจในการบังคับใช้สิทธิเพื่อประโยชน์สูงสุดของสังคม ถือเป็นการพยายามสร้างความสมดุลของทั้งสองส่วน เพราะถ้ารัฐไม่สามารถสร้างสมดุลได้นั้น ก็อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคม เพราะการให้สิทธิบัตรเป็นเหมือนการสร้างแรงจูงให้นักวิจัยสร้างนวัตกรรม คิดค้นสิ่งใหม่ แต่ก็อาจจะมีในด้านลบ เช่น การผูกขาดตลาด มีอำนาจกำหนดเงื่อนไข กำหนดราคา และถ้าประชาชนไม่สามารถเข้าถึงการรักษา หรือการใช้ยา ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในด้านหนึ่ง จุดท้าทายของรัฐที่จะต้องส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรม และต้องคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึง คนป่วยต้องสามารถเข้าถึงยาในราคาที่เป็นธรรม รัฐต้องสามารถใช้กลไกมากำกับดูแล มีมาตรการที่จะทำอย่างไรให้การใช้สิทธิทางปัญญาไม่กระทบสิทธิมนุษยชนที่ควรจะได้รับ ดร.จักรกฤษณ์ ควรพจน์ ผู้อำนวยการวิจัยฝ่ายกฎหมายเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย download
ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ภัยเงียบในวิกฤตโควิด 19 (17 เมษายน 2563) สถานการณ์ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวนั้นเป็นปัญหาที่มีจำเป็นมาก และสถิติจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี ยิ่งปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ที่ต้องให้ทุกคนในครอบครัวต้องอยู่บ้านเพื่อบรรเทาและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ซึ่งการที่ต้องอยู่ที่บ้านตลอดเวลาส่งผลให้ประชาชนทั้งเด็กและผู้ใหญ่นั้น ต้องเผชิญกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่เจริญแล้วหรือประเทศด้อยพัฒนาก็พบการร้องเรียนในปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มมากขึ้น จากสถานการณ์ที่ทุกคนต้องอยู่ในบ้าน ไม่สามารถออกไปหลบภัย ไม่มีช่องว่างหรือพื้นที่ส่วนตัวที่จะสามารถแก้เครียดได้ หรือไม่มีสถานที่ที่จะไปขอความช่วยเหลือได้ สถานการณ์ที่ยากลำบาก มีความเครียดสะสม ไม่มีที่ระบาย ทั้งจากปัญหาทางเศรษฐกิจ การถูกเลิกจ้าง ไม่มีรายได้ การใช้สิ่งกระตุ้นจำพวกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือยาเสพติดทำให้ขาดสติขาดการยับยั้งชั่งใจ ก่อให้เกิดการใช้อารมณ์จนไปถึงขั้นการใช้กำลัง ทั้งต่อผู้ใหญ่หรือเด็ก การที่ต้องอยู่ด้วยกันนาน ๆ ในภาวะเครียดอาจจะต้องหาช่องทางหรือกิจกรรมที่ช่วยแก้เครียด สร้างสรรค์กิจกรรมที่เหมาะสมกับแต่ละครอบครัวหรือแต่ละบุคคล ซึ่งการที่ทุกคนต้องหาวิธีการที่จะไม่ให้เกิดความรุนแรงในครอบครัวนั้นเป็นสิ่งจำเป็น ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในหน่วยงานภาครัฐที่ต้องเป็นตัวกลางในการใช้กลไกที่มีเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา เช่น สายด่วนสุขภาพจิต การบังคับใช้ พ.ร.บ.การใช้ความรุนแรงในครอบครัว เพราะการถูกทำร้ายทั้งต่อเนื้อตัวร่างกายหรือจิตใจเป็นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งสิ้น เราทุกคนต้องให้ความสำคัญและให้ความร่วมมือในการป้องกันและไม่ก่อให้เกิดปัญหาความรุนแรงในครอบครัวขึ้นได้ กสม. ซึ่งต้องขอบคุณบุคลากรสาธารณสุขที่ช่วยให้สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ไม่รุนแรงอย่างประเทศอื่น ๆ ทั้งนี้ กสม. ก็เปิดช่องทางรับข้อมูลประเด็นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ซึ่งหากต้องการให้ข้อมูลสามารถโทรศัพท์มายังสำนักงาน กสม. ได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง กสม.จะได้รวบรวมเพื่อจัดทำรายงานและข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลเพื่อให้สามารถแก้ไขได้ตรงจุดยิ่งขึ้น นางสาวอารีวรรณ จตุทอง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
