รายงานผลการพิจารณาที่ ๔๑๖ /๒๕๕๕
เรื่อง สิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล และสิทธิเด็ก กรณีเห็นว่าการกำหนดแบบทรงผมของนักเรียน
กระทบต่อสิทธิมนุษยชนและไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช ๒๕๕๐
ผู้ร้อง ปกปิดชื่อ
ผู้ถูกร้อง โรงเรียนหรือสถานศึกษา
๑. ความเป็นมา
ผู้ร้องได้มีหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ลงวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๔ ตามคำร้องที่ ๕๙๗/๒๕๕๔ ว่า ผู้ร้องอายุ ๑๕ ปี ปัจจุบันศึกษาอยู่ที่โรงเรียนในจังหวัดสมุทรสาคร โดยผู้ร้องเห็นว่า การที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดแบบทรงผมของนักเรียน คือ นักเรียนชายต้องตัดผมสั้นเกรียน และนักเรียนหญิงต้องตัดผมสั้นเห็นติ่งหู กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล และเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเนื่องจากในบางโรงเรียนได้อนุโลมให้นักเรียนที่เรียนนาฏศิลป์สามารถไว้ผมยาวได้นั้น ผู้ร้องเห็นว่าการอนุโลมดังกล่าวเป็นการเลือกปฏิบัติ ตามนัยมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ โดยผู้ร้องกล่าวอ้างว่า แบบทรงผมที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดไว้นั้น ทำให้นักเรียนที่เข้าสู่ช่วงวัยรุ่นขาดความมั่นใจและเสียสมาธิในการเรียน ทั้งนี้ ผู้ร้องได้อ้างถึงบทความของ ศ.ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ จากหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ซึ่งได้กล่าวถึงทรงผมนักเรียนไว้ สรุปได้ว่า ประเทศไทยรับเอาแบบทรงผมและเครื่องแบบนักเรียนต่าง ๆ มาจากประเทศญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งในช่วงนั้น เกิดการระบาดของเหา ประชาชนจึงนิยมตัดผมสั้นเกรียน และจากงานวิจัยของทีมวิจัยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒพบว่า จากการสัมภาษณ์เด็กนักเรียน กฎระเบียบเรื่องทรงผมเป็นสิ่งที่นักเรียนมีความกังวลมากที่สุด เนื่องจากวัยรุ่นอยากมีบุคลิกที่ดี สวยงาม ดังนั้น เรื่องทรงผมจึงทำให้เกิดความคับข้องใจมาก และเป็นสาเหตุหนึ่งที่จะนำมาซึ่งปัญหาอื่น ๆ ต่อไป
ประเด็นที่ผู้ร้องประสงค์ให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตรวจสอบ คือ ขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน
๒. การพิจารณาคำร้องเรียน
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านกฎหมายและการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมพิจารณาดำเนินการ
ประเด็นการตรวจสอบ
๑. การกำหนดแบบทรงผมของโรงเรียนหรือสถานศึกษาซึ่งเป็นไปตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๑๕) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๘) เป็นการกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล ตามมาตรา ๒๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือไม่ อย่างไร
๒. การที่โรงเรียนอนุโลมให้นักเรียนสามารถไว้ผมยาวได้เป็นการเฉพาะรายเป็นการเลือกปฏิบัติ ตามนัยมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ หรือไม่ อย่างไร
๓. การดำเนินการตรวจสอบ
คณะอนุกรรมการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านกฎหมายและการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ได้ดำเนินการพิจารณาตรวจสอบ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๕๗ พระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยคณะอนุกรรมการฯ ได้เชิญผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๑๐ และผู้แทนโรงเรียนสมุทรสาครบูรณะ เข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงด้วยวาจา ในการประชุมคณะอนุกรรมการฯ ครั้งที่ ๕/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง สรุปได้ดังนี้
๓.๑ ผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ ชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมและส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง สรุปได้ดังนี้
เดิมเรื่องเกี่ยวกับการจัดระเบียบทรงผมของนักเรียน กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๑๕ ต่อมากระทรวงศึกษาธิการอาศัยอำนาจตามความในข้อ ๓ และข้อ ๑๑ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ออกกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๑๕๑๕) ลงวันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ที่ระบุว่า
