"สิทธิและความเสมอภาคของบุคคลซึ่งมีความหลากหลายทางเพศ : สิทธิในการจดทะเบียนสมรสของกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน" 28/06/2012

เมื่อวันที่  26  มิถุนายน  2555  นายแพทย์แท้จริง  ศิริพานิช  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  ได้รับเชิญจากนักศึกษาห้องเรียนสิทธิมนุษยชน  ปีการศึกษา  ๒๕๕๔ คณะนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  เป็นวิทยากรการเสวนาวิชาการ เรื่อง “สิทธิและความเสมอภาคของบุคคลซึ่งมีความหลากหลายทางเพศ : สิทธิในการจดทะเบียนสมรสของกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน” ณ  ห้องจิตติ  ติงศภัททิย์  ชั้น ๑  คณะนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ท่าพระจันทร์  โดยการเสวนาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้แสดงความคิดเห็นต่อการจดทะเบียนสมรสของกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน  และให้สิทธิในการก่อตั้งครอบครัวของกลุ่มบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศได้รับการรับรองและคุ้มครองอย่างถูกต้องและสมควร

ในช่วงแรกจะเป็นการเสวนาในหัวข้อ  “ชีวิตคู่ของคนรักเพศเดียวกันในสภาวะที่ปราศจากทะเบียนสมรส” โดยนายนที  ธีระโรจนพงษ์  ผู้ประสานงานเครือข่ายอัตลักษณ์ทางเพศกล่าวถึง  แรงบันดาลใจจากการทำงานด้านสิทธิหลากหลายทางเพศ คือ รู้สึกไม่ปลอดภัย  ไม่มั่นคงในชีวิตของกลุ่มคนรักเพศเดียวกันที่แม้จะใช้ชีวิตคู่อยู่ร่วมกัน  ทำมาหากินสร้างครอบครัวมาด้วยกัน  แต่ไม่มีกฎหมายรองรับเมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสียชีวิตทรัพย์สมบัติกลับตกไปสู่ผู้สืบสันดาร  ทำให้คู่ชีวิตได้รับความเดือดร้อน ตนจึงแก้ปัญหาด้วยการไปทำพินัยกรรมเพื่อทรัพย์สมบัติของตนจะได้ตกไปสู่คู่ชีวิต และกล่าวอีกว่า  หากกฎหมายรับรองชีวิตคู่ของกลุ่มคนรักเพศเดียวกันผ่าน จะสามารถแก้ปัญหาชายถูกทอมหรือดี้หลอกหรือหญิงถูกเกย์หลอกได้

คุณพริษฐ์  ชมชื่น  ตัวแทนกลุ่มอัญจารี  กล่าวว่าที่ต้องการให้มีกฎหมายรับรองชีวิตคู่ในกลุ่มคนรักเพศเดียวกันนั้นเนื่องจากต้องการให้สังคมยอมรับในการใช้ชีวิตคู่  โดยมองในด้านความรู้สึกถึงความเป็นครอบครัวเดียวกัน  คู่ชีวิตของตนไม่ใช่คนนอกครอบครัวที่จะสามารถประกอบนิติกรรมได้เหมือนชายจริงหญิงแท้  ซึ่งหากสามารถผลักดันให้กฎหมายนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยได้จะเป็นต้นแบบให้กับประเทศเพื่อนบ้านได้เพราะยังไม่มีประเทศใดในอาเซียนที่มีกฎหมายนี้

จากนั้นเป็นการแสดงความคิดเห็นและบรรยายในหัวข้อเรื่อง “การจดทะเบียนสมรสของกลุ่มคนรักเพศเดียวกันในประเทศไทย”  โดยอาจารย์อิทธิพล  ปรีติประสงค์  ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว  มหาวิทยาลัยมหิดล  กล่าวถึงสิทธิที่จะก่อตั้งครอบครัวซึ่งมีระบุไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ดังนั้นกลุ่มคนรักเพศเดียวกันควรที่จะได้รับ (๑) ทรัพย์สินและมรดกของคู่ชีวิต  (๒) สิทธิในการรับค่าลดหย่อนในการคำนวณภาษี  (๓) มีสิทธิในการประกันชีวิต  ซึ่งในประเทศอังกฤษได้มีความพยายามที่จะรับรองสิทธิที่หายไปของคนกลุ่มนี้

นายแพทย์แท้จริง  ศิริพานิช  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  ได้กล่าวว่าการไม่มีกฎหมายรับรองชีวิตคู่ในกลุ่มคนรักเพศเดียวกันนั้นเป็นการละเมิดสิทธิเพราะทุกคนเกิดมาเป็นมนุษย์ อยากมีศักดิ์ศรีด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งมีระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ  ซึ่งศักดิ์ศรีคือการที่ได้อยู่โดยไม่ถูกกด  หรือถูกทำให้เสียอิสรภาพ  การอยู่ได้อย่างภาคภูมิใจและได้รับการยอมรับตราบเท่าที่ไม่ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น  มนุษย์ที่อยู่ในสังคมจึงจะต้องมีกฎ  กติกา  ซึ่งกฎหมายจะต้องให้ความยุติธรรมกับทุกคน 