สิทธิของผู้สูงอายุในสังคมไทย ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 (10 เมษายน 2563) ในสถานการณ์แพร่ระบาดโรคโควิด 19 นั้น ได้สร้างผลกระทบกับผู้สูงอายุอยู่พอสมควร เดิมนั้น กสม.ให้ความสำคัญต่อสิทธิมนุษยชนของผู้สูงอายุอยู่แล้ว โดยได้กำหนดในแผนยุทธศาสตร์การทำงานของ กสม. ในประเด็นนี้ และมีการตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบการเข้าถึงสิทธิของผู้สูงอายุอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับประเทศไทยที่กำลังจะเข้าสู่ยุคของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มขั้น การส่งเสริม การเข้าถึงสิทธิของผู้สูงอายุจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก ซึ่งจะมีผลต่อการพัฒนาของประเทศไทยด้วย กระบวนการตรวจสอบนั้นเป็นการตรวจสอบแบบไต่สวนสาธารณะอย่างรอบด้าน เพื่อรวบรวมข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด อันจะนำไปสู่การขจัดปัญหาต่าง ๆ และผู้สูงอายุจะสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี เพราะผู้สูงอายุยังสามารถทำประโยชน์ต่อประเทศได้ ประกอบกับสภาวะการปัจจุบันของประเทศไทยที่อัตราการเกิดที่ลดน้อยลงมาก ประชากรเพิ่มขึ้นช้าลงมาก จึงมีแรงงานน้อยลง ถ้าผู้สูงอายุมีสุขภาพที่ดี จะสามารถทำประโยชน์ต่อประเทศชาติได้ คณะทำงานของ กสม. ได้มีการดำเนินการตรวจสอบและพบว่ายังมีข้อจำกัดหลายประการที่ต้องส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของผู้สูงอายุ โดยหลังจากตรวจสอบแล้วได้มีการจัดทำข้อเสนอแนะประกอบรายงานส่งไปยังรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาที่มีอยู่ จากรายงานผลการตรวจสอบนั้นได้แบ่งออกเป็น 7 ด้าน และมีข้อเสนอแนะสำหรับด้านต่าง ๆ เช่น สิทธิในการเข้าถึงที่อยู่อาศัย สิทธิในการมีรายได้ สิทธิในการได้รับความคุ้มครองจากการถูกทอดทิ้ง สิทธิที่จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษกรณีที่เกิดภัยพิบัติ ในสถานการณ์แพร่ระบาดโรคโควิด 19 นั้น มีรายงานและคำแนะนำทางสาธารณสุขว่าผู้สูงอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไปเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะติดเชื้อโดยง่าย จึงต้องได้รับการแนะนำในการป้องกันการติดเชื้อเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งจากการสำรวจนั้น พบว่ามีกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ เป็นผู้สูงอายุที่ติดเตียง อยู่จำนวนไม่น้อย ซึ่งผู้ที่เข้ามาดูแลต้องมีความรู้ที่จะไม่แพร่เชื้อโรคโควิด 19 ไปยังผู้สูงอายุ และจะต้องให้ความรู้ที่ถูกต้องต่อผู้สูงอายุให้สามารถดูแลตนเองและป้องกันการติดเชื้อ นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
การคุ้มครองสิทธิคนพิการ (3 เมษายน 2563) ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนของคนพิการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ในฐานะ กสม. ที่ทำหน้าที่ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนนั้น ได้ให้ความสำคัญต้องสิทธิคนพิการและพยายามผลักดันให้รัฐต้องให้ความคุ้มครอง ตรวจสอบการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแก่คนพิการอย่างทั่วถึง รวมทั้งหยิบยกประเด็นสำคัญมาดำเนินการให้เป็นรูปธรรมและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการแก้ปัญหาต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พัฒนาการในงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนนั้น กสม. ได้ผลักดันให้รัฐจัดสวัสดิการและสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่คนพิการบนพื้นฐานของการใช้ชีวิตของผู้พิการแต่ละประเภทให้เหมาะสมต่อการใช้ชีวิตอย่างปกติในสังคม เช่น การจัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนพิการในด้านต่าง ๆ เช่น ห้องน้ำ ทางลาด พื้นผิวต่างสัมผัส ซึ่งในแรกเริ่มอาจจะมีอุปสรรคอยู่บ้างในส่วนของโครงสร้างอาคารที่ไม่สามารถปรับปรุง ต่อเติมได้ ในส่วนการขนส่งสาธารณนั้น กสม.ก็ได้มีข้อเสนอ เช่น รถเมล์ต้องมีชานต่ำ กสม.