ข้อ ๑ การแต่งกาย และความประพฤติดังต่อไปนี้ถือว่าไม่เหมาะสมแก่สภาพของนักเรียนตามความในข้อ ๔ แห่งประกาศของคณะปฏิบัติ ฉบับที่ ๑๓๒
(๑) นักเรียนชายไว้ผมยาว โดยไว้ผมข้างหน้าและกลางศีรษะยาวเกิน ๕ เซนติเมตร และชายผมรอบศีรษะไม่ตัดเกรียนชิดผิวหนัง หรือไว้หนวดหรือเครา
นักเรียนหญิงตัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอนุญาตให้ไว้ยาวเกินกว่านั้นก็ให้รวบให้เรียบร้อย
นักเรียนใช้เครื่องสำอาง หรือสิ่งปลอมเพื่อการเสริมสวย
ต่อมากระทรวงศึกษาธิการได้ออกกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๘) ลงวันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๘ ที่ระบุว่า ให้ยกเลิกความในข้อ (๑) ของข้อ ๑ แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๑๕) ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕ และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน
(๑) นักเรียนชายตัดผมหรือไว้ผมยาวจนด้านข้างและด้านหลังยาวเลยตีนผมหรือไว้หนวด ไว้เครา
นักเรียนหญิงตัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอนุญาตให้ไว้ยาวเกินกว่านั้นก็ให้รวบให้เรียบร้อย
นักเรียนใช้เครื่องสำอาง หรือสิ่งปลอมเพื่อการเสริมสวย
ต่อมากระทรวงศึกษาธิการได้มีบันทึกข้อความ ด่วนที่สุด ที่ ศธ ๐๒๐๔/๕๒๘๕ ลงวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๔๖ ถึงอธิบดีและหัวหน้าส่วนราชการที่มีสถานศึกษาในสังกัด เรื่อง ซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการแต่งกายและความประพฤตินักเรียน สรุปความได้ว่า นักเรียนหรือนักศึกษาต้องประพฤติตนอยู่ในระเบียบวินัยของโรงเรียนหรือสถานศึกษาที่ตนสังกัดอยู่ และต้องแต่งกายหรือแต่งเครื่องแบบตามระเบียบข้อบังคับของโรงเรียน รวมทั้งต้องไม่แต่งกายหรือประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่สภาพของนักเรียนหรือนักศึกษาตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๑๕) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๘) ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๑๕ โดยเฉพาะทรงผมของนักเรียน ซึ่งกฎกระทรวงถือว่าไม่เหมาะสมแก่สภาพนักเรียน ได้แก่
๑) กรณีนักเรียนชาย ดัดผม หรือไว้ผมยาวจนด้านข้างและด้านหลังยาวเลยตีนผม
๒) กรณีนักเรียนหญิง ดัดผม หรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ แต่หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาให้ไว้ผมได้ ก็ให้รวบผมให้เรียบร้อย
ดังนั้น โรงเรียนหรือสถานศึกษาจึงอาจพิจารณาผ่อนคลายระเบียบหรือข้อบังคับที่เกี่ยวกับการไว้ทรงผมให้เหมาะสมกับวัยและสภาพของนักเรียนตามสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งไม่ขัดหรือแย้งกับกฎกระทรวงดังกล่าวได้
ซึ่งปัจจุบันบันทึกข้อความฉบับดังกล่าวยังมีผลบังคับใช้อยู่ เนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการยังไม่มีหนังสือยกเลิกบันทึกข้อความฉบับดังกล่าวข้างต้นแต่อย่างใด
ต่อมาพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ มีผลใช้บังคับ ซึ่งมาตรา ๓ บัญญัติมีความว่า ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕ โดยบทเฉพาะกาล มาตรา ๘๘ บัญญัติมีความว่า บรรดากฎกระทรวง ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ให้คงใช้บังคับต่อไปได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะมีการออกกฎกระทรวง ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ หมวด ๗ การส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา มาตรา ๖๓ บัญญัติว่า “โรงเรียนและสถานศึกษาต้องจัดให้มีระบบงานและกิจกรรมในการแนะแนวให้คำปรึกษา และฝึกอบรมแก่นักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครอง เพื่อส่งเสริมความประพฤติที่เหมาะสม ความรับผิดชอบต่อสังคม และความปลอดภัยแก่นักเรียนและนักศึกษา ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง” และมาตรา ๖๔ บัญญัติว่า “นักเรียนและนักศึกษาต้องประพฤติตนตามระเบียบของโรงเรียนหรือสถานศึกษา และตามที่กำหนดในกฎกระทรวง”
ต่อมากระทรวงศึกษาธิการได้ออกกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖ และมาตรา ๖๔ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๘ และ มาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ซึ่งกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวได้กำหนดเกี่ยวกับเรื่องความประพฤติที่ไม่เหมาะสมของนักเรียนนักศึกษา และให้โรงเรียนหรือสถานศึกษา กำหนดระเบียบว่าด้วยความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษาได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎกระทรวงนี้