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงบุคคลที่ต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิมนุษยชน  เช่น กาลิเลโอ กาลิเลอี ชาวอิตาลี เจ้าของทฤษฎีโลกกลมจนถูกลงโทษ  และถูกจองจำ และมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์  ผู้นำขบวนการเรียกร้องสิทธิเสมอภาคของชาวผิวดำ  ชาวอเมริกัน ที่ถูกกีดกันไม่ให้คนผิดดำขึ้นรถ  หากไม่มีการต่อสู้ในวันนั้น  ในวันนี้สหรัฐอเมริกาจะไม่มี บารัค โอบามา จึงเห็นว่ากว่าที่จะพิสูจน์ได้ต้องใช้เวลาเรียกร้องในสิ่งที่ทุกคนไม่เห็นด้วย  เพราะมนุษย์ยังไม่เข้าใจธรรมชาติแต่เมื่อมนุษย์เรียนรู้มากขึ้นก็จะพบถึงความหลากหลาย กฎหมายนี้จึงเป็นเรื่องของสิทธิเสรีภาพที่ชัดเจนจะต้องมีการแก้กฎหมายและต้องช่วยกันผลักดันร่วมกันกับนักเคลื่อนไหว  แม้มนุษย์จะไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง  ทั้งที่ธรรมชาติมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเราจึงจะต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิและเสรีภาพ แม้ต้องเสียสละทั้งชีวิตก็ตาม

และยังกล่าวอีกว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือและช่วยชี้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่  และเสนอให้นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ซึ่งเป็นผู้จัดงานในวันนี้ช่วยกันผลักดันให้กฎหมายนี้ให้ผ่านไปให้ได้

รศ.วิมลศิริ  ชำนาญเวช  อาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มองว่ากฎหมายครอบครัวเป็นสิทธิส่วนตัวของทุกคน  แต่ไม่มีการพูดถึงเพศอื่น ๆ นอกจากชาย-หญิง  โดยใช้วิธีออกกฎหมายโดยคำนึงถึงการมีบุตรได้  โดยในอดีตกฎหมายลักษณะอาญา รศ. ๑๒๗  ชายมีเพศสัมพันธ์กับชายมีความผิดทางอาญาแต่ภายหลังได้มีการยกเลิกกฎหมายดังกล่าว  เพราะถือว่าการมีเพศสัมพันธ์เป็นเสรีภาพ และมองว่าเป็นอาชญากรรมทางเพศไม่ได้เพราะไม่มีเหยื่อผู้เสียหาย   ซึ่งปัจจุบันสังคมเปลี่ยนแปลง ควรให้มีการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ 

นางสาวนัยนา  สุภาพึ่ง  ผู้ประสานงานมูลนิธิธีรนาถ  กาญจนอักษร  กล่าวว่า หากจะผลักดันกฎหมายแต่งงานทุกคนจะต้องช่วยกัน  โดยดูจากกฎหมายปัจจุบันที่มีอยู่  หรือศึกษาจากคำพิพากษานำมาอ้างอิง  โดยการที่จะผลักดันกฎหมายฉบับใหม่ต้องมีการขับเคลื่อนโดยภาคประชาชน  ทั้งนี้กฎหมายนั้นจะต้องเป็นประโยชน์กับทุกคนมิใช่เพียงกลุ่มคนรักเพศเดียวกันเท่านั้น  หากสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้กฎหมายนี้จะเป็นกฎหมายที่ช่วยยกระดับความรู้ของครอบครัว สังคม ครู โรงเรียน  โดยต้องนำเสนอให้เห็นว่าประเด็น LGBT เป็นคุณูปการที่จะสอนสังคม  เพราะคนกลุ่มนี้เลือกที่จะเป็นตัวเอง เขาคือมนุษยชาติที่จะกำหนดชีวิตตัวเอง  ฉะนั้นเราเรียนรู้จาก LGBT ว่า ในอดีตมีกฎหมาย ๒ กล่องคือ กล่องชายและกล่องหญิง  อย่าพยายามจำแนกกลุ่มนี้ เพราะเราไม่สามารถระบุได้ว่า ใครเป็นกลุ่มคนประเภทใด ท้ายที่สุดต้องให้เป็นทางเลือกและการตัดสินใจของตนเอง 

โลกมีการเปลี่ยนแปลง จะต้องให้คนตัดสินใจด้วยตนเอง มิใช่ให้ กฎหมายเป็นตัวตัดสินใจให้