ยังผลักดันให้รัฐต้องดำนินการให้การดำเนินชีวิตของผู้พิการ เป็นไปอย่างอิสระ รัฐต้องจัดให้มีการเอื้ออำนวยให้ผู้พิการสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระและเหมาะสม การให้การช่วยเหลือก็ให้เป็นไปตามประเภทของผู้พิการ ซึ่งในห้าปีที่ผ่านมานี้ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับผู้สูงอายุและเด็กเล็กอีกด้วย ในส่วนของการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม จากข้อกำจัดของคนพิการ เช่น ผู้พิการทางหู ต้องมีการจัดหาล่ามภาษามือ การตัดสินคดีผู้พิการทางจิตเวชต้องมีเอกสารทางการแพทย์มาประกอบการตัดสินคดี การศึกษาของเด็กพิการ ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก ถึงแม้จะมีกฎหมายรองรับว่าเด็กพิการต้องได้รับการศึกษา และ พัฒนาตามความเหมาะสมของการพิการ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการให้สอดคล้องกับความจำเป็นของแต่ละคนให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ แต่ยังมีข้อจำกัดในบางอย่าง เช่น บุคลากรทางการศึกษายังมีไม่พอ รัฐต้องส่งเสริมให้ผลิตบุคลากรครูสำหรับเด็กพิการเพิ่มขึ้น ให้การอบรมบุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวกับกับการจัดการศึกษาให้เด็กพิการ เด็กที่จบการศึกษาและสามารถประกอบอาชีพได้แล้วนั้น รัฐต้องช่วยอำนวยให้สามารถ ประกอบอาชีพได้ รวมไปถึงการส่งเสริมความรู้ให้แก่ผู้ปกครองในการช่วยส่งเสริมให้เด็กสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งพาตนเองได้ สำหรับทางด้านสุขภาพและสาธารณสุขนั้น การฟื้นฟูแก่คนพิการยังมีอยู่ในวงแคบและไม่ทั่วถึง รัฐควรจะ สนับสนุนให้กระจายไปให้ทั่วถึง และเผยแพร่ความรู้แก่ผู้ปกครองในการป้องกันการพิการตั้งแต่กำเนิด เพื่อ เป็นการป้องกันตั้งแต่ต้นเหตุอีกด้วย นางฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
เดือน มีนาคม
ชื่อตอน เนื้อหาสำคัญ วิทยากรรับเชิญ ฟังออนไลน์
ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาของประเทศในสถานการณ์โควิด–19 (27 มีนาคม 2563) การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศไทยกลับขยายตัวสูงขึ้น อันเนื่องจากสถานการณ์เฉพาะหน้าที่เปลี่ยนแปลงไป คล้ายกับสถานการณ์ในหลายประเทศ และเพื่อป้องกันมิให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวลุกลามมากยิ่งขึ้น อันจะส่งผลกระทบโดยเฉพาะต่อสิทธิในการมีสุขภาพที่ดีของประชาชนคนไทย และสิทธิด้านแรงงาน ซึ่งพึงได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม กสม. ขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาของประเทศในสถานการณ์ปัจจุบันขึ้นเป็นฉบับที่ 2 เพิ่มเติม ดังนี้ นายกรัฐมนตรีควรมีอำนาจเต็มในการแก้ไขปัญหา ควรบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาให้มีแนวทางการจัดการในทิศทางเดียวกัน การสั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราวก็ตาม ก็ควรพึงกระทำด้วยความรอบคอบ และไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมกำหนดมาตรการเยียวยาอย่างเป็นธรรมแก่ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น ผู้ใช้แรงงานซึ่งต้องหยุดงานตามคำสั่ง ทั้งไม่ก่อให้เกิดผลกระทบในทางตรงข้าม เป็นเหตุให้ผู้ใช้แรงงานจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาในต่างจังหวัด ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคนี้ไปยังคนใกล้ชิดในท้องถิ่น ทั้งยังไม่มีหลักฐานที่ชัดแจ้งว่า ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า หรือคอมมูนิตี้มอลล์เป็นแหล่งแพร่กระจายของเชื้อโรคโควิด 19 จนถึงกับต้องสั่งปิดสถานประกอบการดังกล่าว ในสถานการณ์ปัจจุบัน หากรัฐบาลจะพิจารณานำยุทธการปิดเมืองมาใช้ในพื้นที่และช่วงเวลาที่กำหนด พึงระมัดระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยุทธการดังกล่าว และควรวางแผน "ยุทธบริการ" อย่างรอบคอบ ตั้งแต่กระบวนการผลิต รวบรวม และจัดส่งอาหารให้ถึงทุกวัน การเข้าถึงบริการขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัย และการเข้าถึงการรับบริการสาธารณสุขของรัฐ โดยเฉพาะในกลุ่มคนยากจนในเมือง ประชาชนควรแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการปฏิบัติตามคำสั่ง หรือข้อเสนอ หรือมาตรการของรัฐบาล ทีมแพทย์ และหน่วยงานของรัฐ เพื่อร่วมมือกันป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคโควิด 19 เช่น มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) และ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” และควรให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามมาตรการของรัฐเพื่อป้องกันและลดการแพร่กระจายของโรคอย่างเคร่งครัด นายวัส ติงสมิตร ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
ข้อห่วงใยและข้อเสนอแนะของ กสม.ต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 (20 มีนาคม 2563) จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศไทย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีความห่วงใยต่อสถานการณ์การระบาดของโรคดังกล่าวที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิในการมีสุขภาพที่ดีของประชาชน และมีข้อเสนอต่อทุกภาคส่วนเพื่อประโยชน์ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่ออันตราย รวมทั้งการเยียวยาความเสียหาย รวม 6 ข้อ ซึ่งรัฐบาลก็ได้รับไปดำเนินการแล้วทั้งหมด เช่น รัฐบาลควรจัดตั้งองค์กรที่มีกลไกร่วมกันในการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคโควิด 19 โดยมีอำนาจเต็มในการดำเนินการ ไม่ควรให้หน่วยงานของรัฐต่างฝ่ายต่างดำเนินการ และเผยแพร่ข่าวจนเกิดความสับสนแก่ประชาชน เปิดเผยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคอย่างเป็นระบบและชัดเจน รวมทั้งมีมาตรการในการดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกัน และยับยั้งการแพร่ระบาดอย่างรัดกุม การเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์และสิ่งจำเป็นในการป้องกันโรค เช่น หน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ และเจลล้างมือ ให้เพียงพอต่อความต้องการของทุกภาคส่วนตามลำดับความจำเป็นเร่งด่วน มีมาตรการดูแลเยียวยาเป็นพิเศษแก่ผู้มีรายได้น้อย ประชาชนในชนบทห่างไกล ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ต้องขัง ซึ่งมีโอกาสได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคเช่นกัน เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันที่จำเป็น การดูแลสุขภาพ การเฝ้าระวัง และการรักษาอย่างถูกต้อง และทันท่วงที กสม. ยังมีข้อเสนอแนะให้ประชาชนควรพิจารณาข้อมูลข่าวสารที่ได้รับอย่างระมัดระวัง เพื่อมิให้มีการเผยแพร่ ส่งต่อข้อมูลที่ไม่เป็นจริงต่อสาธารณะ อันก่อให้เกิดความตื่นตระหนกและความเข้าใจผิด และพึงหลีกเลี่ยงการใช้คำพูดหรือเนื้อหาสร้างความเกลียดชัง แบ่งแยก ตีตรา และเลือกปฏิบัติต่อกันด้วยเหตุแห่งความเกี่ยวพันกับโรค เพื่อทุกฝ่ายจะได้ให้ความร่วมมือในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างมีประสิทธิผล นายวัส ติงสมิตร ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
กสม. เสริมสร้างพลัง ส่งเสริมการเคารพสิทธิสตรี การขับเคลื่อนธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (13 มีนาคม 2563) ในเอเชียที่ประกาศใช้แผน NAP ซึงในปัจจุบันนั้น ประเทศในโลกที่ได้ประกาศใช้แผนนี้มีอยู่ประมาณ 40 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศในภูมิภาคยุโรป รัฐบาลนำแผนที่จัดทำขึ้นจากข้อเสนอแนะของ กสม. ไปดำเนินการ นายกรัฐมนตรีได้ประกาศว่าประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะนำหลักการชี้แนะของสหประชาการ ซึ่งแผนจะเขียนดีแค่ไหน แต่ไม่ดีเท่าการนำมาใช้ ทันที่ที่รัฐบาลประกาศใช้แผน ได้มีสามหน่วยงานภาครัฐ ได้ลงนามการองค์กรใหญ่เพื่อยืนยันว่าจะนำแผนไปใช้ จะเป็นการป้องกันตนเองว่าจะไม่ไปละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะมีการประเมินด้านสิทธิมนุษยชน เช่น สิทธิแรงงาน สิทธิสิ่งแวดล้อม การประกอบธุรกิจจะยั่งยืนเพราะมีความเข้าใจ ป้องกันการเกิดปัญหา มีการนำความจริงมาแถลงการณ์กันอย่างตรงไปตรงมา อะไรทำได้ก็พยายามทำให้ได้ อะไรทำไม่ได้ก็ต้องชี้แจง การเปิดพื้นที่ให้มีการแสดงความคิดเห็น ให้เจรจากัน ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อสังคม และประชาชนจะได้ประโยชน์ การที่ธุรกิจไทยจะไปทำธุรกิจที่ประเทศอื่น ก็จะได้รับความยอมรับว่าการประกอบธุรกิจและนำหลักการสิทธิมนุษยชนของไทยไปใช้ด้วย แผนการทำงานต่อไป กสม.