โดยแนวปฏิบัติที่ผ่านมา จากการสอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไม่มีการกำหนดระเบียบอื่นนอกจากที่ได้กล่าวมาข้างต้น โดยให้โรงเรียนหรือสถานศึกษาแต่ละแห่งจะเป็นผู้กำหนดระเบียบหรือหลักเกณฑ์ที่นอกเหนือจากที่กฎกระทรวงกำหนดไว้ เนื่องจากกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นการกำหนดเกี่ยวกับเรื่องความประพฤติที่ไม่เหมาะสมของนักเรียนนักศึกษา โดยไม่มีการกำหนดเกี่ยวกับเรื่องแบบทรงผมของนักเรียน ดังนั้น กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๑๕) และฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๘) ซึ่งออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๑๕ ซึ่งมีการกำหนดในเรื่องแบบของทรงผม กฎกระทรวงทั้ง ๒ ฉบับจึงสามารถนำมาบังคับใช้ได้โดยอนุโลม และจากการดำเนินงานที่ผ่านมา สำนักนิติการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ยังไม่เคยได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องทรงผมของนักเรียน
กระทรวงศึกษาธิการได้ใช้หลักการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา โดยให้สถานศึกษาใช้ดุลพินิจตามความเหมาะสม ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๖๔ และกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อ ๒ เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นและไม่ขัดหรือแย้งตามที่กฎหมายกำหนด
ในการลงโทษนักเรียน กระทรวงศึกษาธิการได้ออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖ และมาตรา ๖๕ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยความมุ่งหมายของระเบียบฉบับดังกล่าวเป็นไปเพื่ออบรม สั่งสอน และปรับปรุงแก้ไขนิสัยและความประพฤติที่ไม่ดีของนักเรียนหรือนักศึกษาให้รู้สึกสำนึกในความผิด และกลับประพฤติตนในทางที่ดีต่อไป ซึ่งข้อ ๕ ระบุว่า โทษที่จะลงโทษแก่นักเรียนหรือนักศึกษาที่กระทำความผิด มี ๔ สถาน ดังนี้
(๑) ว่ากล่าวตักเตือน
(๒) ทำทัณฑ์บน
(๓) ตัดคะแนนความประพฤติ
(๔) ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
และข้อ ๙ ระบุว่า การตัดคะแนนความประพฤติ ให้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติว่าด้วยการตัดคะแนนความประพฤตินักเรียนและนักศึกษาของแต่ละสถานศึกษากำหนด และให้ทำบันทึกข้อมูลไว้เป็นหลักฐาน
ในส่วนของโรงเรียนเอกชนจะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแล ส่วนการบริหารงานภายในจะเป็นในเรื่องของความเป็นอิสระของโรงเรียนเอกชน
๓.๒ ผู้แทนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๑๐ ชี้แจงข้อเท็จจริงและส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง สรุปได้ดังนี้
ผู้อำนวยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจะมีการประชุมและกำชับให้โรงเรียนและสถานศึกษาแต่ละแห่งซึ่งมีนโยบายและมีการกำหนดกฎระเบียบของแต่ละโรงเรียน โดยกฎระเบียบต่าง ๆ มีการระบุไว้ในคู่มือนักเรียน พร้อมทั้งมีการแจกคู่มือนักเรียนและชี้แจงให้ผู้ปกครองและนักเรียนได้รับทราบในวันที่มีการประชุมในครั้งแรกหรือในวันปฐมนิเทศ โดยการอนุญาตให้ไว้ผมยาวในกรณีของโรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย เช่น ชมรมกีฬายิมนาสติกศิลป์และยิมนาสติกลีลาได้ให้ผู้ปกครองนักเรียนทำหนังสือขอความอนุเคราะห์จากโรงเรียนฯ โดยโรงเรียนจะพิจารณาอนุญาตเป็นการราย ๆ ไป เป็นต้น
ภายใน ๑ ปี สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะมีการจัดงานศิลปหัตถกรรมให้กับนักเรียน โดยจะมีการแข่งขันทักษะทางวิชาการในเรื่องของนาฏศิลป์และดนตรี ซึ่งหากมีความจำเป็นที่จะต้องไว้ผมยาวเพื่อการแข่งขัน แต่ละโรงเรียนจะอนุญาตให้นักเรียนที่จะลงแข่งขันไว้ผมยาว โดยพิจารณาเป็นคราว ๆ ไป ซึ่งกรณีที่เป็นปัญหาอาจเกิดจากการที่โรงเรียนไม่ได้มีการประชาสัมพันธ์ให้นักเรียนในโรงเรียนทราบโดยทั่วกัน จึงทำให้เหมือนเป็นการเลือกปฏิบัติ
ปัจจุบันโรงเรียนมีสภาพเป็นนิติบุคคลโดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแต่ละเขต ซึ่งในส่วนของการควบคุมดูแลสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจะดำเนินการเฉพาะในส่วนของการการบริหาร ทั้งนี้ การที่โรงเรียนจะออกกฎระเบียบต่าง ๆ จะต้องอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๑๕ และปฏิบัติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๑๕) และฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๘) ซึ่งออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๑๕ รวมถึงปฏิบัติตามกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. ๒๕๑๘ ด้วย
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๑๕ ระบุว่า
โดยที่คณะปฏิวัติพิจารณาเห็นว่า นักเรียนและนักศึกษาเป็นเยาวชนที่กำลังสร้างสมคุณสมบัติ ทั้งในด้านความรู้ ความคิด และคุณธรรม พร้อมที่จะรับมรดกตกทอดจากผู้ใหญ่ เป็นพลเมืองที่ดีมีประโยชน์ แก่ประเทศชาติในอนาคต นักเรียนและนักศึกษา ควรจะได้รับการอบรมดูแลและใกล้ชิดจากบิดามารดา ผู้ปกครองและครูอาจารย์ เพื่อเป็นบุตรที่ดีของบิดา เป็นศิษย์ที่ดีของครู อยู่ในโอวาทคำสั่งสอน รวมทั้ง อยู่ในระเบียบประเพณีและกฎหมายของบ้านเมืองเป็นการสมควรจะส่งเสริมและคุ้มครองความประพฤติ การแต่งกายและจรรยามรรยาทให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันหัวหน้าคณะปฏิวัติ จึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
ข้อ ๔ นักเรียนและนักศึกษาต้องประพฤติตนอยู่ในระเบียบวินัยของโรงเรียน หรือสถานศึกษาที่ตนสังกัดอยู่ และต้องแต่งกายหรือแต่งเครื่องแบบตามระเบียบ ข้อบังคับ ของโรงเรียนและสถานศึกษา หรือตามที่กฎหมายกำหนดนักเรียนและนักศึกษาต้องไม่แต่งกายหรือประพฤติตนไม่สมควรแก่วัยหรือไม่เหมาะสมแก่สภาพของนักเรียนและนักศึกษา ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ข้อ ๕ นักเรียนหรือนักศึกษา ผู้ใดแต่งกายหรือประพฤติตนฝ่าฝืนข้อ ๔ ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือ สารวัตรนักเรียนและนักศึกษามีอำนาจปฏิบัติการตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด และมีอำนาจนำตัวไปมอบแก่ครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ ผู้อำนวยการ หรือหัวหน้าของโรงเรียนหรือสถานศึกษาของนักเรียนหรือนักศึกษานั้นเพื่อดำเนินการสอบสวนและอบรมสั่งสอน หรือลงโทษตามระเบียบหรือข้อบังคับ ในกรณีที่ไม่สามารถนำตัวไปมอบได้ จะแจ้งด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้
เมื่อได้อบรมสั่งสอนหรือลงโทษนักเรียนนักศึกษาแล้ว ให้โรงเรียนหรือสถานศึกษาแจ้งให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองว่ากล่าวตักเตือนอีกขั้นหนึ่ง
การลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษา ให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกระเบียบหรือข้อบังคับเพื่อให้โรงเรียนหรือสถานศึกษาปฏิบัติตามสมควร เพื่อว่ากล่าวตักเตือน
๓.๓ ผู้แทนโรงเรียนสมุทรสาครบูรณะ ชี้แจงข้อเท็จจริงและส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง สรุปได้ดังนี้
เดิมโรงเรียนสมุทรสาครบูรณะเป็นโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดสมุทรสาคร ต่อมาเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๗ โรงเรียนสมุทรสาครบูรณะได้เปิดรับนักเรียนชายเข้าศึกษา หลังจากนั้นจึงได้มีการกำหนดกฎระเบียบเพื่อครอบคลุมทั้งนักเรียนชายและหญิง โดยโรงเรียนสมุทรสาครบูรณะได้ปฏิบัติตามแนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด
การที่โรงเรียนสมุทรสาครบูรณะมีการกำหนดแบบทรงผมเพื่อเป็นการลดสภาพแวดล้อมภายนอก เนื่องจากนักเรียนมักจะสนใจเรื่องของทรงผมตามแฟชั่น (สมัยนิยมหรือวิธีการที่นิยมกันทั่วไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง) โดยเป็นการเบี่ยงเบนให้นักเรียนเกิดความตั้งใจในการศึกษา และเป็นการรักษาความสะอาดได้โดยง่าย อีกทั้งโรงเรียนสมุทรสาครบูรณะต้องการให้นักเรียนรู้จักกฎกติกา ระเบียบของโรงเรียน และเป็นการฝึกระเบียบวินัยให้กับนักเรียน รวมทั้งการตัดผมสั้นเป็นแนวปฏิบัติที่สืบต่อกันมาเป็นระยะเวลานานแล้ว
ระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องแบบทรงผมของนักเรียนเป็นการปฏิบัติที่สืบต่อกันมาโดยตลอด ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบวินัยที่โรงเรียนกำหนด ในการปฏิบัติหน้าที่อาจารย์ฝ่ายปกครองจะต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการดูแลเด็ก โดยในทางปฏิบัติก็ประสบปัญหาอยู่บ้าง แต่ก็มีการยืดหยุ่นให้กับนักเรียน ซึ่งนักเรียนโดยส่วนใหญ่เห็นด้วยและสามารถปฏิบัติได้ตามที่ระเบียบของโรงเรียนกำหนด ในส่วนของกรณีนักเรียนที่ต้องไว้ผมยาวโดยมีความจำเป็นต่าง ๆ เช่น นักเรียนนาฏศิลป์ หรือผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม เป็นต้น โรงเรียนสมุทรสาครบูรณะก็จะพิจารณาอนุญาตตามความเหมาะสม แต่เนื่องจากโรงเรียนไม่ได้ชี้แจงให้นักเรียนในโรงเรียนทราบโดยทั่วกัน จึงทำให้นักเรียนบางส่วนเกิดความไม่เข้าใจและเห็นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ
การปฏิบัติของโรงเรียนสมุทรสาครบูรณะ ในวันที่ ๑ ของทุกเดือน โรงเรียนจะมีการตรวจทรงผมของนักเรียน โดยเป็นการประมาณการด้วยสายตาของครูซึ่งต้องเป็นไปตามแนวปฏิบัติเกี่ยวกับระเบียบวินัยของนักเรียนโรงเรียนสมุทรสาครบูรณะ พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยทรงผมนักเรียนชาย ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ให้ตัดผมทรงนักเรียน สั้นเกรียนทั้งด้านหลัง ด้านข้าง ด้านบนตัดสั้นรองหวี ด้านหน้ายาวไม่เกิน ๔ เซนติเมตร ไม่กันจอน ไม่ย้อมสี ไม่ใส่น้ำมันหรือดัดแปลงเป็นทรงอื่น โกนหนวดเคราให้เกลี้ยงเกลา ส่วนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ให้เหมือนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นหรือรองทรงสูง ผมด้านข้างและด้านหลังเกรียน ข้างบนและด้านหน้ายาวไม่เกิน ๕ เซนติเมตร ในส่วนของนักเรียนหญิง ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ตัดผมสั้นทรงนักเรียนให้ปลายผมยาวเลยติ่งหูไม่เกิน ๑ เซนติเมตร ยาวเสมอกันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ไม่ดัด ไม่ซอย ไม่ย้อมสี แต้มสี ไม่ใส่ครีมหรือน้ำมัน ไม่ฉีดสเปรย์ กิ๊บติดผมให้ใช้สีดำเพียงสีเดียว ไม่อนุญาตให้ไว้ผมยาว ส่วนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ตัดผมทรงนักเรียนเช่นเดียวกันกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ถ้าไว้ผมยาวอนุญาตให้ยาวไม่เกิน ๖ นิ้ว จากปกเสื้อด้านหลัง ต้องรวบผมผูกด้วยโบว์ให้เรียบร้อย อนุญาตให้โบว์กว้างไม่เกิน ๑ นิ้ว สีดำ สีกรมท่า หรือสีน้ำตาม คล้ายสีผม กิ๊บให้ใช้กิ๊บสีดำธรรมดา ห้ามใช้หวีสับผมหรือกิ๊บที่มีสีสันรูปแบบอื่น ไม่ดัด ไม่ซอย ไม่ย้อมสี แต้มสี ไม่ใส่ครีมหรือน้ำมัน ไม่ฉีดสเปรย์ หากนักเรียนไม่ตัดผมตามแบบที่โรงเรียนกำหนด อาจารย์ที่ปรึกษาก็จะลงโทษโดยการตัดคะแนนซึ่งเป็นไปตามระเบียบโรงเรียนสมุทรสาครบูรณะว่าด้วยการตัดคะแนนคุณลักษณะอันไม่พึงประสงค์ ถ้าเป็นกรณีทรงผมผิดระเบียบ จะตัด ๕ คะแนน โดยในการตัดคะแนนจะมีการแจ้งให้ผู้ปกครองทราบทุกเดือน หากนักเรียนคนใดถูกตัดคะแนนสะสม ๕๐ คะแนนขึ้นไป โรงเรียนจะให้นักเรียนปรับคุณลักษณะอันไม่พึงประสงค์ โดยให้มีการปฏิบัติธรรม เข้าค่ายคุณธรรม จริยธรรม หรือเข้าค่ายพัฒนาระเบียบวินัย ในกรณีที่นักเรียนมีการทำความดีก็จะมีการเพิ่มคะแนนให้ ซึ่งโรงเรียนจะมีการแจ้งคะแนนความประพฤติให้ผู้ปกครองทราบโดยตลอด
๔. รัฐธรรมนูญ พันธกรณี และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
๔.๑ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐
มาตรา ๒๙ การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้
กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป และไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจง ทั้งต้องระบุบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตรากฎหมายนั้นด้วย
บทบัญญัติในวรรคหนึ่งและวรรคสองให้นำมาใช้บังคับกับกฎที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายด้วยโดยอนุโลม
มาตรา ๓๐ บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน
ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน
การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด
เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทาง
เศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม
หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้
มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม
๔.๒ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖
มาตรา ๓ ให้ยกเลิก
(๑) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕
(๒) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๙๔ ลงวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๕
มาตรา ๒๒ การปฏิบัติต่อเด็กไม่ว่ากรณีใด ให้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญและไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม
การกระทำใดเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก หรือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อเด็กหรือไม่ ให้พิจารณาตามแนวทางที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๖๔ นักเรียนและนักศึกษาต้องประพฤติตนตามระเบียบของโรงเรียนหรือสถานศึกษาและตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๘๘ บรรดากฎกระทรวง ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๙๔ ลงวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๕ และประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ให้คงใช้บังคับต่อไปได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะมีการออกกฎกระทรวง ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งตามพระราชบัญญัตินี้
๔.๓ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๑๕ ระบุว่า
โดยที่คณะปฏิวัติพิจารณาเห็นว่า นักเรียนและนักศึกษาเป็นเยาวชนที่กำลังสร้างสมคุณสมบัติ ทั้งในด้านความรู้ ความคิด และคุณธรรม พร้อมที่จะรับมรดกตกทอดจากผู้ใหญ่ เป็นพลเมืองที่ดีมีประโยชน์ แก่ประเทศชาติในอนาคต นักเรียนและนักศึกษา ควรจะได้รับการอบรมดูแลและใกล้ชิดจากบิดามารดา ผู้ปกครองและครูอาจารย์ เพื่อเป็นบุตรที่ดีของบิดา เป็นศิษย์ที่ดีของครู อยู่ในโอวาทคำสั่งสอน รวมทั้ง อยู่ในระเบียบประเพณีและกฎหมายของบ้านเมืองเป็นการสมควรจะส่งเสริมและคุ้มครองความประพฤติ การแต่งกายและจรรยามรรยาทให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันหัวหน้าคณะปฏิวัติ จึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
ข้อ ๔ นักเรียนและนักศึกษาต้องประพฤติตนอยู่ในระเบียบวินัยของโรงเรียน หรือสถานศึกษาที่ตนสังกัดอยู่ และต้องแต่งกายหรือแต่งเครื่องแบบตามระเบียบ ข้อบังคับ ของโรงเรียนและสถานศึกษา หรือตามที่กฎหมายกำหนดนักเรียนและนักศึกษาต้องไม่แต่งกายหรือประพฤติตนไม่สมควรแก่วัยหรือไม่เหมาะสมแก่สภาพของนักเรียนและนักศึกษา ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ข้อ ๕ นักเรียนหรือนักศึกษา ผู้ใดแต่งกายหรือประพฤติตนฝ่าฝืนข้อ ๔ ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือสารวัตรนักเรียนและนักศึกษามีอำนาจปฏิบัติการตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด และมีอำนาจนำตัวไปมอบแก่ครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ ผู้อำนวยการ หรือหัวหน้าของโรงเรียนหรือสถานศึกษาของนักเรียนหรือนักศึกษานั้นเพื่อดำเนินการสอบสวนและอบรมสั่งสอน หรือลงโทษตามระเบียบหรือข้อบังคับ ในกรณีที่ไม่สามารถนำตัวไปมอบได้ จะแจ้งด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้
เมื่อได้อบรมสั่งสอนหรือลงโทษนักเรียนนักศึกษาแล้ว ให้โรงเรียนหรือสถานศึกษาแจ้งให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองว่ากล่าวตักเตือนอีกขั้นหนึ่ง
การลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษา ให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกระเบียบหรือข้อบังคับเพื่อให้โรงเรียนหรือสถานศึกษาปฏิบัติตามสมควร เพื่อว่ากล่าวตักเตือน
ข้อ ๑๑ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรักษาการตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ และให้อำนาจออกกฎกระทรวงและระเบียบเพื่อปฏิบัติตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ กฎกระทรวงนั้นเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
๔.๔ กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๑๕) ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๑๕ (ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๑๕) ระบุว่า
อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๔ และข้อ ๑๑ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ออกกฎกระทรวงไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ การแต่งกาย และความประพฤติดังต่อไปนี้ถือว่าไม่เหมาะสมแก่สภาพของนักเรียนตามความในข้อ ๔ แห่งประกาศของคณะปฏิบัติ ฉบับที่ ๑๓๒
(๑) นักเรียนชายไว้ผมยาว โดยไว้ผมข้างหน้าและกลางศีรษะยาวเกิน ๕ เซนติเมตร และชายผมรอบศีรษะไม่ตัดเกรียนชิดผิวหนัง หรือไว้หนวดหรือเครา
นักเรียนหญิงตัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอนุญาตให้ไว้ยาวเกินกว่านั้นก็ให้รวบให้เรียบร้อย
นักเรียนใช้เครื่องสำอาง หรือสิ่งปลอมเพื่อการเสริมสวย
.....