คือจะต้องคอยติดตาม ให้ข้อเสนอแนะตรงตามแผน หลักการชี้แนะ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีประโยชน์และต้องดำเนินการต่อไป เพื่อให้ประชาชนไทยอยู่เย็นเป็นสุข วันที่ 5 มีนาคม 2563 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) พร้อมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน กสม. ได้ประชุมร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพ นำโดยประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา และ ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพ เพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
กสม.เสริมสร้างพลัง ส่งเสริมการเคารพสิทธิสตรี (6 มีนาคม 2563) ความเป็นมาของวันสตรีสากล เกิดขึ้นเมื่อต้น ค.ศ. 1900 จากเคลื่อนไหวของยุคอุตสาหกรรมที่จำเป็นต้องใช้แรงงานมากขึ้น แรงงานสตรีจึงเข้ามาสู่การทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น โรงงานทอผ้า แต่ถูกเอาเปรียบที่ได้รับค่าแรงน้อยกว่าผู้ชาย ในขณะที่ผู้หญิงก็ทำงานหนักพอๆกัน ผู้หญิงจึงได้ออกมาเรียกร้องสิทธิสตรี ทั้งในกรณีเรื่องค่าแรงและวันหยุด ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรจะได้รับ จนนำไปสู่การผลักดันให้ผู้หญิงได้รับสิทธิในด้านต่าง ๆ มากขึ้น ได้รับการยอมรับและนำไปสู่การปฏิบัติ และรับรองว่าผู้หญิงจะได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน จึงได้กำหนดวันที่ 8 มีนาคม เป็นวันสตรีสากลเพื่อระลึกถึงการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิสตรี ในปัจจุบันนั้น ประเทศไทยได้รับรองสิทธิของผู้ชายและผู้หญิงให้มีความเท่าเทียมกัน แต่ต้องผ่านการต่อสู้เรียกร้องมายาวนานเพื่อให้ผู้หญิงได้รับการปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนชนอย่างเท่าเทียมกันโดยแท้จริง ซึงประเทศไทยได้ลงสัตยาบันในพันธกรณีว่าด้วยการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบในปี พ.ศ. 2528 แต่ยังมีข้อสงวนอยู่บางประกาศ ในปี พ.ศ. 2533 ได้มีการเรียกร้องให้ประเทศไทยยกเลิกข้อสงวนในการจ้างงาน และทบทวนความเสมอภาคในการจ้างงานผู้หญิงและให้ผู้หญิงสามารถเข้าสู่ตำแหน่งงานต่าง ๆ ได้มากขึ้น เช่น ตำแหน่งในการบริหาร ซึ่งประเทศไทยได้ปรับเปลี่ยนมาโดยตลอด แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้รับการยอมรับจากสังคมยังต้องดำเนินงานต่อไปอีกมาก นางสาวอารีวรรณ จตุทอง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
เดือน กุมภาพันธ์
ชื่อตอน เนื้อหาสำคัญ วิทยากรรับเชิญ ฟังออนไลน์
การสร้างความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ (28 กุมภาพันธ์ 2563) ตามที่ กสม. มีบทบาทหน้าที่ในการตรวจสอบข้อร้องเรียนและเสนอแนะแนวทางการป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้น กสม.ได้รับการร้องเรียนมาจากที่มาจากประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้มาตลอด ส่วนมากจะเป็นเรื่องคดีความมั่นคง เพราะเป็นพื้นที่ที่มี พรบ.กฎอัยการศึก ให้อำนาจในการนำผู้ต้องสงสัยไปสอบสวน การที่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนำตัวผู้ต้องสงสัยมาควบคุมตัวนั้น ญาติมักจะมาร้องเรียนต้อ กสม.ว่าผู้ต้องสงสัยถูกบังคับ ขู่เข็ญ ทรมานให้รับสารภาพ กสม.ก็ได้พยายามทำหน้าที่อย่างเต็มที่ แต่เมื่อตรวจสอบแล้วไม่พบการกระทำความผิด เพราะเป็นตรวจสอบภายหลัง จึงมักจะไม่มีหลักฐานปรากฏ พื้นที่ภาคใต้เป็นพื้นที่อ่อนไหวที่มีกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นค่อนข้างมาก ซึ่ง กสม.