๔.๕ กฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๘) ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๑๕ (ให้ไว้ ณ วันที่ ๖ มกราคม ๒๕๑๘) ระบุว่า
อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๔ และข้อ ๑๑ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ออกกฎกระทรวงไว้ดังต่อไปนี้
ให้ยกเลิกความใน (๑) ของข้อ ๑ แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๑๕) ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๑๕ และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน
"(๑) นักเรียนชายตัดผมหรือไว้ผมยาวจนด้านข้าง และด้านหลังยาวเลยตีนผม หรือไว้หนวดเครา
นักเรียนหรือหญิงดัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอนุญาตให้ไว้ยาวเกินกว่านั้นก็ให้รวบให้เรียบร้อย
นักเรียนใช้เครื่องสำอางหรือสิ่งแปลกปลอมเพื่อการเสริมสวย"
๔.๖ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ ๒๘
.....
๒. รัฐภาคีจะดำเนินมาตรการที่เหมาะสมที่จะประกันว่า ระเบียบวินัยของโรงเรียนได้กำหนดขึ้นในลักษณะที่สอดคล้องกับศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของเด็กและสอดคล้องกับอนุสัญญานี้
๕. ความเห็นคณะอนุกรรมการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านกฎหมายและการปฏิบัติ
ที่ไม่เป็นธรรม
๕.๑ ความเห็นคณะอนุกรรมการฯ
คณะอนุกรรมการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านกฎหมายและการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ได้พิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องโดยตลอดแล้ว มีประเด็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัย คือ
ประเด็นที่ ๑ การกำหนดแบบทรงผมของโรงเรียนหรือสถานศึกษาซึ่งเป็นไปตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๑๕) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๘) เป็นการกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล ตามมาตรา ๒๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือไม่ อย่างไร
คณะอนุกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า ในการกำหนดแบบทรงผมของนักเรียน กระทรวงศึกษาธิการอาศัยอำนาจตามความในข้อ ๓ และข้อ ๑๑ แห่งประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ ในการออกกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๑๕) และต่อมาได้มีการออกกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๘) ซึ่งยกเลิกความในข้อ (๑) ของข้อ ๑ แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๑๕) โดยมีการระบุในเรื่องการแต่งกายและความประพฤติที่ไม่เหมาะสมของนักเรียน ได้แก่ นักเรียนชายตัดผมหรือไว้ผมยาวจนด้านข้างและด้านหลังยาวเลยตีนผมหรือไว้หนวดไว้เครา ส่วนนักเรียนหญิงตัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอนุญาตให้ไว้ยาวเกินกว่านั้นก็ให้รวบให้เรียบร้อย และกระทรวงศึกษาธิการได้มีบันทึกข้อความ ด่วนที่สุด ที่ ศธ ๐๒๐๔/๕๒๘๕ ลงวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๔๖ เพื่อซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการแต่งกายและความประพฤตินักเรียน โดยนักเรียนหรือนักศึกษาต้องประพฤติตนอยู่ในระเบียบวินัยของโรงเรียนหรือสถานศึกษาที่ตนสังกัดอยู่ และต้องแต่งกายหรือแต่งเครื่องแบบตามระเบียบข้อบังคับของโรงเรียน รวมทั้งต้องไม่แต่งกายหรือประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่สภาพของนักเรียนหรือนักศึกษาตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้ง ๒ ฉบับ โดยเฉพาะทรงผมของนักเรียน ทั้งนี้ โรงเรียนหรือสถานศึกษาอาจพิจารณาผ่อนคลายระเบียบหรือข้อบังคับที่เกี่ยวกับการไว้ทรงผมให้เหมาะสมกับวัยและสภาพของนักเรียนตามสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งไม่ขัดหรือแย้งกับกฎกระทรวงดังกล่าว
ต่อมาเมื่อพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ มีผลใช้บังคับ ซึ่งมาตรา ๓ ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕ แต่ในบทเฉพาะกาล ตามมาตรา ๘๘ กำหนดว่า บรรดากฎกระทรวง ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ให้คงใช้บังคับต่อไปได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะมีการออกกฎกระทรวง ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งตามพระราชบัญญัตินี้ เนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการยังมิได้มีการออกกฎกระทรวงฉบับใหม่ที่อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ และโดยที่กฎกระทรวงทั้ง ๒ ฉบับ มิได้ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ ดังนั้น กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๑๕) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๘) จึงยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปได้ตามบทเฉพาะกาล มาตรา ๘๘ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖
การกำหนดแบบทรงผมของนักเรียนตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงดังกล่าว แม้เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล แต่ในพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๖๔ กำหนดให้นักเรียนและนักศึกษาต้องประพฤติตนตามระเบียบของโรงเรียนหรือสถานศึกษา และตามที่กำหนดในกฎกระทรวง เมื่อปรากฏว่ากฎกระทรวง ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๑๕) ซึ่งต่อมากระทรวงศึกษาธิการได้ออกกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๘) ยกเลิกความในข้อ (๑) ของข้อ ๑ แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๑๕) ที่ออกตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕ และยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ได้กำหนดในเรื่องการแต่งกายและความประพฤติที่ไม่เหมาะสมของนักเรียน ได้แก่ นักเรียนชายตัดผมหรือไว้ผมยาวจนด้านข้างและด้านหลังยาวเลยตีนผมหรือไว้หนวดไว้เครา ส่วนนักเรียนหญิงตัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอนุญาตให้ไว้ยาวเกินกว่านั้นก็ให้รวบให้เรียบร้อย จึงถือได้ว่าเป็นกรณีมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเป็นการกระทำเท่าที่จำเป็นเพื่อส่งเสริมความประพฤติของนักเรียน และไม่เป็นการกระทบกระเทือนต่อสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพของนักเรียน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐
ประเด็นที่ ๒ การที่โรงเรียนอนุโลมให้นักเรียนสามารถไว้ผมยาวได้เป็นการเฉพาะรายเป็นการเลือกปฏิบัติ ตามนัยมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ หรือไม่ อย่างไร
คณะอนุกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่โรงเรียนบางแห่งอนุญาตให้นักเรียนสามารถไว้ผมยาวได้เป็นการเฉพาะรายเนื่องจากมีเหตุผลความจำเป็น เช่น นักเรียนที่เรียนนาฏศิลป์ นักเรียนที่นับถือศาสนาอิสลาม เป็นต้น สอดคล้องกับบันทึกข้อความ ด่วนที่สุด ที่ ศธ ๐๒๐๔/๕๒๘๕ ลงวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๔๖ เพื่อซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการแต่งกายและความประพฤตินักเรียน โดยนักเรียนหรือนักศึกษาต้องประพฤติตนอยู่ในระเบียบวินัยของโรงเรียนหรือสถานศึกษาที่ตนสังกัดอยู่ และต้องแต่งกายหรือแต่งเครื่องแบบตามระเบียบข้อบังคับของโรงเรียน รวมทั้งต้องไม่แต่งกายหรือประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่สภาพของนักเรียนหรือนักศึกษาตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้ง ๒ ฉบับ โดยเฉพาะทรงผมของนักเรียน ทั้งนี้ โรงเรียนหรือสถานศึกษาอาจพิจารณาผ่อนคลายระเบียบหรือข้อบังคับที่เกี่ยวกับการไว้ทรงผมให้เหมาะสมกับวัยและสภาพของนักเรียนตามสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งไม่ขัดหรือแย้งกับกฎกระทรวงดังกล่าว ไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ตามมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ทั้งนี้เพราะโรงเรียนสถานศึกษาได้ผ่อนผันให้กับนักเรียนที่ไว้ผมยาวโดยมีเหตุผลความจำเป็นตามสภาพของนักเรียนเป็นการเฉพาะรายตามความเหมาะสม อันเป็นการปฏิบัติต่อเด็กโดยคำนึงถึงความเป็นธรรมและประโยชน์สูงสุดของนักเรียน สอดคล้องกับมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ ที่บัญญัติว่า “การปฏิบัติต่อเด็กไม่ว่ากรณีใด ให้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญและไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม”
๕.๒ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
การกำหนดแบบทรงผมของนักเรียนตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงดังกล่าว นั้น ในชั้นนี้ถึงแม้ว่าไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตามมาตรา ๒๙ และมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ แต่กระทรวงศึกษาธิการมิได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติให้เกิดความชัดเจนและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คณะอนุกรรมการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านกฎหมายและการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อคณะรัฐมนตรี โดยกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อปรับปรุงและแก้ไขกฎกระทรวงที่ใช้บังคับอยู่ให้สอดคล้องกับมิติด้านสิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และพันธกรณีระหว่างประเทศ ที่ให้การคุ้มครองและรับรองไว้ ดังนี้
คณะรัฐมนตรี โดยกระทรวงศึกษาธิการควรได้มีการพิจารณาทบทวนปรับปรุงและแก้ไขกฎกระทรวงเกี่ยวกับเรื่องแบบทรงผมของนักเรียน ซึ่งออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕ โดยยกเลิกกฎกระทรวงที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และออกกฎกระทรวงฉบับใหม่ให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และประโยชน์สูงสุดของเด็กนักเรียน รวมทั้งให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อกำหนดให้เป็นแนวทางในการปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานกลางเกี่ยวกับเรื่องแบบทรงผมของนักเรียน ให้โรงเรียนหรือสถานศึกษาปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน สามารถกำหนดหลักเกณฑ์และข้อยกเว้นได้ตามเหตุผลความจำเป็น ทั้งนี้ ต้องไม่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลด้วย
๖. ความเห็นและมติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในคราวประชุม ครั้งที่ ๑๒/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๕ พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบด้วยกับความเห็นและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของคณะอนุกรรมการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านกฎหมายและการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม โดยให้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อพิจารณาดำเนินการตามข้อเสนอแนะเชิงนโยบายข้างต้น และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติขอทราบและติดตามผลการดำเนินการเพื่อประเมินผลต่อไป