ให้ความสำคัญเป็นกรณีที่เกิดขึ้นในจังหวัดขายแดนใต้เป็นพิเศษ เมื่อมีการร้องเรียนกรณีการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้สที่ภาครัฐเป็นจำนวนมาก กสม.จึงจัดทำการอบรมนี้ขึ้นมาเพื่อการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน โดยได้เริ่มการอบรมมาตั้งแต่ปี 2559 ในการอบรมครั้งล่าสุดนั้น ได้จัดขึ้นเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ เจ้าหน้าที่ระดับผู้บังคับบัญชา รวมไปถึงผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ จำนวน 100 คน การอบรมจะแบ่งเป็นสองวัน มีเนื้อหาการอบรมที่จะเน้นไปที่พันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยลงนามไว้ กลไกที่ต้องติดตามสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศเพื่อจัดทำรายงาน เนื้อหาที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการต่อต้านการซ้อมทรมาน มีกรณีศึกษาที่ร่วมกันแลกเปลี่ยนพูดคุยว่าถ้ามีกรณีใด ๆ เกินขึ้น จะสามารถดำเนินการได้อย่างไรให้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน ผลการอบรมเป็นไปในทิศทางที่ดี และจะจัดต่อเนื่องอีกทุกปี หลังการอบรมได้วางเป้าหมายร่วมกันว่า จะอบรมต่อเนื่องทุกปี เพราะมีเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินภายในพื้นที่ภาคใต้จำนวนมากที่ควรจะได้รับร่วมการอบรมนี้ จะต้องขยายการดำเนินงานให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น มีการวางแนวทางการทำงานร่วมกันของกองทัพ กอรมน. ภาค 4 และจะขยายกลุ่มเป้าหมายอื่นด้วย ทั้งนี้ มีองค์กรอื่นที่ดำเนินการอยู่แล้วด้วย แต่ก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะดำเนินการในรูปแบบเครือข่าย ผลการดำเนินงานส่งผลให้การร้องเรียนลดลงอย่างเห็นได้ชัด เจ้าหน้าที่เข้าใจหลักการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนมากขึ้น มีการปรับปรุงสถานที่ควบคุมใหม่ มีกล้องวงจรปิด มีการตรวจร่างกายผู้ต้องสงสัยจากแพทย์ทุกครั้งที่เข้าและออกจากสถานที่ควบคุม เปิดโอกาสให้ญาติได้เข้าเยี่ยม และเปิดโอกาสให้ กสม.เข้าไปตรวจสอบได้ทันทีถ้ามีการร้องเรียน ข้อเสนอแนะจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่นั้น ต้องการให้ กสม. ช่วยตรวจสอบและชี้แจงในกรณีที่มีการเสนอข่าวที่บิดเบือน ไม่ถูกต้อง ซึ่งมีผลต่อภาพลักษณ์และการทำงานในพื้นที่ รวมถึงความน่าเชื่อถือขององค์กรภาครัฐ นายสมณ์ พรหมรส คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ download
นักสิทธิมนุษยชนดีเด่น (21กุมภาพันธ์ 2563 การขจัดการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความแตกต่างทางเพศ มูลนิธิฯ ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองและความเป็นธรรมทางเพศ เพราะในสังคมปัจจุบันนั้น ไม่ได้มีเพียงเพสชายและหญิงเท่านั้น แต่ยังมีความหลากหลายที่มีความซับซ้อนที่อาจจะไม่เข้าใจ เป็นเหมือนเพศนอกขนบ ซึ่งทางกฎหมายจะใช้คำว่า“ความหลากหลายทางเพศ” เมื่อก่อนที่สังคมยังไม่เปิดกว้าง ยังให้คำนิยามของเพสตามหลักของสรีระร่างกาย แต่เมื่อเอาหลักการทางสิทธิมนุษยชนมานิยาม จะเห็นได้ว่าคน ๆ หนึ่งมีสิทธิที่จะรักเพศไหนก็ได้ จากเมื่อก่อนที่มีเพียงชายหญิงที่สามารถเป็นคู่รักกัน ในความเป็นจริงแล้วมันซับซ้อนกว่านั้นเยอะ ซึ่งความหลากหลายที่มีอยู่ไปกระทบกับสิทธิของบุคคล สำหรับประเทศไทยนั้น ถึงแม้ว่าจะมีการยอมรับทางสังคม วัฒนธรรมที่สูงกว่าหลายประเทศมาก แต่การยอมรับทางกฎหมายยังไม่เกิดขึ้น ไม่มีความเป็นธรรมทางถูกกำหนดให้ถูกต้องเหมาะสมในทางกฎหมาย ซึ่งมีความสำคัญต่อชีวิตของทุกคน สิทธิพื้นที่ทุกคนควรจะได้รับจึงไม่มี ในการดำเนินงานของมูลนิธิฯ นั้น ทางมูลนิธิฯ จะติดตามและรวบรวมข้อมูลปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว และเมื่อมีกรณีเกิดขึ้น ก็จะศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความช่วยเหลือ คุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชน ถ้ามีกรณีที่ยังไม่มีในกฎหมายมารองรับ มูลนิธิฯ ก็จะทำการวิจัยและผลักดันให้ได้รับการคุ้มครอง เช่น บทเรียนสุขศึกษาที่สอนเรื่องเพศศึกษาเฉพาะเรื่องชายและหญิงเท่านั้น มันไม่ครอบคลุมในทุกเพศสภาพ เด็ก ๆ จึงยังไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเหมาะสมในการใช้ชีวิตในสังคม จึงเห็นควรให้ปรับปรุงให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ประเด็นปัญหาที่เห็นในปัจจุบันและกฎหมายยังไม่รับรอง คือเรื่องการก่อตั้งครอบครัว ถึงแม้จะมีกฎหมายระบุว่าห้ามเลือกปฏิบัติ แต่ยังมีกฎหมายที่ห้ามไม่ให้คนที่เป็นเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสได้ ทางมูลนิธิจึงต้องผลักดันให้สามารถจดทะเบียนสมรสได้ เพราะมันจะมีผลอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องงง่ายที่จะทำให้คนในสังคมเข้าใจไปในแนวทางเดียวกัน เพื่อให้คนทุกคนได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายเท่าเทียมกัน ผศ.ดร.กนกวรรณ ธราวรรณ ประธานมูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ download
นักสิทธิมนุษยชนดีเด่น (14 กุมภาพันธ์ 2563) เมื่อครั้งที่ยังรับราชการอยู่นั้น ได้ทำงานเพื่อผลักดันเรื่องสิทธิสุขภาพอยู่ตลอด ได้มีส่วนในการผลักดันให้มีการก่อตั้ง แพทย์ชนบทขึ้น เพื่อให้กลุ่มประชาชนในชนบทได้เข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมและได้ผลักดันให้มีระบบบัตรทองขึ้น ถ้ากล่าวถึงระบบบริการสุขภาพของไทยนั้น มีคุณภาพระดับ 6 ของโลก ปัจจุบัน ได้เป็นประธานสมาคมผู้สูงอายุของประเทศไทย ผลักดันการคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุให้มีความเป็นอยู่ที่ดีและเหมาะสม โดยกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้สูงอายุ ส่วนหนึ่งเป็นผู้สูงอายุที่เจ็บไข้ได้ป่วยและพิการ จากปฏิญญาผู้สูงอายุของประเทศไทยนั้น เป็นเหมือนข้อตกลงร่วมกันที่จะดูแลผู้สูงอายุให้ได้รับสิทธิในด้านต่าง ๆ และสมาคมผู้สูงอายุได้ผลักดันให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยมีการก่อต้องสมาคมผู้สูงอายุขึ้นในปี พ.ศ. 2532 และผลักดันให้มีสวัสดิการผู้สูงอายุ โดยรัฐบาลได้จ่ายเป็นเงินสำรองเลี้ยงชีพเป็นรายเดือน เริ่มตั้งแต่ 200 บาท และเพิ่มมาเรื่อย ๆ จนถึง 500 บาท ซึ่งครอบคลุม เพียงผู้สูงอายุยากไร้ สมาคมจึงได้ผลักดันให้ครอบคลุมถึงผู้สูงอายุทุกคนที่ไม่มีสวัสดิการบำนาญ ในรัฐบาลปัจจุบันนั้น มีนโยบายจะมอบเงินสนับสนุนเพิ่มพิเศษให้ผู้สูงอายุที่ยากจนด้วย ซึ่งเป็นผู้สูงอายุที่มีรายได้ต่อปีน้อยกว่า 30,0000 บาท ใน พรบ.ปี พ.ศ. 2546 มาตรา 11 ได้กำหนดสิทธิผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นหลายประการ เพื่อให้สอดคล้องตามปฏิบัติสากล เช่น สิทธิลดหย่อนค่าเดินทาง ด้วยเห็นว่าผู้สูงอายุได้ทำหน้าที่ช่วยเหลือประเทศและเสียภาษีมาพอสมควรแล้ว เพื่อเป็นพื้นฐานในการสร้างความมั่นคงให้ผู้สูงอายุ ซึ่งจะส่งผลไปถึงสังคมโดยร่วมและประเทศชาติ อาจจะพิจารณาได้ว่าจำนวนเงินสำรองเบี้ยวชีพอาจจะไม่เยอะ แต่สำหรับผู้ยากจน โดยเฉพาะผู้สูงอายุนั้นถือเป็นเงินที่มีความสำคัญมากที่เป็นเหมือนรายได้ประจำ ในภายใน ได้มีการผลักดันให้ตัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ เพื่อสนับสนุนให้มีการออมและรัฐบาลจะสมทบเพิ่มให้ คือออมขั้นต่ำ 100 บาท รัฐบาลสมทบให้ 500 บาท ถือเป็นจำนวนเงินที่เหมาะสมและเพียงพอต่อการใช้จ่ายในอนาคต เป็นเหมือนหลักประกันความมั่นคงให้ประชาชน ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 2,000,000 คน สมาคมยังมีการทำงานในการดูแลผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านสุขภาพ เป็นผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง จึงได้ผลักดันให้ผู้สูงอายุที่เป็นผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงได้รัยสิทธิรักษาพยาบาล และมีการจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปช่วยดูแล ให้คำแนะนำที่บ้านเป็นประจำ ทั้งนี้ในการดำเนินงานที่ผ่านมานั้น มีอุปสรรคเกิดขึ้นหลายอย่าง เช่น พรบ.เงินออมแห่งชาติ ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ในระยะแรกนั้น ประชาชนไม่เห็นถึงประโยชน์ของโครงการ ในตอนแรกมีสมาชิกเพียงหลักแสนคนเท่านั้น ซึ่งได้แก้ปัญหาต่างๆ จนตอนนี้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็นหลักล้านคน แต่เป้าหมาย ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ คน ถือว่ายังไม่เป็นไปตามเป้าและยังต้องพยายามสร้างความเข้าใจและสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้ามาร่วมโครงการเพิ่มขึ้น ในส่วนของการส่งเจ้าหน้าทีไปดูแลที่บ้านนั้น มีอุปสรรคในด้านกฎระเบียบที่ควบคุมมากเกินไป รวมทั้ง ต้องจัดสรรงบประมาณอย่างประหยัดและพอเพียง ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขต่อไป นายแพทย์วิชัย โชควิวัตร download
นักสิทธิมนุษยชนดีเด่น (7 กุมภาพันธ์ 2563) พระอุดมประชานารถ (เจ้าคุณอลงกต ติกฺขปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ลพบุรี กล่าวถึงการได้รับรางวัลสิทธิมนุษยชน ด้านสิทธิ สังคม และวัฒนธรรม ความว่า การได้รับรางวัลถือเป็นคำตอบว่างานที่ได้ทำมานั้นถูกต้องและสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้ดำเนินการมากว่า 20 ปีแล้ว ตามหลักของพุทธศาสนานั้น เป็นความเมตตาที่มีต่อกัน ถือเป็นกรอบใหญ่ที่รวมสิทธิมนุษยชนด้านต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เป็นการปฏิบัติในการปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ป่วย ในอดีต ผู้ป่วยจะถูกเลือกปฏิบัติในทุกด้าน เช่น ความไม่เต็มใจที่จะให้บริการจากโรงพยาบาล การถูกสังคมรังเกียจ ซึ่งอาจเกิดจากการไม่รู้ จึงยังไม่สามารถปฏิบัติต่อกันอย่างเหมาะสม ต้องสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้สังคม นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เข้าใจและปฏิบัติต่อผู้ป่วยได้เหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาทางการแพทย์หรือการช่วยเหลือด้านต่าง ๆ และเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนตามที่ควรจะได้รับด้วย ผู้ป่วยโรคเอดส์ ต้องได้รับการดูแลไม่ต่างจากผู้ป่วยจากโรคอื่น ๆ และไม่ควรจะถูกตีตราว่าเป็นโรคจากการปฏิบัติไม่ดี คุณวาสนา เก้านพรัตน์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก และประธานเครือข่ายสิทธิเด็กแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการได้รับรางวัลสิทธิมนุษยชน ด้านสิทธิเด็ก ดังนี้ มีความภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้รับรางวัล เพราะได้ดำเนินงานมากว่า 39 ปี และมีคนเห็นถึงความสำคัญของการทำงานเพื่อช่วยเหลือและคุ้มครองเด็ก แต่การดำเนินงานนั้นมีบุคคลอื่น ๆ อีกมากมายที่มีส่วนให้องค์กรสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยประสานความร่วมมือกับทีมสหวิชาชีพในการช่วยเหลือเด็กให้ปลอดภัยเช่น นักสังคมสงเคราะห์ บุคลากรทางการแพทย์ จึงต้องยกความดีความชอบให้แก่ทุกคนที่เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน องค์กรได้เริ่มต้นการทำงานโดยการให้ความช่วยเหลือกับกลุ่มเด็กที่ถูกกระทำความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ ภายหลังจึงได้ขยายกรอบการทำงานในส่วนของการป้องกันการเกิดปัญหา โดยเฉพาะปัญหาการใช้ความรุนแรงกับเด็ก ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในครอบครัว ซึ่งครอบครัวไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาและไม่เห็นว่าเป็นปัญหาการละเมิดสิทธิเด็ก ในการทำงานที่ผ่านมาได้ช่วยเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและความตระหนักการใช้ความรุนแรงจนปัญหาลดน้อยลง แต่มีปัญหาการละเมิดสิทธิเด็กในด้านอื่น ๆ กลับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะปัญหาการถูกละเมิดทางเพศ ซึ่งเป็นปัญหาอันดับหนึ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับการพัฒนาด้านสื่อออนไลน์ เด็กถูกล่อลวงและถูกละเมิดมากขึ้น บางกรณีเกิดปัญหาไปถึงขั้นการค้ามนุษย์ และยังมีกรณีที่เ